- หน้าแรก
- วิชาประสานสุขพลิกชะตาเซียน
- บทที่ 31 กัวเหวินโจวสติแตก
บทที่ 31 กัวเหวินโจวสติแตก
บทที่ 31 กัวเหวินโจวสติแตก
เช้าวันรุ่งขึ้น หอพักนักศึกษามหาวิทยาลัยตงต้า
"สิ่งที่ควรจะมาก็มาจนได้ ฉินเกอคาดการณ์ไว้แม่นจริงๆ!"
"นายเสียใจไหม?"
"อนาคตอาจจะเสียใจก็ได้ แต่ตอนนี้ไม่ เรื่องของอนาคตก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคตเถอะ!"
"ฉันก็เหมือนกัน ต่อให้เรื่องเมื่อวานย้อนกลับมาอีกครั้ง ฉันก็จะยังเลือกทำแบบเดิม"
"แล้วตอนนี้พวกเราจะเอายังไงต่อ ต้องทำอะไรไหม หรือจะม้วนเสื่อกลับบ้านกันเลย?"
"นายเชื่อใจฉินเกอหรือเปล่าล่ะ?"
"งั้นก็ฟังเขา ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น"
"ฉันแค่สงสัยน่ะว่าฉินเกอไปเอาความมั่นใจมาจากไหน เรื่องมันบานปลายมาถึงขั้นนี้แล้ว หรือว่ายังมีโอกาสพลิกสถานการณ์ได้อีก?"
"นายมาถามฉันแล้วฉันจะไปถามใครล่ะ! รอดูกันไปก่อนเถอะ ฉันว่าท่าทีของฉินเกอเมื่อวานดูไม่เหมือนล้อเล่นเลย บางทีเขาอาจจะมีวิธีจริงๆ ก็ได้!"
"คณบดีกับอธิการบดีเป็นพวกเดียวกัน เรื่องที่พวกเขาตัดสินใจไปแล้วยังมีใครหน้าไหนกล้าล้มล้างได้อีก ฉันไม่คิดว่ามันจะมีความหวังอะไรหรอก แต่ก็ยังยินดีที่จะเชื่อใจฉินเกอดูสักครั้ง!"
"ค่อนข้างเศร้าเลยนะเนี่ย แต่ความรู้สึกที่ได้ทำโดยไม่ละอายแก่ใจแบบนี้มันก็ทำให้โล่งใจดีเหมือนกัน หึๆ"
"เหมือนตอนโดดเรียนไปเล่นเกมหรือเปล่า ที่ใจหนึ่งก็สนุกแต่อีกใจก็รู้สึกผิดน่ะ?"
"ฮ่าๆๆๆ—"
หลิวหยางกับซ่งหย่วนคุยกันไปมาก็พลันมองหน้ากันแล้วหัวเราะลั่น ทั้งสองคนต่างก็เป็นคนฉลาด จึงรู้ว่าควรปรับสภาพจิตใจของตัวเองอย่างไร
พวกเขาต่างก็รู้สึกแปลกใจ ว่าทำไมตัวเองถึงได้เชื่อใจฉินเกอขนาดนี้?
ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับฉินเกอมันดีขนาดนั้นเลยเหรอ?
ราวกับว่าถูกคำพูดของฉินเกอเมื่อวานล้างสมองไปแล้วอย่างนั้นแหละ!
สุดท้ายพวกเขาก็ได้ข้อสรุปว่า เป็นเพราะตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาฉินเกอไม่เคยทำผิดพลาดเลยสักครั้ง ยกเว้นเรื่องที่ไปอัดจูหยางเหอในครั้งนั้น
ต่อให้เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างตอนซื้อข้าวมาฝากพวกเขา กล่องไหนเอาเผ็ด กล่องไหนไม่ใส่ผักชี ฉินเกอก็ไม่เคยจำผิดเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ห้องทำงานอธิการบดีมหาวิทยาลัยตงต้า
กัวเหวินโจวถือสคริปต์ไว้ในมือ กำลังซักซ้อมบทกล่าวสุนทรพจน์ที่จะต้องใช้ในพิธีเปิดงานฉลองครบรอบวันสถาปนามหาวิทยาลัยในวันพรุ่งนี้
"กริ๊ง—"
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น หลังจากกัวเหวินโจวรับสายได้ครู่หนึ่ง สีหน้าก็พลันดูแย่ลง
กัวเหวินโจวเพิ่งจะวางโทรศัพท์มือถือลง เสียงเรียกเข้าก็ดังขึ้นอีกครั้ง
ในเวลาสั้นๆ เพียงสิบกว่านาที กัวเหวินโจวก็รับโทรศัพท์ไปแล้วถึงเจ็ดแปดสาย สีหน้าของเขายิ่งมายิ่งดูไม่ได้
ตอนนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ผู้ช่วยหยวนกวนรีบเดินจ้ำอ้าวเข้ามา "ท่านอธิการบดีครับ เมื่อกี้มีคนโทรมาหลายสายเลยครับ"
"ล้วนแต่เป็นแขกที่ตอนแรกรับปากว่าจะมาร่วมพิธีเปิดในวันพรุ่งนี้ พวกเขานัดแนะกันบอกว่าพรุ่งนี้มีธุระอื่น ไม่สามารถมาร่วมงานได้ตรงเวลาครับ"
"ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้มันมีอะไรทะแม่งๆ นะครับ"
กัวเหวินโจวค่อยๆ เงยหน้าขึ้น "ผมก็รับโทรศัพท์ไปหลายสาย สถานการณ์เหมือนกับที่คุณพูดมาเปี๊ยบเลย!"
"คนพวกนี้ทำเหมือนนัดกันมาล่วงหน้า เรื่องนี้ไม่มีทางเรียบง่ายแบบนั้นแน่ ตกลงว่ามันเกิดปัญหาที่ตรงไหนกัน?"
หยวนกวนชะงักไปครู่หนึ่ง ขณะที่เพิ่งจะอ้าปากพูด โทรศัพท์มือถือของกัวเหวินโจวก็ดังขึ้นมาอีก
โทรศัพท์ที่โทรเข้ามาติดต่อกันหลายสายล้วนแต่ไม่มีเรื่องดี พอได้ยินเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือ กัวเหวินโจวก็เกิดความรู้สึกรังเกียจขึ้นมาตามสัญชาตญาณ
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาปรายตามองอย่างรวดเร็ว สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบปรับอารมณ์อย่างรวดเร็ว
เมื่อรับสาย บนใบหน้าของกัวเหวินโจวก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว "เลขาฯ หลิวนี่เอง สวัสดีตอนเช้าครับ!"
"ท่านผู้เฒ่าเซี่ยมีธุระในวันพรุ่งนี้ จะไม่เข้าร่วมพิธีเปิดงานฉลองครบรอบวันสถาปนามหาวิทยาลัยตงต้าแล้ว เลยให้ผมมาแจ้งคุณให้ทราบครับ" เสียงของเลขาฯ หลิวดังลอดมา น้ำเสียงแข็งทื่อราวกับเสียงของระบบที่ปราศจากอารมณ์ความรู้สึกใดๆ
"เดี๋ยวก่อนครับเลขาฯ หลิว อย่าเพิ่งวางสาย!" กัวเหวินโจวตอบสนองอย่างรวดเร็ว เอ่ยปากออกไปแทบจะในจิตใต้สำนึก "ช่วยชี้แนะหน่อยได้ไหมครับ ว่าเป็นเพราะพวกเราดูแลได้ไม่ดีตรงไหน ถึงได้ล่วงเกินตระกูลเซี่ยเข้า?"
เขาคิดทะลุปรุโปร่งแล้ว การที่คนพวกนั้นหาข้ออ้างไม่ยอมมาร่วมพิธีเปิดในวันพรุ่งนี้ เป็นไปได้อย่างมากว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับตระกูลเซี่ย
เรื่องที่เลขาฯ หลิวบอกว่าตระกูลเซี่ยมีธุระเลยมาเข้าร่วมไม่ได้นั้น เขาไม่เชื่อเลยสักนิด
ถ้าเซี่ยซือหยวนไม่มีเวลาจริงๆ คนของตระกูลเซี่ยก็มีตั้งเยอะตั้งแยะ แค่ส่งตัวแทนมาสักคนก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรไม่ใช่เหรอ?
ในบรรดาแขกที่รับปากว่าจะมาร่วมพิธีเปิด มีหลายคนที่ตั้งใจมาเพราะรู้ว่าบรรดาเศรษฐีใหญ่ระดับตระกูลเซี่ยและตระกูลเสิ่นจะมาร่วมงาน เพื่อที่จะได้มาคุ้นหน้าคุ้นตากันไว้และขยายคอนเน็กชัน
ถ้าถือโอกาสนี้ดึงดูดการลงทุนหรือเจรจาความร่วมมือได้ล่ะก็ นั่นถือว่าได้กำไรมหาศาลเลยทีเดียว!
แต่ตอนนี้ตระกูลเซี่ยไม่มาร่วมงาน แถมยังมีท่าทีแบบนี้อีก พวกที่หูตาไวคงพอจะเดาทางออกได้บ้าง จึงพากันตามน้ำไม่มาร่วมงานด้วย ซึ่งก็ฟังดูมีเหตุผล
"ท่านผู้เฒ่าเซี่ยเพิ่งจะหายจากอาการป่วยหนัก ที่ตอนแรกรับปากว่าจะมาร่วมพิธีเปิดงานฉลองครบรอบวันสถาปนามหาวิทยาลัยตงต้านั้น สาเหตุหลักส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตท่านผู้เฒ่าไว้คือคนของมหาวิทยาลัยตงต้า"
"แต่ตอนนี้พวกคุณดันไล่ผู้มีพระคุณของตระกูลเซี่ยออก แล้วยังคิดจะให้ตระกูลเซี่ยไปร่วมงานฉลองของพวกคุณอีก คุณคิดอะไรอยู่เนี่ย!"
เลขาฯ หลิวพูดจบก็วางสายไปทันที ไม่ไว้หน้ากัวเหวินโจวเลยสักนิด
กัวเหวินโจวยังคงรักษาท่าทางถือโทรศัพท์แนบหูยืนนิ่งเป็นหินอยู่กับที่ สมองของเขาประมวลผลไม่ทันไปชั่วขณะ
ไล่ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเซี่ยซือหยวนออก เรื่องนี้มันยังไงกัน?
ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเซี่ยซือหยวนไม่ใช่จูหยางเหอหรอกเหรอ?
จูหยางเหอก็ไม่ได้ถูกไล่ออกนี่นา!
ยังไม่ทันที่เขาจะคิดตก เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีก คราวนี้เป็นตระกูลเสิ่น ซึ่งก็ให้เลขาฯ โทรมาเหมือนกัน แค่แจ้งให้ทราบแล้วก็วางสายไป
หลังจากรับสายเสร็จ กัวเหวินโจวถึงกับชาไปทั้งตัว
มิน่าล่ะถึงได้มีคนไม่มาเยอะขนาดนี้ ตระกูลเซี่ยและตระกูลเสิ่นต่างก็เป็นตระกูลเศรษฐีที่มีรากฐานฝังลึกอยู่ในตงไห่ หากคิดจะโลดแล่นในวงการธุรกิจของตงไห่ ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงสองตระกูลนี้ไปได้
หลายคนมีความร่วมมือกับตระกูลเซี่ยและตระกูลเสิ่นอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ดีไม่ดีอาจจะรับปากว่าจะมาเพราะเห็นแก่สองตระกูลนี้ตั้งแต่แรกแล้วก็ได้
ในเมื่อตระกูลเซี่ยกับตระกูลเสิ่นไม่มีใครมา คนพวกนั้นก็คงจะรู้ข่าวล่วงหน้าแล้ว ย่อมต้องไม่อยากมาเป็นธรรมดา
กัวเหวินโจวนิ่งเงียบไปเนิ่นนาน
ที่เขากระตือรือร้นจัดการงานฉลองครบรอบวันสถาปนามหาวิทยาลัยขนาดนี้ ก็เพราะอยากจะดึงคนมาร่วมงานให้เยอะๆ เพื่อที่จะได้ดึงดูดเงินบริจาคเข้ามหาวิทยาลัยให้มากขึ้น
เอามาอุดช่องโหว่ทางการเงินของมหาวิทยาลัยตงต้า แล้วค่อยฉวยโอกาสกอบโกยอีกสักก้อน เขาก็แทบจะเกษียณอายุได้อย่างสบายใจแล้ว
แต่ตอนนี้ความฝันยังไม่ทันได้เริ่มก็พังทลายลงเสียแล้ว
"โจวสิง ไอ้โง่เอ๊ย แกช่วยทำตัวให้มันเป็นผู้เป็นคนหน่อยได้ไหม!"
"ไม่ว่าตอนนี้แกจะอยู่ที่ไหน ไสหัวมาที่ห้องทำงานของฉันเดี๋ยวนี้!"
กัวเหวินโจวโทรศัพท์หาโจวสิง พออีกฝ่ายรับสายก็ด่ากราดทันที
เขาแทบจะสติแตกอยู่แล้ว แต่โจวสิงกลับกำลังคุยอย่างออกรสออกชาติอยู่กับครอบครัวของจูหยางเหอ
กัวเหวินโจวคิดตกขึ้นมาได้อีกครั้ง จูหยางเหอไม่ได้ถูกไล่ออก งั้นคนที่ช่วยเซี่ยซือหยวนก็ไม่ใช่เขาน่ะสิ
และนักศึกษามหาวิทยาลัยตงต้าที่เพิ่งจะถูกไล่ออกไปช่วงนี้ก็มีแค่พวกฉินเกอและหลิวหยางรวมสามคน นั่นก็หมายความว่า คนที่ช่วยชีวิตเซี่ยซือหยวนอาจจะเป็นหนึ่งในสามคนนี้!
กัวเหวินโจวยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเพราะไอ้เวรโจวสิงเป็นคนก่อขึ้นมาทั้งนั้น
เป็นถึงคณบดีแท้ๆ ดันไปช่วยนักศึกษาโกง นี่มันใช่เรื่องที่ผู้ใหญ่ควรทำงั้นเหรอ?
ระดับความไร้สาระไม่ได้ต่างอะไรกับผู้ใหญ่ที่ใช้แผนการชั่วร้ายไปช่วยเด็กอนุบาลชิงไหวชิงพริบกันเลย!
ทำเรื่องวุ่นวายก็ช่างมันเถอะ ดันไปแตะต้องโดนตอเข้า ล่วงเกินตระกูลเซี่ยเข้าเต็มๆ
สิ่งที่ทำให้กัวเหวินโจวคิดไม่ตกก็คือ การกระทำของตระกูลเซี่ยยังพอเข้าใจได้ แต่ตระกูลเสิ่นล่ะ แล้วไหนจะชีอิงจือแห่งกรุ๊ปเทียนอิงอีก มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ตระกูลเซี่ยไม่พอใจเพราะผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตถูกไล่ออก แล้วตระกูลเสิ่นล่ะ พวกเขาทำไปเพื่ออะไร?
"กริ๊ง—"
เมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นอีกครั้ง กัวเหวินโจวก็ใกล้จะสติแตกแล้ว เขาอยากจะปาโทรศัพท์มือถือทิ้งเสียให้รู้แล้วรู้รอด
เมื่อเหลือบมองหน้าจอแสดงสายเรียกเข้า เขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แต่ไม่นานก็ขมวดคิ้วอีกครั้ง "สวัสดีครับศาสตราจารย์ซุน ทำไมจู่ๆ ถึงนึกโทรหาผมได้ล่ะครับ มีอะไรจะสั่งการหรือเปล่าครับ?"