- หน้าแรก
- ยอดบัณฑิตทะลุมิติ สู่มหาขุนนางสะท้านแผ่นดิน
- (✓) EP 60: พานพบทังหยวนอีกครา
(✓) EP 60: พานพบทังหยวนอีกครา
(✓) EP 60: พานพบทังหยวนอีกครา
(✓) EP 60: พานพบทังหยวนอีกครา
พอได้ยินคำว่า 'เพิ่มค่าจ้าง' เสี่ยวติงก็หุบปากฉับ ใบหน้าพลันเปล่งประกายด้วยความปีติยินดี “คุณชายน้อยวางใจได้เลยขอรับ บ่าวจะตั้งใจสอนท่านอย่างสุดความสามารถเลยขอรับ!”
หลังจากนัดแนะเวลาเรียนขี่ม้าในวันพรุ่งเสร็จสรรพ เสี่ยวติงก็เริ่มต้นคัดเลือกม้าให้เว่ยอวิ๋นโจว
เนื่องจากเว่ยอวิ๋นโจวเพิ่งจะหัดขี่ม้าเป็นครั้งแรก เสี่ยวติงจึงเลือกม้าสีขาวตัวเล็กที่มีนิสัยเชื่องช้าและว่านอนสอนง่ายให้เขา
ดูเหมือนม้าขาวน้อยตัวนี้จะถูกชะตากับเว่ยอวิ๋นโจวไม่น้อย ทันทีที่สบตากัน มันก็แลบลิ้นเลียแก้มยุ้ยๆ ของเขาเป็นการทักทาย
เว่ยอวิ๋นโจวหยอกล้อกับม้าขาวน้อยอยู่พักหนึ่ง ก็ขอตัวกลับไปหาหลี่อี๋เหนียง ก่อนไปเขายังไม่ลืมกำชับเสี่ยวติงซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า พรุ่งนี้เช้าอย่าลืมมาสอนเขาขี่ม้าเด็ดขาด
ขณะนั้น หลี่อี๋เหนียงเพิ่งจะฟังรายงานจากท่านพ่อบ้านเสร็จพอดี เมื่อเห็นบุตรชายเดินกลับมา นางก็กวักมือเรียก พลางเอ่ยถามว่าเมื่อครู่หายไปเที่ยวซุกซนที่ใดมา
เว่ยอวิ๋นโจวจึงเล่าเรื่องที่เขาจะให้เสี่ยวติงสอนขี่ม้าให้หลี่อี๋เหนียงฟัง
หลี่อี๋เหนียงยังคงจดจำเสี่ยวติงได้แม่นยำ เพราะรูปลักษณ์ของเสี่ยวติงนั้นโดดเด่นสะดุดตายิ่งนัก อีกอย่าง เสี่ยวติงและมารดาของเขาก็เป็นคนที่ตระกูลหลี่จงใจนำตัวมาจากดินแดนทางตอนเหนือ
“อี๋เหนียงขอรับ ชาวต้าฉีอย่างพวกเรา สามารถแต่งงานและมีลูกกับชาวทุ่งหญ้าได้ด้วยหรือขอรับ”
“ได้สิ” หลี่อี๋เหนียงรู้ดีว่าเว่ยอวิ๋นโจวกำลังสงสัยเรื่องราวของเสี่ยวติง นางจึงตั้งใจเล่าเรื่องราวของดินแดนทางตอนเหนือให้เขาฟังอย่างละเอียด
แม้ต้าฉีและชาวทุ่งหญ้าจะเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันมาเนิ่นนาน ทว่าก็ใช่ว่าจะเป็นศัตรูกันตลอดไป และใช่ว่าทุกเผ่าในทุ่งหญ้าจะตั้งตนเป็นศัตรูกับต้าฉี
ในดินแดนทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ มีชนเผ่าอาศัยอยู่สิบกว่าเผ่า ในจำนวนนั้นก็มีบางเผ่าที่เป็นพันธมิตรกับต้าฉี และมีการทำการค้าแลกเปลี่ยนม้ากับใบชากันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
เมื่อมีการติดต่อค้าขายกันเป็นเวลานาน ทั้งสองฝ่ายก็เริ่มมีการแต่งงานข้ามเผ่าพันธุ์ ดังนั้นในดินแดนทางตอนเหนือ จึงมีเด็กลูกครึ่งอย่างเสี่ยวติงอยู่มากมายก่ายกอง
บรรดาคหบดีตระกูลใหญ่ในเมืองเสียนจิงที่นิยมเลี้ยงม้า ก็มักจะมีทาสรับใช้ลูกครึ่งอย่างเสี่ยวติงไว้คอยดูแลม้าในจวนเช่นกัน
“เสี่ยวติงขี่ม้าเป็นเพียงอย่างเดียว ทว่าตีจวี๋ไม่เป็น หากเจ้าอยากเรียนตีจวี๋ ไว้กลับไปถึงจวนเมื่อใด อี๋เหนียงค่อยหาคนมาสอนเจ้าก็แล้วกัน” การตีจวี๋ในต้าฉีถือเป็นกีฬาสูงศักดิ์ของชนชั้นสูง สามัญชนและทาสรับใช้ย่อมไม่มีปัญญาหามาเล่นได้หรอก
“ได้ขอรับ” เว่ยอวิ๋นโจวเอ่ยรับคำ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตอนที่ออกไปเดินเล่นเมื่อครู่ เขาบังเอิญเห็นจวงจื่ออีกแห่งหนึ่ง เขาจึงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “อี๋เหนียงขอรับ ไม่ไกลจากจวงจื่อน้ำพุร้อนของเรา มีจวงจื่ออีกแห่งหนึ่งตั้งอยู่ จวงจื่อแห่งนั้นก็เป็นของเราด้วยหรือเปล่าขอรับ”
“นั่นไม่ใช่ของเราหรอก ข้าก็อยากจะกว้านซื้อมาไว้เหมือนกัน แต่เจ้าของจวงจื่อแห่งนั้นเขาไม่ยอมขายน่ะสิ” หลี่อี๋เหนียงเคยให้คนไปสืบเสาะหาตัวเจ้าของจวงจื่อแห่งนั้นแล้ว ทว่าชาวบ้านในละแวกนั้นต่างก็ส่ายหน้าไม่รู้เรื่องกันทั้งสิ้น
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ณ จวงจื่อที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก มีเจ้าเด็กอ้วนตัวกลมดิกคนหนึ่งกำลังวิ่งไล่จับไก่อย่างเอาเป็นเอาตาย
ในวันต่อมา เว่ยอวิ๋นโจวได้นำพาเสี่ยวติงและหยวนเป่าเข้าไปขุดหน่อไม้ในป่าไผ่
บริเวณไม่ไกลจากจวงจื่อน้ำพุร้อน มีป่าไผ่ป่าผืนหนึ่งตั้งอยู่ ยามนี้เป็นฤดูกาลที่หน่อไม้กำลังผลิดอกออกผล หน่อไม้อวบอ้วนมากมายต่างพากันแทงยอดโผล่พ้นผืนดินขึ้นมา
เว่ยอวิ๋นโจวกระชับเสียมเล่มน้อยในมือแน่น ก้มหน้าก้มตาขุดหน่อไม้อย่างขะมักเขม้น เขาตั้งใจจะขุดกลับไปเยอะๆ เพื่อนำไปให้พ่อครัวในจวงจื่อดองเป็นหน่อไม้เปรี้ยวเก็บไว้กิน
“หยวนเซียว!!!”
จู่ๆ ก็มีเสียงร้องเรียกด้วยความประหลาดใจดังแว่วมา เว่ยอวิ๋นโจวหันขวับไปตามเสียง ก็พบกับก้อนเนื้อกลมดิ๊กก้อนหนึ่ง กำลังวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหาเขาด้วยใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มกว้าง
“ทังหยวน?” เขาไม่ได้ตาฝาดไปใช่หรือไม่ นั่นมันเจ้าเด็กอ้วนที่เขาเคยพบที่อารามอวิ๋นชิงเมื่อคราวก่อนนี่นา!
“หยวนเซียว!” ทังหยวนพุ่งพรวดเข้ามาหาเว่ยอวิ๋นโจวด้วยความเร็วสูง ทว่าเขากลับเบรกไม่ทัน จึงพุ่งชนร่างของเว่ยอวิ๋นโจวจนล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้นทั้งคู่
เว่ยอวิ๋นโจวที่ถูกชนจนล้มก้นจ้ำเบ้า ได้แต่นั่งอึ้งกิมกี่ “...”
ทังหยวนโผเข้ากอดเว่ยอวิ๋นโจวแน่น ใบหน้ากลมป้อมฉายแววดีใจอย่างปิดไม่มิด “หยวนเซียว ดีเหลือเกิน! ในที่สุดข้าก็ได้พบเจ้าอีกครั้ง!”
นับตั้งแต่จากลากันที่อารามอวิ๋นชิงคราวก่อน ทังหยวนก็เอาแต่เฝ้าคิดถึงเว่ยอวิ๋นโจวอยู่เสมอ เขาพยายามตามหาเพื่อนใหม่ที่อุตส่าห์ทำความรู้จักกันอย่างยากลำบาก ทว่าเขากลับไม่รู้ว่าหยวนเซียวพักอยู่ที่ใด ซ้ำท่านพ่อก็ไม่ยอมบอกเขา เอาแต่พูดจาเป็นปริศนาว่า หากมีวาสนาต่อกันก็ย่อมได้พานพบกันอีกครา
หลังจากนั้น เขาก็ไม่เคยพบหยวนเซียวอีกเลย เขาแอบคิดไปว่าชาตินี้คงจะไม่มีโอกาสได้พบหยวนเซียวอีกแล้ว เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกเศร้าสลดใจอยู่นานแสนนาน ใครจะคาดคิดเล่าว่าวันนี้จะบังเอิญมาพบหยวนเซียวที่นี่ ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งนัก!
เว่ยอวิ๋นโจวเองก็ประหลาดใจไม่น้อย ที่จู่ๆ ก็มาพบเจ้าเด็กอ้วนที่บริเวณใกล้กับจวงจื่อของตน
ตอนที่แยกย้ายกันที่อารามอวิ๋นชิง เว่ยอวิ๋นโจวก็คิดว่าคงไม่มีทางได้พบทังหยวนอีกแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้มาพบกันอีกครั้ง ช่างมีวาสนาต่อกันเสียจริง
นี่คงจะเป็นสายใยแห่งโชคชะตาอันน่าอัศจรรย์ระหว่างเด็กอ้วนสองคนกระมัง
“ทังหยวน เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่ได้” เว่ยอวิ๋นโจวหยัดกายลุกขึ้นยืน พลางกวาดสายตาสำรวจทังหยวนอย่างพินิจพิเคราะห์ เขาสังเกตเห็นว่าเจ้าเด็กอ้วนคนนี้ดูสดใสร่าเริงขึ้นกว่าตอนที่พบกันคราวก่อนมากนัก
ตอนที่พบทังหยวนที่อารามอวิ๋นชิง เว่ยอวิ๋นโจวก็สังเกตเห็นแล้วว่า เสื้อผ้าอาภรณ์ที่ทังหยวนสวมใส่นั้นล้วนตัดเย็บจากผ้าไหมชั้นเลิศ หยกพกที่ห้อยอยู่ข้างเอวก็เป็นหยกขาวบริสุทธิ์เนื้อดี เขาจึงพอจะคาดเดาได้ว่า ภูมิหลังของเจ้าเด็กอ้วนคนนี้หากไม่มั่งคั่งก็ต้องสูงศักดิ์เป็นแน่ ทว่าเขาก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจอันใด เพราะคิดว่าชาตินี้คงไม่มีทางได้พบกันอีก
“ข้ามาเที่ยวเล่นที่จวงจื่อน่ะสิ” ทังหยวนช้อนสายตาที่เป็นประกายวิบวับมองเว่ยอวิ๋นโจว “คนในครอบครัวบอกข้าว่า บริเวณนี้มีป่าไผ่ป่าอยู่ แถมยังบอกอีกว่าหน่อไม้ที่นี่รสชาติอร่อยล้ำ ข้าก็เลยแวะมาขุด นึกไม่ถึงเลยว่าจะมาพบเจ้าที่นี่”
“เจ้าก็มาเที่ยวที่จวงจื่อเหมือนกันหรือ” เว่ยอวิ๋นโจวพลันนึกถึงจวงจื่ออีกแห่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากจวงจื่อของพวกเขานัก “จวงจื่อของเจ้า ใช่จวงจื่อที่อยู่ทางทิศตะวันออกนั่นหรือไม่” เว่ยอวิ๋นโจวชี้นิ้วไปยังทิศตะวันออก
“ใช่แล้วๆ! นั่นแหละจวงจื่อของบ้านข้า” ทังหยวนเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้นยินดี “หยวนเซียว หรือว่าจวงจื่อของเจ้า ก็คือจวงจื่อที่ตั้งอยู่ถัดจากจวงจื่อของข้าลงไปทางนั้น”
เว่ยอวิ๋นโจวพยักหน้ารับเบาๆ “อื้ม นั่นแหละจวงจื่อของครอบครัวข้า”
“เช่นนั้นก็วิเศษไปเลยสิ!” ทังหยวนโห่ร้องด้วยความดีใจ “แบบนี้พวกเราก็จะได้มาเล่นด้วยกันแล้ว”
ในขณะที่ทังหยวนกำลังจับมือเว่ยอวิ๋นโจวเจื้อยแจ้วรำลึกความหลังอยู่นั้น อีกด้านหนึ่ง หยวนเป่าและเสี่ยวติงกลับกำลังถูกบุรุษที่ติดตามทังหยวนมาจ้องมองจนรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งร่าง
บุรุษที่คอยติดตามคุ้มกันทังหยวนนั้น มีรูปร่างสูงใหญ่กำยำและหน้าตาเหี้ยมเกรียมดุดัน หยวนเป่าและเสี่ยวติงยังเป็นเพียงเด็กน้อย เมื่อถูกบุรุษหน้าตาโหดเหี้ยมจ้องมองด้วยสายตาดุดัน แข้งขาของพวกเขาก็พลันอ่อนแรงจนแทบจะยืนไม่อยู่
บุรุษผู้นั้นละสายตาจากพวกเขา ก่อนจะถอยร่นไปยืนหลบมุมอยู่เงียบๆ ไม่ได้จับจ้องหยวนเป่าและเสี่ยวติงอีก
หยวนเป่าและเสี่ยวติงตกใจกลัวจนทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น เมื่อครู่นี้พวกเขาทั้งสองคนหวาดกลัวจนแทบจะร้องไห้ออกมาอยู่แล้ว
คนผู้นี้เป็นใครกัน เหตุใดถึงได้มีหน้าตาน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้!
ทังหยวนเล่าให้เว่ยอวิ๋นโจวฟังว่า เขาเดินทางมาพักผ่อนที่จวงจื่อตั้งแต่เมื่อสามวันก่อน เมื่อวานเขาก็แวะมาขุดหน่อไม้ที่ป่าไผ่แห่งนี้เช่นกัน ทว่ากลับไม่พบเว่ยอวิ๋นโจว
เว่ยอวิ๋นโจวไม่คาดคิดว่าเรื่องราวจะบังเอิญถึงเพียงนี้ เพราะตัวเขาเองก็เพิ่งเดินทางมาถึงจวงจื่อเมื่อสามวันก่อนเช่นกัน
“หยวนเซียว หลังจากนั้นข้าก็กลับไปตามหาเจ้าที่อารามอวิ๋นชิงอีก ทว่ากลับไม่พบเจ้าเลย เจ้าไม่ได้ไปที่อารามอวิ๋นชิงอีกแล้วหรือ” เพื่อที่จะรอพบเว่ยอวิ๋นโจว ทังหยวนถึงขั้นลงทุนไปพักค้างอ้างแรมที่อารามอวิ๋นชิงอยู่ช่วงหนึ่งเลยทีเดียว
“ไม่ได้ไปแล้ว หลังจากกลับจากอารามอวิ๋นชิงคราวนั้น ข้าก็ต้องเริ่มร่ำเรียนตำราแล้วน่ะ” เว่ยอวิ๋นโจวนึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าเด็กอ้วนจะลงทุนไปดักรอพบเขาที่อารามอวิ๋นชิงด้วย
“หยวนเซียว ก่อนหน้านี้เจ้าไม่ได้ร่ำเรียนตำราหรอกหรือ” ทังหยวนเอ่ยถามด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“ข้าไม่เคยร่ำเรียนกับเซียนเซิงมาก่อน ข้าเพิ่งจะเริ่มเรียนกับเซียนเซิงเมื่อไม่นานมานี้เอง”
“เซียนเซิงที่สอนเจ้าดุหรือไม่ เขาเคยตีฝ่ามือเจ้าบ้างหรือเปล่า” ทังหยวนเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “ข้าได้ยินมาว่าเซียนเซิงหลายคนดุร้ายนัก ชอบลงโทษด้วยการตีฝ่ามือ”
“เซียนเซิงที่สอนข้าไม่ดุหรอก แล้วเขาก็ไม่เคยตีฝ่ามือข้าด้วย” โดยปกติแล้ว เมิ่งเซียนเซิงจะเป็นคนอ่อนโยนและใจเย็น ไม่เคยบันดาลโทสะง่ายๆ “เจ้าเคยถูกเซียนเซิงตีฝ่ามืออย่างนั้นหรือ”
“ไม่เคย ข้าเป็นเด็กดีจะตาย เซียนเซิงไม่มีทางลงไม้ลงมือกับข้าหรอก” ทังหยวนเชิดหน้าขึ้น เอ่ยด้วยความภาคภูมิใจ
“ข้าเองก็เป็นเด็กดีเหมือนกัน เซียนเซิงก็เลยไม่ยอมตีข้า”
เจ้าเด็กอ้วนทั้งสองคนก้มหน้าก้มตาขุดหน่อไม้ไป พลางพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวของว่างรสเลิศที่แต่ละคนได้ลิ้มรสมาในช่วงนี้ บรรยากาศช่างละม้ายคล้ายคลึงกับตอนที่พวกเขาช่วยกันขุดหน่อไม้ในป่าไผ่ที่สวนกระเรียนเซียนของอารามอวิ๋นชิงไม่มีผิดเพี้ยน