- หน้าแรก
- ผมเป็นพ่อของตัวร้ายนะ ทำไมนางเอกถึงอยากเป็นลูกบุญธรรมผมล่ะเนี่ย
- บทที่ 6 นางเอกตัวน้อยกับเรียวขายาวในถุงน่องผ้าไหมสีขาว
บทที่ 6 นางเอกตัวน้อยกับเรียวขายาวในถุงน่องผ้าไหมสีขาว
บทที่ 6 นางเอกตัวน้อยกับเรียวขายาวในถุงน่องผ้าไหมสีขาว
ช่วงบ่าย
ผู่ตง โรงเรียนมัธยมเอกชนซ่างเต๋อ
หรือที่รู้จักกันในนามโรงเรียนผู้ดี
บรรดานักเรียนต่างจับกลุ่มหยอกล้อกันเป็นกลุ่มเล็กๆ อยู่บริเวณทางเข้า มันเป็นเวลาเลิกเรียน บรรยากาศจึงดูคึกคักเป็นพิเศษ
ชายหนุ่มคิ้วเข้มในทรงผมสกินเฮดที่ดูสะอาดสะอ้าน รูปร่างหน้าตาหล่อเหลาและดูเย็นชา กำลังจ้องมองไปที่ประตูโรงเรียน
"หลิวซือหาน"
"ซือหาน!"
"พ่อกลับมาแล้ว..."
"กลับมาฉลองวันเกิดปีแรกกับลูก"
ชายผมสกินเฮดพึมพำกับตัวเอง
เขาคือ หลินฮั่น
จุดประสงค์หลักในการกลับประเทศจีนครั้งนี้ก็เพื่อสานสัมพันธ์พ่อลูก
และประจวบเหมาะกับที่ใกล้จะถึงวันเกิดของลูกสาวพอดี
พล็อตเรื่องช่างน้ำเน่าสิ้นดี
เมื่อสิบสามปีก่อน เขาประสบอุบัติเหตุหลังจากการเมามาย จนเกิดค่ำคืนอันแสนหวานกับพี่สาวข้างบ้านที่อายุมากกว่าเขาถึงสามปี
จากนั้นหลินฮั่นก็เดินทางไปต่างประเทศ
เวลาล่วงเลยมาถึงสิบสามปี
ตอนที่เขาไปต่างประเทศ เขาอายุแค่สิบเจ็ด แต่ปีนี้เขาอายุสามสิบแล้ว
ส่วนหลิวซือหานปีนี้อายุสิบสอง เรียนอยู่ชั้นมัธยมต้นปีที่หนึ่ง!
สำหรับแม่ของเธอนั้น เสียชีวิตระหว่างการคลอดลูก
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลิวซือหานเติบโตมาจากการเลี้ยงดูของคุณยาย
แต่หลินฮั่นก็คอยส่งเงินจำนวนมากมาเป็นค่าเลี้ยงดูโดยใช้ชื่อการบริจาคบังหน้า และยังใช้เส้นสายส่งหลิวซือหานเข้าเรียนในโรงเรียนผู้ดีอีกด้วย
อันที่จริง ตอนที่เฉาชวนเห็นเนื้อเรื่องท่อนนี้ เขาก็รู้สึกงุนงงเล็กน้อย
ในฐานะพ่อ จำเป็นต้องส่งค่าเลี้ยงดูในนามของเงินบริจาคเพื่อการกุศลด้วยเหรอ?
แถมยังไม่กลับมาดูดำดูดีลูกเลยตลอดสิบกว่าปีเนี่ยนะ?
บ้าเอ๊ย สมองแกต้องมีปัญหาแน่ๆ
หลังจากอ่านเนื้อเรื่องจนจบ เขาก็ตระหนักได้ว่านักเขียนจงใจสร้างความขัดแย้ง ทำให้ลูกสาวปฏิเสธที่จะยอมรับพ่อของตัวเองในตอนแรก เพื่อยัดเยียดบทให้เกิดความเข้าใจผิด
พูดง่ายๆ ก็คือ จะหาวิธียืดจำนวนคำให้มันเนียนกว่านี้ไม่ได้หรือไง?
เห็นคนอ่านเป็นคนโง่หรือไง
นี่มันก็แค่การแถเพื่อเพิ่มยอดคำชัดๆ
สรุปก็คือ
ลูกสาวอยู่ชั้นมัธยมต้นปีที่หนึ่งและไม่เคยเจอหน้าพ่อของตัวเองเลย
แถมเธอยังแอบเกลียดพ่อที่เธอไม่เคยพบหน้า เพราะเธอได้ยินมาจากคุณยายว่า ตอนที่แม่ของเธอเสียชีวิตจากการคลอดลูก พ่อของเธอก็ไม่แม้แต่จะโผล่หัวมา ทอดทิ้งทั้งลูกและเมีย
นี่คือต้นตอความเกลียดชังของเธอ
หลิวซือหานรู้เพียงว่ามีคุณลุงใจดีคนหนึ่ง ที่คอยมอบค่าครองชีพและค่าเล่าเรียนให้เธอผ่านองค์กรการกุศลทุกๆ ปี
ครอบครัวของคุณยายเธอก็ยากจนมากและต้องดิ้นรนอย่างหนัก
หากไม่ได้คุณลุงคนนี้ เธอคงไม่มีโอกาสได้ไปโรงเรียนด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับโรงเรียนผู้ดีแบบนี้... ในที่สุด
ลูกสาวของเขาก็ปรากฏตัวขึ้น
เด็กสาวหน้าตาสะสวยและดูสดใสวัยแรกรุ่นในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาว กระโปรงนักเรียนสีดำ เรียวขายาวสวมถุงน่องสีขาวและรองเท้าหนังคู่เล็ก กำลังเดินจับมือกับเพื่อนสนิท พูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน
หลินฮั่นลังเลอยู่ไม่กี่วินาที ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก
ดูเหมือนว่าเขาจะตัดสินใจได้แล้ว เขาจึงก้าวเดินไปข้างหน้า มุ่งมั่นที่จะพบเธอให้ได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แม้ว่าเธอจะเกลียดเขา แต่มันก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสายเลือดที่เชื่อมโยงกันได้
ทว่าในตอนนั้นเอง... รถตำรวจสามคันก็แล่นมาจอดเทียบริมถนน
ภายใต้ระบบกล้องวงจรปิดของเมือง หลินฮั่นจึงไม่มีที่ให้หลบซ่อน
เขาเดินทางกลับมาอย่างถูกกฎหมาย ทำให้ถูกแกะรอยได้ง่ายจนเกินไป
"หลินฮั่น"
"พวกเรามาจากหน่วยคดีอาญาร้ายแรงของสำนักงานเทศบาล เราต้องการให้คุณให้ปากคำเพื่อช่วยเหลือในคดีทำร้ายร่างกาย"
"ตามพวกเรามาซะ"
รถสามคันมาถึงพร้อมกับเจ้าหน้าที่กว่าสิบชีวิตที่มีอาวุธครบมือ
หลังจากลงจากรถ พวกเขาต่างมีสีหน้าระแวดระวัง และวินาทีต่อมาพวกเขาก็กระจายกำลังล้อมหลินฮั่นเอาไว้
ใครใช้ให้หลินฮั่นมีประวัติเป็นถึงทหารรับจ้างระดับนานาชาติกันล่ะ?
ปลอดภัยไว้ก่อนย่อมดีกว่า
"???"
หลินฮั่นมีสีหน้างุนงง คดีทำร้ายร่างกายงั้นเหรอ?
บ้าไปแล้ว
ไม่มีทาง
หรือว่าจะเป็นพวกเศรษฐีรุ่นสองที่เขาซ้อมไปเมื่อวันก่อน?
เด็กรุ่นสองของจีนมันขี้ขลาดถึงขนาดต้องโทรเรียกตำรวจเลยงั้นเหรอ?
เขามั่นใจในน้ำหนักหมัดของตัวเองมาก ก็แค่เตะไข่แตกเองไม่ใช่หรือไง? จะอะไรนักหนา? ถึงกับต้องแจ้งความเลยเนี่ยนะ?
ล้อเล่นกันแค่นี้ก็รับไม่ได้ บ้าบอชะมัด
เวรเอ๊ย
ใบหน้าของหลินฮั่นมืดทะมึนลงอย่างเห็นได้ชัด
เหตุการณ์นี้ทำให้การพบหน้าซือหานต้องล่าช้าออกไป ซึ่งมันทำให้เขาเดือดดาลสุดๆ
เขาหนีตอนนี้ไม่ได้แล้ว ถ้าหนี เขาจะต้องถูกออกหมายจับอย่างแน่นอน และนั่นอาจจะส่งผลกระทบต่อซือหานได้
เขาน่าจะรู้ตัวแต่แรกว่าควรจะลักลอบกลับมาโดยไม่ใช้ตัวตนที่แท้จริง
สีหน้าของหลินฮั่นมืดมนลง เขาคิดทบทวนมากมายหลายอย่าง
ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็ไม่ได้ขัดขืน
แต่ภายในใจของเขากลับยิ่งเกลียดชังไอ้เศรษฐีรุ่นสองคนนั้นมากขึ้นไปอีก ถ้าเขาพาซือหานไปได้เมื่อไหร่ เขาจะฆ่ามันทิ้งซะ
บุตรแห่งโชคชะตาก็มักจะมีนิสัยแบบนี้แหละ หากใครทำผิดต่อเขาเพียงนิดเดียว เขาก็พร้อมจะฆ่าล้างโคตรอีกฝ่ายโดยไม่ตะขิดตะขวงใจเลย
ซึ่งวิธีการแบบนี้มักจะถูกเชิดชูว่า: เด็ดขาดและเหี้ยมโหด
สรุปก็คือ เขาจะเป็นฝ่ายได้เปรียบเพียงอย่างเดียว คนอื่นจะมาเอาเปรียบเขาแม้แต่เส้นขนก็ไม่ได้
ไม่อย่างนั้น เขาคงจะเสียหน้าแย่
เขายังรู้สึกราวกับว่าศักดิ์ศรีของตัวเองถูกเหยียบย่ำและดูถูก... หลินฮั่นถูกคุมตัวขึ้นรถไป
ผู้คนมากมายบริเวณหน้าโรงเรียนต่างก็เห็นเหตุการณ์
พวกเขาเริ่มซุบซิบนินทากัน
รวมไปถึงหลิวซือหาน ที่เพิ่งเดินออกมาจากประตูโรงเรียนพร้อมกับเพื่อนสนิทของเธอ
"หานหาน คุณตำรวจเยอะแยะเลย!" เด็กสาวมัธยมต้นอีกคนเอ่ยขึ้น
หลิวซือหานพยักหน้า "พวกเขาต้องมาจับคนร้ายแน่ๆ เลย"
แต่ระยะห่างมันไกลเกินกว่าจะเห็นหน้าคนร้าย
"อื้มๆๆ ต้องเป็นคนร้ายแน่ๆ โห คุณตำรวจหล่อจัง! โตขึ้นฉันจะแต่งงานกับคุณตำรวจให้ได้เลย!"
"พวกเราเพิ่งจะอยู่มอต้นเองนะ"
"ถึงได้บอกไงว่า 'โตขึ้น' น่ะ ฮึ่มๆ!"
หลิวซือหานหลุดหัวเราะออกมาทันที เธอมีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่าเด็กในวัยเดียวกันมาก ซึ่งนั่นเกี่ยวข้องกับพื้นเพครอบครัวของเธอ
ทว่าลึกๆ แล้ว เธอก็มองว่าพวกคุณตำรวจนั้นหล่อมากจริงๆ โดยเฉพาะตอนที่หลายๆ คนชักปืนออกมาเมื่อกี้
มันให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก
หลิวซือหานมีความคล้ายคลึงกับเหลยถิงเล็กน้อย ตรงที่ขาดความรู้สึกปลอดภัยเป็นอย่างมาก
หัวใจของเธอเต็มไปด้วยบาดแผล
แต่มันถูกปกปิดเอาไว้ภายใต้เปลือกนอกที่งดงามและมองโลกในแง่ดี จึงไม่มีใครรับรู้ถึงความว้าวุ่นภายในใจของเธอ... ไม่นานหลังจากที่หลินฮั่นถูกพาตัวไป
รถเบนท์ลีย์คันหนึ่งก็มาจอดเทียบอยู่ริมถนน
ภายในรถ เฉาชวนมองไปที่หลิวซือหานผ่านกระจกรถไปยังฝั่งตรงข้ามของถนน
เขาเพิ่งจะตรวจสอบข้อมูลของเธอและมีรูปถ่ายของเธออยู่แล้ว จึงจำเธอได้ตั้งแต่แรกเห็น
เด็กสาวคนนี้สวยมากจริงๆ เป็นคนสวยมาตั้งแต่เด็ก
เธออายุยังไม่ถึงสิบสามปีเลยด้วยซ้ำ
หากรูปร่างหน้าตาของเธอพัฒนาอย่างเต็มที่ เธอจะไม่ได้ด้อยไปกว่านางเอกคนไหนๆ เผลอๆ อาจจะเหนือกว่านางเอกทุกคนด้วยซ้ำ
ชุดนักเรียนโรงเรียนเอกชนก็ดูดีทีเดียว: กระโปรงสีดำ ถุงน่องสีขาว รองเท้าหนังคู่เล็ก
อย่างที่เขากล่าวกันว่า: ชุดนักเรียนหญิง ถุงน่องสีขาว และรองเท้าหนังคู่เล็ก เท่ากับความน่ารักน่าชัง!
"พี่สาม"
ผ่านไปสักพัก เฉาชวนก็เอ่ยขึ้น
"ครับบอส!" บอดี้การ์ดที่นั่งอยู่เบาะหน้าข้างคนขับรีบหันขวับมาอย่างรวดเร็วด้วยความเคารพ
"นายแอบตามเธอไปเงียบๆ ถ้าเธอตกอยู่ในอันตรายก็เข้าไปช่วย ถ้าเธอถาม นายก็ตอบไปแบบนี้..." เฉาชวนชี้ไปทางหลิวซือหานและกระซิบสั่งการสองสามประโยค
พี่สามพยักหน้ารับและพูดว่า "เข้าใจแล้วครับ"
หลังจากพูดจบ พี่สามก็ลงจากรถและสะกดรอยตามหลิวซือหานไปโดยไม่ปริปากถามอะไรสักคำ
หลิวซือหานจะตกอยู่ในอันตรายงั้นเหรอ?
ตลอดสิบสองปีในชีวิตของเธอ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมชั้น คุณครู หรือเพื่อนฝูง ใครๆ ก็ต่างชื่นชอบเธอทั้งนั้น
เธอสวย สุภาพ และเรียนเก่ง... มีข้อดีนับไม่ถ้วน
เธอเองก็ไม่เคยเผชิญกับอันตรายใดๆ มาก่อน
ทว่า
ตอนนี้เรื่องราวมันเปลี่ยนไปแล้ว
เมื่อหลินฮั่นปรากฏตัวขึ้น หลิวซือหานจะต้องพบเจอกับอันตรายและปัญหามากมายนับไม่ถ้วน
ไม่แปลกใจเลยที่บุตรแห่งโชคชะตาจะเป็นตัวซวยอย่างแท้จริง
ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหน ใครสักคนแถวนั้นจะต้องซวยไปด้วย โดยเฉพาะเพื่อนๆ ของเขา ยิ่งสนิทกันมากเท่าไหร่ ความโชคร้ายก็จะยิ่งหนักหนาขึ้นเท่านั้น
ไม่บริษัทล้มละลาย ก็พ่อแม่เพื่อนป่วยหนัก ไม่ก็มีสาวสวยโดนวางยา หรือแม้แต่จีบหญิงไม่ติดจนถึงขั้นต้องลักพาตัว
ไม่ว่าจะทางไหน เหตุการณ์น้ำเน่าเป็นซีรีส์ก็จะต้องเกิดขึ้นแน่ๆ
ไม่อย่างนั้น บุตรแห่งโชคชะตาจะเอาอะไรไปโชว์ออฟและแสดงพลังให้คนอื่นเห็นล่ะ?
ก็เหมือนกับจงชิงเอ๋อร์เมื่อคืนนี้
เฉาเจิ้งหยาง ลูกชายตัวดีของเฉาชวน ตามจีบจงชิงเอ๋อร์มาตั้งหลายปี ทำตัวเป็นสุนัขรับใช้มาตลอด เป็นพวกชอบเลียแข้งเลียขาอย่างมีความสุข
แต่จู่ๆ ระหว่างที่กำลังประจบประแจง เขาก็เกิดบ้าบิ่นขึ้นมาซะงั้น อยากจะลงไม้ลงมือกับเธอ แถมยังด่าว่าเธอเป็นผู้หญิงร่านที่เอาใจยาก เชื่อเขาเลยไหมล่ะ?
นี่แหละคืออานุภาพของการโดนลดทอนสติปัญญา
และมันก็เป็นอานุภาพของตัวซวยด้วยเหมือนกัน
เมื่อบุตรแห่งโชคชะตาปรากฏตัวขึ้น ย่อมไม่มีใครรอบตัวเขาที่ได้พบกับความสงบสุขเลย
เหมือนโคนันนั่นแหละ ไปที่ไหนก็มีคนตายที่นั่น
มันเป็นเรื่องที่เหนือธรรมชาติจริงๆ
ตามเนื้อเรื่อง หลินฮั่นได้พบกับลูกสาวเป็นครั้งแรกและช่วยเหลือเธอเอาไว้
ซึ่งเวลานั้นก็ควรจะเป็นวันนี้นี่แหละ... ในระหว่างที่พูดคุยกันอยู่นั้น
หลิวซือหานกับเพื่อนสนิทของเธอก็เดินเข้าไปในตรอก
เมื่อทะลุตรอกนี้ไปก็จะเป็นถนนของกินเล่น ซึ่งเป็นที่ที่พวกเธอมักจะไปกินมื้อเย็นกัน
"โย่ สมกับเป็นเด็กโรงเรียนผู้ดี ชุดนักเรียนดูดีชะมัด ขาขาวๆ ยาวๆ ในถุงน่องนั่นอีก ฮี่ๆๆ..."
พวกเธอเพิ่งจะเดินเข้ามาในตรอก
ชายหัวทองสามคนกำลังนั่งยองๆ อยู่ริมถนน สูบบุหรี่และผิวปากแซว
ถ้อยคำที่พวกเขาพ่นออกมาก็ล้วนแต่ลามกและหยาบโลน
สีหน้าของหลิวซือหานเปลี่ยนไป เธอรีบดึงแขนเพื่อนสนิทให้เดินเร็วขึ้น และพยายามเมินเฉยต่อพวกเขา
ชายทั้งสามคนเห็นว่าเป็นแค่เด็กสาวตัวเล็กๆ ที่ไม่กล้ามีเรื่องด้วย พวกเขาจึงลุกพรวดขึ้นและสาวเท้าเดินเข้ามาขวางหน้าพวกเธอเอาไว้ทันที
"พวกนายต้องการอะไร?" หลิวซือหานหน้าซีดเผือดลงเล็กน้อย แต่เธอก็ยังคงเอาตัวบังเพื่อนสนิทไว้ด้านหลังและถอยหลังไปสองก้าว
"พวกเราต้องการอะไรงั้นเหรอ? ฮี่ๆๆ ก็แค่อยากให้พวกน้องสาวมาคุยเล่นด้วยหน่อย ไปแทงบิลเลียด กินหม้อไฟด้วยกัน เป็นไง เดี๋ยวพวกพี่ชายจะพาไปสนุกเอง รับรองว่าพวกน้องจะต้องติดใจจนลืมไม่ลง!"
"ฮี่ๆๆ..."
พวกผู้ชายหัวเราะอย่างชั่วร้าย พลางเดินต้อนเด็กสาวทั้งสองคน
หลิวซือหานเพิ่งเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้เป็นครั้งแรก เธอจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นตระหนกเล็กน้อย
"พวกนายอย่าเข้ามานะ ไม่งั้นฉันจะร้องให้คนช่วยจริงๆ ด้วย..."
"ร้องเลยสิ เสียงน้องเพราะจะตาย ขืนร้องดังๆ พวกพี่จะยิ่งมีอารมณ์นะ ฮ่าๆๆๆ... เวรเอ๊ย คิดจะหนีเหรอ"
"จับพวกมันไว้"
หลิวซือหานฉุดกระชากเพื่อนสนิทที่กำลังตัวสั่นเทาไม่แพ้กัน แล้วหันหลังวิ่งหนี
โชคร้ายที่เด็กมัธยมต้นสู้ความเร็วของพวกอันธพาลวัยสิบหกสิบเจ็ดปีไม่ได้เลย
ชั่วพริบตาเดียว พวกเธอก็ถูกจับตัวได้
ทว่า... ก่อนที่ชายทั้งสามคนจะได้แตะต้องตัวหลิวซือหาน ร่างทะมึนของใครบางคนก็พุ่งพรวดออกมา
หมัดเดียว สองเตะ
ชายทั้งสามคนกระเด็นลอยไปไกลหลายเมตร นอนกองอยู่บนพื้นจนร้องไม่ออกด้วยซ้ำ
หน้าอกของพวกเขาถูกกระแทกอย่างแรงจนจุกและหายใจไม่ออก
"???"
หลิวซือหานหันขวับกลับมา จ้องมองไปที่พี่สามด้วยความตกตะลึง
พี่สามมีหน้าตาธรรมดา รูปหน้าเหลี่ยม และมีโครงหน้าที่คมคาย มองแวบเดียวก็รู้เลยว่าเขาไม่ใช่คนที่จะไปล้อเล่นด้วยได้
"ขะ-ขอบคุณค่ะคุณลุง" หลิวซือหานรีบกล่าวขอบคุณเขาอย่างรวดเร็ว
เพื่อนสนิทตัวน้อยที่อยู่ข้างๆ เธอก็เอ่ยขอบคุณเขาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเช่นกัน
พี่สามเอ่ยว่า "ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก บอสของฉันสั่งให้มาปกป้องเธอ พวกเธอสองคนก็รีบไปจากที่นี่ซะ จะได้ไม่ต้องมีปัญหาอีก"
พอพูดจบ พี่สามก็หันหลังเดินจากไป
บอสเหรอ?
บอสอะไรกัน?
ปกป้องฉันเนี่ยนะ?
ขณะที่มองดูแผ่นหลังของพี่สามที่กำลังเดินจากไป จู่ๆ หลิวซือหานก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เธอจึงหันไปบอกเพื่อนสนิทว่า "เธอเดินกลับโรงเรียนไปก่อนนะ" จากนั้นก็ปล่อยมือเพื่อนสนิทแล้วรีบสับเท้าวิ่งตามเขาไป
ฝีเท้าของเธอไม่เร็วเท่าพี่สาม แถมยังสะดุดเล็กน้อยเพราะความรีบร้อน
เมื่อเธอไปถึงทางแยก เธอก็เห็นเพียงแค่พี่สามกำลังก้าวขึ้นรถหรูคันหนึ่ง
รถยังไม่ได้แล่นออกไป เพียงแค่จอดอยู่ริมถนน
หลิวซือหานลังเลอยู่ไม่กี่วินาที ก่อนจะข้ามถนนและเดินมาที่รถ เธอประหม่าเล็กน้อยขณะยกมือขึ้นเคาะกระจกรถ
จากคำพูดของพี่สามเมื่อครู่ มีใครบางคนส่งเขามาปกป้องเธอ
ในชีวิตของหลิวซือหานมีคนแปลกหน้าที่สำคัญอยู่สองคน: คนแรกคือพ่อของเธอ และอีกคนคือคุณลุงที่คอยบริจาคเงินให้
ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวเมื่อครู่ก็คือ คนคนนั้นอาจจะเป็นพ่อของเธอ
ส่วนความคิดที่สองก็คือคุณลุงที่คอยอุปถัมภ์ค่าเล่าเรียนให้เธอ
แต่ไม่ว่าจะเป็นใคร เธอก็อยากจะพบพวกเขาอยู่ดี
ถ้าเป็นพ่อ เธออยากจะถามเขาว่าทำไมถึงไม่ยอมมาที่โรงพยาบาลตอนที่แม่ของเธอเสียชีวิต แถมหลายปีที่ผ่านมาก็ไม่เคยมาหาเธอเลย เขายังมีความเป็นคนอยู่หรือเปล่า?
ถ้าเป็นคุณลุงที่บริจาคเงินให้ เธออยากจะกล่าวขอบคุณเขา
กว่าสิบปีแล้ว ตั้งแต่จำความได้ เธอก็รับรู้ถึงการมีอยู่ของบุคคลนี้เสมอมา อาจพูดได้ว่าเขาเป็นคนเลี้ยงดูเธอมา เขาเปรียบเสมือนพ่อบุญธรรมของเธอ ซึ่งเป็นบทบาทที่สำคัญยิ่งกว่าพ่อแท้ๆ เสียอีก
แต่เธอไม่เคยพบหน้าเขา และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร
บางที
หากวันนี้เธอไม่ได้ตกอยู่ในอันตราย คงไม่มีใครโผล่มาช่วยเธอแบบนี้หรอก
และเธอคงไม่มีทางรู้เลยว่ามีคนคอยปกป้องเธออยู่เงียบๆ
เด็กสาวจินตนาการถึงสถานการณ์ต่างๆ นานาไปเองมากมาย
การคิดไปเองนี่แหละที่อันตรายที่สุด... กระจกรถค่อยๆ เลื่อนลง
หลิวซือหานเห็นชายที่นั่งอยู่เบาะหลัง
เป็นคุณลุงที่หล่อเหลาเอามากๆ... หรือว่าพี่ชายกันนะ?
เขาดูไม่ได้อายุเยอะเท่าไหร่... แต่แผ่กลิ่นอายของความเป็นผู้ใหญ่ออกมาอย่างชัดเจน
นี่คือคุณพ่อหรือเปล่า?
หรือว่า...?
หลิวซือหานบอกไม่ถูกเหมือนกัน
ทว่าเมื่อเห็นรอยยิ้มอันอ่อนโยนของเขา หลิวซือหานก็รู้สึกผ่อนคลายลงเล็กน้อย
"ขอบคุณนะคะคุณลุง" หลิวซือหานเอ่ยเสียงเบา ยังไงเธอก็ต้องขอบคุณเขาที่ช่วยชีวิตเธอเอาไว้
เฉาชวนยิ้มบางๆ "ไม่เป็นไรหรอก หนูกินอะไรมาหรือยัง? เดี๋ยวลุงจะพาไปดู... ไปหาอะไรกิน เอาไหม?"
ให้ตายสิ
เขาเกือบจะหลุดปากพูดว่าพาไปดูปลาทองซะแล้ว
อย่าหาทำเชียว
เธออายุยังไม่ถึงสิบสี่เลยด้วยซ้ำ ขืนไปแตะต้องตัวเธอได้โดนข้อหาพรากผู้เยาว์แน่ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ!
ในสถานการณ์ปกติ หลิวซือหานจะไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนแปลกหน้ามากนัก นับประสาอะไรกับการตอบรับคำชวนไปกินข้าว
แต่ตอนนี้ หลิวซือหานลังเลเพียงแค่วินาทีเดียวก่อนจะพยักหน้า "ตกลงค่ะ"
"ขึ้นรถสิ"
เมื่อเข้ามานั่งอยู่ที่เบาะหลัง
ฉากกั้นด้านหน้าก็เลื่อนขึ้นมา
คนขับรถและบอดี้การ์ดจึงไม่สามารถมองเห็นอะไรที่เบาะหลังได้เลย
ภายในพื้นที่เล็กๆ อันปิดทึบแห่งนี้ หลิวซือหานดูจะสงวนท่าทีมากขึ้นเล็กน้อย
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้นั่งรถหรูขนาดนี้ และเธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงตอบตกลงไปอย่างหุนหันพลันแล่น
เธอยังไม่ได้ถามด้วยซ้ำว่าคนคนนี้เป็นใคร
ในตอนนั้นเอง
เฉาชวนก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า "ช่วงนี้การเรียนเป็นยังไงบ้างล่ะ?"
"ดีมากเลยค่ะ"
หลิวซือหานรีบตอบ "เกรดของหนูติดอันดับท็อปๆ ของโรงเรียนมาตลอดเลย คุณครูก็มักจะชมหนูอยู่เสมอ ในการสอบวัดระดับครั้งล่าสุด หนูสอบได้ที่หนึ่งของระดับชั้นด้วยนะคะ"
มีความโอ้อวดแฝงอยู่ในน้ำเสียงของเธอเล็กน้อย
เธอคิดว่า นี่อาจจะเป็นคุณลุงที่คอยบริจาคเงินให้เธอ
เพราะในจินตนาการของเธอ พ่อของเธอไม่มีทางอ่อนโยนได้ขนาดนี้ พ่อของเธอจะต้องเป็นคนเลวร้ายและชั่วช้ามากๆ
เขาควรจะเป็นเหมือนคนที่เพิ่งโดนคุณตำรวจจับตัวไปเมื่อกี้นี้
ไม่อย่างนั้น ทำไมเขาถึงไม่ยอมโผล่หน้ามาเลยแม้แต่ตอนที่แม่ของเธอเสียชีวิต และหายหัวไปกว่าสิบปีเลยล่ะ?
เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้ว
"เก่งจังเลยนะ? ถ้าอย่างนั้นต่อไปหนูก็ต้องตั้งใจเรียนให้มากๆ นะ เรียนพวกการจัดการการเงิน พอโตขึ้นจะได้มาทำงานที่บริษัทของลุง" คำพูดของเฉาชวนดูคุ้นเคยเอามากๆ
หลิวซือหานพยักหน้ารัวๆ
เธอยังไม่ได้คิดเลยว่าอนาคตจะเรียนต่อด้านไหน สำหรับเธอแล้วมันยังเร็วเกินไป
จู่ๆ หลิวซือหานก็เอ่ยถามขึ้นมาว่า "คุณลุงใช่คุณลุงที่คอยอุปถัมภ์หนูหรือเปล่าคะ?"