- หน้าแรก
- ยอดบัณฑิตทะลุมิติ สู่มหาขุนนางสะท้านแผ่นดิน
- (✓) EP 16: พวกกินบนเรือนขี้รดบนหลังคา
(✓) EP 16: พวกกินบนเรือนขี้รดบนหลังคา
(✓) EP 16: พวกกินบนเรือนขี้รดบนหลังคา
(✓) EP 16: พวกกินบนเรือนขี้รดบนหลังคา
“โอย คุณพระช่วย ฝีปากของหลี่อี๋เหนียงช่างคมคายขึ้นทุกวัน” อู๋มามาแอบฟังคำโต้เถียงของหลี่อี๋เหนียงอย่างตั้งใจ “คำพูดของหลี่อี๋เหนียงทำเอาจ้าวซื่อและพวกนางถึงกับพูดไม่ออกเลยทีเดียว”
ฮูหยินกั๋วกงคลี่ยิ้มบาง “บางเรื่องก็มีเพียงหลี่ซื่อเท่านั้นที่กล้าพูด” ในฐานะฮูหยินกั๋วกง นางย่อมไม่อาจลดตัวลงไปใช้วาจาเช่นนั้นได้
“เมื่อครู่หลี่อี๋เหนียงลงไม้ลงมือกับหวังซื่อจริงๆ แถมยังตบเสียแรงเชียวเจ้าค่ะ” เสียงตบหน้าดังก้องมาถึงห้องด้านหลัง พวกนางย่อมได้ยินชัดเจน
“หลี่ซื่อผู้นี้มักจะทำตัวดุดันหยาบคายอยู่เสมอ นี่มิใช่ครั้งแรกที่นางลงมือหรอก” ฮูหยินกั๋วกงลอบสะใจที่หวังอี๋เหนียงถูกตบ นางอยากจะสั่งสอนพวกอนุภรรยาจอมยั่วยวนเหล่านี้มานานแล้ว ทว่าการที่ฮูหยินกั๋วกงอย่างนางจะลดตัวลงไปตบตีพวกอนุภรรยา ย่อมเป็นการเสียเกียรติ
“สมควรโดนแล้วเจ้าค่ะ” อู๋มามาเห็นหวังอี๋เหนียงถูกตบก็รู้สึกสะใจยิ่งนัก แม้บางคราหลี่อี๋เหนียงจะดูต่ำช้าหยาบคาย ทว่าการกระทำของนางกลับทำให้ผู้คนรู้สึกสาแก่ใจ
“จงนำคำพูดของหยางซื่อไปกระจายให้ทั่ว ให้กั๋วกงและฮูหยินผู้เฒ่ารู้ว่าหยางซื่อไม่พอใจที่พวกเขาสั่งปลดบ่าวไพร่เหล่านั้น” ฮูหยินกั๋วกงชิงชังใบหน้าเย้ายวนของหยางซื่อเป็นที่สุด “และจงป่าวประกาศเรื่องที่หวังซื่อเยาะเย้ยอวิ๋นโจวให้กั๋วกงทราบด้วย” โอกาสดีที่จะกลั่นแกล้งพวกอนุภรรยาเช่นนี้ ฮูหยินกั๋วกงมีหรือจะยอมปล่อยผ่าน
“บ่าวจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ” อู๋มามาเองก็ปรารถนาจะเห็นพวกอนุภรรยาที่ไม่เจียมตัวเหล่านี้พบกับความวิบัติ
ไม่นาน ข่าวลือก็ลอยไปถึงเรือนหรงโซ่ว ฮูหยินผู้เฒ่าใบหน้าทะมึนทึง สบถด่า “ช่างเป็นพวกต่ำต้อยไร้ค่าเสียจริง”
“หยางอี๋เหนียงช่างเหิมเกริมนัก กล้าวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของท่านและกั๋วกงเชียวหรือ!” หยวนยางรู้ดีว่าหยางอี๋เหนียงกล่าวเช่นนั้นเพื่อเล่นงานหลี่อี๋เหนียง ทว่านางก็ไม่ควรแสดงความเห็นอกเห็นใจพวกบ่าวไพร่ที่ทำลายกฎของจวน “การที่หยางอี๋เหนียงเห็นใจบ่าวไพร่เหล่านั้น มิเท่ากับหาว่าท่านและกั๋วกงไร้ความเมตตาหรอกหรือเจ้าคะ”
หยวนยางมิได้เข้าข้างหลี่อี๋เหนียง นางเป็นเพียงสาวใช้คนสนิทของฮูหยินผู้เฒ่า ย่อมต้องภักดีต่อฮูหยินผู้เฒ่าเท่านั้น เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเห็นพ้องกับกั๋วกงว่าควรขับไลบ่าวไพร่เหล่านั้น นางก็ย่อมเห็นด้วย นอกจากนี้ การกระทำของบ่าวไพร่เหล่านั้นก็สมควรถูกลงโทษอยู่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น อนุภรรยาต่ำต้อยผู้หนึ่ง มีสิทธิ์อันใดมาวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของกั๋วกงและฮูหยินผู้เฒ่า นี่ถือเป็นการหมิ่นเกียรติเบื้องบนอย่างร้ายแรง
“ฮูหยินผู้เฒ่า นางเป็นเพียงอนุภรรยาต่ำต้อย กลับกล้ากำแหงถึงเพียงนี้ ต้องลงโทษให้หลาบจำนะเจ้าคะ!”
“ดูท่ากั๋วกงจะโปรดปรานนางจนเคยตัวเสียแล้ว” แม้หยางซื่อจะมีเจตนาแอบแฝง ทว่าลึกๆ แล้วนางคงคิดเช่นนั้นจริงๆ “ส่วนหวังซื่อนั้น ให้พวกนางคัดลอกกฎของจวนกั๋วกงสักร้อยจบก็แล้วกัน”
“รับคำสั่งเจ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่า”
“เจี่ยงซื่อช่างไร้ความสามารถ แค่อนุภรรยาไม่กี่คนยังจัดการไม่ได้” ฮูหยินผู้เฒ่าเอือมระอาฮูหยินกั๋วกงคนปัจจุบันยิ่งนัก “เทียบกับพี่สาวของนางแล้ว ช่างห่างชั้นกันเหลือเกิน”
หยวนยางไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ฮูหยินกั๋วกง
“ถึงอย่างไรก็เป็นเพียงบุตรอนุ” ฮูหยินผู้เฒ่าส่ายหน้า “หากมิใช่เพราะกั๋วกงสูญเสียภรรยาเอกไปถึงสองคนติดต่อกัน ก็คงไม่ให้นางแต่งเข้ามาหรอก” หลังจากฮูหยินคนที่สองเสียชีวิต กั๋วกงก็ถูกตราหน้าว่าเป็นชายกินเมีย บรรดาขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในเมืองหลวงต่างก็ไม่กล้ายกบุตรสาวให้ เพราะเกรงว่าจะต้องมาตายตกตามกัน
“ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านตั้งมาตรฐานไว้สูงเกินไปต่างหากเจ้าค่ะ” ในสายตาฮูหยินผู้เฒ่า ฮูหยินคนที่สองย่อมดีที่สุดเสมอ
“ดูนางสิ แค่อนุภรรยายังคุมไม่อยู่ สู้หลี่ซื่อก็ยังไม่ได้” ฮูหยินผู้เฒ่าไม่พอใจฮูหยินกั๋วกงคนปัจจุบันเอาเสียเลย “วันๆ เอาแต่วางท่าเป็นฮูหยินกั๋วกงจวนกั๋วกง เกรงว่าผู้อื่นจะไม่รู้กระมัง”
“ฮูหยินผู้เฒ่า มิใช่ทุกคนจะเพียบพร้อมดั่งเซวียฮูหยินนะเจ้าคะ” เซวียฮูหยินคือภรรยาเอกคนที่สองของกั๋วกง และเป็นสะใภ้คนโปรดของฮูหยินผู้เฒ่า
“ใช่แล้ว มิใช่ทุกคนจะเป็นดั่งหมิ่นเอ๋อร์” เมื่อหวนนึกถึงลูกสะใภ้คนที่สอง แววตาของฮูหยินผู้เฒ่าก็หม่นหมองลง “หมิ่นเอ๋อร์คือความหวังที่จะกอบกู้จวนเว่ยกั๋วกงให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง แต่อนิจจานางกลับอายุสั้น...” เพียงแค่คิดว่าสะใภ้คนโปรดจากไปก่อนวัยอันควร ฮูหยินผู้เฒ่าก็ปวดร้าวใจยิ่งนัก
“หากตอนนั้นนางไม่ยังเด็กเกินไป คงได้เป็นภรรยาเอกคนแรกของกั๋วกงไปแล้ว” ดวงตาของฮูหยินผู้เฒ่าแดงก่ำ “อุตส่าห์เฝ้ารอจนนางเติบใหญ่ถึงวัยปักปิ่น ได้ตบแต่งเข้ามาอยู่ในจวนกั๋วกง ทว่านางกลับ...”
หยวนยางเห็นฮูหยินผู้เฒ่าเศร้าโศก จึงรีบปลอบประโลม “ฮูหยินผู้เฒ่า เซวียฮูหยินยังเหลือฝาแฝดชายหญิงไว้ให้ท่านเชยชมนะเจ้าคะ ท่านอย่าได้โศกเศร้าไปเลย”
“ใช่แล้ว อย่างน้อยก็ยังเหลือหลานชายหลานสาวไว้ให้ข้า” ทว่าหลานชายหลานสาวย่อมไม่อาจทดแทนหมิ่นเอ๋อร์ได้
“ฮูหยินผู้เฒ่า ประเดี๋ยวเหล่าคุณชายจะมาคารวะท่าน ท่านจะแสดงความเศร้าหมองให้พวกเขาเห็นมิได้นะเจ้าคะ มิเช่นนั้นพวกเขาคงจะพากันกังวลใจ”
“เจ้าพูดถูก” ฮูหยินผู้เฒ่ารีบเก็บซ่อนความโศกเศร้าอาดูรไว้ในใจ
ณ เรือนหลัก ฮูหยินกั๋วกงมิได้หลบอยู่หลังม่านเพื่อชมงิ้วอีกต่อไป นางปรากฏตัวต่อหน้าเหล่าอนุภรรยาแล้ว
นางโปรดปรานการได้เห็นเหล่าอนุภรรยาย่อกายคารวะนาง แม้พวกนางจะเป็นที่โปรดปรานเพียงใด ทว่าฐานะก็ยังคงเป็นเพียงอนุภรรยา จำต้องก้มหัวให้นางอยู่ดี
เมื่อเหล่าอนุภรรยาทำความเคารพเสร็จสิ้น ฮูหยินกั๋วกงก็ตีหน้าขรึม เอ่ยถึงเรื่องราวการขับไล่บ่าวไพร่เมื่อหลายวันก่อนอย่างยืดยาว นางเน้นย้ำถึงความสำคัญของกฎระเบียบในจวนเว่ยกั๋วกง กั๋วกงและฮูหยินผู้เฒ่าย่อมไม่ทนต่อผู้ใดที่บังอาจละเมิดกฎ
ขณะที่กล่าววาจา ฮูหยินกั๋วกงก็ปรายตามองหยางซื่อและหวังซื่อเป็นระยะ ก่อนจะสำทับว่าหากผู้ใดขัดข้องหมองใจต่อการตัดสินใจของกั๋วกงและฮูหยินผู้เฒ่า ย่อมถือเป็นการลบหลู่เบื้องบน
หยางซื่อและหวังซื่อตระหนักดีว่าฮูหยินกั๋วกงจงใจเสียดสีพวกนาง ในใจทั้งเคียดแค้น กังวล และหวาดกลัว
“บ่าวไพร่ที่ถูกปลดออกไปนั้น ล้วนเคยปรนนิบัติรับใช้พวกเจ้า ย่อมแสดงให้เห็นว่าพวกเจ้าหละหลวม ปล่อยให้บ่าวไพร่เหล่านั้นละเมิดกฎของจวน”
จ้าวซื่อและหยางซื่อลนลานผุดลุกขึ้น ปฏิเสธพัลวันว่าพวกนางหารู้เห็นเป็นใจต่อการกระทำอันเหิมเกริมของบ่าวไพร่เหล่านั้นไม่ พวกนางมิบังอาจให้ท้ายบ่าวไพร่ที่ไร้กฎระเบียบเช่นนั้นเป็นแน่
ฮูหยินกั๋วกงแค่นเสียงหยัน “ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิด หากวันหน้าข้าได้ยินว่าบ่าวไพร่ของพวกเจ้าบังอาจกำแหง ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ละเมิดกฎของจวนอีก อย่าหาว่าข้าไร้ความปรานีก็แล้วกัน!”
หลี่อี๋เหนียง จ้าวซื่อ และอนุภรรยาคนอื่นๆ ต่างพากันประสานเสียง “ผู้น้อยมิกล้าเจ้าค่ะ!”
ฮูหยินกั๋วกงพึงพอใจในปฏิกิริยาของเหล่าอนุภรรยายิ่งนัก “ขอให้พวกเจ้าจำใส่ใจไว้ให้ดี!” สิ้นคำ นางก็หันไปมองบรรดาคุณหนู พร้อมเอ่ยเตือนพวกนางเช่นกัน
“ท่านแม่ ท่านคงยังไม่ทราบว่าในบรรดาบ่าวไพร่ที่ถูกขับไล่ออกไปนั้น มีบ่าวของน้องหกรวมอยู่ด้วยเจ้าค่ะ” ผู้ที่กล่าวขึ้นคือเว่ยจือฉี คุณหนูรองแห่งจวนกั๋วกง บุตรสาวของจ้าวซื่อ “อวิ๋นโจวคือสายเลือดเดียวกันกับน้องหก ทว่าบ่าวไพร่ของนางกลับกล้าเยาะเย้ยเขา ย่อมสะท้อนให้เห็นว่าน้องหกรังเกียจเดียดฉันท์น้องชายของตนเอง จึงเปิดโอกาสให้บ่าวไพร่ดูแคลนอวิ๋นโจวไปด้วย”
เว่ยจือหลานถลึงตาใส่เว่ยจือฉีอย่างเกรี้ยวกราด “เจ้าอย่ามากล่าวหาข้าส่งเดช ข้าหารู้ไม่ว่าพวกบ่าวสุนัขเหล่านั้นจะบังอาจเยาะเย้ยอวิ๋นโจว” อันที่จริง นางมักจะกล่าววาจาดูแคลนหลี่อี๋เหนียงและเว่ยอวิ๋นโจวต่อหน้าบ่าวไพร่เป็นประจำ
“เช่นนั้นหรือ ทว่าข้าเคยได้ยินกับหูว่าเจ้าบ่นรำคาญอวิ๋นโจวที่เอาแต่กินนี่นา” เว่ยจือฉีชิงชังเว่ยจือหลานมาแต่ไหนแต่ไร เป็นเพียงบุตรอนุแท้ๆ ทว่ากลับใฝ่ฝันอยากจะยกฐานะตนเองเป็นบุตรฮูหยินกั๋วกง
“น้องหลี่ ช่างเป็นบุตรสาวที่ประเสริฐยิ่งนัก” จ้าวอี๋เหนียงสบโอกาสเยาะเย้ยหลี่อี๋เหนียง “พี่สาวแท้ๆ กลับมาเยาะเย้ยน้องชายร่วมสายโลหิต ช่างรักใคร่กลมเกลียวกันเสียจริง”
หลี่อี๋เหนียงไม่คาดคิดมาก่อนว่าบ่าวไพร่ของบุตรสาวจะอยู่ในกลุ่มคนที่ถูกอัปเปหิออกไปด้วย ในใจนางทั้งเคียดแค้นและผิดหวัง ทว่านางก็พยายามข่มอารมณ์ไว้อย่างสุดความสามารถ
“พี่จ้าว บ่าวไพร่ที่ถูกอัปเปหิออกไปนั้น ก็มีคนของท่านรวมอยู่ด้วยมิใช่หรือ”
“ข้า...”
จ้าวซื่อเพิ่งจะอ้าปาก ฮูหยินกั๋วกงก็เอ่ยขัดขึ้นมา “หลานเจี่ยเอ๋อร์ วันหน้าจงอบรมสั่งสอนบ่าวไพร่ของเจ้าให้ดี”
เว่ยจือหลานใบหน้าแดงซ่านด้วยความอับอายและโกรธแค้น
“เจ้าค่ะ ท่านแม่” นางจดจำความแค้นครั้งนี้ไว้ในใจ วันหน้าจะต้องเอาคืนเว่ยจือฉีให้จงได้
“พวกเจ้าก็ต้องเข้มงวดกับบ่าวไพร่ของตนเองเช่นกัน”
“เจ้าค่ะ ท่านแม่”
“เอาล่ะ บัดนี้ตามข้าไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่าที่เรือนหรงโซ่วเถิด”
ฮูหยินกั๋วกงเดินนำหน้าออกไป หลี่อี๋เหนียงจูงมือเว่ยอวิ๋นโจว จงใจชะลอฝีเท้าลงเพื่อรอเว่ยจือหลาน
เว่ยจือหลานพยายามทำเป็นมองไม่เห็นพวกนาง ทว่าหลี่อี๋เหนียงกลับคว้าข้อมือของนางไว้แน่น นัยน์ตาดุดันจ้องมองนาง “เจ้าช่างเป็นพี่สาวที่แสนดีของอวิ๋นโจว และเป็นบุตรสาวที่ประเสริฐของข้าจริงๆ!”
เว่ยจือหลานรู้สึกหนาวสั่นเมื่อสบตากับแววตาเย็นชาของหลี่อี๋เหนียง นางสูญเสียความเย่อหยิ่งที่มีมาตลอด “ข้าไม่ได้...”
“เจ้าทำอะไรลงไป เจ้าก็รู้ดีอยู่แก่ใจ!” หลี่อี๋เหนียงสะบัดมือเว่ยจือหลานอย่างแรง สบถด่าด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “พวกกินบนเรือนขี้รดบนหลังคา!”
เว่ยจือหลานถูกด่าจนหน้าถอดสี สลับแดงสลับขาว นางขบกรามแน่น สองมือบีบเข้าหากันจนเล็บจิกเนื้อ นัยน์ตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและชิงชัง