- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 738 กว่าสามปีต่อมา
ตอนที่ 738 กว่าสามปีต่อมา
ตอนที่ 738 กว่าสามปีต่อมา
ได้ยินเพียงเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ดุจดั่งสายฟ้าฟาดสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งเมืองเทียนโจว
ใบหน้าของเหล่าภูตผีพลันซีดเผือด ความหวาดกลัวฉายชัดบนใบหน้า
แรงกดดันอันทรงพลังมหาศาลแผ่ซ่านครอบคลุมไปทั่วสารทิศ ราวกับขุนเขาอันหนักอึ้งกดทับลงมาบนร่างจนไม่อาจต้านทาน
ยามนี้พวกเขาถึงกับคุกเข่าลงกับพื้นโดยไม่รู้ตัว ร่างกายสั่นสะท้าน เบิกตากว้าง บนใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อและความหวาดกลัวผสมปนเปกัน
"นี่... นี่มันเรื่องอันใดกัน?!"
หนึ่งในดวงวิญญาณเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"คือ... คือพลังของจักรพรรดิปรโลก!"
ตอนนั้นเองก็มีภูตผีตนหนึ่งชี้ไปยังเบื้องบนแล้วร้องอุทาน
"รีบดูข้างบนนั่นสิ นั่นมันอะไรน่ะ?!"
เหล่าภูตผีต่างพากันแหงนหน้ามอง ก็เห็นเพียงบานประตูขนาดมหึมาค่อยๆ เปิดออก เปล่งประกายแสงอันลึกลับและลึกล้ำออกมา
"นั่นคือประตูแห่งแดนยมโลก!"
ไม่รู้ว่าผู้ใดตะโกนขึ้นมาเสียงดัง คำตอบนี้ก่อให้เกิดความโกลาหลขึ้นในหมู่ภูตผีทันที
ประตูแห่งแดนยมโลกในตำนานปรากฏขึ้นมาจริงๆ!
และในยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ว่อซั่วก็ตะโกนขึ้นมาอย่างถูกจังหวะ
"ประตูแห่งแดนยมโลกเปิดออกกว้าง จะต้องเป็นท่านจักรพรรดิปรโลกหวนกลับมาอย่างแน่นอน!"
กล่าวจบ เขาก็สะบัดชายเสื้อคลุม คุกเข่าลงบนพื้นอย่างนอบน้อมโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ขณะเดียวกัน เหล่าทหารใต้บังคับบัญชาของอ๋องหงหลิงเมื่อเห็นดังนั้นต่างก็คุกเข่าลงตามๆ กัน ทุกคนดูตื่นเต้นยินดีเป็นอย่างยิ่ง พร้อมใจกันเปล่งเสียงร้องตะโกน
"พวกข้าขอน้อมรับเสด็จจักรพรรดิปรโลกหวนคืน!"
เสียงตะโกนร้องของพวกเขาราวกับจะทะลวงผ่านชั้นเมฆ ดังกึกก้องกังวานไปทั่วเมืองเทียนโจวเนิ่นนานไม่จางหาย
ทว่าพวกอ๋าวเสี่ยนและแม่ทัพผีคนอื่นๆ กลับยังคงตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
กระทั่งเห็นเหล่าทหารผีเบื้องหลังต่างพากันคุกเข่าทำความเคารพ ถึงได้รู้สึกตัวตื่นจากภวังค์และรีบคุกเข่าลงตามไปด้วย
"พวกข้าขอน้อมรับเสด็จจักรพรรดิปรโลกหวนคืน!"
เสียงตะโกนนี้ดังขึ้นอีกระลอก คลื่นเสียงสูงขึ้นเรื่อยๆ
และยามนั้นเองก็มีร่างหนึ่งเดินออกมาจากประตูแห่งแดนยมโลก
เหล่าภูตผีต่างพากันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
เด็กสาวสวมชุดสีม่วง บนเส้นผมประดับปิ่นปักผมรูปจิ้งจอกสีม่วง เรือนผมยาวสยายพลิ้วไหวตามสายลมโชยอ่อน ใบหน้าที่เย็นชาทว่างดงามแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายความน่าเกรงขามที่ไม่อาจเพิกเฉย
นางเหยียบย่างมาบนความว่างเปล่า ก้มมองลงไปยังเบื้องล่าง
เพียงแค่กวาดสายตามอง เหล่าภูตผี ณ ที่นั้นก็ถึงกับตัวสั่นเทิ้ม รีบก้มหัวลงทันทีด้วยความกลัวว่าจะล่วงเกินนาง
น้ำเสียงของนางเย็นยะเยือกเสียดแทงไปถึงกระดูก
"เกิดเรื่องอันใดขึ้น ถึงได้วุ่นวายกันปานนี้?"
พวกอ๋าวเสี่ยนและแม่ทัพผีคนอื่นๆ รู้สึกได้เพียงแรงกดดันที่มองไม่เห็นพุ่งเข้าถาโถม ราวกับจะฉีกกระชากวิญญาณพวกเขาให้แหลกเป็นชิ้นๆ ใบหน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬแตกพลั่ก ร่างกายสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่ ไม่กล้าแม้แต่จะเอื้อนเอ่ยสิ่งใด
การปรากฏตัวของเฉิ่นเยียนได้ยุติความโกลาหลในครั้งนี้ลง
แต่แท้จริงแล้ว พวกเขาแอบทำเรื่องต่างๆ ไว้เบื้องหลังมากมาย
ยามนี้พลังของเฉิ่นเยียนยังไม่ฟื้นฟู นางทำได้เพียงอาศัยพลังของจักรพรรดิปรโลกที่อยู่ในป้ายคำสั่งมาข่มขวัญเท่านั้น
มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นถึงจะรักษาสถานะและตำแหน่งของนางให้มั่นคงได้ ทั้งยังทำให้แดนยมโลกกลับคืนสู่ความสงบสุขได้อีกด้วย
หลังจากวันนี้ผ่านพ้นไป แดนยมโลกก็ได้ต้อนรับผู้ปกครองดินแดนคนใหม่กลับมาอีกครั้ง นั่นก็คือจักรพรรดิปรโลก
นับแต่นั้นเป็นต้นมา แดนยมโลกก็ค่อยๆ กลับคืนสู่ความสงบสุข
เหล่าทหารใต้บังคับบัญชาของกษัตริย์ทั้งสองต่างก็กลายมาเป็นลูกน้องของเฉิ่นเยียนทั้งหมด
เฉิ่นเยียนรู้ซึ้งถึงสภาพร่างกายของหงหลิงดี ดังนั้นในครึ่งเดือนต่อมา นางจึงพาพวกฉีเหยียนและแม่ทัพผีคนอื่นๆ มุ่งหน้าไปยังเขตหวงห้ามแห่งยมโลกเพื่อนำน้ำศักดิ์สิทธิ์อวี้ชิงมาให้หงหลิง
เฉิ่นเยียนและคณะเดินทางผ่านความยากลำบาก ในที่สุดก็ออกมาจากเขตหวงห้ามแห่งยมโลกได้หลังจากผ่านไปกว่าสองเดือน
ขณะเดียวกัน เฉิ่นเยียนก็สามารถนำน้ำศักดิ์สิทธิ์อวี้ชิงกลับมาได้สำเร็จ
หลังจากหงหลิงดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์อวี้ชิงเข้าไปแล้ว นางก็เก็บตัวฝึกตนทันที เพราะมีเพียงการทะลวงระดับพลังเท่านั้นถึงจะสามารถต่ออายุขัยของนางได้
หลังจากเฉิ่นเยียนกลับมายังเมืองเทียนโจวแห่งแดนจิตวิญญาณ นางก็ได้พบกับเฟิงสิงเหยา
เฟิงสิงเหยาได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับ 'เฉิ่นเช่อ' และ 'วารีทมิฬ' ให้นางฟัง
เฉิ่นเช่อยังไม่ตาย แต่มันหนีหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ส่วนผู้ที่คอยหนุนหลังเฉิ่นเช่ออยู่ ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับผู้บงการอยู่เบื้องหลังการจัดหา 'วารีทมิฬ' มาให้ ส่วนตัวตนที่แท้จริงของผู้บงการเบื้องหลังนี้ เฟิงสิงเหยาก็ยังตรวจสอบไม่พบ
เฟิงสิงเหยามองดูใบหน้าที่ดูอิดโรยของนาง ภายในใจก็รู้สึกปวดหนึบ เขาเอ่ยถามด้วยความสงสาร
"อาเยียน เจ้าเหนื่อยมากใช่หรือไม่?"
เฉิ่นเยียนเงยหน้าขึ้นมองเขา
"เหนื่อยอยู่บ้าง ข้าอยากจะนอนพักสักหน่อย"
"เจ้านอนเถอะ ข้าจะเฝ้าเจ้าเอง"
เฉิ่นเยียนเม้มริมฝีปากยิ้มก่อนจะเอนกายลงนอนบนเตียง
ผ่านไปไม่นาน ลมหายใจของนางก็เริ่มสม่ำเสมอ
ส่วนเฟิงสิงเหยาก็นั่งอยู่ตรงหัวเตียง คอยอยู่เป็นเพื่อนนางเงียบๆ
เขาหลุบตามองเด็กสาวที่กำลังหลับใหลอยู่บนเตียง แววตาดูล้ำลึกขึ้นหลายส่วน
เพียงเวลาสั้นๆ ไม่กี่ปี นางก็กลายมาเป็นผู้ปกครองดินแดนฉางหมิง และตอนนี้ก็ยังกลายมาเป็นผู้ปกครองแดนยมโลกอีกด้วย ความเร็วในการเติบโตของนางช่างรวดเร็วเกินไปแล้ว
ยิ่งรวดเร็วมากเท่าไร ความพยายามและความยากลำบากที่นางต้องเผชิญก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น
เขายกมือขึ้นลูบหว่างคิ้วที่ขมวดเข้าหากันของนางเบาๆ จากนั้นก็ค่อยๆ คลึงให้คลายออก
ในที่สุดเขาก็ก้มตัวลง ประทับรอยจุมพิตอันแสนศักดิ์สิทธิ์ลงบนกลางหว่างคิ้วของนาง
"ราตรีสวัสดิ์นะ อาเยียน"
กว่าสามปีต่อมา
ณ ดินแดนเบื้องบน
ภายในร้านเหล้าเล็กๆ มุมหนึ่งของเมืองชายแดน เด็กสาวในชุดสีม่วงผู้หนึ่งนั่งอยู่เพียงลำพัง บุคลิกที่ดูเย็นชาของนางดึงดูดสายตาผู้คนมากมายให้หันมามองอยู่บ่อยครั้ง จะเห็นได้ว่าบนใบหน้าของนางสวมหน้ากากสีเงินปิดบังใบหน้าไปครึ่งหนึ่ง นางยกจอกสุราขึ้นมาจิบเบาๆ
และที่โต๊ะซึ่งอยู่ไม่ไกลจากนางนัก มีผู้ฝึกตนหลายคนกำลังดื่มสุราพูดคุยกัน พวกเขากำลังสนทนากันถึงเรื่องราวใหญ่โตที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้
"นี่ พวกเจ้ารู้หรือไม่? ช่วงนี้ศิษย์เผ่าพิพากษาล้มตายกันเป็นเบือเลยเชียวนะ!"
หนึ่งในนั้นลดเสียงลงพลางเอ่ยขึ้น
เมื่ออีกคนได้ยินดังนั้นก็รีบขยับเข้ามาใกล้แล้วเอ่ยถาม
"จริงหรือเท็จกัน? ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ไปได้? แล้วผู้ใดกันที่กล้าหาญชาญชัยถึงเพียงนี้ ถึงได้กล้าลงมือกับเผ่าพิพากษา?"
คนที่เปิดประเด็นขึ้นมาก่อนส่ายหน้า แสดงท่าทีว่าตนเองก็ไม่รู้เช่นกัน
"ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรเล่าว่าใครเป็นคนทำ ทว่าข้าเคยได้ยินคนอื่นพูดถึงมาบ้าง ว่าคนที่ลงมือนั้นคือผู้ใช้เคล็ดวิชาเสียงอันเก่งกาจ ว่ากันว่าเพียงแค่เขาดีดพิณในมือ ก็สามารถสังหารศัตรูจำนวนมากได้ในพริบตาเดียว!"
"ว่าแต่ผู้ใช้เคล็ดวิชาเสียงผู้นี้มีตัวตนเช่นไรกันแน่? ถึงได้ดึงดูดให้เผ่าพิพากษาต้องส่งคนออกไปไล่ล่าสังหารเขาอย่างไม่ขาดสาย?"
"คนที่จะถูกเผ่าพิพากษาไล่ล่าสังหาร คงจะไม่ใช่ตัวดีอะไรนักหรอก"
เผ่าพิพากษา ตามชื่อก็คือเผ่าพันธุ์ของผู้พิพากษา
เผ่าพิพากษานั้นมีความยุติธรรมและเที่ยงธรรม นับว่าเป็นขุมกำลังที่ใสสะอาดแห่งหนึ่งในดินแดนเบื้องบนนี้
หากบุคคลหรือขุมกำลังใดถูกเผ่าพิพากษาหมายหัวเข้าล่ะก็ ในท้ายที่สุดก็อาจจะถูกพวกเขาสังหารจนหมดสิ้น
ดินแดนเบื้องบนมีสิบสามมหาจักรพรรดิ
ในบรรดานั้น เผ่าพิพากษามีหนึ่งในมหาจักรพรรดิคอยหนุนหลังอยู่ ซึ่งมหาจักรพรรดิผู้นั้นก็ได้รับการขนานนามว่า... มหาจักรพรรดิผู้พิพากษา
"ช่วงหลายปีมานี้ไม่ค่อยสงบสุขเลยนะ"
"นั่นน่ะสิ มีมหาจักรพรรดิตั้งหลายองค์ที่ตายไปอย่างเป็นปริศนา"
"ฮ่าๆๆ ของเก่าไม่ไป ของใหม่ก็ไม่มาหรอกน่า"
"ชู่ว! เจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วใช่หรือไม่?! ถึงได้กล้าพูดจาเช่นนี้ออกมา!"
ชายผู้หนึ่งสีหน้าแปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง เขามองซ้ายมองขวาอย่างหวาดระแวง
หลังจากนั้น ผู้ฝึกตนทั้งหลายก็สงวนคำพูดกันมากขึ้น
ยามนั้นเองก็มีผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์ที่มีบุคลิกไม่ธรรมดาหลายคนเดินเข้ามาภายในร้านเหล้า พวกเขาทั้งหมดสวมชุดคลุมสีขาว บริเวณหน้าอกปักสัญลักษณ์คำว่า 'พิพากษา' เอาไว้
เมื่อผู้ฝึกตนที่กำลังสนทนากันอยู่เมื่อครู่เห็นดังนั้น สีหน้าก็แปรเปลี่ยนไปทันที พวกเขาสบตากันอย่างลับๆ และไม่เอ่ยสิ่งใดออกมาอีก
เด็กสาวที่สวมหน้ากากสีเงินครึ่งหน้าค่อยๆ เงยหน้าขึ้น นางปรายตามองไปยังกลุ่มผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์เหล่านั้นด้วยสายตาเย็นชา
และบังเอิญว่าหนึ่งในเด็กหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อเหลาหมดจดก็ได้สบตากับนางพอดี หลังจากที่นางละสายตาออกไปแล้ว เขาก็ยังคงตกอยู่ในภวังค์และไม่อาจดึงสติกลับมาได้