- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 739 เผ่าพิพากษา
ตอนที่ 739 เผ่าพิพากษา
ตอนที่ 739 เผ่าพิพากษา
จนกระทั่งสหายของเขาร้องเรียก เขาถึงเพิ่งจะได้สติกลับมา
หลังจากที่เขารับคำไปหนึ่งประโยค ก็หันขวับกลับไปอีกครั้ง หมายจะจับจ้องเงาร่างของเด็กสาวผู้นั้น ทว่ากลับต้องประหลาดใจเมื่อพบว่านางลุกขึ้นยืนแล้ว และกำลังเตรียมตัวจากไป
"เจ้ากำลังมองสิ่งใดอยู่หรือ?"
ชายหนุ่มรูปร่างผอมสูงสังเกตเห็นความเหม่อลอยของเขา จึงมองตามสายตาไป
เด็กสาวชุดม่วงที่เพิ่งเดินผ่านพวกเขาไปไม่ไกลนัก มีกลิ่นอายเย็นชา นางสวมหน้ากากสีเงินครึ่งหน้าบดบังใบหน้าไปถึงครึ่งหนึ่ง แต่เพียงแค่ส่วนที่เผยให้เห็น ก็พอจะคาดเดาได้ว่าผิวพรรณของนางนั้นขาวผุดผ่องดุจหิมะ คิ้วเรียวโก่งดั่งภูเขาห่างไกล ช่างงดงามจนมิอาจหาคำใดมาเปรียบเปรย
บนเรือนผมของนางประดับด้วยปิ่นปักผมรูปจิ้งจอก เพิ่มเสน่ห์อันน่าหลงใหลที่ยากจะบรรยาย
นางคล้ายจะสัมผัสได้ถึงสายตาของคนทั้งสอง จึงปรายตามองมาด้วยสายตาเรียบเฉย
เด็กหนุ่มรูปงามหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาทันที เขาทำตัวไม่ถูก ได้แต่ประสานมือคารวะนางอย่างเก้ๆ กังๆ
ทว่าเด็กสาวชุดม่วงเพียงแค่ปรายตามองพวกเขาด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะละสายตาไปแล้วก้าวเดินออกจากร้านเหล้าเล็กๆ แห่งนั้นไป
"เจิ้งชิง เจ้าเสียมารยาทแล้ว"
ชายหนุ่มรูปร่างผอมสูงดึงสติกลับมาได้ เขาส่ายหน้าไปมา อดไม่ได้ที่จะกล่าวกับเด็กหนุ่มรูปงามว่า
"จ้องมองแม่นางผู้นั้นตาไม่กะพริบเช่นนี้ ไม่กลัวว่าจะเป็นการล่วงเกินนางหรือไร?"
พอไป๋เจิ้งชิงได้ยินดังนั้น สีหน้าก็แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย
เขาคิดทบทวนอย่างจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเม้มริมฝีปากแล้วพยักหน้า
"พี่เหอเจ๋อ นี่ข้าเสียมารยาทไปแล้วจริงๆ ท่านคิดว่าข้าควรจะไปขอโทษแม่นางผู้นั้นหรือไม่?"
ชายหนุ่มรูปร่างผอมสูง ซึ่งก็คือไป๋เหอเจ๋อ มองออกถึงความในใจของเด็กหนุ่ม เขายกมือขึ้นตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ
"หากเจ้าอยากไปก็ไปเถอะ แต่ก็อย่ามัวชักช้าให้เสียเวลามากนักล่ะ พวกเรายังต้องเดินทางกันต่อ"
ไป๋เจิ้งชิงได้ยินดังนั้นก็พยักหน้ารับคำ
เมื่อผู้ร่วมเดินทางอีกหลายคนเห็นไป๋เจิ้งชิงรีบร้อนเดินออกไป จึงเอ่ยถามไป๋เหอเจ๋อว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น
ไป๋เหอเจ๋อเพียงแค่ตอบว่า
"เจิ้งชิงออกไปทำธุระเล็กน้อย ประเดี๋ยวก็กลับมาแล้ว"
เด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มหัวเราะเบาๆ
"ศิษย์พี่ พรุ่งนี้พวกเราก็จะได้ไปสมทบกับขบวนใหญ่แล้วใช่หรือไม่?"
"หากไม่มีเรื่องผิดพลาดอันใด พรุ่งนี้ก็น่าจะได้ไปสมทบกับขบวนใหญ่แล้ว"
ไป๋เหอเจ๋อพยักหน้า
ชายหนุ่มหน้าเด็กอีกคนหนึ่งกอดอก
"ภารกิจในการลงเขาของพวกเราในครั้งนี้ คือการไปจัดการกับผู้ใช้เคล็ดวิชาเสียงผู้นั้น หากทำสำเร็จ นั่นก็แสดงว่าพวกเรามีความสามารถมากพอที่จะเผชิญหน้ากับโลกภายนอกแล้ว"
เด็กสาวหน้าตาอ่อนโยนที่ยืนอยู่ข้างไป๋เหอเจ๋อขมวดคิ้วเล็กน้อย ภายในแววตาฉายแววหวาดกลัว นางกัดริมฝีปากแล้วเอ่ยขึ้น
"ได้ยินมาว่า ศิษย์สายรองของเผ่าพิพากษาตายด้วยน้ำมือของผู้ใช้เคล็ดวิชาเสียงผู้นั้นไปไม่น้อยเลย ภายในใจข้ารู้สึกหวาดกลัวยิ่งนัก..."
ชายหนุ่มหน้าเด็กหัวเราะอย่างมั่นใจ
"วางใจเถิด ที่ศิษย์สายรองพวกนั้นจัดการกับผู้ใช้เคล็ดวิชาเสียงไม่ได้ เป็นเพราะพวกเขานั้นอ่อนแอ แต่พวกเราไม่ได้อ่อนแอ ระดับการบ่มเพาะของพวกเราล้วนบรรลุถึงเขตราชาขั้นสูงขึ้นไปแล้วนะ!"
ระดับการบ่มเพาะของดินแดนเบื้องบนแบ่งออกเป็น เขตมนุษย์ เขตปุถุชน เขตเซียนขั้นต้น เขตเซียนขั้นสูง เขตราชาขั้นต้น เขตราชาขั้นสูง เขตจักรพรรดิขั้นต้น และเขตจักรพรรดิขั้นสูง!
ในบรรดานั้น เขตมนุษย์ยังสามารถแบ่งย่อยออกเป็น ระดับหวง ระดับเสวียน ระดับตี้ และระดับเทียน
ส่วนเขตปุถุชนนั้นจะสอดคล้องกับ หลอมรวมพลังปฐมภูมิ รวบรวมพลังปฐมภูมิ วิญญาณแท้จริง และวิญญาณจักรพรรดิ
ดินแดนเบื้องล่างบ่มเพาะเขตมนุษย์ ส่วนดินแดนเบื้องกลางบ่มเพาะเขตปุถุชน
ทว่าในดินแดนเบื้องบน ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่มักจะมีระดับการบ่มเพาะอยู่เหนือเขตเซียนขั้นต้นขึ้นไปทั้งสิ้น
ไป๋เหอเจ๋อขมวดคิ้วมองชายหนุ่มหน้าเด็กแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
"หยวนเต๋อ ห้ามหยิ่งผยองเด็ดขาด ความยากของภารกิจในครั้งนี้สูงมาก ถึงระดับเทียนเลยทีเดียว เพียงเท่านี้ก็มากพอที่จะพิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของผู้ใช้เคล็ดวิชาเสียงผู้นั้นแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น พวกเราก็เป็นเพียงแค่ผู้เข้าร่วมภารกิจเท่านั้น ส่วนผู้นำภารกิจก็คือผู้พิพากษาระดับทอง"
ระดับภารกิจของผู้พิพากษาแบ่งจากสูงไปต่ำได้ดังนี้ เทียน ตี้ เสวียน หวง
ส่วนระดับสถานะและพลังของผู้พิพากษาแบ่งจากสูงไปต่ำได้ดังนี้ สูงสุด ทอง เงิน ทองแดง
และระดับพลังของพวกไป๋เหอเจ๋อก็คือ ระดับเงิน
เมื่อชายหนุ่มหน้าเด็กอย่างไป๋หยวนเต๋อได้ยินดังนั้นก็ยิ้มแล้วตอบว่า
"ข้าเข้าใจแล้ว ศิษย์พี่"
อีกด้านหนึ่ง หลังจากเด็กหนุ่มรูปงามนามว่าไป๋เจิ้งชิงเดินออกจากร้านเหล้ามา เขาก็เห็นเด็กสาวชุดม่วงกำลังเดินมุ่งหน้าไปยังถนนสายหน้า ภายในใจพลันกระตุกวูบ รีบสาวเท้าเดินตามไปทันที
เขาเดินปะปนไปในฝูงชน เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว เขาก็คลาดสายตาจากเด็กสาวชุดม่วงเสียแล้ว
สีหน้าของไป๋เจิ้งชิงแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขารีบกวาดสายตามองไปรอบๆ เพื่อค้นหาร่องรอยของเด็กสาวชุดม่วง
ทว่าในบรรดาผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมา กลับไร้ซึ่งวี่แววของนาง
หลังจากไป๋เจิ้งชิงเดินตามหาตามสถานที่ต่างๆ ติดต่อกันหลายแห่ง แต่ก็ยังไม่พบเป้าหมาย ภายในใจก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวัง
และขณะที่เขากำลังจะถอดใจเตรียมหันหลังกลับไปยังร้านเหล้า เขากลับเดินชนเข้ากับเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่เดินสวนทางมาพอดี
'ปึก'
เสียงดังทึบ สองร่างกระแทกกันจนต้องถอยหลังไปคนละก้าว
ไป๋เจิ้งชิงเตรียมจะเอ่ยขอโทษตามสัญชาตญาณ ทว่าเมื่อเห็นรูปลักษณ์ของอีกฝ่ายชัดเจน เขาก็ถึงกับเหม่อลอยไปชั่วขณะ
เด็กหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใส พลางโบกมือไปมาตรงหน้าเขา
"ข้าชนเจ้าจนโง่งมไปเลยหรือ?"
ไป๋เจิ้งชิงดึงสติกลับมา เขารีบประสานมือคารวะเด็กหนุ่มผู้นั้นอย่างนอบน้อม ปากก็กล่าวว่า
"เมื่อครู่ข้าน้อยเหม่อลอยไป ล่วงเกินท่านแล้ว หวังว่าคุณชายจะโปรดอภัย"
เด็กหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้าแต่งกายแปลกประหลาดยิ่งนัก บนศีรษะโพกด้วยผ้าสีดำ ปกปิดเส้นผมเอาไว้จนแทบมิดชิด รูปร่างสูงโปร่งสง่างาม สวมชุดยาวสีชิง
สิ่งที่ทำให้ไป๋เจิ้งชิงรู้สึกประหลาดใจยิ่งกว่า คือหน้ากากที่เด็กหนุ่มผู้นี้สวมอยู่บนใบหน้า กลับเหมือนกับแม่นางชุดม่วงที่เขาพบเจอเมื่อก่อนหน้านี้ไม่ผิดเพี้ยน ล้วนเป็นหน้ากากสีเงินครึ่งหน้าที่ปิดบังใบหน้าไปครึ่งหนึ่ง ให้ความรู้สึกที่ลึกลับและยากจะคาดเดา
เด็กหนุ่มยิ้มยิงฟัน
"ไม่เป็นไรหรอก เมื่อครู่ข้าเดินเร่งรีบไปหน่อยจนชนเข้ากับเจ้า ควรจะเป็นข้าเสียมากกว่าที่ต้องขอโทษเจ้า"
ไป๋เจิ้งชิงมองดูหน้ากากบนใบหน้าของอีกฝ่าย ภายในใจพลันบังเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากหยั่งเชิง
"ยามนี้ภายในเมืองนิยมสวมหน้ากากกันหรือ?"
เด็กหนุ่มได้ยินดังนั้นก็หัวเราะร่วน
"ข้าไม่ใช่คนที่นี่หรอก แค่เดินทางผ่านมาเท่านั้น"
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง คล้ายนึกอะไรขึ้นมาได้จึงเอ่ยต่อ
"จริงสิ ข้าอยากจะถามเจ้าหน่อย เจ้าเคยได้ยินเรื่องของผู้ใช้เคล็ดวิชาเสียงที่สังหารผู้พิพากษาไปมากมายผู้นั้นบ้างหรือไม่?"
"เหตุใดคุณชายถึงได้ถามเช่นนี้เล่า?"
ไป๋เจิ้งชิงเกิดความระแวดระวังขึ้นมาในใจ
เด็กหนุ่มถอนหายใจยาว
"ข้าอยากรู้ว่าผู้ใช้เคล็ดวิชาเสียงผู้นั้น จะใช่คนที่ข้ากำลังตามหาอยู่หรือไม่? เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ใด?"
ไป๋เจิ้งชิงย่อมรู้ดี
ทว่าเขาไม่มีทางเปิดเผยให้คนนอกล่วงรู้สุ่มสี่สุ่มห้าหรอก อีกทั้งยังไม่รู้ด้วยว่าเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเป็นมิตรหรือศัตรูกันแน่...
"ผู้ใช้เคล็ดวิชาเสียงที่คุณชายกำลังตามหาคือผู้ใดหรือ?"
เด็กหนุ่มหรี่ตามองเขา ในชั่วขณะนั้น ราวกับมีแรงกดดันอันรุนแรงแผ่ซ่านออกมาจากร่าง
"เจ้าคิดจะหลอกถามข้าอย่างนั้นหรือ?"
ไป๋เจิ้งชิงชะงักงัน
ทว่าในไม่ช้า เด็กหนุ่มก็แย้มยิ้มออกมา แรงกดดันเมื่อครู่พลันมลายหายไปจนสิ้น
"ผู้ใช้เคล็ดวิชาเสียงที่ข้ากำลังตามหา เป็นคนทรยศหักหลังผู้หนึ่ง"
"ทรยศหักหลัง?"
ไป๋เจิ้งชิงพึมพำทบทวนคำสี่คำนั้นอยู่ในปาก
"ใช่ ข้าเกลียดชังมันเข้ากระดูกดำ!"
เด็กหนุ่มมีสีหน้าเย็นชา กัดฟันกรอดพลางเอ่ยออกมา
เมื่อไป๋เจิ้งชิงเห็นท่าทางของเขาเช่นนั้น ความระแวดระวังในใจก็ลดทอนลงไปบ้าง
ผู้ที่อยู่เบื้องหน้านี้มีความเป็นไปได้สูงที่จะเคยถูกผู้ใช้เคล็ดวิชาเสียงผู้ชั่วร้ายผู้นั้นหลอกลวงมาก่อน ดังนั้นเขาจึงต้องการตามหาผู้ใช้เคล็ดวิชาเสียงผู้นั้นเพื่อแก้แค้น
เขารู้สึกว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าก็นับเป็นคนที่มีเป้าหมายเดียวกัน จึงกล่าวว่า
"เมื่อสามวันก่อน ผู้ใช้เคล็ดวิชาเสียงผู้นั้นเคยปรากฏตัวขึ้นที่เขาหลิวหมิง ทว่ายามนี้เขาได้หลบหนีไปยังที่อื่นแล้ว สหายเอ๋ย เจ้าจงวางใจเถิด พวกเรา... อะแฮ่ม เผ่าพิพากษาจะต้องกำจัดเขาอย่างแน่นอน"
เมื่อเด็กหนุ่มได้ยินคำกล่าวนั้นก็ขมวดคิ้วมุ่น เขาจ้องมองไป๋เจิ้งชิงด้วยสายตาประหลาด
"พิลึกคน"
ไป๋เจิ้งชิงถึงกับยืนงงเป็นไก่ตาแตก