- หน้าแรก
- วิชาประสานสุขพลิกชะตาเซียน
- บทที่ 253 จิงหง เธอทะลวงขั้นได้อย่างไร
บทที่ 253 จิงหง เธอทะลวงขั้นได้อย่างไร
บทที่ 253 จิงหง เธอทะลวงขั้นได้อย่างไร
"นายคิดว่าพวกเขามีจุดประสงค์อื่นงั้นเหรอ?"
ฉินเกอขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ในเมื่อแพ้ชนะก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร นั่นก็แสดงว่าพวกเขาน่าจะไม่ได้สนใจผลลัพธ์เลยตั้งแต่แรก"
"ขอแค่หออิงอู่รับคำท้าประลอง จุดประสงค์ของพวกเขาก็บรรลุแล้ว แน่นอนว่าถ้าชนะได้ก็ย่อมดีกว่า"
"แล้วมันคืออะไรล่ะ?"
ทั้งสองสบตากัน จากนั้นก็เงียบไป
"หยั่งเชิงงั้นเหรอ!?"
ฉินเกอกับหยางซินเอ๋อร์พูดขึ้นมาแทบจะพร้อมกัน และต่างฝ่ายต่างก็ยิ่งมั่นใจในข้อสันนิษฐานของตัวเองมากขึ้น
คนตงหยางนี่ช่างไม่ยอมตัดใจจริงๆ แต่หลังจากพวกเขาหยั่งเชิงเสร็จแล้วจะทำอะไรได้อีกล่ะ?
ถึงกับกล้าวางแผนเล่นงานหออิงอู่ ช่างใจกล้าไม่เบาเลยนะ!
"ไม่มีใครกล้ารับคำท้าแล้วเหรอ?"
อวี๋จิงหงสะบัดกระบี่จนเกิดเสียงร้องกังวาน เธอมองลงมาจากที่สูง ทอดสายตาลงไปยังกลุ่มคนตงหยาง ราวกับนางฟ้า
"พวกนายเอิกเกริกมาท้าประลองถึงหออิงอู่ แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นพ่ายแพ้ราบคาบแบบนี้ มันคงดูไม่จืดเลยสินะ?"
"ถ้ากลัวตาย ก็อยู่ฝึกวิชากระจอกๆ ของพวกนายที่ตงหยางไปเถอะ จะมาเลียนแบบคนอื่นท้าประลองทำไม!"
พอคลุกคลีกับฉินเกอมากเข้า ฝีปากก็พลอยเก่งกาจขึ้นมาด้วย
คำพูดเย้ยหยันของอวี๋จิงหงยั่วยุจนมีชายหนุ่มสองคนทนไม่ไหวกระโดดขึ้นเวทีมาจริงๆ สองคนนั้นฝีมือยังไม่สู้กงเปิ่นหย่งเจิ้งด้วยซ้ำ แค่ทนรับความอัปยศไม่ไหวจนหน้ามืดตามัวขึ้นเวทีมา ผลลัพธ์สุดท้ายย่อมถูกอวี๋จิงหงสังหารทิ้งไปทีละคนอย่างไม่ต้องสงสัย!
อู่หนานสยงกลับไม่ห้ามปรามเลยสักนิด คาดว่าคงคิดว่าคนที่ขาดความเยือกเย็นเช่นนี้ ต่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไปก็คงยากจะประสบความสำเร็จ ตายก็ตายไปเถอะ กลับตงหยางไปก็เปลืองข้าวสุกเปล่าๆ
"ในเมื่อไม่มีใครรับคำท้าแล้ว ถ้างั้นวันนี้ก็พอแค่นี้เถอะ!"
"เดินดีๆ ล่ะ ไม่ส่งนะ!"
เดิมทีเฉียวซงยังตั้งใจว่ารอให้การประลองบนเวทีจบลงแล้ว จะคิดบัญชีเรื่องที่เสิ่นอวี่หลานถูกลอบโจมตีกับอู่หนานสยงสักหน่อย
แต่ในเมื่อกงเปิ่นหย่งเจิ้งถูกอวี๋จิงหงสังหารไปแล้ว คนตงหยางก็ตายไปหลายคน เขาจึงใจกว้างยอมปล่อยผ่านไป ไม่เอาความอีก
"หออิงอู่อุดมไปด้วยยอดฝีมือจริงๆ พวกเราไม่เจียมตัวมาท้าประลอง ช่างน่าขันสิ้นดี"
อู่หนานสยงลุกขึ้นยืน "หัวหน้าเฉียว วันนี้คงต้องรบกวนไว้แค่นี้"
"การประลองย่อมหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บล้มตายไม่ได้ แต่ส่วนตัวผมเคารพหัวหน้าเฉียวและหออิงอู่มาโดยตลอด หวังว่าจะไม่ผิดใจกันเพราะการแลกเปลี่ยนฝีมือในวันนี้นะครับ"
"เรื่องที่พวกหนานจือทำลงไปที่จินหลิง ผมไม่รู้เรื่องจริงๆ หวังว่าหออิงอู่จะไม่ติดใจเอาความเพราะเรื่องเหล่านั้นนะครับ"
"คุณไม่รู้เรื่องจริงๆ ก็ดีแล้ว ไม่เช่นนั้นผลที่ตามมา คุณคงรับผิดชอบไม่ไหวแน่!" เฉียวซงปั้นหน้าขรึม แต่ความจริงแทบจะกลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่
ตาเฒ่าอู่หนานสยงช่างมีความอดทนสูงเสียจริง คนที่ตายก็ไม่ใช่คนของฉัน แกพอใจก็แล้วกัน
"เดี๋ยวก่อน" ฉินเกอเห็นอู่หนานสยงกำลังจะจากไป ก็แสดงความไม่สบอารมณ์ออกมาทันที "ตาเฒ่าตงหยาง แกไม่คิดจะสู้กับฉันสักตั้งหรือไง?"
แววตาของอู่หนานสยงทอประกายเหี้ยมเกรียมแวบหนึ่งก่อนจะหายไป "หัวหน้าเฉียวเพิ่งจะบอกไปเมื่อครู่นี้ ว่าการแลกเปลี่ยนฝีมือในวันนี้สิ้นสุดลงแค่นี้"
"วันหน้าหากพวกเราบรรลุความเข้าใจในวิถีแห่งวรยุทธ์ จะกลับมาแลกเปลี่ยนฝีมือถึงที่นี่อีกครั้งแน่นอน"
เขาพูดจบก็พาคนยกศพเดินจากไป แต่ละคนคอตกห่อเหี่ยว ราวกับถูกตอนจนหมดเรี่ยวแรง
"ไปแล้วจริงๆ เหรอเนี่ย น่าเบื่อชะมัด!"
ฉินเกอรู้สึกหมดสนุกไปในทันที คนตงหยางพวกนี้อุตส่าห์เดินทางมาไกลเป็นพันลี้เพื่อมาแจกแต้มเนี่ยนะ ช่างแปลกประหลาดจริงๆ!
เขากวักมือเรียกหยางซินเอ๋อร์กับอวี๋จิงหง "พวกเราก็ไปกันเถอะ!"
"น้องฉิน!" เฉียวซงรีบเดินเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มกว้าง "ถ้าคุณยังไม่รีบไปไหน จะพักอยู่ที่หออิงอู่สักสองสามวันดีไหม?"
"ก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่าน้องฉินเป็นคนมีฝีมือยอดเยี่ยม ต้องขออภัยที่ต้อนรับไม่ดีนัก"
"ให้ผมได้ทำหน้าที่เจ้าบ้านที่ดี เพื่อเป็นการขอโทษได้ไหม?"
เสิ่นอวี่หลานแทบจะตกใจจนอ้าปากค้าง อาจารย์ถึงกับเรียกฉินเกอว่าน้องฉินเนี่ยนะ!?
แถมท่าทียัง......นอบน้อมขนาดนี้อีก!
แค่พริบตาเดียวตัวเองก็มีศักดิ์ต่ำกว่าฉินเกอไปหนึ่งรุ่นซะแล้ว แถมยังพลอยทำให้ต่ำกว่าอวี๋จิงหงไปหนึ่งรุ่นด้วย
"หัวหน้าเฉียว คุณพูดแบบนี้ไม่ซื่อสัตย์เลยนะ"
"คุณอยากจะล้วงความลับอะไรจากผมก็บอกมาตรงๆ เถอะ จะมาพูดจาอ้อมค้อมทำไม!"
ฉินเกอมองอวี๋จิงหงแวบหนึ่ง "เรื่องพักคงไม่ได้หรอก แต่ถ้าคุณอยากจะเลี้ยงรับรองจริงๆ แค่กินข้าวสักมื้อก็พอได้อยู่"
เขาจะพักที่ไหนก็ไม่เกี่ยงหรอก เพียงแต่หลินเหยายังสลบไม่ได้สติ เขาจำเป็นต้องใช้พลังปราณรักษาเธอเป็นระยะๆ
"ดี ถ้าอย่างนั้นผมก็จะไม่เกรงใจคุณล่ะนะ!"
เฉียวซงหัวเราะร่วน ดึงแขนฉินเกอให้เดินไปด้วยกัน พลางถามนู่นถามนี่ไปตลอดทาง
เขาเป็นพวกคลั่งไคล้วรยุทธ์ พูดแค่สามประโยคก็ไม่พ้นเรื่องวิถีแห่งวรยุทธ์ พอจับตัวฉินเกอได้ก็ถามไม่หยุดปาก
ตราบใดที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องหลักการ และไม่ขัดต่อกฎระเบียบของหออิงอู่ เขาก็ถือเป็นคนที่มีอัธยาศัยดีและเป็นมิตรมากทีเดียว
เสิ่นอวี่หลานเดินตามหลังมาด้วยความตะลึงงัน เธอไม่เคยเห็นอาจารย์ทำตัวสบายๆ แบบนี้มาก่อนเลย!
เฉียวซงสั่งให้จัดเตรียมอาหารมื้อใหญ่เพื่อต้อนรับฉินเกอ แถมยังเอาสุราชั้นยอดที่ปกติไม่กล้าดื่มออกมาเลี้ยงด้วย
หยางซินเอ๋อร์อยู่กินด้วยนิดหน่อยก็ขอตัวกลับไปก่อน ส่วนเฉียวซงกับฉินเกอยังคงพูดคุยกันอย่างถูกคอ
อันที่จริงคนที่ถูกคอมีแค่เฉียวซงคนเดียวต่างหาก ฉินเกอรู้สึกจนใจเหลือเกิน เพราะเขาไม่รู้จะคุยอะไรกับตาเฒ่าคนนี้ดี สรุปก็คืออีกฝ่ายถามอะไร เขาก็ตอบไปแบบนั้น
เสิ่นอวี่หลานหาข้ออ้างดึงตัวอวี๋จิงหงออกไป พวกเธอทั้งสองคนก็รู้สึกว่าหัวข้อสนทนาของเฉียวซงกับฉินเกอนั้นน่าเบื่อสุดๆ
"จิงหง ฉันมีคำถามนึงที่อยากจะถามเธอมาตลอด"
"ก่อนหน้านี้เห็นสภาพเธอไม่ค่อยดี เลยไม่กล้าถาม ถ้าครั้งนี้ไม่ถาม ก็ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกทีเมื่อไหร่"
เสิ่นอวี่หลานทำหน้าจริงจัง แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
"เธออยากจะถามเรื่องวรยุทธ์ อยากรู้ใช่ไหมว่าฉันทะลวงไปถึงระดับตี้ขั้นสูงสุดในเวลาสั้นๆ ได้ยังไง?"
"เธอรู้ได้ยังไงว่าฉันจะถามเรื่องนี้?"
อวี๋จิงหงยิ้มบางๆ แน่นอนว่าเธอต้องรู้สิ มองเสิ่นอวี่หลานในตอนนี้ ก็เหมือนกำลังมองตัวเองในอดีตไม่มีผิด
ตอนนั้นเธอก็ดักถามซูเหวินซีแบบนี้เหมือนกันไม่ใช่เหรอ?
"งั้น.......บอกได้ไหม?"
"ถ้าลำบากใจก็ไม่เป็นไร ฉันเข้าใจ"
ภายในใจเสิ่นอวี่หลานคาดหวังเป็นอย่างมาก แต่ก็พยายามรักษาระยะห่างเอาไว้อย่างเต็มที่
"ลำบากใจมันก็ลำบากใจอยู่หรอก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะบอกไม่ได้"
อวี๋จิงหงมองซ้ายมองขวาอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้นจึงพูดต่อ "เธออยากรู้จริงๆ เหรอ?"
"งั้นฉันจะบอกให้ก็แล้วกัน แต่ฉันว่าเธอคงไม่เชื่อหรอก"
เธอกระดิกนิ้วเรียกให้เข้ามาใกล้ แล้วกระซิบข้างหูเสิ่นอวี่หลานอยู่สองสามประโยค พอพูดจบใบหน้าสวยหวานก็ร้อนผ่าวจนแดงก่ำ
"ธะ...เธอพูดจริงเหรอ?" ร่างกายของเสิ่นอวี่หลานแข็งทื่อ ริ้วสีแดงระเรื่อปรากฏขึ้นบนใบหน้าลามไปจนถึงใบหู แดงก่ำยิ่งกว่าอวี๋จิงหงเสียอีก
"จริงแท้แน่นอน" อวี๋จิงหงรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย "ฉันไม่รู้จะอธิบายให้เธอฟังยังไง เพราะฉันเองก็ไม่รู้สาเหตุเหมือนกัน"
"แต่ฉันรับรองได้เลยว่า สิ่งที่ฉันเพิ่งพูดไปเป็นความจริงทั้งหมด ไม่มีคำโกหกแม้แต่ครึ่งคำ!"
คาดว่าคงจะเป็นการทำบุญให้ไอ้สารเลวนั่นอีกแล้วสิ กลับไปต้องทวงค่าชดเชยจากเขาซะหน่อย ต้องชดเชยให้หนักๆ เลยด้วย!
เสิ่นอวี่หลานรู้สึกสมองตื้อไปหมด ที่แท้คำว่าลำบากใจที่อวี๋จิงหงพูดถึง ก็หมายถึงน่าอายงั้นเหรอ?
เรื่องแบบนี้มันพูดยากจริงๆ นั่นแหละ ถ้าเป็นเธอ หากอีกฝ่ายไม่ใช่เพื่อนที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมา เธอคงไม่มีทางกล้าพูดออกไปแน่ๆ
ต่อให้เป็นเพื่อนร่วมเป็นร่วมตายก็ยังต้องคิดหนักเลย!
แต่เธอคิดจนหัวแทบแตกก็ยังคิดไม่ออกอยู่ดี ว่าทำไมการทำเรื่องแบบนั้นถึงสามารถช่วยให้ทะลวงขั้นวรยุทธ์ได้?
ถ้าเรื่องนี้เป็นความจริง แล้วการที่เธอฝึกฝนอย่างหนักมาหลายปีมันคืออะไรล่ะ? ถือว่าเธอขยันงั้นเหรอ?
หรือว่าจิงหงจะถูกฉินเกอหลอกเข้าให้ ความจริงแล้วการทะลวงขั้นมีวิธีอื่น เพียงแต่เธอไม่ได้สังเกตเห็นแค่นั้น?
แต่ถ้าถูกหลอกแล้วสามารถทะลวงขั้นย่อยได้ถึงสองขั้นรวด ดูเหมือนมันก็ไม่เลวเหมือนกันนะ......