- หน้าแรก
- The Ultimate Student สุดยอดนักเรียนสมองอัจฉริยะ
- บทที่ 1790 (912) จี้หนานเยว่ตกตะลึง (ตอนฟรี)
บทที่ 1790 (912) จี้หนานเยว่ตกตะลึง (ตอนฟรี)
บทที่ 1790 (912) จี้หนานเยว่ตกตะลึง (ตอนฟรี)
บทที่ 1790 (912) จี้หนานเยว่ตกตะลึง
“จะเพราะอะไรล่ะ ก็โดนไอ้พวกนั้นทำให้โมโหน่ะสิ!” ฉู่เยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“พวกไหนล่ะ?” จี้ช่าวเหลยยิ้มพลางเอ่ยถาม
จี้เฟิงเองก็หันไปมองเธอเช่นกัน หญิงสาวคนนี้ดูเหมือนยังไม่ตื่นดี เธอดูงัวเงียสะลึมสะลือ แม้แต่ตอนพูดก็ยังอ้อแอ้ฟังไม่ค่อยชัด
ฉู่เยว่ลากเก้าอี้ในลานบ้านมาตัวหนึ่ง ก่อนจะทรุดตัวนั่งลง ฟุบส่วนบนของร่างลงกับโต๊ะแล้วพูดว่า “จะใครซะอีก ก็พวกเพื่อนๆของฉันน่ะสิคะ เมื่อคืนหลังจากกลับมาฉันก็โทรศัพท์ไปคุยกับพวกนั้น เล่าเรื่องที่ฉันโดนลอบโจมตีให้ฟัง พอพวกนั้นได้ยินก็พากันแสดงท่าทีโกรธแค้นทันที แถมยังบอกว่าจะช่วยฉันแก้แค้นด้วย”
จี้ช่าวเหลยหัวเราะ “เพราะแบบนี้เธอเลยตื่นเต้น จนนอนไม่หลับทั้งคืนงั้นเหรอ?”
“มันก็ต้องมีเรื่องให้ตื่นเต้นก่อนสิ!” ฉู่เยว่แค่นเสียงหึอย่างหงุดหงิด “ฉันก็อยากจะตื่นเต้นอยู่หรอก แต่ไอ้พวกนั้นพอได้ยินว่าศัตรูของฉันคือแก๊งยามากุจิ ต่างก็พากันอ้ำๆอึ้งๆบ่ายเบี่ยง บางคนก็รีบเปลี่ยนเรื่องคุยไปเลย... ทีตอนแรกละพูดจาซะดิบดี ทำทรงดุดันอวดอ้างคุณธรรม ที่ไหนได้ก็แค่พวกหน้าไหว้หลังหลอก คนโกหก!”
จี้ช่าวเหลยหัวเราะร่าทันที “ที่แท้ก็เรื่องนี้นี่เอง!”
ฉู่เยว่เอ่ยด้วยความเจ็บใจ “เมื่อก่อนฉันมองคนพวกนี้ผิดไปจริงๆ คนอเมริกาพวกนี้ในสายตามีแต่เรื่องเงินทอง ส่วนคำว่าเพื่อนอะไรนั่นมันของปลอมทั้งนั้น!”
จี้เฟิงได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหัวยิ้มขำ “มันก็เป็นเรื่องธรรมดา แก๊งยามากุจิออกจะทรงอิทธิพลขนาดนั้น เพื่อนของคุณญาติไม่ใช่ซูเปอร์แมนซะหน่อย พวกเขาก็ต้องกลัวเป็นธรรมดา อย่าว่าแต่พวกเขาเลย ต่อให้เปลี่ยนเป็นผมอยู่ในจุดเดียวกับพวกเขา ผมก็ไม่กล้าไปเป็นศัตรูกับแก๊งยามากุจิเหมือนกัน นี่เป็นเรื่องปกติ ไม่มีอะไรน่าโมโหหรอก”
ฉู่เยว่รีบแย้งทันควัน “มันจะไปเหมือนกันได้ยังไงล่ะ! ต่อให้พวกเขาไม่กล้าช่วย แต่อย่างน้อยคำปลอบใจสักคำสองคำก็ควรจะมีบ้าง เมื่อวานมีแค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่สนิทกับฉันหน่อย พอเธอรู้เรื่องก็ยังพูดปลอบใจฉันสองสามคำ ส่วนไอ้พวกที่เหลือไม่บอกว่า ‘เสียใจด้วย’ ก็บอกว่า ‘เห็นใจมาก’ ...ฉันต้องการความเห็นใจจากพวกมันรึไง?”
จี้เฟิงนึกขำขึ้นมาทันทีเขาสามารถจินตนาการ ถึงท่าทางและน้ำเสียงของคนพวกนั้นตอนพูดได้อย่างชัดเจน
คนอเมริกาเวลาพูดมักจะชอบใช้ท่าทางประกอบ หรือมีแอ็กชันทางร่างกายเสมอ
อย่างเช่นคนอเมริกาจำนวนมากจะไม่ยอมเอ่ยคำว่าขอโทษออกมาง่ายๆ คำที่พวกเขาใช้บ่อยๆก็คือ ‘ฉันรู้สึกเสียใจด้วย’ หรือ ‘มันน่าเสียดายจริงๆ’ อะไรทำนองนั้น
แถมตอนพูดคำพวกนี้พวกเขาก็จะผายมือ หรือไม่ก็ยักไหล่ เบ้ปาก ทำหน้าตาละห้อยแบบสุดวิสัย
ด้วยเหตุนี้จึงมีคนจำนวนมากคิดว่า คนอเมริกาค่อนข้างเสแสร้ง หรือดูหน้าไหว้หลังหลอก
แต่ความจริงแล้วจี้เฟิงกลับมองว่า นี่คือความฉลาดแกมโกงของคนอเมริกามากกว่า
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเกิดอุบัติเหตุรถเฉี่ยวชนกันบนท้องถนน หากฝ่ายหนึ่งเป็นคนจีน พอลงจากรถมาสิ่งแรกที่ทำย่อมเป็นการเอ่ยปากขอโทษ แต่อีกฝ่ายที่เป็นคนอเมริกากลับจะสบถคำหยาบออกมา หรือไม่ก็พูดว่าแย่ชะมัด หรือ น่าเสียดายจริงๆ อะไรทำนองนี้แทน
และในสถานการณ์แบบนี้ คนจีนที่เอ่ยปากขอโทษก่อนย่อมเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เพราะทันทีที่คุณพูดคำว่าขอโทษ มันย่อมเป็นหลักฐานมัดตัวว่าคุณยอมรับผิด ต่อให้ตอนแรกคุณจะไม่ใช่ฝ่ายผิด เรื่องมันก็อาจจะกลายเป็นความผิดของคุณไปเลยก็ได้
ในขณะที่คนอเมริกาจะพูดจาแบ่งรับแบ่งสู้ไว้เสมอ ทำให้คนอื่นไม่สามารถจับผิดหรือหาหลักฐานมาเล่นงานได้ง่ายๆ
ดังนั้นในแง่นี้คนอเมริกาถือว่า มีความฉลาดแกมโกงอยู่พอตัวทีเดียว
แน่นอนว่าการที่คนจีนเลือกที่จะเอ่ยปากขอโทษก่อนนั้น มันก็เกี่ยวข้องกับการอบรมสั่งสอน และวัฒนธรรมประเพณีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณกาล บรรพบุรุษของเราพร่ำสอนมาตลอดว่า ให้เป็นคนโอบอ้อมอารีและถ่อมตน ดังนั้นตลอดเวลาหลายร้อยหลายพันปีที่ผ่านมา คนจีนจึงหล่อหลอมนิสัยให้มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ชอบทำตัวโดดเด่นอวดดี เมื่อเจอเวลามีปัญหาก็มักจะมองหาความผิดของตัวเองก่อน
ผลลัพธ์คือเมื่อคนจีนผู้มีความอ่อนน้อม ต้องมาเผชิญหน้ากับคนอเมริกาผู้เจ้าเล่ห์เพทุบาย หลายๆครั้งจึงมักจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่บ่อยครั้ง
แต่เรื่องนี้หากมองในมุมของคนอเมริกา มันก็นับเป็นความเคยชินของสังคมรูปแบบหนึ่ง เมื่อทุกคนต่างก็ทำแบบเดียวกัน วิธีการนี้ในสายตาของพวกเขาย่อมถือเป็นเรื่องที่ถูกต้อง
ดังนั้นในมุมมองของจี้เฟิง ฉู่เยว่จึงไม่มีความจำเป็นต้องเก็บมาโมโหเลย การคิดจะหาเพื่อนแท้ที่พร้อมร่วมเป็นร่วมตายในอเมริกาเหมือนอย่างคนจีนแท้ๆนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายดายเลยสักนิด
คนจีนส่วนใหญ่เป็นคนประเภทอบอุ่น จริงใจ ใจกว้าง และเปี่ยมด้วยความเมตตากรุณา มิตรภาพระหว่างเพื่อนแท้คือการร่วมเป็นร่วมตาย ที่สามารถควักหัวใจให้กันได้เลยทีเดียว
แต่ถ้าคุณเอาไม้บรรทัดมาตรฐานนี้ ไปตัดสินคนอเมริกา คุณย่อมต้องพบกับความผิดหวังอย่างแน่นอน
ในอเมริกาต่อให้จะเป็นพ่อแม่พี่น้องกันแท้ๆ เรื่องบัญชีทรัพย์สินเงินทองก็ยังต้องคิดคำนวณแยกแยะกันอย่างชัดเจน ความผูกพันลึกซึ้งในสายเลือดของพวกเขา ไม่ได้หนาแน่นเท่าคนจีน นี่คือความแตกต่างทางวัฒนธรรมประเพณี
ดังนั้นสำหรับกรณีของฉู่เยว่ จึงไม่มีอะไรน่าตื่นตูมเลยสักนิด
จี้เฟิงยิ้มพลางเอ่ยว่า “ถ้าอยากจะคบเพื่อนแท้ ก็ต้องมองหาคนจีนด้วยกัน ส่วนการคบค้าสมาคมกับคนอเมริกา ขอแค่ปรับตัวให้เข้ากับนิสัยและสไตล์ของพวกเขาก็พอแล้ว ไม่เห็นจำเป็นต้องเก็บมาโมโหขนาดนี้เลย”
ฉู่เยว่ยังคงแค่นเสียงหึออกมา อย่างอดไม่ได้พลางบ่นว่า “เมื่อก่อนฉันอุตส่าห์ดีกับพวกมันตั้งเท่าไหร่ ไอ้พวกเลี้ยงไม่เชื่อง! ฉันล่ะสงสัยจริงๆแก๊งยามากุจิ มันน่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอ? ขนาดแค่คำพูดรักษาน้ำใจตามมารยาท ยังไม่มีความกล้าจะพูดออกมาเลย!”
จี้ช่าวเหลยหัวเราะ “เสี่ยวเยว่เธอเติบโตในอเมริกามาตั้งแต่เด็ก น่าจะรู้ดีกว่าพวกเรานะว่าคนอเมริกา ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ที่จับต้องได้มากที่สุด คำพูดรักษาน้ำใจสำหรับพวกเขาก็เป็นแค่ผ้าคลุมปิดบังความอับอายเท่านั้นแหละ แต่มีประโยคหนึ่งที่เธอพูดถูก แก๊งยามากุจิไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นจริงๆ!”
“ใช่ไหมล่ะคะ!” ฉู่เยว่พยักหน้าหงึกๆเห็นพ้อง “แก๊งยามากุจิจะยิ่งใหญ่แค่ไหนก็เป็นแค่แก๊งมาเฟียแก๊งหนึ่ง พวกลูกพี่มันจะกล้าฆ่าคนโจ่งแจ้งกลางวันแสกๆเลยรึไง? ขอแค่ฉันระวังตัวหน่อย ไม่ไปในที่เปลี่ยวๆย่อมไม่มีทางเกิดเรื่องแน่นอน!”
จี้เฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางสบสายตากับจี้ช่าวเหลย ทว่ากลับเห็นพี่ชายส่ายหัวส่งสัญญาณให้เบาๆ
จี้เฟิงเข้าใจความหมายของพี่ชายทันที จึงไม่ได้เอ่ยปากขัดอะไรอีก
ในความเป็นจริงจี้เฟิงไม่ได้เห็นด้วย กับคำพูดของฉู่เยว่เลยสักนิด
เขาพบว่าผู้หญิงคนนี้ ภายนอกดูเป็นคนนิสัยลุยๆห้าวๆ แต่ความจริงแล้วในการใช้ชีวิตและสามัญสำนึกทั่วไป เธอกลับแสดงออกถึงความใสซื่อ หรือหากพูดให้ตรงกว่านั้นก็คือ ‘ไร้เดียงสา’ เกินไปหน่อย
อัตราการเกิดอาชญากรรมในอเมริกาสูงลิ่วขนาดนี้ อาวุธปืนก็เกลื่อนเมือง แถมแก๊งยามากุจิก็ทรงอิทธิพลปานนั้น มีอะไรที่พวกเขาไม่กล้าลงมือทำกลางวันแสกๆกัน?
ไม่ใช่ว่าแค่ไม่ไปในที่เปลี่ยวแล้วจะปลอดภัยไร้กังวลเสียหน่อย
ฉู่เยว่ยังคงคิดไปเองว่าคนของแก๊งยามากุจิ จะกล้าลงมือทำเฉพาะเรื่องลอบกัดหลบๆซ่อนๆเท่านั้น แต่ความจริงเธอกลับไม่เคยฉุกคิดเลยว่า หากเรื่องราวเป็นแบบที่เธอคิดจริงๆ ทำไมเพื่อนๆของเธอถึงได้หวาดกลัวแก๊งยามากุจิกันหัวหดขนาดนี้?
ตอนแรกจี้เฟิงตั้งใจจะเอ่ยปากเตือนสติฉู่เยว่เสียหน่อย เพื่อให้เธอได้รับรู้ว่าโลกใบนี้ไม่ได้สวยงามเหมือนอย่างที่เธอคิด
แต่พอได้รับการส่งสัญญาณเตือนจากพี่ชาย จี้เฟิงลองคิดทบทวนดูอีกทีก็ล้มเลิกความตั้งใจนั้นไป
การปล่อยให้มีความคิดแบบนี้ไว้กับตัว สำหรับฉู่เยว่แล้วก็อาจจะไม่ใช่เรื่องแย่อะไร
เติบโตในอเมริกามาตั้งแต่เด็ก แถมยังใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมครอบครัวที่มั่งคั่งร่ำรวยขนาดนี้ ฉู่เยว่ยังสามารถรักษาความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาไว้ได้ ก็นับเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากยิ่งแล้ว
ส่วนเรื่องของแก๊งยามากุจินั้น ตอนนี้ไม่มีความจำเป็นต้องไปนั่งกังวลอีกต่อไป องค์กรมาเฟียของพวกคนญี่ปุ่นแก๊งนี้ ได้กลายเป็นเพียงอดีตตามหลังเสียงระเบิดกัมปนาทกึกก้องไปเรียบร้อยแล้ว
ครั้งนี้กลุ่มระดับสูงของแก๊งยามากุจิสาขานิวยอร์ก โดนกวาดล้างจนสิ้นซาก แทบจะเรียกได้ว่าสูญพันธุ์ไปเลยทีเดียว
ต่อให้ขุมกำลังระดับล่างจะยังคงหลงเหลือพวกลูกกระจ๊อกอยู่บ้าง แต่ภายใต้การเปิดฉากบุกโจมตีอย่างหนักหน่วงและเด็ดขาดของแก๊งเหลียนจู คนพวกนั้นก็ทำได้เพียงหอบผ้าผ่อนหนีตายกันหัวซุกหัวซุน ไม่มีทางตั้งตัวเป็นกลุ่มก้อนเพื่อสร้างความสั่นสะเทือนอะไรได้อีก แล้วแบบนี้พวกมันจะเอาปัญญาที่ไหน มาสร้างความเดือดร้อนระรานฉู่เยว่ หรือคนอื่นๆในครอบครัวของอาหญิงเล็กได้อีก?
ลำพังแค่เอาชีวิตตัวเองให้รอด พวกมันยังแทบไม่มีปัญญาเลย!
แน่นอนว่าศูนย์ใหญ่ของแก๊งยามากุจิ ที่ประเทศญี่ปุ่นย่อมไม่มีทางยอมปล่อยมือ จากเค้กชิ้นใหญ่อย่างตลาดนิวยอร์กแน่นอน แต่จี้เฟิงเชื่อมั่นว่าจี้ยูเหวินไม่ใช่คนโง่ เธอไม่มีวันยอมปล่อยให้โอกาสทอง ที่หาได้ยากยิ่งครั้งนี้หลุดลอยไปเด็ดขาด
การจะปล่อยให้แก๊งยามากุจิ ส่งคนกลุ่มใหม่มาตั้งหลักปักฐานได้อีกรอบ นั่นเท่ากับเป็นการหาเหาใส่หัวให้แก๊งเหลียนจูชัดๆ
จี้ยูเหวินไม่มีทางทำเรื่องโง่ๆแบบนั้นแน่
และแก๊งมาเฟียแก๊งอื่นก็ไม่ใช่พวกนักบุญผู้ใจดีเหมือนกัน เมื่อเผชิญหน้ากับเค้กชิ้นโตขนาดนี้ ขอแค่มีแก๊งใดแก๊งหนึ่งเริ่มเปิดฉากเคลื่อนไหว แก๊งที่เหลือย่อมต้องเคลื่อนไหวตามลมพายุทันที การที่แก๊งยามากุจิจะคิดหวนกลับมาทวงคืนอำนาจอีกครั้ง หึๆ... มันไม่ใช่เรื่องง่ายดายขนาดนั้นหรอก!
“เสี่ยวเฟิง ช่าวเหลย!” ทันใดนั้น เงาร่างของจี้หนานเยว่ก็ปรากฏขึ้นตรงประตูห้องรับแขก
“อาหญิงเล็ก!” ทั้งสองคนเอ่ยปากทักทายพร้อมกัน
“เข้ามาข้างในหน่อย อาถามอะไรพวกเธอหน่อยสิ” จี้หนานเยว่เอ่ยน้ำเสียงเรียบ
จี้เฟิงและจี้ช่าวเหลยสบตากันด้วยความฉงนใจ ก่อนจะเดินตามเธอเข้าไปในห้องรับแขก ทันทีที่นั่งลงจี้เฟิงก็ถามขึ้นว่า “อาหญิงเล็กมีอะไรจะถามพวกเราเหรอครับ?”
ใบหน้าของจี้หนานเยว่มีความเคร่งขรึมและจริงจังอยู่ไม่น้อย เธอเอ่ยถามเสียงเข้ม “พวกเธอโดนคนของแก๊งยามากุจิลอบโจมตีงั้นเหรอ?”
“เปล่าครับ!” จี้ช่าวเหลยเอ่ยปฏิเสธเสียงแข็งทันควัน “ไม่นับเป็นการลอบโจมตีหรอกครับ แค่เรื่องยุ่งยากเล็กๆน้อยๆเท่านั้น แต่ตอนนี้ทุกอย่างได้รับการคลี่คลายเรียบร้อยแล้วครับ ในอนาคตแก๊งยามากุจิ จะไม่มีวันมาหาเรื่องพวกเราได้อีกแน่นอน”
“ช่าวเหลยอาเล็กของเธอ ใช้ชีวิตอยู่อเมริกามาตั้งหลายปี ไม่ใช่ว่าจะไม่มีคนในวงการที่รู้จักเลยนะ เมื่อวานแถวชานเมือง พวกเธอโดนคนลอบโจมตี และฝั่งตรงข้ามคือคนของแก๊งยามากุจิใช่ไหม?” จี้หนานเยว่ไม่มีทางยอมโดนคำพูดไม่กี่คำของจี้ช่าวเหลยหลอกเอาได้ง่ายๆหรอก
เมื่อไม่มีทางเลือกจี้ช่าวเหลยจึงทำได้เพียง ยิ้มเจื่อนพลางพยักหน้ารับ “ก็ทำนองนั้นแหละครับ!”
จี้หนานเยว่ฟังจบก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจออกมา “พวกเธอนี่นะ... เรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมต้องปิดบังกันด้วย เมื่อวานพอกลับมาถึงก็ควรจะบอกอาทันที แก๊งยามากุจิไม่ใช่แก๊งมาเฟียกระจอกๆทั่วไปนะ พวกเธอ...”
จี้ช่าวเหลยรีบเอ่ยปากยอมรับผิดทันที “ครับๆ อาหญิงเล็ก พวกเราผิดไปแล้วครับ”
จี้หนานเยว่โบกมือพลางเอ่ย “ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาพูดเรื่องใครผิดใครถูกหรอก ปัญหาคือทำไมจู่ๆแก๊งยามากุจิ ถึงยื่นมือเข้ามาแทรกแซงเรื่องนี้ด้วย ปัญหามันเริ่มจะทับถมรุนแรงขึ้นเรื่อยๆแล้ว... เฮ้อ!”
จี้ช่าวเหลยกล่าวว่า “อาหญิงเล็ก ถึงผมจะยังไม่รู้แน่ว่าทำไมแก๊งยามากุจิ ถึงจงใจเบนเป้ามาที่พวกเรา แต่คุณอาวางใจได้เลยครับ ในอนาคตแก๊งยามากุจิไม่มีวัน กล้ามาหาเรื่องพวกเราอีกแน่นอน เพราะตอนนี้แก๊งยามากุจิสาขานิวยอร์ก ได้กลายเป็นอดีตไปเรียบร้อยแล้วครับ!”
จี้หนานเยว่โบกมือพลางยิ้ม “เธอนี่นะ ไม่ต้องมาพูดจา ให้อาใจชื้นหรอก...”
“ผมไม่ได้พูดจาเพื่อให้คุณอาสบายใจนะครับ รายละเอียดตื้นลึกหนาบาง ให้น้องสามเป็นคนเล่าให้ฟังเถอะครับ เรื่องนี้เขาเป็นคนรู้ดีที่สุด” จี้ช่าวเหลยชี้นิ้วไปทางจี้เฟิง
“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?” จี้หนานเยว่เห็นท่าทางของจี้ช่าวเหลย ดูไม่มีเค้าลางของการล้อเล่นเลยแม้แต่น้อย จึงเอ่ยปากถามด้วยความสงสัย
“เมื่อวานหลังจากพวกเรา โดนคนของแก๊งยามากุจิลอบโจมตี ผมเลยติดต่อเพื่อนให้ช่วยสืบข้อมูล เพื่อหาพิกัดแหล่งกบดานที่พวกมันรวมตัวกัน...” จี้เฟิงเอ่ยปากเล่าด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “จากนั้นเมื่อคืนนี้ผมก็เลยพาคน ไปล้างบางกวาดล้างแก๊งยามากุจิจนหมดสิ้นครับ”
“ว่ายังไงนะ?” จี้หนานเยว่ถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ ยังปรับสมองตามไม่ทัน อาจเป็นเพราะน้ำเสียงและท่าทางการเล่าของจี้เฟิง มันดูเรียบง่ายไร้ความตื่นเต้นเกินไป จนทำให้จี้หนานเยว่ยังไม่ทันตระหนักรู้ว่า ความหมายของประโยคนั้นมันคอขาดบาดตายขนาดไหน
“อาหญิงเล็ก น้องสามพาคนไปล้างบางแก๊งยามากุจิ จนพังพินาศหมดแล้วครับ อย่างน้อยในช่วงระยะเวลาอีกนานแสนนานต่อจากนี้ ในนิวยอร์กจะไม่มีแก๊งยามากุจิ หลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้วครับ!” จี้ช่าวเหลยหัวเราะร่า
“พวกเธอพูดว่าอะไรนะ?!” ครั้งนี้จี้หนานเยว่ได้ยินข้อมูลชัดเจนเต็มสองหู ต่อให้เธอจะเป็นถึงนักธุรกิจผู้ผ่านร้อนผ่านหนาว จนมีจิตใจที่หนักแน่นดั่งขุนเขาและมีบารมีล้นฟ้าในแวดวงธุรกิจ แต่ในเวลานี้เธอก็ยังไม่อาจข่มกลั้นความตื่นตระหนกตกใจอย่างถึงที่สุดเอาไว้ได้อยู่ดี
…จบบทที่ 1790~❤️