- หน้าแรก
- จอมราชันย์เวทธาตุทลายสวรรค์
- บทที่ 82: หุบเขาเร้นลับ
บทที่ 82: หุบเขาเร้นลับ
บทที่ 82: หุบเขาเร้นลับ
บทที่ 82: หุบเขาเร้นลับ
"มีธุระจริงๆ นั่นแหละ ทว่า..." อู๋ฮ่าวมองไปรอบๆ ด้วยท่าทีอึกอัก คล้ายมีบางอย่างไม่อยากพูดออกมา
แม้ว่าภายในสวนเจินอู่จะมีนักเรียนอยู่ไม่มากนัก แต่ก็ยังมีคนเดินผ่านไปมาอยู่บ้าง เห็นได้ชัดว่าอู๋ฮ่าวมีความกังวลใจอยู่ไม่น้อย
"เข้ามาคุยข้างในเถอะ" ลู่อวิ๋นเซียวมองปราดเดียวก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังลังเล จึงเอ่ยชวนให้เข้าไปในห้อง
ประตูห้องปิดลง ทั้งสองคนนั่งลงบนเก้าอี้ภายในหอพัก
"ตกลงว่ามีเรื่องอะไรกันแน่? ทำไมต้องทำตัวมีลับลมคมในขนาดนี้ด้วย"
ลู่อวิ๋นเซียวน้ำรินใส่จอกส่งให้อู๋ฮ่าว แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"วันนี้ตอนที่ออกไปล่าสัตว์อสูรในป่าดึกดำบรรพ์ ข้าบังเอิญไปเจอต้นผลมรกตเข้า ผลมรกตบนต้นสุกงอมเต็มที่แล้วด้วย"
อู๋ฮ่าวจิบน้ำอึกหนึ่ง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ผลมรกตงั้นรึ?" ลู่อวิ๋นเซียวชะงักไปเล็กน้อย เขาย่อมรู้จักของสิ่งนี้ดี
ผลมรกตคือสมบัติฟ้าดิน หากกลืนกินเข้าไปจะสามารถยกระดับความแข็งแกร่งและพลังยุทธ์ได้ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ในระดับคุรุยุทธ์และมหาคุรุยุทธ์
สำหรับลู่อวิ๋นเซียวแล้ว ผลมรกตย่อมมีประโยชน์มากกว่านั้น ตอนนี้เขาครอบครองทักษะการหมักสุราระดับกลาง สิ่งที่เขาขาดแคลนก็คือสมบัติฟ้าดิน ผลมรกตนี้ถือเป็นวัตถุดิบในการหมักสุราที่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง
"ถ้าอย่างนั้น เจ้าก็คงจะเจอกับหลามมรกตสินะ?"
เมื่อรู้จักผลมรกต ลู่อวิ๋นเซียวย่อมรู้ดีว่าอู๋ฮ่าวต้องไปเจอเข้ากับอะไร หลามมรกตเป็นสัตว์อสูรชนิดหนึ่งที่มักจะอาศัยอยู่คู่กับผลมรกต ร่างกายของมันปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีเขียวมรกตที่ดูราวกับผลึกคริสตัล พลังป้องกันของมันนั้นนับว่าน่าสะพรึงกลัวทีเดียว
ในเมื่อมีต้นผลมรกตปรากฏขึ้น หลามมรกตก็ย่อมต้องอยู่ที่นั่นด้วย สัตว์อสูรอย่างหลามมรกตจะคอยเฝ้าพิทักษ์ต้นผลมรกตโดยเฉพาะ
"ใช่ ข้าเจอกับหลามมรกตระดับสาม แถมยังได้ปะทะกับมันด้วย พละกำลังของหลามมรกตระดับสามตัวนั้นแข็งแกร่งเกินไป ข้าไม่ใช่คู่มือของมันเลย"
"ข้าก็เลยตั้งใจมาเชิญเจ้าให้ไปดัวยกัน ผลมรกตทั้งหมดที่ได้มา พวกเราจะแบ่งกันคนละครึ่ง"
อู๋ฮ่าวเป็นคนตรงไปตรงมา เขาจึงไม่คิดจะปิดบังสิ่งใดเลยแม้แต่น้อย
ด้วยความแข็งแกร่งของเขา ย่อมไม่ใช่คู่ต่อกรของหลามมรกต ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องหาคนมาช่วย
ภายในสำนักศึกษา เขาคนสนิทชิดเชื้อกับลู่อวิ๋นเซียวมากที่สุด อีกทั้งความแข็งแกร่งของลู่อวิ๋นเซียวก็สูงพอและยังไว้ใจได้ เขาจึงนึกถึงลู่อวิ๋นเซียวเป็นคนแรก
"อย่างนั้นรึ?" ลู่อวิ๋นเซียวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม "หลามมรกตตัวนั้นอยู่ประมาณระดับไหน? ระดับสามขั้นต้น หรือระดับสามขั้นกลาง?"
"น่าจะระดับสามขั้นต้น ไม่อย่างนั้นข้าคงหนีรอดมาไม่ได้แน่ ทว่าด้วยข้อได้เปรียบทางสรีระของสัตว์อสูร มันย่อมไม่ได้อ่อนแอไปกว่าสี่มหาคุรุยุทธ์ของสำนักศึกษาเท่าไหร่นัก"
สี่ยอดคุรุยุทธ์แห่งสำนักศึกษา ได้แก่ ลู่เฟิง เฉินอวี่ หลี่เฉิง และจ้าวกวงอวิ๋น ทั้งหมดล้วนเป็นมหาคุรุยุทธ์สี่ดาว
บางทีตอนนี้พวกเขาอาจจะทะลวงผ่านไปถึงระดับห้าดาวแล้วก็เป็นได้ ไม่มีใครรู้แน่ชัด พวกเขาคือสี่ยอดฝีมือแห่งสำนักศึกษาภายนอกที่ทุกคนต่างยอมรับ
"ก็น่าลองดูอยู่นะ" ลู่อวิ๋นเซียวลูบปลายคางพลางพึมพำ
ตอนนี้เขาเป็นถึงคุรุยุทธ์หกดาวแล้ว หากเขาปลดปล่อยพลังออกมาเต็มที่ การจะสู้กับมหาคุรุยุทธ์ก็ถือเป็นเรื่องง่ายดาย
ผู้คนในสำนักศึกษาภายนอกรู้จักเพียงสี่ยอดฝีมือเท่านั้น แต่พวกเขาคงคิดไม่ถึงว่า อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งสำนักศึกษาภายนอกอย่างเขาได้เติบโตขึ้นมากแล้ว แม้จะต้องปะทะกับสี่ยอดฝีมือนั่น เขาก็ไม่ได้ด้อยกว่าเลยแม้แต่น้อย
"ไปกันแค่สองคนงั้นรึ? เจ้าไม่คิดจะชวนคนอื่นไปด้วยเลยหรือไง" ลู่อวิ๋นเซียวเอ่ยถามต่อ
"แค่เราสองคนก็พอแล้ว ข้ารู้ว่าเจ้าหมอนี่สามารถรับมือกับมหาคุรุยุทธ์ได้อย่างแน่นอน เผลอๆ อาจจะฆ่าพวกนั้นได้ด้วยซ้ำ มีข้าบวกเข้าไปอีกคน แค่นี้ก็เหลือเฟือแล้ว"
อู๋ฮ่าวกล่าวเสียงเบา เขารู้จักลู่อวิ๋นเซียวดีเกินไป สำหรับลู่อวิ๋นเซียวแล้ว การต่อสู้ข้ามระดับขั้นถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา
ส่วนตัวเขา อู๋ฮ่าว ก็ไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป หากทุ่มสุดกำลัง เขาก็สามารถต่อกรกับคุรุยุทธ์เก้าดาวได้เช่นกัน เมื่อพวกเขาสองคนร่วมมือกัน การจะจัดการกับหลามมรกตระดับสามขั้นต้นย่อมไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่อวิ๋นเซียวก็คลี่ยิ้มบางๆ ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธแต่อย่างใด
"เราจะออกเดินทางกันเมื่อไหร่?" ลู่อวิ๋นเซียวเอ่ยถามเสียงเรียบ
"เช้าวันพรุ่งนี้ ข้าต้องฟื้นฟูร่างกายก่อน ข้าได้รับบาดเจ็บมาเล็กน้อยตอนที่สู้กับหลามมรกตระดับสามตัวนั้น" น้ำเสียงของอู๋ฮ่าวดังขึ้น
"ตกลง!" ลู่อวิ๋นเซียวพยักหน้า น้ำเสียงกังวานใสตอบรับ
...
วันรุ่งขึ้น ทันทีที่แสงอรุณเบิกฟ้า ลู่อวิ๋นเซียวและอู๋ฮ่าวก็ก้าวออกจากประตูสำนักศึกษา และมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าดึกดำบรรพ์บริเวณชานเมืองเจียหนาน
ป่าดึกดำบรรพ์แห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาลนัก แม้จะขี่กริฟฟอนบินข้ามไปก็ยังต้องใช้เวลาถึงหนึ่งวันเต็ม นั่นก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงความกว้างใหญ่ของมันแล้ว
พื้นที่บางส่วนของป่าดึกดำบรรพ์ได้รับการสำรวจโดยสถานศึกษาเจียหนานแล้ว ในขณะที่บางส่วนนั้น แม้แต่สถานศึกษาเจียหนานก็ยังเข้าไปไม่ถึง
สถานที่ที่อู๋ฮ่าวไปค้นพบนั้น เห็นได้ชัดว่าเป็นพื้นที่ที่สถานศึกษาเจียหนานไม่เคยเข้าไปสำรวจมาก่อน
ภายในป่าดึกดำบรรพ์มีสัตว์อสูรอาศัยอยู่มากมาย ซึ่งถือว่าอันตรายเป็นอย่างยิ่ง
การล่าสัตว์อสูรถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการฝึกฝนสำหรับนักเรียนในสถานศึกษาเจียหนานมาโดยตลอด บางทีนี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่สถานศึกษาเจียหนานถูกสร้างขึ้นภายในป่าดึกดำบรรพ์แห่งนี้
ป่าดึกดำบรรพ์ในยามเช้าตรู่ถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอกสีขาวบางๆ ทำให้ทัศนวิสัยพร่ามัวและมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ไม่ชัดเจนนัก
ลู่อวิ๋นเซียวและอู๋ฮ่าวเดินเคียงข้างกันเข้าไปในป่าดึกดำบรรพ์ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เมื่อก้าวเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ สิ่งที่ขาดไม่ได้เป็นอันดับแรกเลยก็คือความระแวดระวัง
"เราจะไปทางไหนต่อ?" กระบี่รุ้งทะยานถูกชักออกจากฝักในชั่วพริบตา ฟาดฟันงูเพลิงชาดระดับหนึ่งที่พุ่งเข้ามาใส่จนขาดเป็นสองท่อน ลู่อวิ๋นเซียวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ทางนี้" อู๋ฮ่าวชี้มือไปยังทิศทางหนึ่ง เพื่อป้องกันการหลงทาง เมื่อวานตอนขากลับเขาได้ทำเครื่องหมายเอาไว้อย่างลับๆ ตามรายทาง ตอนนี้เพียงแค่เดินตามเครื่องหมายไป การหาทางก็ง่ายขึ้นเป็นกอง
"ดี" ลู่อวิ๋นเซียวพยักหน้า ทั้งสองเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นด้วยท่วงท่าที่บางเบา
เวลาล่วงเลยไปทีละนาที เพียงชั่วพริบตาก็เข้าสู่ยามซื่อแล้ว ดวงอาทิตย์ลอยเด่นอยู่กลางแจ้ง แสงแดดสาดส่องขับไล่ม่านหมอกสีขาวจนมลายหายไป ทำให้มองเห็นสภาพป่าโดยรอบได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น
"ถึงแล้ว!" ที่บริเวณด้านหน้าของหุบเขาแห่งหนึ่ง อู๋ฮ่าวและลู่อวิ๋นเซียวหยุดฝีเท้าลง
"เร้นลับดีจริงๆ มิน่าล่ะถึงไม่มีใครค้นพบสถานที่แห่งนี้เลย"
ลู่อวิ๋นเซียวพึมพำเบาๆ หุบเขาแห่งนี้อยู่ห่างไกลจากพื้นที่ที่สำนักศึกษาเคยเข้ามาสำรวจมากนัก ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยกองใบไม้แห้งและดงหนาม แค่มองแวบเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าแทบจะไม่มีใครเคยย่างกรายเข้ามา
จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ไม่มีใครค้นพบสถานที่แห่งนี้ก่อนหน้าอู๋ฮ่าว
"ว่าแต่ เจ้าหาที่นี่เจอได้ยังไงกัน?" ลู่อวิ๋นเซียวยกมองอู๋ฮ่าวแล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัยเล็กน้อย
"สัตว์อสูรที่ข้าล่าเมื่อวานมันวิ่งหนีเร็วมาก ข้าก็เลยไล่ตามมันมาตลอดทาง กว่าจะฆ่ามันได้ ข้าก็เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองหลงเข้ามาลึกเกินไปแล้ว และในระหว่างที่กำลังเดินหาทางออก ข้าก็บังเอิญมาเจอที่นี่เข้าน่ะ"
อู๋ฮ่าวตอบตามความเป็นจริง
"สมกับเป็นเจ้าจริงๆ" มุมปากของลู่อวิ๋นเซียวกระตุกเล็กน้อย จิตวิญญาณแห่งความไม่ยอมแพ้จนกว่าจะตายกันไปข้าง ช่างเข้ากับนิสัยบ้าระห่ำของอู๋ฮ่าวเสียเหลือเกิน
เมื่อใดก็ตามที่เริ่มลงมือต่อสู้ เขาก็มักจะบ้าคลั่งอย่างถึงที่สุด การวิ่งไล่ตามสัตว์อสูรเข้ามาในป่าลึกเป็นเวลานานขนาดนี้ เกรงว่าคงมีแค่เขาคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้
"เอาล่ะ เลิกพูดกันได้แล้ว เข้าไปข้างในกันเถอะ"
อู๋ฮ่าวโบกมือให้ลู่อวิ๋นเซียว พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
"อืม!" ลู่อวิ๋นเซียวพยักหน้าเบาๆ ประกายแสงวาบขึ้นในมือ กระบี่รุ้งทะยานก็ถูกกระชับไว้ในมือของเขาเรียบร้อยแล้ว
อู๋ฮ่าวเองก็ชักกระบี่สีเลือดออกมาจากแผ่นหลัง สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
มีหลามมรกตระดับสามอยู่ภายในหุบเขา การเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้าย่อมเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง
ทั้งสองสบตากัน ก่อนจะเริ่มก้าวเดินอย่างช้าๆ มุ่งหน้าเข้าไปภายในหุบเขา
ทางเข้าหุบเขาค่อนข้างแคบและทอดยาว หลังจากเดินเลี้ยวไปมาอยู่หลายทอด ในที่สุดทิวทัศน์ภายในหุบเขาก็ปรากฏสู่สายตาของพวกเขา