- หน้าแรก
- บุตรแห่งโชคชะตาอย่างข้า ยังสู้เจ้าที่บำเพ็ญเซียนมาสามชั่วคนไม่ได้หรือ
- บทที่ 29 อาหารเรืองแสง
บทที่ 29 อาหารเรืองแสง
บทที่ 29 อาหารเรืองแสง
"เจ้าสารเลวเอ๊ย"
เจียงฝานกำหมัดแน่น เมื่อเห็นท่าทางโอ้อวดวางอำนาจของอีกฝ่าย ภายในใจก็เต็มไปด้วยไฟโทสะ
เดิมทีบรรดาชาวประมงต้องออกเรือตั้งแต่เช้าตรู่กลับมาก็มืดค่ำ ลำบากตรากตรำแสนสาหัสกว่าจะจับปลามาได้บ้าง
ถูกขูดรีดเป็นทอดๆ ก็แล้วไปเถอะ
ยังจะมาหาว่าพวกเขาไม่พยายาม แล้วมาชี้หน้าสั่งสอนพวกเขาอีก
มิน่าเล่าหลัวชางถึงได้มีพฤติกรรมเช่นนั้น ที่แท้ก็บนไม่ตรงล่างจึงเบี้ยวนี่เอง
หลัวเจิงผู้นี้ก็ไม่ใช่คนดีอะไรเช่นกัน
ทว่าในยามนี้เขาก็ทำได้เพียงอดทนอดกลั้นเอาไว้ชั่วคราวเท่านั้น
ท้ายที่สุดแล้วหลัวเจิงผู้นี้ไม่เพียงแต่จะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเสริมเส้นเอ็นเท่านั้น ทว่ายังเป็นถึงผู้อาวุโสแห่งพรรคราชันมังกรอีกด้วย
หากลงมือกับอีกฝ่าย ก็เท่ากับเป็นการแกว่งเท้าหาเสี้ยนไปล่วงเกินพรรคราชันมังกรทั้งพรรค
ดังนั้นต่อให้จะถูกอีกฝ่ายขูดรีด ก็ทำได้เพียงอดทนเท่านั้น
บรรดาชาวประมงคนอื่นๆ เองก็มีความคิดเช่นเดียวกัน
ทันใดนั้น กลุ่มคนของพรรคราชันมังกรก็กรูกันเข้ามา นำข้องใส่ปลาไปทีละใบ ขนย้ายปลาจำนวนมากไปจนหมด
เวลาผ่านไปไม่นาน ปลาของบรรดาชาวประมงบนท่าเรือก็ถูกเก็บกวาดไปจนสิ้น
เหลือเพียงกลุ่มชาวประมงที่มีสีหน้าอมทุกข์เอาไว้
"เฮ้อ ไอ้พวกสมควรตายพวกนี้ ช้าเร็วก็ต้องได้รับผลกรรม"
"ราคารับซื้อลดลงไปอีกสามส่วน แล้วข้าจะหาเลี้ยงครอบครัวได้อย่างไร"
"นี่มันสูบเลือดสูบเนื้อพวกเราชัดๆ"
บรรดาชาวประมงต่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ก่นด่าด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
ทว่าน้ำเสียงนั้นแผ่วเบายิ่งนัก เกรงว่าจะถูกคนของพรรคราชันมังกรได้ยินเข้า แล้วจะชักนำภัยพิบัติมาสู่ตน
ทว่าความเกลียดชังและความโกรธแค้นกลับกำลังสะสมเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ
"พวกท่านยังถือว่าดีไป ความสูญเสียน้อยนิดนัก"
"แต่ทว่าวันนี้ข้ากลับจับปลาได้มากมายมหาศาล เดิมทียังนึกว่าจะทำกำไรได้ก้อนโตเสียอีก"
"หากล่วงรู้ว่าจะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น สู้โยนปลาทิ้งลงทะเลสาบไปเสียยังจะดีกว่า"
เจียงฝานแสร้งทำทีเป็นเอ่ยออกมาอย่างจนปัญญา
"นั่นสิ ครั้งนี้เสี่ยวเจียงสูญเสียหนักหนาเอาการ ข้องใส่ปลาเจ็ดแปดใบเลยเทียวนะ เรียกได้ว่าเก็บเกี่ยวได้อย่างมากมายมหาศาล น่าเสียดายที่ถูกคนของพรรคราชันมังกรกว้านซื้อไปด้วยราคาต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แทบจะไม่ได้กำไรอะไรเลย"
"จริงด้วย เสี่ยวเจียงจับปลาไม่ได้มาหลายวันแล้ว กว่าจะโชคดีจับปลาได้สักที กลับต้องมาพบกับผู้อาวุโสหลัวเสียได้"
"ไม่ต้องกังวลไป ในทะเลสาบอวิ๋นเมิ่งยังมีปลาอีกมาก พรุ่งนี้เจ้าจะต้องจับปลาได้มากมายเป็นแน่"
เมื่อได้ยินคำกล่าวนั้น บรรดาชาวประมงต่างก็ยิ้มออกมา อารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย การที่มีผู้ที่โชคร้ายยิ่งกว่าตน กลับทำให้ตนรู้สึกโชคดีขึ้นมาเสียอย่างนั้น
แต่ละคนต่างมองไปยังเจียงฝานด้วยความเห็นอกเห็นใจ
ในขณะเดียวกันก็รู้สึกสนิทสนมกับเจียงฝานมากขึ้นไม่น้อย
มนุษย์ก็มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ
ยำเกรงต่อผู้ที่แข็งแกร่ง และสนิทสนมกับผู้ที่อ่อนแอ
บางครั้งการแสดงความอ่อนแอออกมา กลับสามารถเรียกความรู้สึกดีๆ และทำให้ผู้อื่นลดความระแวดระวังลงได้
"ขอบคุณท่านลุงทุกท่านที่ช่วยปลอบใจขอรับ"
เจียงฝานเผยรอยยิ้มเขินอายออกมา
ความแค้นในครั้งนี้เขาจดจำเอาไว้แล้ว ช้าเร็วก็จะต้องไปคิดบัญชีกับหลัวเจิงผู้นั้นให้จงได้
จะทำให้เจ้านั่นได้รับรู้ว่าปลาของเขามิใช่สิ่งที่จะแย่งชิงไปได้ง่ายๆ
…………
หลังจากทักทายกับบรรดาชาวประมงอยู่ครู่หนึ่ง เจียงฝานก็พายเรือประทุนกลับไปยังท่าเรือของหมู่บ้านกุ้ยฮวา
เวลาผ่านไปไม่นาน เขาก็กลับมาถึงบ้าน
ในเวลานี้ ซูเวยเวยได้ทำอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว และกำลังรอให้เจียงฝานกลับมา
ภายในบ้านอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของอาหาร ชวนให้น้ำลายสอ
นางสวมชุดกระโปรงยาวรัดรูปตัวบาง เผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าอันสมบูรณ์แบบ แทบจะทะลักล้นออกมา
ใบหน้างดงามหยดย้อย ผิวพรรณเรียบเนียนขาวผ่อง
หลังจากได้รับการบำรุงมาหลายวัน นางก็ราวกับลูกท้อที่สุกงอม เปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล
ชวนให้ผู้คนถึงกับน้ำลายหก
ทุกท่วงท่า ทุกรอยยิ้ม ล้วนแผ่ซ่านไปด้วยเสน่ห์อันเย้ายวนใจอย่างไร้ที่สิ้นสุด
"ท่านพี่"
"หืม? กลิ่นอะไรหอมถึงเพียงนี้?"
เมื่อเห็นเงาร่างของเจียงฝาน ซูเวยเวยก็ดีใจขึ้นมาในทันที รีบก้าวเข้าไปต้อนรับ
นางรีบสังเกตเห็นว่าในมือของเจียงฝานถือหม้อเหล็กสีดำใบหนึ่งเอาไว้
กลิ่นหอมนั้นโชยออกมาจากด้านใน กระตุ้นต่อมรับรสของนาง ทำเอานางถึงกับน้ำลายสอ
มีชีวิตมาจนถึงป่านนี้ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ได้กลิ่นหอมถึงเพียงนี้
"นี่คือปลาวิเศษที่ข้าเพิ่งจับมาได้ ปลาวิเศษเกล็ดชาด"
"ข้าตัดใจขายให้แก่แพปลาไม่ลง จึงได้นำมาต้มจนสุก"
"นำกลับมาแบ่งให้เจ้ากินด้วยกัน"
เจียงฝานแย้มยิ้มบางๆ อันที่จริงก่อนจะกลับมาถึงบ้าน เขาได้นำหม้อเหล็กออกมาจากแหวนมิติแล้ว หากถือกลับมาตลอดทาง ย่อมต้องถูกชาวประมงคนอื่นๆ พบเห็นเข้าอย่างแน่นอน ทว่าเมื่อกลับมาถึงบ้านแล้ว ก็ไม่เป็นไรแล้ว
"ปลาวิเศษเกล็ดชาดหรือ? นี่มิใช่ปลาวิเศษที่มีมูลค่าหลายสิบตำลึงเงินหรอกหรือ?"
"ท่านพี่นำมาต้มเลยหรือเจ้าคะ?"
เมื่อได้ยินคำกล่าวนั้น ซูเวยเวยก็เบิกตากว้าง รู้สึกแทบไม่อยากจะเชื่อ เพราะหม้อใบนี้คืออาหารที่มีมูลค่าหลายสิบตำลึง ช่างล้ำค่ายิ่งนัก มีเพียงบรรดาตระกูลใหญ่โตเท่านั้นถึงจะมีปัญญากินได้
โดยทั่วไปแล้ว หลังจากที่ชาวประมงจับปลาวิเศษมาได้ ล้วนแต่นำไปขายเพื่อแลกเป็นเงิน จากนั้นก็นำมาพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัว
ที่ไหนจะมีผู้ใดทำเยี่ยงเจียงฝาน นำมาต้มกินเสียอย่างนั้น นี่มันกินล้างกินผลาญชัดๆ ช่างฟุ่มเฟือยเกินไปแล้ว
นางรู้สึกปวดใจเป็นอย่างยิ่ง เงินหลายสิบตำลึงอันตรธานหายไปเช่นนี้เลยเชียว
"ถูกต้อง ต้มไปแล้ว"
"ยามนี้ครอบครัวเราไม่ได้ขัดสนเงินทองเสียหน่อย"
"วันหน้าหากจับของดีๆ มาได้ก็เก็บไว้กินเองเถอะ ไม่จำเป็นต้องนำไปขายให้แก่แพปลาหรอก"
"ของที่ตระกูลใหญ่กินได้ พวกเราก็กินได้เช่นกัน"
"อีกอย่าง ร่างกายของเจ้าอ่อนแอนัก ปลาวิเศษตัวนี้ก็ให้เจ้ากินบำรุงเสียหน่อยเถิด"
"วันหน้าจะได้มีบุตรได้ง่ายขึ้นอย่างไรเล่า"
เจียงฝานเอ่ยออกมาอย่างไม่ใส่ใจ
"ถุย ร่างกายของข้าไม่ได้อ่อนแอเสียหน่อย"
"แข็งแรงจะตายไป"
"ก็... ก็แค่ท่านพี่เก่งกาจเกินไปต่างหากเล่า"
ซูเวยเวยหน้าแดงซ่านขึ้นมาในพริบตา เมื่อนึกถึงเรื่องราวระหว่างคนทั้งสอง นางก็ยังคงรู้สึกเขินอายอยู่ไม่คลาย
ทว่าภายในใจของนางก็ยอมอ่อนข้อให้แล้ว
บางทีการกินปลาวิเศษเพื่อบำรุงร่างกายสักหน่อย อาจจะช่วยให้คลอดบุตรที่แข็งแรงออกมาได้
ภายในใจของนางเฝ้าฝันถึงอย่างหาที่สุดไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องคลอดสักเจ็ดแปดคน ครอบครัวถึงจะครึกครื้นกระมัง
"มาเถอะ ท้องร้องจ๊อกๆ แล้ว นั่งลงกินกันเถอะ"
เจียงฝานดึงตัวซูเวยเวยให้นั่งลง จากนั้นก็เปิดฝาหม้อเหล็กสีดำ เนื้อของปลาวิเศษเกล็ดชาดปรากฏแก่สายตา คล้ายกับว่ามันกำลังเปล่งประกายแสงสีชาดจางๆ ออกมา ดูลึกลับน่าอัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง
ในขณะเดียวกันกลิ่นหอมกรุ่นก็แผ่กระจายไปทั่วทั้งห้องอย่างรวดเร็ว ทำให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ชวนให้น้ำลายสอ
"อาหารเรืองแสงได้ด้วยหรือ?"
ซูเวยเวยเบิกตากว้าง รู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง
นี่เป็นครั้งแรกเลยที่นางได้เห็นอาหารเช่นนี้ มันช่างเหนือล้ำจินตนาการของนางไปไกลนัก
คงกล่าวได้เพียงว่า สมแล้วที่เป็นปลาวิเศษ
ด้วยฝีมือการทำอาหารของสามีนาง อาหารจานนี้ยังสามารถไปถึงระดับนี้ได้เชียว
นี่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าวัตถุดิบนั้นยอดเยี่ยมเกินไปอย่างแท้จริง
แม้นางจะรู้สึกว่าอาหารมื้อนี้ช่างฟุ่มเฟือยเกินไป อาหารจานเดียวมีมูลค่าถึงหลายสิบตำลึงเงิน ชาวประมงคนใดจะกล้าคิดฝันเล่า ทว่านางก็ไม่อาจต้านทานเสน่ห์อันเย้ายวนของกลิ่นหอมนี้ได้ จึงหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบเนื้อปลาเข้าปากไปหนึ่งชิ้น
"สวรรค์"
ซูเวยเวยสัมผัสได้ว่าเนื้อปลาชิ้นนี้แทบจะละลายในปาก กลิ่นหอมฟุ้งกระจาย ไม่อาจนำไปเทียบเคียงกับอาหารที่ผ่านๆ มาได้เลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าเป็นอาหารของเซียนก็มิปาน
ชั่วขณะนั้น นางก็ไม่สนใจสิ่งใดอีกต่อไป มันช่างเอร็ดอร่อยเหลือเกินจนไม่อาจหยุดกินได้เลย
"ไม่ต้องรีบร้อน ยังมีอีกเยอะ"
เมื่อเห็นภาพนั้น เจียงฝานก็หัวเราะฮ่าๆ ออกมา แล้วเข้าร่วมสมรภูมิการกินด้วยเช่นกัน
เพียงแค่สิบกว่านาที คนทั้งสองก็กินจนพุงกาง
"ท่านพี่"
"ร่างกายของข้าคล้ายกับมีไฟสุมอยู่เลย"
"ขะ... ข้าเป็นอะไรไป?"
ในเวลานี้เอง ใบหน้าของซูเวยเวยแดงซ่าน นัยน์ตาคู่สวยจ้องมองเจียงฝานด้วยความเลื่อนลอย นางสัมผัสได้ว่าร่างกายของตนร้อนผ่าวอย่างรุนแรง ร้อนรุ่มจนไม่อาจอดกลั้นเอาไว้ได้
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เนื้อของปลาวิเศษเกล็ดชาดถือเป็นของบำรุงชั้นยอดสำหรับคนธรรมดาทั่วไป
หากรับประทานมากเกินไป ก็อาจจะเกิดอาการร่างกายอ่อนแอจนไม่อาจรับการบำรุงได้
"ไม่ต้องร้อนใจไป ข้าจะช่วยเจ้าเอง"
เจียงฝานก้าวเข้าไปข้างหน้า ช้อนร่างของซูเวยเวยขึ้นมาอุ้มไว้ แล้วเดินเข้าไปในห้องนอน
ทันใดนั้น เตียงนอนก็สั่นไหว เสียงจั๊กจั่นดังระงม