- หน้าแรก
- เทพเซียน กระดูกกระบี่ของข้ายาวขึ้นปีละหนึ่งนิ้ว
- บทที่ 46 เสือ โอสถ และกระบี่ตั้งต้น
บทที่ 46 เสือ โอสถ และกระบี่ตั้งต้น
บทที่ 46 เสือ โอสถ และกระบี่ตั้งต้น
บทที่ 46 เสือ โอสถ และกระบี่ตั้งต้น
เวลาผ่านไปเพียงครึ่งเดือน ฝีมือกระบี่ของเด็กๆ ก็ก้าวหน้าขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
พวกผู้ปกครองย่อมพอใจกับผลลัพธ์นี้เป็นอย่างมาก
เด็กๆ ไม่เพียงแต่มีฝีมือกระบี่ที่เก่งกาจขึ้นเท่านั้น แต่ความสัมพันธ์ระหว่างกันก็ยังแน่นแฟ้นขึ้นอีกด้วย
เด็กกลุ่มนี้กลายเป็นขาใหญ่ประจำเขาไปโดยปริยาย เด็กคนอื่นๆ ไม่มีใครกล้าแหยมด้วยเลย
วันหนึ่ง เหอซานพาศิษย์น้องแบกซากเสือกลับมาตัวหนึ่ง
พวกผู้ใหญ่เห็นเด็กๆ หามเสือกลับมาก็พากันเดาะลิ้นด้วยความประหลาดใจ
"ต้าซาน พวกเจ้าไปจับเสือมาได้ยังไงเนี่ย"
"ก็ไม่เห็นจะยากเลย ข้ากับต้าเป่าพาพวกเขารุมอัดมันตายคาที่เลย"
ถึงเหอซานกับต้าเป่าจะเพิ่งเริ่มฝึกฝนการหลอมกายขั้นเริ่มต้น แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะสามารถล้มเสือด้วยมือเปล่าได้ง่ายๆ หรอกนะ
เสียงเสือคำรามก้องป่านั้นไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลย
แต่พอเด็กรวมหัวกันเข้า เสือก็สู้ไม่ไหวเหมือนกัน
เด็กๆ หามเสือมาถึงบ้านของฉินเว่ย แต่เขาไม่อยู่ มีเพียงอวิ๋นเหนียงที่เฝ้าบ้านอยู่
"ซือเหนียง เสือตัวนี้พวกเราเอามามอบให้ท่านอาจารย์ขอรับ"
ปกติฉินเว่ยจะเข้มงวดมาก แต่อวิ๋นเหนียงผู้เป็นซือเหนียงนั้นใจดีกว่า คอยทำน้ำซุปเนื้อให้พวกเขากินอยู่เสมอ
พวกเด็กๆ จึงไม่ค่อยเกรงกลัวซือเหนียงเท่าไหร่นัก และทำตัวตามสบายเมื่ออยู่ต่อหน้านาง
อวิ๋นเหนียงเห็นเสือก็ถามขึ้น "พวกเจ้าตีมันตายเองงั้นรึ"
ต้าเป่าตบหน้าอกตัวเองดังป้าบ "พวกเรานี่แหละจัดการมันเอง ตอนแรกกะจะไปล่าแค่กระต่ายป่า แต่บังเอิญไปเจอมันเข้า ก็เลยจัดการเชือดมันซะเลย"
อวิ๋นเหนียงถามต่อ "อาจารย์สั่งห้ามพวกเจ้าออกไปนอกเขาไม่ใช่รึ นี่แอบหนีออกไปกันล่ะสิ"
เหอซานรีบชิงพูด "ซือเหนียงอย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกอาจารย์นะขอรับ บอกว่าพ่อข้าเป็นคนเอามาให้ก็แล้วกัน"
ต้าเป่าไม่ยอมน้อยหน้า "บอกว่าพ่อข้าเป็นคนส่งมาให้ต่างหาก"
อวิ๋นเหนียงส่ายหน้ายิ้มๆ ไม่ได้ดุว่าอะไรต่อ นางหันไปจัดการแล่เนื้อเสือแทน
ตกบ่าย ฉินเว่ยกลับมาถึงบ้าน สิ่งแรกที่เตะตาคือหนังเสือผืนใหญ่
เขาเอ่ยถาม "ภรรยา ใครเอาหนังเสือนี่มาให้งั้นรึ"
อวิ๋นเหนียงที่กำลังง่วนอยู่กับการทำอาหาร ตอบกลับโดยไม่เงยหน้า "พวกต้าเป่ากับเหอซานเอามาให้เจ้าค่ะ เห็นบอกว่าเห็นข้าเหนื่อยทำน้ำซุปเนื้อให้พวกเขากิน ก็เลยตั้งใจเอามาบำรุง"
ฉินเว่ยเดินเข้าไปสำรวจรอยแผลบนหนังเสือ ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าไปในบ้าน
เหอชิวหงกับเด็กผู้หญิงอีกสองคนกำลังช่วยอวิ๋นเหนียงแล่เนื้อเสืออยู่ ส่วนต้าเป่ากับเหอซานก็กำลังฝึกกระบี่อยู่ที่ลานหน้าบ้าน
พวกเขาฝึกซ้อมกันอย่างขะมักเขม้น มีเพียงความปรารถนาที่จะพัฒนาฝีมือกระบี่ให้เก่งกาจยิ่งขึ้นเท่านั้น
พอเห็นฉินเว่ยเดินเข้ามา ต้าเป่ากับเหอซานก็ไม่ได้หยุดชะงัก
ฉินเว่ยปรายตามองทั้งสองคน ก่อนจะวาดมือปล่อยปราณกระบี่สายหนึ่งออกไปพลางเอ่ย "เข้ามาสิ พวกเจ้ารุมโจมตีข้าพร้อมกันเลย ข้าอยากจะดูหน่อยว่าพวกเจ้าพัฒนาฝีมือไปถึงไหนแล้ว"
พอได้ยินอาจารย์ท้าทาย ต้าเป่ากับเหอซานก็สบตากัน ก่อนจะกระจายกำลังออกไปล้อมฉินเว่ยไว้ แล้วเปิดฉากโจมตีทันที
ฉินเว๋ยวาดปราณกระบี่เป็นวงกลมรอบตัว สกัดกั้นการโจมตีของทั้งห้าคนไว้ได้อย่างง่ายดาย พร้อมกับกระแทกกระบี่ไม้ในมือพวกเขาจนกระเด็นหลุดมือไป
"อาจารย์ ท่านเก่งเกินไปแล้ว พวกเราสู้ไม่ได้หรอก"
ต้าเป่ายอมแพ้อย่างราบคาบ พวกเขารู้ซึ้งถึงความเก่งกาจของฉินเว่ยดี ต่อให้พวกเขาทั้งแปดคนรวมพลังกันโจมตีสุดกำลัง ก็ไม่มีทางเอาชนะได้หรอก
"หึ!"
ฉินเว่ยแค่นเสียงเย็นชา ก่อนจะตักเตือนเด็กๆ "วันนี้ข้าจะเตือนพวกเจ้าเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวนะ ถ้าวันหลังยังแอบหนีออกไปล่าสัตว์นอกเขาอีกล่ะก็ ไม่ต้องมาเรียนวิชากระบี่กับข้าอีก!"
พวกต้าเป่ากับเหอซานรีบยืนตัวตรงแหน่ว ตอบรับเสียงดังฟังชัด "ทราบแล้วขอรับอาจารย์ พวกเราจะไม่ทำอีกแล้ว"
ฉินเว่ยสำทับ "กลับไปสารภาพความจริงกับพ่อแม่พวกเจ้าซะ ห้ามปิดบังเด็ดขาด!"
ต้าหูจื่อเคยพาเหอซานออกไปล่าสัตว์มาก่อน และวันนี้เหอซานนี่แหละที่เป็นตัวตั้งตัวตีชักชวนเด็กคนอื่นๆ ออกไป
เรื่องแบบนี้จริงๆ แล้วควรจะเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องสั่งสอน แต่ในเมื่อพวกเด็กๆ เอาเสือมาให้เขา เขาก็ต้องสั่งสอนสักหน่อย
เด็กๆ พยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย การได้เรียนกับฉินเว่ยทำให้พวกเขาได้ความรู้ติดตัวไปไม่น้อย โดยเฉพาะต้าเป่ากับเหอซานที่วิชากระบี่ของคนธรรมดากำลังจะบรรลุขั้นสมบูรณ์แล้ว พวกเขาไม่อยากสูญเสียโอกาสนี้ไปเด็ดขาด
"มาๆ เอาเนื้อเสือไปย่างกินกัน คืนนี้กินข้าวเย็นที่นี่แหละ"
เมื่ออยู่ต่อหน้าฉินเว่ย เด็กๆ จะว่านอนสอนง่ายมาก เขาเองก็เริ่มมีความผูกพันกับเด็กๆ อยู่บ้าง ดังนั้นนอกเหนือจากเวลาเรียนวิชากระบี่แล้ว เขาก็ไม่ได้ทำตัวเคร่งขรึมจนเกินไปนัก
หลังกินมื้อค่ำกันอย่างอิ่มหนำสำราญ เด็กๆ ก็แยกย้ายกันกลับบ้านไปสารภาพความผิด
ต้าหูจื่อรู้เรื่องเข้าก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ "น้องฉินพูดถูกแล้ว พวกเจ้าจะเที่ยวออกไปข้างนอกสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้เด็ดขาด ต่อไปนี้พวกเจ้าสามคนต้องทำตัวให้ว่าง่ายๆ เข้าไว้ เข้าใจไหม"
ส่วนพ่อแม่บ้านอื่น บางคนถึงกับลงไม้ลงมือทำโทษลูก เพื่อให้หลาบจำ
……
กลางดึกคืนนั้น ฉินเว่ยนั่งสมาธิพลางหยิบขวดกระเบื้องเคลือบออกมา
วันนี้เขาแฝงตัวเข้าไปในตลาดคังเล่อ โดยไม่มีใครจำเขาได้เลยแม้แต่คนเดียว
ที่เขาไปตลาดก็เพื่อหาซื้อโอสถ ยาปราณรวมหนึ่งขวด สนนราคาอยู่ที่สามสิบศิลาวิญญาณ
เขาบรรลุระดับหลอมปราณขั้นสี่มาได้สักพักใหญ่แล้ว แต่การฝึกฝนกลับก้าวหน้าไปอย่างเชื่องช้า เขาจึงจำต้องควักกระเป๋าซื้อโอสถมาเป็นตัวช่วย
ยาขวดนี้กินได้หนึ่งเดือนพอดี เขาเทยาออกมาหนึ่งเม็ด กลืนลงคอ แล้วเริ่มเดินพลังลมปราณทันที
ยาปราณรวมค่อยๆ ละลายในร่างกาย ตัวยาถูกดูดซึมเข้าไปทีละน้อย ช่วยให้พลังเวทของเขากล้าแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเสร็จสิ้นการฝึกฝน ฉินเว่ยก็พึมพำกับตัวเอง "มิน่าล่ะใครๆ ถึงได้ต้องพึ่งโอสถกันนัก การฝึกฝนด้วยโอสถแค่วันเดียว ได้ผลลัพธ์เทียบเท่ากับการนั่งสมาธิถึงสามวันเลยแฮะ แถมสรรพคุณของมันยังบอกอีกว่า ถึงจะหยุดกินไปสองวัน พลังฝึกฝนก็ยังจะเพิ่มขึ้นได้อีกไม่น้อยเลย"
การกินโอสถหนึ่งเดือน ได้ผลลัพธ์เทียบเท่ากับการฝึกฝนตามปกติถึงสองเดือนกว่าๆ เลยทีเดียว
โอสถนี่ช่างวิเศษนัก แต่ราคาก็แพงบรรลัยเช่นกัน
เงินสดในมือเริ่มร่อยหรอลงทุกที ถ้าอยากจะซื้อโอสถมากินต่อ ก็ต้องหาทางระบายวัตถุดิบในมือออกไปให้ได้เสียก่อน
แต่แค่นั้นก็ยังไม่พอหรอก วัตถุดิบพวกนั้นขายได้เงินแค่ไม่กี่ศิลาวิญญาณ เขาต้องหาช่องทางทำมาหากินอื่นเพิ่ม
ฉินเว่ยฉุกคิดถึงการตีโครงกระบี่ หรือกระบี่ตั้งต้นขึ้นมาได้
หลังจากสืบข่าวคราวบนเขามาได้สักพัก เขาก็พบว่าพวกผู้ฝึกตนระดับหลอมปราณขั้นกลางนั้นไม่ได้ยากจนข้นแค้นอย่างที่คิด
ต่อให้เขาจะตีโครงกระบี่ขึ้นมาขาย ก็คงไม่เป็นที่เตะตาใครเท่าไหร่นักหรอก
แถมตอนนี้เขายังรับหน้าที่เป็นครูสอนวิชากระบี่ให้เด็กแปดคน ซึ่งก็เท่ากับเป็นการผูกมิตรกับห้าครอบครัวบนเขาเอาไว้แล้ว โดยเฉพาะต้าหูจื่อกับฉายจวิ้นที่เป็นถึงผู้หลักผู้ใหญ่บนเขา และยังมีความสนิทสนมกับท่านเจ้าเขาเป็นอย่างดีอีกด้วย
มีเส้นสายดีขนาดนี้ จะมัวรอช้าอยู่ทำไมล่ะ
คิดได้ดังนั้นก็ลงมือทำทันที
วันรุ่งขึ้น ฉินเว่ยนำเหล็กนิลที่เหลืออยู่ออกมา แล้วเริ่มลงมือตีโครงกระบี่
ตารางชีวิตของเขาในแต่ละวันนั้นแน่นเอี๊ยด ทั้งสอนวิชากระบี่ให้เด็กๆ หนึ่งชั่วโมง ฝึกวิชากระบี่ของตัวเองอีกสามชั่วโมง ฝึกวิชากายาทองหยกและเคล็ดวิชาบำรุงปราณ แถมตอนนี้ยังต้องมานั่งตีโครงกระบี่อีก บางทียังต้องแวะไปดูแลยาทิพย์ในสวนบ้างเป็นครั้งคราว
เผลอแป๊บเดียวก็เข้าสู่ฤดูร้อน ฉินเว่ยไปหาต้าหูจื่อแล้วเอ่ยถาม "ต้าหูจื่อ ข้าเคยได้ยินเจ้าบอกว่า ในเขตชุมนุมแถวนี้มีคนหลอมอาวุธเวทได้ด้วยงั้นรึ"
ต้าหูจื่อพยักหน้ารับพลางถามกลับ "น้องฉิน เจ้าจะหาคนหลอมอาวุธเวทให้งั้นรึ"
ฉินเว่ยไม่ตอบอะไร เขาหยิบโครงกระบี่ออกมาวางตรงหน้าต้าหูจื่อแทน
ต้าหูจื่อมองดูกล่องใส่กระบี่ เอื้อมมือไปเปิดออก ก็ต้องตื่นตะลึงกับลวดลายอันวิจิตรบรรจงบนตัวโครงกระบี่ที่นอนสงบนิ่งอยู่ภายใน
เขาเบิกตากว้างถาม "นี่มัน... เจ้าเป็นคนตีเองงั้นรึ"
ฉินเว่ยพยักหน้ารับ "ข้าทำโรงตีเหล็กเล็กๆ ไว้ที่หลังบ้านน่ะ ใช้เวลาตีตั้งหนึ่งเดือนเต็มๆ เลยนะ"
ต้าหูจื่อมองฉินเว่ยด้วยสายตาชื่นชม "น้องชายนี่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ นอกจากเพลงกระบี่จะเก่งกาจแล้ว ยังตีโครงกระบี่ได้อีก คาดไม่ถึงเลยจริงๆ"
ฉินเว่ยถ่อมตัว "พูดไปก็กลัวเจ้าจะหัวเราะเยาะเอา ตอนนั้นข้าไม่มีปัญญาซื้ออาวุธเวทกระบี่ ก็เลยคิดจะตีขึ้นมาใช้เองน่ะ"
ต้าหูจื่อยยกนิ้วโป้งให้ "เจ้ามันเจ๋งจริงๆ เพลงกระบี่ก็ยอด โครงกระบี่ที่ตีออกมาก็เยี่ยม"
ฉินเว่ยจึงวกกลับเข้าเรื่อง "แล้วเจ้าคิดว่าโครงกระบี่เล่มนี้จะขายได้สักเท่าไหร่ล่ะ"
ต้าหูจื่อไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที แต่เขาปรายตามองลูกชายคนโตที่ยืนจ้องโครงกระบี่ตาเป็นมันอยู่ข้างๆ
ตั้งแต่เหอซานเริ่มฝึกหลอมกายได้สำเร็จ เขาก็ใฝ่ฝันอยากจะได้กระบี่ดีๆ สักเล่มมาตลอด