- หน้าแรก
- วิชาประสานสุขพลิกชะตาเซียน
- บทที่ 22 ฉินเกอมีภูมิหลังยังไงกันแน่
บทที่ 22 ฉินเกอมีภูมิหลังยังไงกันแน่
บทที่ 22 ฉินเกอมีภูมิหลังยังไงกันแน่
สวีหย่งเสียงมาที่ห้องส่วนตัว A11 บนชั้นสองด้วยตัวเอง "สวัสดีตอนเย็นครับทุกท่าน ผมสวีหย่งเสียง ผู้จัดการของหอจุ้ยเซียน ขออภัยที่รบกวนเวลาทานอาหารของทุกท่านนะครับ"
"ขออนุญาตถามหน่อยครับ ไม่ทราบว่าท่านไหนคือคุณเฉินเสี่ยวเสี่ยวหรือครับ?"
"ฉันคือเฉินเสี่ยวเสี่ยวค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ?" เฉินเสี่ยวเสี่ยวมีสีหน้างุนงง คนอื่นๆ ก็ทำหน้ามึนงงเช่นกัน
ทุกคนต่างพากันทบทวนว่าตัวเองไปทำอะไรไว้ ทำไมถึงได้ทำให้ผู้จัดการของหอจุ้ยเซียนตกใจจนต้องมาหาถึงที่?
แต่ดูจากท่าทางที่นอบน้อมและสุภาพของสวีหย่งเสียงแล้ว ก็ไม่น่าจะมาหาเรื่อง
"สวัสดีครับคุณเฉิน ขอบคุณที่มาใช้บริการที่หอจุ้ยเซียน ผมในนามของหอจุ้ยเซียนขออวยพรให้คุณมีความสุขในวันเกิดนะครับ"
สวีหย่งเสียงยังคงรักษารอยยิ้มไว้ "ที่ผมมาก็เพราะอยากจะสอบถามความเห็นของคุณเฉินดูว่า ต้องการให้ผมจัดเตรียมห้องความบันเทิงส่วนตัวบนชั้นสี่ให้ไหมครับ?"
"ชั้นสี่เหรอคะ?" เฉินเสี่ยวเสี่ยวยิ่งงุนงงหนักกว่าเดิม เธอหันไปมองเฮ่อจินโดยสัญชาตญาณเพื่อขอคำตอบ
เฮ่อจินบอกไม่ใช่เหรอว่าคนธรรมดาแค่ชั้นสามยังขึ้นไม่ได้เลย นับประสาอะไรกับชั้นสี่?
ทว่า ในตอนนี้เฮ่อจินกลับมึนงงยิ่งกว่าเฉินเสี่ยวเสี่ยวเสียอีก
"ผู้จัดการสวี หมายความว่าพวกเราสามารถขึ้นไปเล่นบนชั้นสี่ได้งั้นเหรอคะ?" เฉินเสี่ยวเสี่ยวถามหยั่งเชิง
สวีหย่งเสียงชะงักไปครึ่งวินาที ที่แท้คนพวกนี้ก็ไม่รู้อะไรเลยงั้นเหรอ?
เขารีบอธิบายทันที "ใช่ครับ นี่เป็นความประสงค์ของคุณฉิน"
"ตอนที่คุณฉินเช็กบิล เขาได้กำชับเอาไว้ว่า พวกคุณเฉินอาจจะอยากร้องเพลง หากมีความต้องการ ผมสามารถจัดห้องส่วนตัวบนชั้นสี่ให้พวกคุณได้ครับ"
"เดี๋ยวก่อนนะคะ เดี๋ยวก่อน!" สมองของเฉินเสี่ยวเสี่ยวแทบจะประมวลผลไม่ทัน "คุณฉินที่คุณพูดถึงคือฉินเกอเหรอคะ?"
"เขาเป็นคนเช็กบิล แล้วยังให้คุณจัดห้องส่วนตัวบนชั้นสี่ให้พวกเรา หมายความแบบนี้ใช่ไหมคะ?"
เมื่อเห็นสวีหย่งเสียงยิ้มและพยักหน้า เฮ่อจินก็ระเบิดอารมณ์ขึ้นมาทันที "เป็นไปไม่ได้!"
"เมื่อกี้ฉันเห็นหมดแล้ว ฉินเกอไม่ได้จ่ายเงินเลยสักนิด!"
"อีกอย่าง ชั้นสี่ของพวกคุณไม่ได้เปิดให้บริการแก่คนนอกไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงให้พวกเราขึ้นไปได้ล่ะ?"
เขามีท่าทีราวกับโดนเหยียบหาง ไม่สามารถรับความจริงเรื่องนี้ได้เลย
เพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ ของเฉินเสี่ยวเสี่ยวต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สมองตามเรื่องราวไม่ค่อยจะทัน
สวีหย่งเสียงหรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วมองประเมินเฮ่อจินแวบหนึ่ง "คุณฉินเป็นแขกผู้มีเกียรติของตระกูลเซี่ย เขาสามารถใช้บริการที่หอจุ้ยเซียนได้ตามสบาย และยังฟรีทุกรายการด้วย แน่นอนว่ารวมถึงชั้นสี่ครับ!"
แขกผู้มีเกียรติของตระกูลเซี่ย?
กินฟรี?
คำพูดของสวีหย่งเสียงราวกับฟ้าผ่าลงมากลางวันแสกๆ ฟาดจนเฮ่อจินและคนอื่นๆ อึ้งกิมกี่ไปตามๆ กัน โลกแทบจะหมุนคว้าง
"ขอบคุณสำหรับความหวังดีนะคะ แต่ชั้นสี่พวกเราคงไม่..." เฉินเสี่ยวเสี่ยวคิดจะปฏิเสธ แต่เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของเพื่อนร่วมชั้น เธอก็เกิดลังเลขึ้นมา
"คือว่า พวกเรายังกินไม่เสร็จเลย อีกเดี๋ยวค่อยให้คำตอบคุณได้ไหมคะ?"
"แน่นอนครับ! งั้นผมขอตัวไม่รบกวนเวลาทานอาหารของทุกท่านแล้วนะครับ" สวีหย่งเสียงถอยออกจากห้องส่วนตัวไป
"เสี่ยวเสี่ยว เพื่อนเก่าของเธอคนนั้นมีภูมิหลังยังไงกันแน่ ทำไมถึงได้มีหน้ามีตาขนาดนี้ล่ะ?"
"อุตส่าห์คิดว่าเขาไม่มีปัญญาจ่ายบิล ฉันนี่มันมีตาหามีแววไม่จริงๆ!"
"นั่นน่ะสิ! เสี่ยวเสี่ยว ฉินเกอเป็นคุณชายตระกูลไหนเหรอ? ไม่เห็นเคยได้ยินเลยว่าที่ตงไห่มีตระกูลเศรษฐีแซ่ฉินด้วย!"
"เสี่ยวเสี่ยว เธอสารภาพมาตามตรงเลยนะ เธอกับฉินเกอมีความสัมพันธ์แบบนั้นใช่ไหม?"
"เสี่ยวเสี่ยว พาพวกเราขึ้นไปเปิดหูเปิดตาบนชั้นสี่หน่อยเถอะ ฉินเกออุตส่าห์มีน้ำใจ อย่าทำให้ความหวังดีของเขาเสียเปล่าเลยนะ!"
"ใช่ๆ ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าบนชั้นสี่มันมีอะไร ทำไมถึงดูลึกลับขนาดนั้น"
สวีหย่งเสียงเพิ่งจะเดินออกไป กลุ่มเพื่อนร่วมชั้นก็เข้ามาห้อมล้อมเฉินเสี่ยวเสี่ยวแล้วถามนู่นถามนี่กันยกใหญ่
มีเพียงเฮ่อจินที่นั่งหน้ามุ่ยอยู่ด้านข้างคนเดียว เขากระดกเหล้ารวดเดียวหลายแก้วด้วยสีหน้าทะมึนทึง
เมื่อต้องเผชิญกับคำถามที่สาดเข้ามาไม่ยั้ง เฉินเสี่ยวเสี่ยวก็ไม่รู้จะตอบยังไงดี ตัวเธอเองก็ยังมึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูกเหมือนกัน
ในตอนนั้นเอง โทรศัพท์มือถือของเธอก็สั่นขึ้นหลายครั้ง
เป็นข้อความที่ฉินเกอส่งมา ใจความคร่าวๆ คือเขาต้องเตรียมตัวสอบปลายภาค เลยขอตัวกลับก่อน
นอกจากนี้ยังมีเงินโอนมาอีกห้าหมื่นหยวน ซึ่งเป็นค่าโทรศัพท์มือถือและเสื้อผ้า
เฉินเสี่ยวเสี่ยวไม่ได้กดรับเงิน เพียงแค่ส่งสติ๊กเกอร์แลบลิ้นกลับไป มุมปากของเธอยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ในขณะเดียวกันเธอก็เกิดความสงสัยในใจ ฉินเกอรวยกะทันหัน หรือว่าที่ผ่านมาเขาแค่ปิดบังตัวตนมาตลอด และความจริงแล้วเขาคือคุณชายบ้านรวยกันแน่?
"เสี่ยวเสี่ยว เหม่ออะไรอยู่น่ะ?"
"เรื่องแค่นี้ยังต้องถามอีก ดูท่าทางเหมือนผู้หญิงที่กำลังมีความรักของเธอสิ ต้องเป็นข้อความจากฉินเกอแน่ๆ"
"จุ๊ๆๆ เสี่ยวเสี่ยวของพวกเราคราวนี้มีเจ้าของซะแล้วสิ!"
ทุกคนพากันโห่ร้องแซวขึ้นมาอีกระลอก
อีกด้านหนึ่ง ฉินเกอเพิ่งจะส่งข้อความหาเฉินเสี่ยวเสี่ยวเสร็จ สายจากเซี่ยเหยียนซีก็โทรเข้ามา
"ฉันก็นึกว่านายจะไม่รับสายฉันตลอดไปซะแล้ว!"
"คุณลุงเสิ่นเขาก็แค่สงสัยในตัวนายหน่อยเดียวเอง ถึงขั้นต้องโกรธขนาดนี้เลยเหรอ?"
"นายโกรธก็โกรธไปสิ แล้วมาพาลใส่ฉันทำไม คนที่ทำให้นายโมโหคือเขา ไม่ใช่ฉันสักหน่อย!"
หลังจากที่เซี่ยเหยียนซีได้รับสายจากสวีหย่งเสียง เธอก็รีบติดต่อไปหาเสิ่นถิงจือทันที ในเมื่อฉินเกอออกจากหอจุ้ยเซียนไปแล้ว การที่เสิ่นถิงจือจะรีบตามมาก็ไม่มีประโยชน์อะไร เสิ่นถิงจือจึงให้เซี่ยเหยียนซีช่วยติดต่อฉินเกอไปก่อนเพื่อดูลาดเลา
"โทรศัพท์เสีย ช่วงบ่ายเลยไปซื้อเครื่องใหม่ แล้วก็ยุ่งมาตลอดเลย" ฉินเกอเห็นข้อความและสายที่ไม่ได้รับของเซี่ยเหยียนซีตั้งแต่ช่วงบ่ายแล้ว เพียงแต่เขาเดินเล่นกับเฉินเสี่ยวเสี่ยวอยู่ตลอด จึงไม่ได้โทรกลับ
"ฉันก็นึกว่านายกำลังโกรธอยู่ซะอีก!" เซี่ยเหยียนซีเปลี่ยนเรื่อง "ว่าไงล่ะ ข้อความที่ฉันส่งให้นายคงอ่านหมดแล้วใช่ไหม?"
"นายมั่นใจว่าจะรักษาได้ไหม?"
"ขอแค่นายช่วยคุณลุงเสิ่นแก้ปัญหานี้ได้ ฉันรับรองได้เลยว่าเขาจะตอบแทนนายอย่างงามแน่"
"แถมตระกูลเสิ่นจะจดจำบุญคุณของนายตลอดไปเลยล่ะ รอจนเด็กคลอดออกมา จะให้เด็กรับนายเป็นพ่อทูนหัวเลยก็ไม่มีปัญหา!"
"ให้ฉันจัดการให้พวกนายเจอกันอีกรอบไหม?"
ฉินเกอทั้งขำทั้งโมโห การถูกรับเป็นพ่อทูนหัวมันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่นักหรือไง?
"จะรักษาได้หรือไม่ได้ก็ต้องขอดูอาการอย่างละเอียดก่อนถึงจะรู้"
"ฉันใกล้จะสอบปลายภาคแล้ว ถ้าไม่ได้รีบร้อนอะไรขนาดนั้น ก็รอให้ฉันสอบเสร็จก่อนค่อยว่ากันเถอะ!"
ความจริงแล้วฉินเกอไม่ได้ใส่ใจว่าเสิ่นถิงจือจะมีท่าทีกับเขาอย่างไร แต่มีโอกาสหาเงินทั้งที เขาก็ไม่อยากปล่อยให้หลุดมือ
เงินที่มีตอนนี้ก็ยังไม่ได้มากมายจนถึงขั้นจะมองเป็นเศษดินเศษหญ้าได้ เขาไม่ยอมมีปัญหากับเงินหรอก
ที่หอพักนักศึกษามหาวิทยาลัยตงต้า หลิวหยางกับซ่งหย่วนต่างมีสีหน้าอมทุกข์
"หลิวหยาง พรุ่งนี้จะสอบแล้ว นายมั่นใจไหม?"
"มั่นใจบ้าอะไรล่ะ! วิชาพยาธิวิทยามีให้จำตั้งเยอะแยะ เพิ่งจะทบทวนไปได้แค่ไหนเอง ไม่มีทางจำได้หมดหรอก!"
"แล้วก็ทฤษฎีพื้นฐานการแพทย์แผนจีนนั่นอีก แทบจะเอาชีวิตไม่รอด พื้นฐานบ้าบออะไร ไม่เห็นจะพื้นฐานเลยสักนิด!"
ทั้งสองมองหน้ากันอย่างขมขื่น ต่างแอบสาบานในใจว่า ขอแค่ครั้งนี้รอดไปได้และสอบไม่ตก เทอมหน้าพวกเขาจะกลับตัวกลับใจใหม่ จะไม่กล้าโดดเรียนอีกแล้ว
"พี่น้องทั้งหลาย คุณพ่อคนนี้กลับมาแล้วเว้ย!"
ในตอนที่หลิวหยางและซ่งหย่วนกำลังกลุ้มใจอยู่นั้น จูหยางเหอก็ปรากฏตัวขึ้นที่ประตูหอพักอย่างกะทันหัน
วันนั้นเขาดูเหมือนจะบาดเจ็บค่อนข้างหนัก แต่ความจริงแล้วฉินเกอลงมืออย่างรู้หนักรู้เบา
ที่บอกว่าแขนหักก็เป็นแค่กระดูกข้อมือเคลื่อนเท่านั้น หลังจากจัดกระดูกให้เข้าที่และพักฟื้นสักสองสามวันก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว
บาดแผลอื่นๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง มีเพียงฟันสองซี่ที่ถูกตบหลุดออกมาเท่านั้นที่เอาใส่กลับเข้าไปไม่ได้จริงๆ
หลิวหยางกับซ่งหย่วนต่างนิ่งอึ้งไป ดูเหมือนชั่วขณะหนึ่งพวกเขาไม่รู้ว่าควรจะทำตัวอย่างไรเมื่อต้องเผชิญหน้ากับจูหยางเหอ
หลังจากกลับมาจากโรงพยาบาลในวันนั้น ทั้งสองมีความรู้สึกมากมาย และก็ได้คุยกันหลายเรื่อง
คนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยตงต้าได้ล้วนเป็นคนฉลาด พวกเขารู้อยู่แก่ใจดีว่า ปกติแล้วจูหยางเหอจะทำตัวเป็นพี่เป็นน้องกับพวกเขา แต่ความจริงแล้วในสายตาของจูหยางเหอ พวกเขาก็ไม่ได้ต่างอะไรจากฉินเกอมากนัก
เนื้อแท้แล้วจูหยางเหอเหยียดหยามพวกเขา และคิดว่าตัวเองอยู่เหนือกว่าพวกเขาหนึ่งขั้น!
ที่มาคบค้าสมาคมกับพวกเขาก็แค่เพราะสามารถเรียกร้องคุณค่าทางอารมณ์จากพวกเขาได้เท่านั้น หากพวกเขาหมดผลประโยชน์ จูหยางเหอจะยังมาเรียกพวกเขาว่าพี่ว่าน้องอีกเหรอ?