- หน้าแรก
- ฉันรอบคอบเกินเหตุ กับวิญญาณยุทธ์ร่างแยกในดินแดนโต้วหลัว
- บทที่ 8 แผนการที่ล้มเหลวของอวี้เสี่ยวกัง
บทที่ 8 แผนการที่ล้มเหลวของอวี้เสี่ยวกัง
บทที่ 8 แผนการที่ล้มเหลวของอวี้เสี่ยวกัง
บทที่ 8 แผนการที่ล้มเหลวของอวี้เสี่ยวกัง
ผู้อำนวยการชราพาเจียงหลิงสาวเท้าเดินมุ่งหน้าไปยังหอหนึ่งด้วยความโกรธจัด
เขาอยากจะเห็นนักเชียวว่าใครมันช่างเบื่อโลกถึงขนาดบังอาจมาต้อนนักเรียนของโรงเรียนน็อตติงถึงหน้าประตูห้องพัก โดยไม่เห็นหัวเขาที่เป็นถึงระดับอัคราจารย์วิญญาณเลยสักนิด
จากนั้น เขาก็เดินสวนเข้ากับอวี้เสี่ยวกังที่กำลังยืนทำสีหน้าแข็งทื่อและมีความสับสนฉายชัดอยู่ในแววตาพอดี
"ผู้อำนวยการครับ คนนี้แหละครับ! ประเดี๋ยวเขาก็บอกว่าตนเองลืมเลือนแม้กระทั่งนามของตน ประเดี๋ยวก็บังคับให้ผมเรียกเขาว่าปรมาจารย์"
"ระดับการฝึกฝนก็ไม่ได้ถึงขั้นราชันวิญญาณเลยด้วยซ้ำ ทว่ากลับอยากจะให้ผมกราบเขาเป็นอาจารย์ แถมยังอวดอ้างอีกว่าเหล่าผู้นำของขุมกำลังชั้นแนวหน้าบนมหาทวีปต่างต้องเอ่ยปากเรียกขานเขาด้วยความเคารพว่าปรมาจารย์"
"แล้วเขายังชอบใช้รูจมูกมองคนอื่นอีกด้วย มันช่างน่ากลัวเหลือเกินครับผู้อำนวยการ รีบไล่เขาไปทีเถอะครับ! ไม่อย่างนั้นผมคงไม่กล้าแม้กระทั่งจะฝึกฝนพลังวิญญาณแล้ว"
เจียงหลิงแสร้งทำสีหน้าหวาดกลัวพลางหดตัวหลบอยู่ทางด้านหลังของผู้อำนวยการชรา ทว่าสายตากลับลอบมองไปทางอวี้เสี่ยวกัง
ริมฝีปากเล็กๆ ของเขาพ่นคำพูดออกมาฉอดๆ ราวกับเคลือบไปด้วยยาพิษ
ทว่าเรื่องราวเหล่านี้นับว่าสอดคล้องกับสิ่งที่เด็กในวัยนี้พึงกระทำ แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องไร้เดียงสา ทว่าการวิ่งไปหาอาจารย์หรือผู้อำนวยการยามที่พบเจอคนประหลาดก็นับเป็นตัวเลือกที่ถูกต้องที่สุดแล้ว
จะให้เขาไปเผชิญหน้ากับอวี้เสี่ยวกังตรงๆ งั้นหรือ? ตัวเขาในยามนี้เป็นเพียงแค่ระดับวิญญาณจารย์ทั่วไป จะให้เขาทำตัวหยิ่งยโสไม่เห็นหัวอวี้เสี่ยวกังที่เป็นถึงระดับมหาวิญญาณจารย์ได้อย่างไรกัน?
อวี้เสี่ยวกังไม่ได้คาดคิดเลยว่าเจียงหลิงจะวิ่งอ้าวฟ้องผู้อำนวยการชราเช่นนี้ แล้วท่าทางหวาดกลัวนั่นมันเรื่องจริงงั้นหรือ? ตัวเขาอวี้เสี่ยวกังช่างน่ากลัวถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?
ผู้อำนวยการชรามองดูอวี้เสี่ยวกัง พลางมุมปากกระตุกขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ ตัวเขาควรจะคาดเดาเรื่องราวได้ตั้งนานแล้ว เพียงแต่ไม่ได้คาดคิดว่าอวี้เสี่ยวกังจะแล่นมาหาเจียงหลิงทันทีที่มาถึงโรงเรียนเช่นนี้
"เสี่ยวหลิง เรื่องราวทั้งหมดนี้เป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิดเท่านั้นแหละ ชายท่านนี้ไม่ใช่คนบ้าหรอก..."
เมื่อได้ยินคำพูดของผู้อำนวยการชรา ดวงตาของอวี้เสี่ยวกังก็เบิกกว้างพลางถลึงตาใส่เจียงหลิง การที่เด็กคนนี้บอกว่าเขาน่ากลัวก็นับเป็นเรื่องหนึ่งแล้ว ทว่านี่ถึงกับตราหน้าว่าเขาเป็นคนบ้าเลยงั้นหรือ!?
"ผู้อำนวยการ ดูเขาทำท่าสิครับ!" เจียงหลิงเอื้อมมือไปกอดขาของผู้อำนวยการชราพลางหดตัวถอยหลังไปเล็กน้อย
การแสร้งทำเป็นคนขลาดกลัวนับว่าสร้างความสะใจได้ชั่วครู่ ทว่าการแสร้งทำเป็นคนขลาดกลัวไปตลอดกาลย่อมสร้างความสะใจได้มากกว่า เพราะมันจะช่วยกวนประสาทจนชายคนนี้แทบคลั่งตายไปเลย
จะให้เดินไปเผชิญหน้าตรงๆ งั้นหรือ? มีเพียงคนโง่เท่านั้นแหละที่จะทำแบบนั้นกับอวี้เสี่ยวกัง ตัวเขาเป็นเพียงวิญญาณจารย์ ช่วงเวลานี้จึงควรทำตัวอ่อนน้อมและสงบเสงี่ยมเจียมตัวจะดีที่สุด
อย่างไรเสีย ตัวเขาก็คาดการณ์เอาไว้แล้วว่าอวี้เสี่ยวกังต้องมาหาตนอย่างแน่นอน เพียงแต่ไม่ได้คาดคิดว่าจะรวดเร็วถึงเพียงนี้
"ปรมาจารย์ เด็กยังไร้เดียงสาจึงได้พูดจาเหลวไหลไปเรื่อย ในฐานะผู้ใหญ่ คุณย่อมต้องมีความเมตตาและเข้าใจในตัวเด็กบ้าง"
เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์นี้ ผู้อำนวยการชราพลันมุมปากกระตุกขึ้นมาอีกครั้ง ทว่าเขาก็ยังคงยกมือขึ้นขวางสายตาของอวี้เสี่ยวกังเอาไว้ อย่างไรเสียเด็กคนนี้ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นนักเรียนของโรงเรียนตนเอง จะปล่อยให้อวี้เสี่ยวกังมาทำลายอนาคตไม่ได้เด็ดขาด
ยามที่มองดูท่าทางปกป้องของผู้อำนวยการชรา ใบหน้าของอวี้เสี่ยวกังก็แปรเปลี่ยนเป็นสีเทาหม่นลงไปหลายส่วนในทันที
"ต้องขออภัยด้วยครับผู้อำนวยการ พอดีผมมีความร้อนใจมากไปหน่อย จึงไม่ได้เอ่ยปากอธิบายเรื่องราวให้แก่นักเรียนเจียงหลิงเข้าใจอย่างถี่ถ้วน" อวี้เสี่ยวกังหลับตาลงพลางซับลมหายใจเข้าลึกๆ อยู่สองสามครั้งเพื่อสงบอารมณ์ของตนเอง ก่อนจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
"ผู้อำนวยการ คุณย่อมต้องล่วงรู้สถานะของผมดี ในอดีตผมเคยพบเจอเรื่องราวบางอย่างที่คล้ายคลึงกับกรณีของเจียงหลิงในหอสมุดของสำนักวิญญาณยุทธ์"
"สถานการณ์ของเขาไม่ใช่การปลุกวิญญาณยุทธ์ไม่สำเร็จหรอก ทว่ามีความเป็นไปได้สูงที่วิญญาณยุทธ์ของเขาจะไม่ใช่วิญญาณยุทธ์ทั่วไป แต่เป็นร่างกายของตัวเขาเองต่างหาก"
"วิญญาณยุทธ์ประเภทนี้มีความแตกต่างจากวิญญาณยุทธ์ประเภทสัตว์หรือประเภทเครื่องมือทั่วไป เพราะมันจะไม่ปรากฏกายขึ้นบนฝ่ามือขวา ดังนั้น ในสายตาของผู้ที่ขาดแคลนความรู้ จึงมักจะเข้าใจผิดคิดว่าไม่มีวิญญาณยุทธ์ปรากฏออกมาได้ง่าย"
"ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ส่วนต่างๆ ของร่างกายก็คือวิญญาณยุทธ์ของพวกเขา ผมจึงคาดเดาว่านักเรียนเจียงหลิงกำลังตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ครับ"
"ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพิจารณาจากพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิดของเขาแล้ว มันก็เป็นไปได้ด้วยซ้ำว่าวิญญาณยุทธ์ของเขาก็คือร่างกายทั้งหมด กรณีเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่พิเศษและแปลกประหลาดอย่างยิ่งบนมหาทวีป และบางทีอาจจะมีเพียงผมคนเดียวเท่านั้นที่จะสามารถมอบคำชี้แนะที่ถูกต้องให้แก่เขาได้"
อวี้เสี่ยวกังรู้ดีว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาปิดบังความลับ หากเขาอยากจะแย่งตัวเจียงหลิงไปเป็นศิษย์จากผู้อำนวยการชรา เขาย่อมต้องนำเอาเรื่องจริงบางอย่างมาอวดอ้าง
"วิญญาณยุทธ์ประเภทร่างกายงั้นหรือ? มีเรื่องราวเช่นนี้อยู่จริงๆ รึ?" เห็นได้ชัดว่านี่เป็นครั้งแรกที่ผู้อำนวยการชราได้ยินเรื่องราวเช่นนี้ เขาอดไม่ได้ที่จะก้มลงมองดูเจียงหลิง แววตาแห่งความตื่นเต้นวับผ่านไปครู่หนึ่ง
หากเรื่องราวเป็นเช่นนั้นจริงๆ อนาคตของเจียงหลิงย่อมต้องรุ่งโรจน์ยิ่งกว่าเดิมแน่นอน ทว่าสิ่งที่เขาได้รับกลับมากลับมีเพียงสีหน้าอันว่างเปล่าของเจียงหลิงเท่านั้น
เจียงหลิงไม่ได้คาดคิดเลยว่าสำนักวิญญาณยุทธ์จะมีบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับวิญญาณยุทธ์ประเภทร่างกายอยู่ด้วย ทว่าเมื่อลองคิดดูแล้วก็นับว่าสมเหตุสมผล เพราะอย่างไรเสียสำนักวิญญาณยุทธ์ก็ปกครองโลกของวิญญาณจารย์มานานนับหมื่นปี การจะมีความรู้เช่นนี้ย่อมเป็นเรื่องธรรมดา
อย่างไรก็ตาม เขาจะปล่อยให้ตราประทับคำว่า "วิญญาณยุทธ์ประเภทร่างกาย" มาติดอยู่บนตัวเขาไม่ได้เด็ดขาด เพราะนั่นอาจจะหมายถึงการต้องสูญเสียอิสรภาพของตนเองไป
"ทว่าผมไม่มีวิญญาณยุทธ์จริงๆ นะครับ แม้แต่ทักษะวิญญาณผมก็ไม่มี ผลลัพธ์ที่ได้มาจากวงแหวนวิญญาณ มีเพียงแค่การเพิ่มพลังในการฟื้นฟูร่างกายเข้าไปในพลังวิญญาณของผมเท่านั้นเองครับ" เจียงหลิงทำสีหน้าใสซื่อ
"อะไรนะ? เป็นไปไม่ได้ ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาบนโต้วหลัวต้าลู่ ข้าไม่เคยได้ยินเรื่องราวของคนที่มีวงแหวนวิญญาณแต่ไร้วิญญาณยุทธ์มาก่อนเลย เจ้าต้องสัมผัสมันผิดพลาดไปแน่ๆ ต่อให้เป็นวิญญาณจารย์ที่มีวิญญาณยุทธ์ประเภทร่างกาย หลังจากได้รับวงแหวนวิญญาณย่อมต้องสร้างทักษะวิญญาณขึ้นมาได้สิ"
อวี้เสี่ยวกังไม่ยินยอมพร้อมใจที่จะเชื่อว่าการคาดเดาของตนจะผิดพลาด เขาจึงรีบก้าวไปข้างหน้าเพื่อต้องการจะตรวจสอบ ทว่าเมื่อเห็นอวี้เสี่ยวกังเดินเข้ามา เจียงหลิงก็รีบหดตัวหลบอยู่ทางด้านหลังของผู้อำนวยการชราทันที
"ปรมาจารย์ ในเมื่ออดีตไม่เคยมีปรากฏขึ้นมา ก็ไม่ได้หมายความว่าปัจจุบันจะไม่มีนี่ครับ จะเป็นอย่างไรหากเสี่ยวหลิงคือกรณีแรกที่เกิดขึ้น? ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมต้องมีครั้งแรกเสมอ คุณอย่าเพิ่งตื่นเต้นไปเลยครับ!" ผู้อำนวยการชราก้าวขึ้นมาขวางอวี้เสี่ยวกังเอาไว้ซ้ำอีกครั้ง
"เสี่ยวหลิง เจ้าแน่ใจจริงๆ หรือว่าวงแหวนวิญญาณของเจ้าไม่มีทักษะวิญญาณปรากฏขึ้นมาเลย?" ผู้อำนวยการชราก้มลงถามเจียงหลิง
ทักษะวิญญาณคือสิ่งที่จะถูกสร้างขึ้นมาโดยพึ่งพญาวิญญาณยุทธ์และวงแหวนวิญญาณร่วมกัน การสร้างทักษะวิญญาณย่อมต้องมีความเชื่อมโยงกับวิญญาณยุทธ์เสมอ ไม่เคยมีตัวอย่างปรากฏขึ้นมาก่อนเลยบนโต้วหลัวต้าลู่ที่มีวงแหวนวิญญาณแต่กลับไร้ซึ่งทักษะวิญญาณ
หากวงแหวนวิญญาณของเจียงหลิงไม่มีทักษะวิญญาณอยู่จริงๆ มันก็สามารถยืนยันได้แล้วว่าเจียงหลิงไม่มีวิญญาณยุทธ์จริงๆ นั่นแหละ
"เรื่องจริงครับ" เพื่อเป็นการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง เจียงหลิงถึงกับปลดปล่อยวงแหวนวิญญาณของตนออกมา พลางควบคุมให้พลังวิญญาณไหลเวียนเข้าไปในวงแหวน ส่งผลให้มันเปล่งแสงวาบขึ้นมาสองสามครั้ง ทว่ากลับไม่มีความแปรเปลี่ยนใดๆ เกิดขึ้นบนร่างกายของเจียงหลิงเลยสักนิด
"ไม่มีจริงๆ ด้วย!" แววตาแห่งความผิดหวังวับผ่านใบหน้าของอวี้เสี่ยวกังครู่หนึ่ง เดิมทีเขาคิดว่าตนเองจะสามารถเก็บตกอัจฉริยะล้ำค่ามาได้อีกคนเสียแล้ว
เพราะอย่างไรเสีย ยามที่วิญญาณจารย์ผู้มีวิญญาณยุทธ์ประเภทร่างกายเติบโตขึ้น สมรรถภาพร่างกายของพวกเขาย่อมทวีความน่ากลัวมากขึ้นเรื่อยๆ ภายในระดับเดียวกัน พละกำลังทางร่างกายของพวกเขาย่อมเหนือกว่าผู้ใช้วิญญาณยุทธ์ประเภทสัตว์อย่างมหาศาล ยามที่เติบโตขึ้นย่อมต้องกลายเป็นยอดยุทธ์สายพละกำลังชั้นแนวหน้าได้อย่างแน่นอน
เขาถึงกับจินตนาการถึงเส้นทางการฝึกฝนในฐานะผู้ใช้วิญญาณยุทธ์ประเภทร่างกายให้แก่เจียงหลิงเอาไว้แล้วด้วยซ้ำ ว่าจะฝึกฝนให้เขาเป็นสายแท็งก์คอยรับความเสียหายแทนถังซาน
ทว่า แววตาของเขาหม่นแสงลงไปเพียงครู่เดียวก็กลับมาสว่างไสวขึ้นอีกครั้ง
"ต่อให้ไม่มีวิญญาณยุทธ์ก็ไม่เป็นไร ขอเพียงเจ้ายินยอมกราบข้าเป็นอาจารย์ ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อฝึกฝนเจ้า และช่วยเจ้าศึกษาวิจัยถึงเหตุผลที่เจ้าไม่มีวิญญาณยุทธ์ บางทีในอนาคตข้าอาจจะสามารถช่วยเจ้าแก้ไขเรื่องยุ่งยากนี้ได้นะ" อวี้เสี่ยวกังเอ่ยปากพูดด้วยความตื่นเต้น
แน่นอนว่าคำพูดเหล่านั้นเป็นเพียงแค่คำโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น สิ่งที่เขาอยากจะศึกษาวิจัยมากกว่าคือเรื่องราวตื้นลึกหนาบางของคนที่มีพลังวิญญาณแต่กลับไร้วิญญาณยุทธ์ต่างหาก เหมือนอย่างที่ผู้อำนวยการชรากล่าวไว้ นี่คือก่อนหน้านี้ไม่เคยมีปรากฏขึ้นมาก่อนบนมหาทวีป
หากเขาสามารถศึกษาวิจัยมันจนสำเร็จและประกาศผลการวิจัยออกไปได้ ตัวเขาดั่งจะกลายเป็นบุคคลอันดับหนึ่งบนมหาทวีปแห่งนี้ได้อย่างแท้จริง เมื่อคิดได้เช่นนี้ แววตาของอวี้เสี่ยวกังก็ยิ่งทวีความเร่าร้อนมากขึ้นไปอีก
"ไม่เอาหรอกครับ คุณก็แค่ยากจะใช้ผมเป็นหนูทดลองในห้องวิจัยเท่านั้นแหละ ผู้อำนวยการครับ ช่วยผมด้วย" เจียงหลิงส่ายหัวปฏิเสธพลางหดตัวหลบอยู่ทางด้านหลังของผู้อำนวยการชราอีกครั้ง
"ปรมาจารย์ อย่าไปบังคับจิตใจคนอื่นเลยครับ ในเมื่อเด็กเขาไม่ยินยอมพร้อมใจ ก็นปล่อยให้เรื่องราว มันผ่านพ้นไปเถอะ อีกอย่าง ถึงแม้คุณจะมีความรู้เรื่องการศึกษาวิจัยวิญญาณยุทธ์อยู่บ้าง ทว่าสุดท้ายแล้วกรณีของเจียงหลิงก็ถือเป็นเรื่องพิเศษที่ไม่มีวิญญาณยุทธ์"
"เอาแบบนี้ดีไหมครับ ภายในโรงเรียนของเรา นอกจากเจียงหลิงแล้ว ยังมีนักเรียนอีกคนหนึ่งที่มีพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิดและมีวิญญาณยุทธ์เป็นหญ้าเงินคราม หากคุณไม่ได้มีความคิดคัดค้านใดๆ คุณสามารถลองไปรับเด็กคนนั้นเป็นศิษย์ดูได้นะ"
"ถึงแม้เจียงหลิงจะไม่มีวิญญาณยุทธ์ ทว่าเขาก็ยังมีศักยภาพที่จะก้าวหน้าไปถึงระดับราชทินนามพรหมจรรย์ได้ในอนาคต ตัวผมคงไม่สามารถส่งตัวเขาให้แก่คุณเพื่อนำไปศึกษาวิจัยได้หรอกครับ"
ผู้อำนวยการชราพลันมุมปากกระตุกขึ้นมาทุกครั้งยามที่นึกถึงเรื่องราวที่อวี้เสี่ยวกังศึกษาวิจัย เป็นเพราะวิญญาณยุทธ์ของถังซานคือหญ้าเงินครามหรอกนะ ตัวเขาถึงได้ยินยอมพร้อมใจปล่อยให้ถังซานไปฝึกฝนอยู่ภายใต้การดูแลของอวี้เสี่ยวกัง ไม่อย่างนั้นเขาก็คงไม่อยากจะทำเช่นนั้นจริงๆ
ในเมื่อเจียงหลิงเอ่ยปากปฏิเสธไปแล้ว ตัวเขาย่อมไม่สามารถช่วยอวี้เสี่ยวกังบังคับจิตใจนักเรียนของตนเองได้ อีกทั้งจะเป็นอย่างไรหากในอนาคตเจียงหลิงฝึกฝนจนประสบความสำเร็จ แล้วนำเรื่องราวในวันนี้มาสร้างความยุ่งยากให้แก่ตนเองในภายหลังเล่า?
เขาขอยอมล่วงเกินอวี้เสี่ยวกังที่ไม่มีอนาคต ดีกว่าจะไปล่วงเกินเจียงหลิงที่มีอนาคตอันรุ่งโรจน์รออยู่แน่นอน
"คุณ คุณ!" อวี้เสี่ยวกังไม่ได้คาดคิดเลยว่าผู้อำนวยการชราจะช่วยเจียงหลิงเอ่ยปากปฏิเสธตนเองเช่นนี้ แล้วเรื่องของถังซานยังจำเป็นต้องให้คุณมาแนะนำอีกอย่างนั้นหรือ? ตัวเขาได้ใช้สติปัญญาอันสะท้านโลกในการสยบเด็กคนนั้นมาไว้ในกำมือเรียบร้อยแล้ว
เขาอยากจะระเบิดอารมณ์โกรธออกมาในทันที ทว่าเมื่อลองคิดดูว่าตนเองต้องขอกินข้าวน้ำของพวกเขา อาศัยพักพิงอยู่ในสถานที่ของพวกเขา ต้องขอยืมอาณาเขตของพวกเขาในการฝึกฝนถังซาน และยังต้องพึ่งพญากำลังของพวกเขาในการช่วยถังซานล่าวงแหวนวิญญาณวงที่สองในอนาคต ความมั่นใจอันน้อยนิดนั้นก็พลันสลายหายไปทันที
"เหอะ พวกคุณไม่มีทางล่วงรู้หรอกว่าตนเองได้พลาดสิ่งใดไป ข้าหวังว่าในอนาคตพวกคุณจะไม่นึกเสียใจภายหลังกับเรื่องในวันนี้นะ" อวี้เสี่ยวกังปัดสายตามองเจียงหลิงพลางเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา จากนั้นจึงสะบัดชายเสื้อแล้วเดินจากไปอย่างสะบัดสะบิ้ง