- หน้าแรก
- อักขระยันต์พลิกปฐพี วิถีเซียนผู้ซ่อนคม
- EP 23: เรียนรู้วิชาวาดอักขระยันต์
EP 23: เรียนรู้วิชาวาดอักขระยันต์
EP 23: เรียนรู้วิชาวาดอักขระยันต์
EP 23: เรียนรู้วิชาวาดอักขระยันต์
หลังจากนั้น หยางไป๋เหลาก็เริ่มลงมือวาดอักขระยันต์แบบที่สาม อักขระยันต์ชนิดนี้มีชื่อเรียกว่า 'ยันต์พลังกระบี่' ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับ
'ยันต์ทองคำคมกริบ' ของเขาอยู่บ้าง อักขระยันต์ทั้งสองชนิดนี้ล้วนเป็นอักขระยันต์สายโจมตี ที่ภายในซุกซ่อนพลังกระบี่เอาไว้ ยันต์พลังกระบี่
สามารถปลดปล่อยพลังกระบี่ออกโจมตีได้ ซึ่งมีอานุภาพทำลายล้างเทียบเท่ากับการโจมตีอย่างสุดกำลังของผู้ฝึกตนในขั้นรวบรวมปราณฟ้าดินระดับเก้า
ทว่าเมื่อนำยันต์พลังกระบี่มาเปรียบเทียบกับยันต์ทองคำคมกริบของเขาแล้ว ก็ถือว่าห่างชั้นกันอยู่มาก ยันต์ทองคำคมกริบของเขา สามารถปลดปล่อยพลังกระบี่ที่มีอานุภาพเทียบเท่ากับการโจมตีอย่างสุดกำลังของผู้ฝึกตนในขั้นรวบรวมปราณฟ้าดินระดับสิบสองเลยทีเดียว
หลังจากได้ชมการวาดอักขระยันต์ทั้งสามแบบแล้ว สวี่ฉางโซ่วก็รู้สึกมั่นใจในฝีมือของตนเองมากขึ้น เขาตระหนักได้ว่าอักขระยันต์ในป้ายหยกสายเลือดนั้น
มีความประณีต ซับซ้อน และมีอานุภาพที่เหนือล้ำกว่าอักขระยันต์ของยอดเขาลวี่ม่ออย่างเห็นได้ชัด
อักขระยันต์แผ่นที่สี่ที่หยางไป๋เหลาวาด ก็ยังคงเป็นยันต์วายุเหินเวหา สวี่ฉางโซ่วขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “ศิษย์พี่หยาง ไม่มีอักขระยันต์แบบอื่นแล้วหรือขอรับ?”
หยางไป๋เหลายิ้มเจื่อนๆ พลางตอบว่า “ข้าก็วาดเป็นแค่อักขระยันต์สามแบบนี้นี่แหละ”
สวี่ฉางโซ่วทำหน้าฉงน “ยอดเขาลวี่ม่อของเรา มีอักขระยันต์ทั้งหมดกี่แบบกันหรือขอรับ?”
หยางไป๋เหลาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า “ยอดเขาลวี่ม่อของเรา น่าจะมีอักขระยันต์อยู่ประมาณสิบกว่าแบบ ทว่าอักขระยันต์ส่วนใหญ่ล้วนแต่ไร้ประโยชน์ ที่ใช้กันอยู่บ่อยๆ ก็มีเพียงสี่แบบเท่านั้น ได้แก่ ยันต์ลูกไฟเพลิง ยันต์วายุเหินเวหา ยันต์พลังกระบี่ และยันต์ปฐพีคุ้มภัย ศิษย์รับใช้บนยอดเขาลวี่ม่อของเรา ก็มักจะมีภารกิจหลักในการวาดอักขระยันต์ทั้งสี่แบบนี้นี่แหละ”
สวี่ฉางโซ่วซักไซ้ต่อ “ศิษย์พี่หยาง มีอักขระยันต์ธาตุอสนีบาตบ้างหรือไม่ขอรับ?”
“ธาตุอสนีบาตหรือ ข้าต้องขออภัยในความเขลาของศิษย์พี่ด้วย ข้าไม่เคยเห็นอักขระยันต์ธาตุอสนีบาตมาก่อนเลย”
“เป็นเช่นนี้นี่เอง” สวี่ฉางโซ่วพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ พลางจมลงสู่ห้วงความคิด ต้องไม่ลืมว่า จากความรู้ที่เขามีเกี่ยวกับอักขระยันต์
ในบรรดาอักขระยันต์สายโจมตีทั้งหมด อักขระยันต์ธาตุอสนีบาตถือเป็นที่สุดแห่งการทำลายล้างแล้ว
ธาตุอสนีบาตนั้นทั้งทรงพลัง บ้าคลั่ง ควบคุมยาก และมีอานุภาพทำลายล้างสูงสุด เมื่อเทียบกับธาตุเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นธาตุไฟหรือธาตุทอง
พลังโจมตีของพวกมันก็ยังห่างไกลจากธาตุอสนีบาตอยู่มากโข อสนีบาตคือจ้าวแห่งการโจมตีอย่างแท้จริง ในป้ายหยกสายเลือด มีอักขระยันต์สายโจมตีธาตุอสนีบาตอยู่มากกว่าหนึ่งร้อยแบบ
อักขระยันต์อย่างเช่น ยันต์อสนีบาตแฝด ยันต์อสนีบาตไตรศูล และยันต์อสนีบาตจตุรทิศ ล้วนไม่ใช่แค่อักขระยันต์เดี่ยวๆ
แค่ยันต์อสนีบาตแฝดธาตุเบญจธาตุ ก็มีถึงสิบแบบแล้ว ยันต์อสนีบาตไตรศูลธาตุเบญจธาตุ ก็มีถึงสิบห้าแบบ ยันต์อสนีบาตจตุรทิศธาตุเบญจธาตุ ก็มีถึงยี่สิบแบบ
ยิ่งมีธาตุผสมกันมากเท่าใด พลังโจมตีก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น และอักขระยันต์ที่มีพลังโจมตีรุนแรงที่สุดก็คือ ยันต์อสนีบาตเบญจธาตุ
ยันต์อสนีบาตเบญจธาตุนั้น ผสมผสานพลังของธาตุทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน และอสนีบาตเข้าด้วยกัน เมื่ออักขระยันต์ทั้งหกธาตุนี้ถูกจุดระเบิดพร้อมกัน
พลังโจมตีของมันย่อมต้องมหาศาลและน่าสะพรึงกลัวอย่างแน่นอน
ยันต์อสนีบาตเบญจธาตุ มีพลังโจมตีที่สามารถก้าวข้ามระดับขั้นได้ หากไม่ได้ใช้ศาสตราวุธเวทมนตร์เข้าต้านทาน ยันต์อสนีบาตเบญจธาตุระดับหนึ่ง
ก็สามารถสังหารผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานจิตวิญญาณขั้นต้นได้อย่างง่ายดาย เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับอักขระยันต์ของยอดเขาลวี่ม่อแล้ว
ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว เมื่อได้รับรู้ถึงความอ่อนด้อยของอักขระยันต์แห่งยอดเขาลวี่ม่อแล้ว สวี่ฉางโซ่วก็ยิ่งตระหนักถึงคุณค่าอันมหาศาลของอักขระยันต์ที่ตนเองมีอยู่
ในขณะเดียวกัน เขาก็ยิ่งตระหนักว่า อักขระยันต์เหล่านี้คือความลับสุดยอดที่จะแพร่งพรายให้ผู้ใดล่วงรู้ไม่ได้เป็นอันขาด เขาไม่ใช่เด็กเลี้ยงวัวผู้ไร้เดียงสาอีกต่อไปแล้ว
เขาย่อมเข้าใจดีถึงสัจธรรมที่ว่า 'คนธรรมดาไม่มีความผิด แต่จะผิดก็ต่อเมื่อครอบครองของล้ำค่า' เวลาช่วงเช้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว หยางไป๋เหลาวาดอักขระยันต์ไปได้ทั้งหมดห้าแผ่น
ในเวลานี้ ใบหน้าของเขาซีดเซียวราวกับคนตาย พลังปราณในร่างกายถูกสูบไปจนเกือบหมดสิ้น เมื่อวาดอักขระยันต์แผ่นสุดท้ายเสร็จสิ้น หยางไป๋เหลาก็ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง
รีบล้วงเอาโอสถฟื้นปราณเข้าปาก แล้วนั่งขัดสมาธิเพื่อฟื้นฟูพลังปราณอย่างเร่งด่วน “ศิษย์น้องสวี่ เจ้ากลับไปพักผ่อนก่อนเถิด ช่วงบ่ายค่อยมาใหม่”
“ศิษย์พี่หยางลำบากแล้ว ลาก่อนขอรับ”
หลังจากเดินออกจากเรือนพักของหยางไป๋เหลา สวี่ฉางโซ่วก็มุ่งหน้าไปรับประทานอาหารที่โรงอาหารวิญญาณ หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ เขาก็กลับไปนั่งสมาธิที่เรือนพักของตนเองอยู่หนึ่งชั่วยามเต็ม
ก่อนจะกลับมาที่เรือนพักของหยางไป๋เหลาอีกครั้ง ในเวลานี้ หยางไป๋เหลาได้ฟื้นฟูพลังปราณกลับมาจนเต็มเปี่ยมแล้ว ทว่าใบหน้าของเขาก็ยังคงซีดเซียวอยู่
แม้พลังปราณจะฟื้นฟูแล้ว ทว่าพลังจิตกลับไม่สามารถฟื้นฟูได้ง่ายดายปานนั้น
“ศิษย์น้อง พวกเรามาเริ่มวาดอักขระยันต์กันต่อเถิด!”
“ศิษย์พี่หยาง ท่านพักผ่อนสักหน่อยเถิดขอรับ”
สวี่ฉางโซ่วรู้สึกเวทนาและทนดูไม่ได้ หยางไป๋เหลาส่ายหน้า “ไม่ต้องพักหรอก หากขืนมัวแต่พักผ่อน ก็คงวาดอักขระยันต์ไม่ครบตามที่กำหนดไว้เป็นแน่ ช่วงค่ำข้ายังมีเวลาพักผ่อนอีกถมเถ ศิษย์น้องไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก”
ช่วงบ่าย หลังจากวาดอักขระยันต์ติดต่อกันถึงห้าแผ่น หยางไป๋เหลาก็แทบจะหมดสติ ใบหน้าของเขาซีดเผือด เหงื่อกาฬแตกพลั่ก พลังจิตก็อ่อนล้าถึงขีดสุด
“ศิษย์น้องสวี่ ข้าคงต้องขออภัยที่ทำให้เจ้าต้องมาทนดูสภาพอันน่าสมเพชของข้า พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ก็แล้วกัน”
“ลาก่อนขอรับศิษย์พี่หยาง” หลังจากบอกลาหยางไป๋เหลา สวี่ฉางโซ่วก็เดินกลับเรือนพักด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในใจ ความตั้งใจที่เคยแน่วแน่ของเขาเริ่มสั่นคลอน
หากการบำเพ็ญเพียรจะต้องทนทุกข์ทรมานถึงเพียงนี้ สู้กลับไปเป็นคนธรรมดาสามัญเสียยังจะดีกว่า
ภาระหน้าที่อันหนักหน่วงเช่นนี้ ช่างเป็นการทรมานผู้คนอย่างเลือดเย็นเสียจริง เมื่อนึกถึงว่าหยางไป๋เหลาจะต้องทนวาดอักขระยันต์เช่นนี้ไปอีกถึงห้าสิบปี
ก่อนจะได้ปลดระวาง สวี่ฉางโซ่วก็รู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาทันที การกดขี่ข่มเหงศิษย์รับใช้ของสำนักนั้น ช่างโหดร้ายทารุณเหนือจินตนาการ เป็นการสูบเลือดสูบเนื้อจนหยดสุดท้ายอย่างแท้จริง
บัดนี้ เขาเพิ่งจะตระหนักได้ว่า การเข้ามาเป็นศิษย์รับใช้ในสำนักลวี่เซียน คือหลุมพรางขนาดยักษ์ที่หลอกลวงให้ผู้คนเข้ามาติดกับ
วันเวลาผ่านไป สวี่ฉางโซ่วก็ยังคงเฝ้าดูหยางไป๋เหลาวาดอักขระยันต์เป็นประจำทุกวัน สิบวันล่วงเลยไป หยางไป๋เหลาก็เริ่มอธิบายขั้นตอนและรายละเอียดที่ควรระวังในการวาดอักขระยันต์ให้สวี่ฉางโซ่วฟัง
ผ่านไปอีกห้าวัน หยางไป๋เหลาก็ยื่นปึกกระดาษปอกระเจาให้สวี่ฉางโซ่ว พลางกล่าวว่า “ศิษย์น้อง เจ้าเฝ้าดูข้ามาครึ่งเดือนแล้ว สิ่งที่ควรดูเจ้าก็ได้ดูไปหมดแล้ว สิ่งที่ควรสอนข้าก็ได้สอนไปจนหมดสิ้นแล้ว กระดาษปอกระเจาหนึ่งพันแผ่นนี้ เจ้าจงนำกลับไปฝึกซ้อมให้ชำนาญ หลังจากนี้ เจ้าจะมีเวลาฝึกฝนอีกหกเดือน จงจำไว้ให้ดี! เจ้าจะต้องวาดอักขระยันต์ให้สำเร็จภายในเวลาหกเดือนนี้”
“ขอบพระคุณศิษย์พี่หยางขอรับ ข้าจะตั้งใจฝึกฝนให้ดีที่สุด”
สวี่ฉางโซ่วพยักหน้ารับคำ ขณะที่เขากำลังจะหมุนตัวเดินจากไป หยางไป๋เหลาก็คว้าชายเสื้อคลุมนักพรตของเขาไว้ ก่อนจะกำชับด้วยน้ำเสียงจริงจังอีกครั้ง
“ศิษย์น้อง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เจ้าจะต้องวาดอักขระยันต์ให้สำเร็จภายในหกเดือนให้จงได้ มิเช่นนั้น สำนักจะมีบทลงโทษสถานหนัก”
สวี่ฉางโซ่วสะดุ้งตกใจ รีบเอ่ยถาม “บทลงโทษสถานหนักคืออะไรหรือขอรับ?”
หยางไป๋เหลาทำหน้าขรึม “เจ้าอย่ามัวแต่ถามเลย ตั้งใจฝึกวาดอักขระยันต์ให้ดีเถิด บทลงโทษของสำนักนั้น หนักหนาสาหัสเกินกว่าที่เจ้าจะแบกรับไหว”
“เข้าใจแล้วขอรับ” สวี่ฉางโซ่วพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น คำเตือนของหยางไป๋เหลาทำให้เขารู้สึกกดดันอย่างหนัก แม้หยางไป๋เหลาจะไม่ได้อธิบายรายละเอียด
ทว่าสวี่ฉางโซ่วก็พอจะเดาได้ว่า หากไม่สามารถวาดอักขระยันต์ได้ภายในหกเดือน คงไม่แคล้วต้องถูกสำนักกำจัดทิ้งเป็นแน่ สำนักแห่งนี้ย่อมไม่เลี้ยงดูพวกไร้ประโยชน์ที่ทำประโยชน์อันใดไม่ได้อย่างแน่นอน
เมื่อกลับมาถึงเรือนพัก สวี่ฉางโซ่วก็มุ่งตรงไปยังห้องวาดอักขระยันต์ นำพู่กันวิญญาณและกระดาษปอกระเจาออกมาเตรียมความพร้อม เพื่อเริ่มฝึกฝนการวาดอักขระยันต์
แม้เขาจะมีความรู้เกี่ยวกับการวาดอักขระยันต์อยู่เต็มเปี่ยม ทว่าทั้งหมดล้วนเป็นเพียงทฤษฎีเท่านั้น ประสบการณ์ในการลงมือปฏิบัติจริงของเขายังคงเป็นศูนย์
เขาไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าจะสามารถวาดอักขระยันต์ให้สำเร็จภายในหกเดือนได้หรือไม่ ความกดดันจึงถาโถมเข้าใส่เขาอย่างหนัก
ในห้วงคำนึงของเขามีอักขระยันต์นับไม่ถ้วนซุกซ่อนอยู่ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เขาได้จดจำอักขระยันต์หลายร้อยแบบในป้ายหยกสายเลือดไว้จนขึ้นใจ
อักขระยันต์ในป้ายหยกสายเลือดนั้นมีความซับซ้อนและวาดได้ยากกว่าอักขระยันต์ของยอดเขาลวี่ม่อมากนัก สวี่ฉางโซ่วจึงตัดสินใจเริ่มต้นจากอักขระยันต์ที่เรียบง่ายที่สุดเสียก่อน
โดยเริ่มจากอักขระยันต์ทั้งสามแบบที่หยางไป๋เหลาเพิ่งสอนให้
ยันต์ลูกไฟเพลิง สวี่ฉางโซ่วทบทวนลำดับการลากเส้นของยันต์ลูกไฟเพลิงในหัวอย่างเงียบๆ ก่อนจะค่อยๆ โคจรพลังธาตุไฟในร่างกาย ไม่ว่าผู้ใดจะวาดอักขระยันต์
ย่อมต้องวาดอักขระยันต์ที่สอดคล้องกับธาตุในรากวิญญาณของตนเองเท่านั้น หากธาตุไม่สอดคล้องกัน ต่อให้มีระดับพลังสูงส่งเพียงใด ก็ไม่อาจวาดอักขระยันต์ออกมาได้
ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีรากวิญญาณธาตุน้ำ ย่อมไม่อาจวาดยันต์ลูกไฟเพลิงออกมาได้อย่างแน่นอน
สวี่ฉางโซ่วกระชับพู่กันวิญญาณในมือแน่น ค่อยๆ ปลดปล่อยพลังปราณออกจากร่างกายให้ซึมซาบเข้าสู่ปลายพู่กัน ก่อนจะจรดปลายพู่กันลงบนกระดาษ
ตูม! พู่กันเพิ่งจะลากไปได้ไม่ทันจบเส้น กระดาษปอกระเจาใต้ปลายพู่กันก็เกิดระเบิดขึ้น สวี่ฉางโซ่วตกใจสะดุ้งสุดตัว ถอยกรูดไปด้านหลังหนึ่งก้าวใหญ่
“ล้มเหลวเสียแล้ว ข้าต้องวาดใหม่!” สวี่ฉางโซ่วกัดฟันกรอด ก่อนจะหยิบกระดาษปอกระเจาแผ่นใหม่ขึ้นมาเตรียมวาดอีกครั้ง ตูม! กระดาษปอกระเจาระเบิดขึ้นอีกครั้ง
สวี่ฉางโซ่วตระหนักได้ว่า การวาดอักขระยันต์นั้นดูเหมือนจะง่ายดาย ทว่าในทางปฏิบัติกลับยากเย็นแสนเข็ญ เมื่อพู่กันวิญญาณถูกเติมเต็มด้วยพลังปราณ
มันก็จะควบคุมได้ยากยิ่ง หากควบคุมพู่กันผิดพลาดเพียงเล็กน้อย หรือปลดปล่อยพลังปราณไม่สม่ำเสมอ กระดาษปอกระเจาก็จะระเบิดขึ้นทันที