- หน้าแรก
- เปิดฉากก็เป็นอ๋อง เริ่มต้นจากได้รับรางวัลจากทั่วสารทิศ
- บทที่ 3 จิตสังหารของเซี่ยเจาเหยียน! กุมอำนาจหน่วยทัณฑ์สวรรค์!
บทที่ 3 จิตสังหารของเซี่ยเจาเหยียน! กุมอำนาจหน่วยทัณฑ์สวรรค์!
บทที่ 3 จิตสังหารของเซี่ยเจาเหยียน! กุมอำนาจหน่วยทัณฑ์สวรรค์!
บทที่ 3 จิตสังหารของเซี่ยเจาเหยียน! กุมอำนาจหน่วยทัณฑ์สวรรค์!
บรรดาศักดิ์ เหรินอ๋อง แม้จะถูกตราหน้าว่าต้องคำสาป
แต่ในสายตาของเหล่าขุนนางในราชสำนัก พวกเขาไม่ได้สนใจเรื่องคำสาปอะไรนั่นหรอก
พวกเขาทุกคนล้วนมีพลังฝึกตนติดตัว มีหรือจะไปเชื่อเรื่องคำสาปงมงายเหมือนคนธรรมดาทั่วไป
แต่ทุกคนก็รู้ดีว่า บรรดาศักดิ์นี้หมายความว่าองค์ชายสามสิบสี่หมดสิทธิ์ในการแย่งชิงบัลลังก์โดยปริยาย
เซี่ยเจาเหยียนยืนอยู่ในแถวด้วยสีหน้าเรียบเฉย ฟังการมอบบรรดาศักดิ์ให้เสด็จน้องอีกสองคนที่เหลือ
เซี่ยหลิงเซียวได้รับบรรดาศักดิ์ หลิงอ๋อง ส่วนเซี่ยอู๋เจิงได้รับบรรดาศักดิ์ อู๋อ๋อง!
เซี่ยเจาเหยียนเข้าใจเจตนาดีของเสด็จพ่อ ตัวเขาเองไม่มีขุมกำลังฝั่งมารดาสนับสนุน ด้านอื่นๆ ก็สู้องค์ชายคนอื่นไม่ได้ หากคิดจะเข้าร่วมการแย่งชิงบัลลังก์ ก็มีแต่จะรนหาที่ตายเปล่าๆ
การประทานบรรดาศักดิ์นี้ให้ ก็เพื่อเตือนไม่ให้เขาเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการแย่งชิงราชบัลลังก์
ตราบใดที่เขาไม่มีความคิดจะแย่งชิง เพียงแค่มีบรรดาศักดิ์นี้ ก็สามารถรับประกันได้ว่าชีวิตของเขาจะสงบสุขไปตลอดกาล
ตราบใดที่เซี่ยเจาเหยียนไม่แกว่งเท้าหาเสี้ยน ชีวิตของเขาก็จะปลอดภัยไร้กังวล
พูดตามตรง หลังจากเข้าใจความปรารถนาดีของเสด็จพ่อแล้ว ในใจของเซี่ยเจาเหยียนก็รู้สึกอบอุ่นไม่น้อย
ถ้าหากไม่มีระบบปรากฏขึ้นมา เขาคงจะชอบบรรดาศักดิ์และการจัดการเช่นนี้มากๆ อย่างแน่นอน
น่าเสียดาย...
'เสด็จพ่อ เสด็จพ่อ ลูกคงต้องทำให้ความหวังดีของท่านต้องสูญเปล่าเสียแล้ว!'
หลังจากที่การมอบบรรดาศักดิ์ของอีกสองคนเสร็จสิ้นลง ตอนนี้ก็มีขุนนางจากด้านหน้าก้าวออกมาทูลเสนอ
"กราบทูลฝ่าบาท บัดนี้องค์ชายทั้งสามได้รับบรรดาศักดิ์อ๋องเสร็จสิ้นแล้ว"
"ถึงเวลาปรึกษาหารือเรื่องตำแหน่งหน้าที่ของชินอ๋องทั้งสามพระองค์แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
คำพูดนี้ทำเอาเซี่ยเจาเหยียนใจกระตุก แต่ภายนอกกลับไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ
องค์ชายแต่ละองค์หลังจากได้รับบรรดาศักดิ์อ๋องแล้ว จะถูกจัดสรรให้เข้าไปอยู่ในหน่วยงานหลักต่างๆ ของราชสำนัก
นี่ไม่เพียงแต่เป็นการฝึกฝน แต่ยังเป็นการแสดงความสามารถที่ชัดเจนของตนเองอีกด้วย
และยังมีจุดประสงค์แอบแฝงที่ไม่อาจพูดตรงๆ ได้ นั่นก็คือเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงให้กับการปกครองของราชวงศ์
"พวกท่านขุนนางมีข้อสรุปอย่างไรบ้าง ลองพูดออกมาให้ทุกคนช่วยกันปรึกษาหารือสิ" จักรพรรดิต้าเซี่ยครั้งนี้ไม่ได้รวบรัดตัดสินใจเพียงผู้เดียว ไม่มีใครรู้ว่าตอนนี้พระองค์ทรงคิดอะไรอยู่
ทุกคนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เพราะการแต่งตั้งตำแหน่งขององค์ชาย ในอดีตมักจะกำหนดโดยฮ่องเต้ ไม่ยอมเปิดโอกาสให้เหล่าขุนนางเข้ามาแทรกแซง
เพราะใครจะไปรู้ว่าขุนนางเหล่านี้ จะจงใจกลั่นแกล้งองค์ชายองค์ใดองค์หนึ่งหรือไม่
ทว่า ก็มีคนทนไม่ไหวรีบก้าวออกมาก่อนใคร
"ฝ่าบาท เหรินอ๋องทรงมีพระทัยเมตตาและซื่อสัตย์ กระหม่อมเห็นสมควรให้เข้าไปอยู่ในสำนักราชบัณฑิตฮั่นหลินพ่ะย่ะค่ะ"
...
"ฝ่าบาท หลิงอ๋องทรงมีลักษณะของขุนพลผู้กล้าหาญ สมควรให้ไปรับตำแหน่งในหน่วยองครักษ์มังกรทองพ่ะย่ะค่ะ"
....
"ฝ่าบาท อู๋อ๋องทรงปราดเปรื่อง กระหม่อมเห็นสมควรให้ไปรับตำแหน่งที่ศาลต้าหลี่พ่ะย่ะค่ะ"
ให้ตายเถอะ นี่มันเหมือนกับหยดน้ำตกลงไปในกระทะน้ำมันที่กำลังเดือดปุดๆ ในพริบตานั้นขุนนางในท้องพระโรงต่างก็พากันเปิดปากเสนอความเห็น
"กระหม่อมคัดค้านการให้องค์ชายอู๋อ๋องไปรับตำแหน่งที่ศาลต้าหลี่พ่ะย่ะค่ะ..."
...
"ฝ่าบาท กระหม่อมคัดค้านการให้หลิงอ๋องเข้าหน่วยองครักษ์มังกรทองพ่ะย่ะค่ะ..."
ทั่วทั้งราชสำนักกลายเป็นเหมือนตลาดสด เสียงอึกทึกครึกโครม...
เซี่ยเจาเหยียนหรี่ตาลง มองไปยังคนที่เสนอให้เขาเข้าสำนักราชบัณฑิตฮั่นหลิน พลางครุ่นคิดในใจว่า เขาไม่เคยไปล่วงเกินคนผู้นี้เลยนี่นา
และประจวบเหมาะกับที่ขุนนางผู้นั้นก็มองมาที่เซี่ยเจาเหยียนพอดี
แววตาแฝงความดูแคลนและเย็นชา สำหรับเขาแล้ว เซี่ยเจาเหยียนก็เป็นแค่หมากตัวหนึ่งในเกมการเมืองเท่านั้น
เรื่องนี้ทำให้ในใจของเซี่ยเจาเหยียนเกิดจิตสังหารพลุ่งพล่าน ดูเหมือนว่าราชวงศ์ในปัจจุบัน จะยิ่งควบคุมต้าเซี่ยได้ยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ เสียแล้ว
แม้แต่ขุนนางคนหนึ่ง ยังกล้าปฏิบัติกับเขาอย่างลับๆ เช่นนี้
เซี่ยเจาเหยียนจ้องมองคนผู้นั้นอย่างลึกซึ้ง จากนั้นก็หลุบตาลง เขาจดจำหน้าตาและตำแหน่งของคนผู้นั้นไว้แล้ว
'คนผู้นี้ต้องตาย ข้าอุตส่าห์มีระบบทั้งที จะมายอมรับความอัปยศเช่นนี้ได้อย่างไร'
สำนักราชบัณฑิตฮั่นหลินคือสถานที่แบบไหน มันคือหน่วยงานที่ไร้อำนาจที่สุดของต้าเซี่ยในปัจจุบัน
สำนักราชบัณฑิตฮั่นหลินในยุคแรกเริ่มไม่ได้เป็นเช่นนี้ ในตอนนั้นต้าเซี่ยเพิ่งจะก่อตั้ง หน่วยงานรับผิดชอบต่างๆ ภายในยังไม่สมบูรณ์
สำนักราชบัณฑิตฮั่นหลินกุมอำนาจที่สำคัญไว้ แต่เมื่อคณะรัฐมนตรี, หกกระทรวง, เก้ากรม, ห้าสำนัก และหน่วยงานอื่นๆ มีความสมบูรณ์มากขึ้น
สำนักราชบัณฑิตฮั่นหลินก็ค่อยๆ สูญเสียอำนาจที่สำคัญไป สำนักราชบัณฑิตฮั่นหลินในปัจจุบัน มีหน้าที่แค่จัดวางงานด้านวรรณกรรม ศิลปวิทยาการ การเรียบเรียงประวัติศาสตร์และตำรา รวมถึงการออกข้อสอบจอหงวนเท่านั้น
พูดง่ายๆ ก็คือ หากขุนนางคนไหนถูกสั่งย้ายไปสำนักราชบัณฑิตฮั่นหลิน นั่นก็หมายความว่าคนผู้นั้นถูกลดขั้น หรือหมดอำนาจแล้ว!
และหากให้ชินอ๋องไปรับตำแหน่งที่สำนักราชบัณฑิตฮั่นหลิน พูดออกไปคงถูกคนหัวเราะเยาะจนฟันร่วงแน่
'ตาเฒ่า เปิ่นอ๋อง (เปิ่นอ๋อง=คำแทนตัวของอ๋อง) จำเจ้าไว้แล้ว เจ้ารอข้าก่อนเถอะ!' แม้ใบหน้าของเซี่ยเจาเหยียนจะดูราบเรียบ ราวกับการถกเถียงในตอนนี้ไม่เกี่ยวกับตนเองเลย
แต่ทว่าภายในใจ ได้พิพากษาประหารชีวิตขุนนางผู้นั้นไปเรียบร้อยแล้ว
'รองเสนาบดีกรมอาญาฝ่ายขวาแห่งคณะรัฐมนตรี จางไห่หลิน ดีมาก ดีมาก'
'ดูเหมือนว่าคงจะไปสวามิภักดิ์กับเสด็จพี่คนใดคนหนึ่งแล้วสินะ ช่างไม่ยอมปล่อยผ่านไปเลยจริงๆ'
เซี่ยเจาเหยียนรู้ดีว่า แม้เสด็จพ่อจะมอบบรรดาศักดิ์เหรินอ๋องให้เขาในวันนี้ ซึ่งเป็นการแสดงออกภายนอกว่าเขาถูกคัดออกจากการแข่งขันแล้ว
แต่สำหรับบรรดาเสด็จพี่เหล่านั้น มันยังคงไม่ปลอดภัยพอ
ทางที่ดีที่สุดคือให้เขารับตำแหน่งในหน่วยงานที่ไร้อำนาจอย่างสำนักราชบัณฑิตฮั่นหลิน จึงจะทำให้พวกเขาวางใจได้อย่างแท้จริง
ทว่าเซี่ยเจาเหยียนไม่อยากไปสำนักราชบัณฑิตฮั่นหลิน ตอนนี้ทำได้เพียงภาวนาขออย่าให้เสด็จพ่อส่งเขาไปสำนักราชบัณฑิตฮั่นหลินเลย
"เงียบ!" ในที่สุดจักรพรรดิต้าเซี่ยเบื้องบนก็ขัดจังหวะการโต้เถียงของทุกคน
กลิ่นอายอันทรงพลัง แผ่ปกคลุมทุกคนในชั่วพริบตา
"พวกเจ้าเถียงกันไปเถียงกันมา ก็ไม่ได้ข้อเสนอที่ตรงกันเลยสักนิด"
"ข้าจะเลี้ยงพวกเจ้าไว้ทำไม? ข้ารู้ว่าในหมู่พวกเจ้า บางคนก็มีเจตนาแอบแฝง แต่ตอนนี้จงเก็บแผนการเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเจ้ากลับไปซะ"
ทุกคนสีหน้าเปลี่ยนไป โค้งคำนับ ไม่กล้าต่อต้านจักรพรรดิต้าเซี่ยที่กำลังพิโรธ
ผู้ที่อยู่เบื้องบนนี้แท้จริงแล้วมีระดับพลังขั้นใด ไม่มีใครรู้แน่ชัด
แต่เมื่อยี่สิบปีก่อนเคยลงมือครั้งหนึ่ง กลิ่นอายที่เผยออกมาในครั้งนั้น ก็อยู่ในระดับขอบเขตเทวะขั้นปลายแล้ว
แล้วตอนนี้ล่ะ? อาจจะยังอยู่ขอบเขตเทวะเหมือนเดิม หรืออาจจะทะลวงถึงขอบเขตทลายมิติแล้วก็ได้?
"แต่ในบรรดาข้อเสนอของพวกท่านขุนนาง ข้าคิดว่าบางข้อเสนอก็ดีทีเดียว"
"อย่างเช่นหลิงอ๋อง ที่ชื่นชอบการจำลองยุทธวิธีทางการทหารมาตั้งแต่เด็ก การได้เข้าไปอยู่ในหน่วยองครักษ์มังกรทองก็นับว่าดีมาก"
หน่วยองครักษ์มังกรทอง กองกำลังทหารสุดพิเศษของต้าเซี่ย ไม่มีที่ตั้งกองบัญชาการตายตัว มีอำนาจในการไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระทั่วทั้งประเทศ ทหารยามระดับล่างสุดภายในหน่วยล้วนอยู่ในขอบเขตผลัดโลหิต
ดังนั้นกองกำลังนี้จึงมีจำนวนเพียงหนึ่งล้านนายเท่านั้น
"และอู๋อ๋อง ผู้ปราดเปรื่อง ก็เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะรับตำแหน่งในศาลต้าหลี่"
ส่วนหลิงอ๋องและอู๋อ๋องที่ถูกเอ่ยชื่อนั้น บัดนี้ยากที่จะปกปิดสีหน้าตื่นเต้นเอาไว้ได้
ไม่ว่าจะเป็นหน่วยองครักษ์มังกรทองหรือศาลต้าหลี่ ล้วนเป็นหน่วยงานสำคัญสองแห่งของราชสำนัก
"หลิงอ๋องรับราชโองการ!"
เซี่ยหลิงเซียวก้าวออกมายืนตรงกลางท้องพระโรงด้วยความตื่นเต้น โค้งคำนับรอรับการแต่งตั้ง
"ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าขอแต่งตั้งให้เจ้าเป็นนายกองพันแห่งหน่วยองครักษ์มังกรทอง อย่าทำให้ความตั้งใจของข้าต้องสูญเปล่าล่ะ!"
ทุกคนในที่นั้นตกตะลึงไปชั่วขณะ นายกองพันของหน่วยองครักษ์มังกรทอง อย่างต่ำๆ ต้องอยู่ระดับขอบเขตก่อนกำเนิด
แต่ปัจจุบันหลิงอ๋องอยู่แค่ขอบเขตหลังกำเนิดขั้นกลาง นี่... นี่มันจะทรงโปรดปรานเกินไปแล้ว!
"อู๋อ๋องรับราชโองการ!"
"ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าขอแต่งตั้งให้เจ้าเป็นผู้ช่วยตุลาการฝ่ายขวาแห่งศาลต้าหลี่ ร่วมกันปกป้องความยุติธรรมและความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายร่วมกับขุนนางแห่งศาลต้าหลี่"
ในเวลานี้เซี่ยเจาเหยียน กำหมัดแน่นเล็กน้อย ในใจอดไม่ได้ที่จะอิจฉา
สายตาของทุกคนอดไม่ได้ที่จะมองไปยังเซี่ยเจาเหยียน ตอนนี้เหลือเพียงองค์ชายเหรินอ๋องผู้นี้เท่านั้น
ราชสำนักเงียบกริบ ราวกับได้ยินเสียงลมหายใจและเสียงหัวใจเต้นของทุกคน
เวลาในตอนนี้ถูกยืดออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ในที่สุด เสียงของจักรพรรดิต้าเซี่ยก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"เหรินอ๋องรับราชโองการ"
"นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าขอแต่งตั้งให้เจ้าเป็นรองผู้บัญชาการฝ่ายซ้ายแห่งหน่วยทัณฑ์สวรรค์!"
สิ้นเสียง ความผิดหวังพาดผ่านเข้ามาในใจของเซี่ยเจาเหยียนชั่วแวบหนึ่ง จากนั้นเขาก็น้อมรับราชโองการอย่างนอบน้อม
ส่วนขุนนางบางคน กลับลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ส่วนเซี่ยอู๋เจิงประกายตาสะท้อนความซับซ้อนวูบหนึ่ง ส่วนเซี่ยหลิงเซียวที่ตึงเครียดอยู่ก็ผ่อนคลายลงในทันที
หน่วยทัณฑ์สวรรค์? ทุกคนต่างลอบหัวเราะ 'หึหึ' ในใจ...
[จบแล้ว]