- หน้าแรก
- วิชาประสานสุขพลิกชะตาเซียน
- บทที่ 6 สืบทอดสำนักเหอฮวน โรงหมอชิงเฟิงถัง
บทที่ 6 สืบทอดสำนักเหอฮวน โรงหมอชิงเฟิงถัง
บทที่ 6 สืบทอดสำนักเหอฮวน โรงหมอชิงเฟิงถัง
บาดแผลที่เอวของฉินเกอหายไปจนหมดสิ้นแล้ว เหลือเพียงรอยจางๆ เอาไว้เท่านั้น
"นั่นสิ ทำไมจู่ๆ มันถึงหายได้ล่ะ?" ฉินเกอแสร้งทำเป็นประหลาดใจ ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไรดีเหมือนกัน
จะให้บอกหลินเหยาได้ยังไงว่าตัวเองนึกคึกซื้อคัมภีร์ลับขาดๆ มาเล่มหนึ่ง แล้วเป็นแบบนี้ก็เพราะฝึกฝนวิชาสุดมหัศจรรย์ในคัมภีร์ลับเล่มนั้นน่ะ?
"อาจจะเป็นเพราะเมื่อคืนตื่นเต้นเกินไปหน่อย ก็เลยไปกระตุ้นศักยภาพทั้งหมดของร่างกายล่ะมั้ง"
"ผมรู้สึกว่าตอนนี้ยังเจ็บอยู่นิดๆ ถ้าได้อีกสักรอบน่าจะหายขาดเลยนะ!"
ฉินเกอดึงผ้าห่มพร้อมกับพลิกตัว พลิกขึ้นไปคร่อมทับร่างของหลินเหยาเอาไว้
"บอกแล้วไงว่าอย่าซน" หลินเหยาหน้าแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย สองมือยันแผงอกของฉินเกอเอาไว้ "ฉันรับไม่ไหวแล้วจริงๆ"
"เดินยังจะเป็นปัญหาเลยมั้งเนี่ย"
"ในตู้เย็นมีของกินอยู่นะ นายหาอะไรทำกินเป็นมื้อเช้าแล้วก็ไปเรียนซะ ห้ามโดดเรียนอีกล่ะ!"
"เวลายังเช้าอยู่เลย ทันถมเถไป" การเคลื่อนไหวของฉินเกอยังคงไม่หยุดนิ่ง
หลังจากที่ลำแสงซึ่งกลายสภาพมาจากคัมภีร์ลับพุ่งเข้าสู่กลางหว่างคิ้วของเขา ภายในร่างกายของเขาก็เริ่มร้อนรุ่มขึ้นเรื่อยๆ
เมื่ออ้างอิงจากข้อมูลในหัว เขารู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองน่าจะอยู่ในระดับฝึกปราณขั้นสามแล้ว
"งั้นนายก็ทำเบาๆ หน่อย อย่าให้เหมือนเมื่อคืนอีกล่ะ เป็นหมาป่าหิวโซหรือไง!" หลินเหยายอมอ่อนข้อให้ ในแววตาเต็มไปด้วยความรักใคร่ตามใจ
......
ฉินเกอเดินออกจากอพาร์ตเมนต์ของหลินเหยา แต่กลับไม่ได้ไปเรียน หากยังรักษาโรคร้ายที่เผชิญอยู่ไม่ได้ การไปเรียนก็ไม่มีความหมายอะไรสำหรับเขาอีกต่อไป
หากถูกกำหนดไว้แล้วว่าไม่มีทางรักษาได้ นั่นก็หมายความว่าเขามีเวลาเหลืออีกไม่มากแล้ว เขาไม่อยากใช้ชีวิตที่มีอยู่อย่างจำกัดไปกับเรื่องพรรค์นี้
ฉินเกอลองสัมผัสถึงร่างกายที่เบาหวิวทว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ความรู้สึกท้อแท้สิ้นหวังก็มลายหายไปจนสิ้น
ตอนนี้ความหวังทั้งหมดขึ้นอยู่กับคัมภีร์ธรรมหยินหยางซึ่งเป็นคัมภีร์ลับของสำนักเหอฮวนแล้ว
จากข้อมูลในหัว ฉินเกอมั่นใจได้เลยว่าเขาได้รับการสืบทอดจากสำนักเหอฮวนแล้ว!
และสำนักเหอฮวนก็เป็นพวกที่บำเพ็ญเพียรเพื่อเป็นเซียนเสียด้วย!
หลังจากฉินเกอจากไปได้ไม่นาน หลินเหยาก็ลุกขึ้นมา
เธอหอบผ้าปูที่นอนเดินออกมาจากห้องนอน ก้าวเดินอย่างระมัดระวังทีละก้าวด้วยฝีเท้าที่ไร้เรี่ยวแรง
หลินเหยายืนอยู่หน้าเครื่องซักผ้า จ้องมองคราบเลือดที่เบ่งบานราวกับดอกไม้สีแดงสดบนผ้าปูที่นอนด้วยความเหม่อลอย
เนิ่นนานผ่านไป หลินเหยาก็พ่นลมหายใจออกมายาวๆ ยัดผ้าปูที่นอนลงในเครื่องซักผ้า แล้วเดินมาที่โต๊ะอาหาร
เมื่อเห็นอาหารเช้าที่ฉินเกอทำเตรียมไว้ให้ ความรู้สึกอบอุ่นก็ไหลเวียนเข้ามาในหัวใจ มุมปากของเธอยกขึ้นอย่างอดไม่ได้ แต่ไม่นานหัวคิ้วก็กลับมาขมวดเข้าหากันแน่นอีกครั้ง
อีกด้านหนึ่ง ฉินเกอก็กลับมาถึงหอพักแล้ว
รูมเมตทั้งสามคนยังคงหลับสนิท ฉินเกอไม่ได้แปลกใจเลยแม้แต่น้อย เขาชินเสียแล้ว
การโดดเรียนเป็นเรื่องปกติสำหรับพวกเขาทั้งสามคน เล่นเกมกันจนถึงดึกดื่นทุกวัน คลาสเรียนตอนแปดโมงเช้าไม่มีทางที่จะลุกไปเรียนไหวหรอก
ฉินเกอเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างเบามือเบาเท้า แล้วก็เดินออกจากห้องไปอีกครั้ง
กว่าครึ่งชั่วโมงต่อมา ฉินเกอก็มาถึงโรงหมอแผนจีนแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่าชิงเฟิงถัง
ชิงเฟิงถังเปิดโดยแพทย์แผนจีนอาวุโสผู้มากประสบการณ์ที่ชื่อซุนซื่อเจิ้ง อยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยตงไห่มากนัก
ซุนซื่อเจิ้งมีชื่อเสียงโด่งดังไม่เบา เขาเป็นอาจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยตงไห่ นานๆ ทีจะมาสอนคลาสเปิดหรือบรรยายในคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยตงไห่ ฉินเกอเองก็เคยไปนั่งฟังบรรยายของเขาเหมือนกัน
"สวัสดีครับ ผมมาจัดยา"
ฉินเกอเดินเข้าไปในโรงหมอ ก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ในเคาน์เตอร์ อายุอานามไล่เลี่ยกับเขา ในมือถือหนังสือตำราซางหานลุ่นและกำลังอ่านอย่างใจจดใจจ่อ
เมื่อได้ยินเสียง หญิงสาวก็เงยหน้าขึ้น กวาดสายตามองฉินเกออย่างรวดเร็ว "เทียบยาค่ะ"
ฉินเกอชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับไปว่า "ขอโทษทีครับ ผมลืมเอาเทียบยามาน่ะ"
"เดี๋ยวผมท่องให้ฟัง แล้วคุณจัดยาตามนั้นได้ไหมครับ?"
"สูตี้หวงแปดเฉียน, ลู่เจี่ยวเจียวห้าเฉียน, จื่อเซิน......"
"เดี๋ยวก่อนค่ะ" หญิงสาวหยิบกระดาษและปากกาออกมาจากลิ้นชัก "สูตี้หวงแปดเฉียน......"
เธอพูดพลางเขียนไปด้วย "นี่เป็นกฎระเบียบน่ะค่ะ หากเป็นเทียบยาที่ไม่ได้สั่งจ่ายโดยโรงหมอของเรา จะต้องเก็บเป็นบันทึกเอาไว้"
"เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาข้อพิพาทที่ไม่จำเป็นหากเทียบยามีปัญหา และถ้าทางโรงหมอของเราเห็นว่าเทียบยามีความผิดปกติ ก็สามารถปฏิเสธการจัดยาได้ทันทีค่ะ"
"คุณว่าต่อเลยค่ะ"
ฉินเกอท่องเทียบยาทั้งหมดที่อยู่ในหัวจบอย่างรวดเร็ว "จัดยาตามนี้หกเทียบนะครับ ที่นี่รับต้มยาให้ด้วยไหมครับ?"
"ถ้าได้ รบกวนช่วยต้มให้ผมสามเทียบนะครับ แล้วก็แพ็กน้ำยากับยาที่เหลือกลับบ้านให้ที"
"ได้ค่ะ" หญิงสาวก้มมองเทียบยาในมือพลางขมวดคิ้วเรียวสวย "นี่มันเทียบยาอะไรของคุณคะเนี่ย ทำไมถึงได้แปลกประหลาดขนาดนี้?"
ฉินเกอตอบกลับไปโดยไม่ต้องคิด "เป็นยาบำรุงหยินเสริมไขกระดูก เพิ่มความชุ่มชื้นบำรุงเลือดน่ะครับ"
เขาพูดพลางหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาสแกนคิวอาร์โค้ด "ทั้งหมดเท่าไรครับ?"
"คุณเดี๋ยวก่อนค่ะ" คิ้วของหญิงสาวยังคงขมวดเข้าหากัน "เทียบยาบำรุงเลือดที่ไหนเขาจัดแบบนี้กัน?"
"แน่ใจนะคะว่าจะให้จัดแบบนี้? ถ้ากินแล้วมีปัญหา ฉันไม่รับผิดชอบนะคะ!"
ฉินเกอเริ่มรู้สึกรำคาญนิดๆ "คุณก็แค่จัดยาตามนี้ไปก็พอ คุณดูไม่ออกก็ไม่ได้แปลว่าเทียบยาของผมจะมีปัญหาสักหน่อย!"
"เทียบยาของคุณเหรอคะ?" หญิงสาวมีสีหน้าไม่สบอารมณ์ "คุณหมายความว่าเทียบยานี้คุณเป็นคนเขียนเองเหรอ?"
"เหลวไหลน่า!"
"อายุเท่าคุณเนี่ย เกรงว่ามหาวิทยาลัยยังเรียนไม่จบด้วยซ้ำ เทียบยามันใช่ของที่จะสั่งจ่ายส่งเดชได้หรือไง?"
"ขอโทษด้วยค่ะ ฉันไม่สามารถจัดยาให้คุณได้จริงๆ!"
"การแพทย์เป็นเรื่องที่ต้องมีความรอบคอบและเข้มงวดนะคะ"
ฉินเกอพูดไม่ออกไปชั่วขณะ จึงรีบเปลี่ยนคำพูด "คนสวย คุณเข้าใจผิดแล้วล่ะครับ ผมไม่ได้หมายความว่าผมเป็นคนเขียนเทียบยานี้เองสักหน่อย"
"หมอแผนจีนอาวุโสแถวบ้านเกิดผมเป็นคนเขียนให้น่ะครับ ผมกินยานี้มาหลายรอบแล้ว ไม่เป็นอะไรหรอกครับ ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาจริงๆ โรงหมอของคุณก็ไม่ต้องรับผิดชอบด้วย"
"คุณแค่จัดยาตามเทียบนี้ให้ผมก็พอแล้ว"
"งั้นเหรอคะ?" หญิงสาวยังมีท่าทีเคลือบแคลงสงสัย แต่ก็หยิบเทียบยาแล้วเดินไปจัดยาให้
เธอหยิบสมุนไพรออกจากลิ้นชักต่างๆ อย่างคล่องแคล่ว "ความจำคุณดีใช้ได้เลยนี่คะ ยาสิบกว่าตัวจำปริมาณได้แม่นยำขนาดนี้"
"ฉันไม่ค่อยเข้าใจเทียบยานี้สักเท่าไรหรอกนะคะ แต่มองดูก็รู้ว่าน่าจะเหมาะกับผู้หญิงมากกว่า คุณคงไม่ได้จัดไปกินเองใช่ไหมคะ?"
"ไม่ผิดหรอกครับ จัดตามนั้นได้เลย!" ฉินเกอรู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อย หญิงสาวคนนี้หน้าตาก็ออกจะสะสวย ทำไมถึงพูดจาเหน็บแนมอยู่เรื่อยเลยนะ?
ทำยังกับว่าเขาอยากจะเอาเรื่องพรรค์นี้มาทำเป็นเล่นอย่างนั้นแหละ!
เดิมทีเขากะจะถามเสียหน่อยว่าซุนซื่อเจิ้งอยู่ไหม แต่ตอนนี้เขาไม่อยากจะพูดอะไรแล้ว
หญิงสาวชะงักมือไปเล็กน้อย ไม่ได้พูดอะไรอีก และจัดยาเสร็จอย่างรวดเร็ว
"เดี๋ยวฉันไปต้มยาให้ที่หลังบ้าน คุณรออยู่ตรงนี้นะคะ!"
หญิงสาวหิ้วถุงยาเดินออกมาจากหลังเคาน์เตอร์ "ถ้ามีคนมาตรวจรักษาหรือมาจัดยา รบกวนเรียกฉันด้วยนะคะ"
"ฉันชื่อซุนเมี่ยวเมี่ยวค่ะ"
กว่าครึ่งชั่วโมงผ่านไป ภายในโรงหมอก็ยังไม่มีคนไข้โผล่มาสักคน กลับกลายเป็นซุนซื่อเจิ้งที่เดินเข้ามาแทน
"สวัสดีครับ ศาสตราจารย์ซุน!"
เมื่อฉินเกอเห็นซุนซื่อเจิ้งกลับมา เขาก็ลุกขึ้นยืนทักทายทันที
ซุนซื่อเจิ้งพิจารณาฉินเกออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ "เธอรู้จักฉันด้วยเหรอ? เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยตงไห่หรือเปล่า?"
ฉินเกอพยักหน้า "ใช่ครับ ผมมีโอกาสได้เข้าเรียนในคลาสของศาสตราจารย์ซุนด้วยครับ"
"วันนี้มาจัดยานิดหน่อย แล้วก็กะว่าจะรบกวนให้ศาสตราจารย์ช่วยแมะชีพจรให้ผมสักหน่อยน่ะครับ"
ทักษะทางการแพทย์ที่ยอดเยี่ยมของซุนซื่อเจิ้งเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางในวงการ มิเช่นนั้นมหาวิทยาลัยตงไห่คงไม่จ้างให้เขาไปเป็นอาจารย์พิเศษหรอก
ฉินเกอรู้สึกว่าหลังจากที่ได้ฝึกฝนคัมภีร์ธรรมหยินหยาง ร่างกายของเขาก็เปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าโรคมะเร็งจะหายดีแล้วหรือยัง
ยังไงก็ต้องไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลซ้ำอีกรอบอยู่ดี แต่ในเมื่อตอนนี้มีโอกาสให้ซุนซื่อเจิ้งช่วยตรวจดูอาการให้ก่อนก็ไม่ได้เสียหายอะไรนี่นา
"นั่งลงสิ!" ท่าทางของซุนซื่อเจิ้งดูเป็นกันเองมาก เหมือนกับตอนที่เขาสอนอยู่เป็นประจำไม่มีผิด