- หน้าแรก
- เกิดใหม่เพื่อเป็นใหญ่กว่าใคร
- บทที่ 43 งานเลี้ยง ตอนจบ
บทที่ 43 งานเลี้ยง ตอนจบ
บทที่ 43 งานเลี้ยง ตอนจบ
หลังจากล่านมิ่งจวีลงจากชั้นสามไปแล้ว ซ่งเทียนเย่าก็ยิ้มให้จินหยาเหลยและเหยียนสยงที่ยังมีสีหน้างุนงง ชี้ไปยังที่นั่งว่างสองที่ข้างกาย "นั่งลงค่อยๆ กินเถอะ"
จินหยาเหลยทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้อย่างคนเหม่อลอย สายตาจ้องมองซ่งเทียนเย่า เขาไม่เคยเห็นชายหนุ่มคนไหนอวดดีเท่านี้มาก่อน นั่งอยู่บนโต๊ะอาหารจัดฉากประมูลผลประโยชน์ระหว่างสองแก๊งอย่างโจ่งแจ้ง! ตัวเขาเสนอทองคำสิบสี่แท่ง อีกฝ่ายก็ไม่ต้องแม้แต่จะให้เขาหลบฉาก เปิดปากสั่งให้ล่านมิ่งจวีลงไปส่งข่าวให้เฉินอาสือหน้าตาเฉย? คิดว่าที่นี่เป็นงานประมูลของพวกคนใหญ่คนโตในฮ่องกงหรือไง?
แต่แน่นอนว่าซ่งเทียนเย่าไม่จำเป็นต้องสนใจสีหน้าของจินหยาเหลย เขาหันไปพูดกับเหยียนสยงด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "พี่สยง คุณชายซิ่นฝากมาบอกว่าให้ตั้งใจทำงานที่ซาโถวเจี่ยว เขาไม่ลืมพี่แน่นอน อ้อ แล้วก็ อีกเรื่องนึง คนที่มีเรื่องกับผมคือแก๊งฝูอี้ซิง ไม่ใช่พี่ บุญคุณของพี่ที่มีต่อคุณชายซิ่น ผมจะไม่เอามาปนกับเรื่องวันนี้เด็ดขาด วางใจได้"
ทว่าถึงแม้ซ่งเทียนเย่าจะพูดแบบนั้น เหยียนสยงก็ยังคงคำนวณในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนมั่นใจว่าชายหนุ่มตรงหน้าไม่มีทางขุดหลุมฝังเขาได้อีก ถึงฝืนยิ้มตอบ "ขอบคุณคุณชายซิ่นครับ เรื่องของผมคงต้องรบกวนเลขาซ่งช่วยพูดจาดีๆ กับคุณชายซิ่นให้ด้วยนะครับ"
"ตุ้บ!" โหลวเฟิ่งอวิ๋นที่กองอยู่บนพื้นตัวเอียงล้มพับลงไปกองข้างศพของหน้าเลือดฮว๋า อาเล่อรีบเดินไปดูอาการและตรวจดูลมหายใจ ก่อนจะหันไปรายงานซ่งเทียนเย่า จินหยาเหลย และเหยียนสยงที่มองมา "ลูกพี่ เธอสลบไปเพราะความเย็นครับ ตัวร้อนจี๋เหมือนน้ำเดือดเลย"
แช่อยู่ในทะเลตั้งนาน พอถูกลากขึ้นมาอย่างกะทันหัน แถมยังมารู้ว่าผัวตัวเองตายไปแล้ว พอโดนลมทะเลเป่าเข้าประกอบกับความเครียดและไฟในใจ โหลวเฟิ่งอวิ๋นก็เลยสลบเหมือดไปตรงนั้น
แต่จินหยาเหลยกลับไม่พูดอะไร ทำเพียงแค่มองซ่งเทียนเย่า เมื่อครู่เขาพูดชัดเจนแล้วว่า หน้าเลือดฮว๋าที่ตายไปไม่เกี่ยวกับซ่งเทียนเย่า ส่วนโหลวเฟิ่งอวิ๋นที่ยังมีชีวิตอยู่ ขอยกให้ซ่งเทียนเย่าเป็นคนจัดการ
"ผมไม่ได้เคร่งครัดเรื่องกฎหมายแบบพี่เหลยหรอกนะ ผมทนเห็นคนตายไม่ได้ รบกวนพี่น้องของพี่เหลยพานางไปส่งคลินิกทีเถอะ อ้อ แล้วก็เอาศพของหน้าเลือดฮว๋าออกไปด้วย ค่าทำศพเดี๋ยวผมจัดการเอง" ซ่งเทียนเย่ากล่าวกับจินหยาเหลย
อาเล่อโบกมือเรียกคนข้างหลัง ไม้กระบองแดงของแก๊งฝูอี้ซิงสองสามคนก็เข้ามาหิ้วปีกหญิงสาวและหามศพผู้ชายลงจากชั้นสามไปพร้อมๆ กัน เหลือเพียงชายร่างสูงผอมที่ชื่อเกาเหลาเฉิง ยืนห่อไหล่อยู่ด้านหลังจินหยาเหลย
จินหยาเหลยหันไปพูดกับซ่งเทียนเย่า "เลขาซ่ง เรื่องงานศพมันมีจิปาถะเยอะแยะ ตอนนี้ยังประเมินค่าใช้จ่ายไม่ได้หรอกครับ เอาไว้จัดการฝังเสร็จเรียบร้อย หมดไปเท่าไหร่เดี๋ยวผมจะมาแจ้งเลขาซ่งด้วยตัวเอง แต่เรื่องความมีน้ำใจของเลขาซ่ง ผมจะไปบอกครอบครัวของหน้าเลือดฮว๋าให้รับรู้แน่นอนครับ"
ความจริงซ่งเทียนเย่าก็ไม่ได้กะจะใจบุญอะไรนักหนา แต่ในความคิดของเขา ความผิดของหน้าเลือดฮว๋าไม่ได้ถึงตาย เขาแค่ทำให้อีกฝ่ายพิการ ก็ไม่คิดจะเอาเรื่องอะไรอีก นึกไม่ถึงว่าจินหยาเหลยจะโหดเหี้ยมขนาดนี้ ถึงกับปล่อยให้หน้าเลือดฮว๋าหนาวตายเป็นๆ ซึ่งสาเหตุหลักก็มาจากแผลถูกแทงสองแผลของเขานั่นแหละ ถ้าไม่มีแผล แช่น้ำทะเลก็คงไม่ตายง่ายๆ ซ่งเทียนเย่าถึงได้เอ่ยปากออกไป ถือซะว่าทำบุญซื้อกระดาษเงินกระดาษทองเผาไปให้เพื่อความสบายใจก็แล้วกัน
แต่ในเมื่อจินหยาเหลยแสดงน้ำใจตอบรับ เขาก็ไม่ได้ติดใจอะไร ค่าทำศพเป็นหมื่น เดาว่าพอเขาถามทีหลัง จินหยาเหลยก็คงบอกว่าแค่ห้าสิบเหรียญเท่านั้นแหละ
คืนนี้เขารู้สึกประทับใจจินหยาเหลยมาก นี่สิถึงจะเป็นท่าทีและคำพูดของหัวหน้าแก๊งที่เตรียมจะมาพึ่งพาใบบุญตระกูลฉู่ รู้จักเอาใจ รู้กาลเทศะ มีหัวคิด และที่สำคัญที่สุดคือ กล้าลงทุน รู้ว่าโอกาสทำมาหากินที่ท่าเรือที่ตระกูลฉู่มอบให้นั้น มีค่ามากกว่าทองคำสิบสี่แท่งที่เขามอบให้เป็นไหนๆ
ในใจของซ่งเทียนเย่าไม่ได้เก็บเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อตอนบ่ายมาใส่ใจอีกต่อไป และไม่ต้องไปคิดด้วยซ้ำว่าแก๊งฝูอี้ซิงจงใจหรือเปล่า เรื่องมันก็ง่ายๆ หน้าเลือดฮว๋าไม่รู้ว่าเขาได้เป็นเลขาของตระกูลฉู่แล้ว ยังคิดว่าเขาเป็นแค่ไอ้หนุ่มสลัมที่สอบตำรวจไม่ติด เลยซื่อบื้อพุ่งเข้ามาชนให้ซ่งเทียนเย่าใช้เป็นไก่เชือดให้ลิงดูเพื่อสร้างบารมีพอดี ไม่งั้นถ้ารู้ความจริง ต่อให้ยืมความกล้าของซ่งเทียนเย่าไปให้หน้าเลือดฮว๋า มันก็ไม่กล้ามาเหยียบหน้าบ้านเขาหรอก
"กินอะไรหน่อยสิพี่เหลย" เมื่อคิดถึงตรงนี้ ซ่งเทียนเย่าก็ส่งยิ้มให้จินหยาเหลย แล้วหันไปคะยั้นคะยอเหยียนสยง "พี่สยงด้วย กินด้วยกันสิ คงไม่ใช่ว่าทุกคนกินไม่ลง ปล่อยให้อาหารเต็มโต๊ะนี้เหลือทิ้งหรอกนะ จ่ายเงินไปแล้ว ทิ้งไปก็เสียดายแย่"
จากนั้นเขาก็มองไปที่เกาเหลาเฉิงซึ่งยืนอยู่ด้านหลังจินหยาเหลย "คนนี้หน้าไม่คุ้นเลย ไม่ทราบว่าเป็นลูกพี่ใหญ่คนไหนของแก๊งฝูอี้ซิง นั่งกินด้วยกันสิครับ"
"คนนี้ชื่อเกาเหลาเฉิง เลขาซ่งเรียกเขาว่าอาเฉิงก็ได้ บ่อนขายผงขาวของแก๊งฝูอี้ซิงในโหยวหมาตี้ยี่สิบกว่าแห่ง เขาเป็นคนดูแลทั้งหมดครับ" จินหยาเหลยได้ยินซ่งเทียนเย่าถามถึงสถานะของเกาเหลาเฉิงที่อยู่ด้านหลัง จึงตอบกลับไป
ซ่งเทียนเย่าพยักหน้า ชี้ไปที่ที่นั่งว่างฝั่งตรงข้าม "งั้นก็พี่เฉิง นั่งสิ กินด้วยกัน"
เกาเหลาเฉิงก้าวเดินไปนั่งฝั่งตรงข้ามของซ่งเทียนเย่า กล่าวขอบคุณเลขาซ่งเสร็จ ก็หยิบตะเกียบเริ่มคีบอาหารที่เริ่มเย็นชืดเข้าปากทันที ท่าทางการกินของเขาตะกละตะกลาม ปากเคี้ยวตุ้ยๆ ในขณะที่มือก็คีบอาหารยัดเข้าปากอย่างไม่ขาดสาย ราวกับคนหิวโหยมานานแสนนาน แถมดวงตายังจ้องเขม็งไปที่อาหารบนโต๊ะราวกับหมาป่าหิวโซ
"ฮ่าๆๆ~" ซ่งเทียนเย่าหัวเราะออกมาพลางหันไปพูดกับจินหยาเหลย "พี่เหลย แก๊งฝูอี้ซิงนี่มีแต่คนเก่งๆ ทั้งนั้น กินซะ!"
พูดจบเขาก็หยิบตะเกียบคีบหน่อไม้ชิ้นหนึ่งขึ้นมาค่อยๆ ละเลียดชิม สายตาจ้องมองเกาเหลาเฉิงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามซึ่งกำลังกินอย่างเอาเป็นเอาตายราวกับผีหิวโซ รอจนกลืนหน่อไม้ในปากลงคอไปแล้ว เขาก็ยิ้มกว้างแล้วพูดว่า
"หลังจากแก๊งฝูอี้ซิงเข้าไปคุมท่าเรือแล้ว ให้พี่เฉิงคนนี้ไปดูแลก็แล้วกันนะ"
ประโยคนี้ทำเอาจินหยาเหลยมือสั่นจนเกือบทำตะเกียบหล่น แววตาฉายแววดีใจอย่างปิดไม่มิด มองตรงไปที่ซ่งเทียนเย่า!
เรื่องที่แก๊งฝูอี้ซิงจะเข้าท่าเรือ สำเร็จแล้วงั้นเรอะ?
……
ที่ชั้นล่าง ล่านมิ่งจวีลงมาเล่าเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นข้างบนให้เฉินอาสือฟังอย่างละเอียด พอได้ยินว่าซ่งเทียนเย่าสั่งให้ล่านมิ่งจวีลงมาบอกข่าวอย่างโจ่งแจ้ง ว่าแก๊งฝูอี้ซิงเสนอราคาที่ทองคำสิบสี่แท่ง เฉินอาสือก็แทบจะคุมอารมณ์โกรธไว้ไม่อยู่ เกือบจะสั่งคนให้ขึ้นไปฟันซ่งเทียนเย่าให้ตายคาที่!
ไอ้ซ่งเทียนเย่ามันคิดว่าตัวเองเป็นฉู่เย่าจง ผู้นำตระกูลฉู่หรือไง? นึกอยากจะให้แก๊งไหนเข้าท่าเรือก็ให้เข้าได้ตามใจชอบงั้นเหรอ?
ในทางกลับกัน เขาก็ตกตะลึงกับข้อเสนอของจินหยาเหลย ทองคำสิบสี่แท่ง อย่าว่าแต่ซ่งเทียนเย่าจะหวั่นไหวเลย ทองคำเหลืองอร่ามกองรวมกันจนแสบตาขนาดนั้น ต่อให้เป็นฉู่เสี้ยวจง เผลอๆ ก็อาจจะอดใจไม่ไหวเหมือนกัน
แก๊งเฉาย่งอี้กับแก๊งฝูอี้ซิงเป็นแก๊งที่แตกต่างกัน ถ้าเทียบกำลังทรัพย์ แก๊งเฉาย่งอี้อาจจะสู้แก๊งฝูอี้ซิงที่หากินกับธุรกิจสีเทาล้วนๆ ไม่ได้ แต่เหนือกว่าตรงที่รายได้มั่นคงและมีสมาคมการค้าคอยหนุนหลัง
ที่ท่าเรือมีงานให้ทำทุกวัน ขอแค่จับกังคนไหนยอมเข้าแก๊งเฉาย่งอี้ แก๊งก็สามารถหางานให้ทำได้ วิธีดึงคนเข้าแก๊งแบบนี้ แก๊งฝูอี้ซิงเทียบไม่ติดเลย ทุกวันมีจับกังหน้าใหม่มาหางานที่ท่าเรือ และทุกวันก็มีคนเข้าแก๊งเฉาย่งอี้ ถ้าคำนวณจากสมาชิกจับกังห้าพันคนที่ไม่ฝักใฝ่การต่อสู้ แค่อยากทำงานหาเลี้ยงชีพ เก็บค่าคุ้มครองเดือนละสิบเหรียญต่อคน เดือนนึงก็ได้รายได้ห้าหมื่นเหรียญแล้ว แน่นอนว่าเงินพวกนี้ไม่ได้เข้ากระเป๋าแก๊งทั้งหมด การปะทะกับแก๊งอื่นจนมีคนบาดเจ็บล้มตาย ค่ารักษา ค่าทำขวัญ ฯลฯ รวมไปถึงการช่วยเหลือครอบครัวสมาชิกระดับแกนนำที่ตกยาก เงินพวกนี้ก็ถือเป็นรายจ่ายจำเป็น ประกอบกับเฉินอาสือค่อนข้างมีความยุติธรรมกับลูกน้องในแก๊ง ดังนั้น กำลังทรัพย์ของแก๊งเฉาย่งอี้ในตอนนี้ หากเทียบกับแก๊งฝูอี้ซิงที่ไร้ที่พึ่งและต้องพึ่งพาธุรกิจสีเทาแล้ว ก็ถือว่าด้อยกว่าพอสมควร
จะให้เฉินอาสือไปกู้หนี้นอกระบบมาเกทับแก๊งฝูอี้ซิงงั้นเรอะ? เฉินอาสือเสียหน้าไม่ได้หรอกนะ เขาไม่ใช่หัวหน้าแก๊งธุรกิจสีเทาที่ไร้คนหนุนหลังอย่างจินหยาเหลย เบื้องหลังเขามีฉู่เสี้ยวจงยืนตระหง่านอยู่
"พวกเรากลับ" เฉินอาสือคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้ามืดมน ปรายตามองไปทางบันได แล้วหันหลังเดินลงเรือไป พลางพูดว่า "ปล่อยให้ไอ้ซ่งเทียนเย่ามันรับทองคำสิบสี่แท่งของฝูอี้ซิงไปเถอะ พ้นพรุ่งนี้ไปเมื่อไหร่ ฉันจะจับมันถ่วงทะเลเป็นอาหารปลาเอง!"