- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 731 เข้าสู่เขตแดนต้องห้าม
ตอนที่ 731 เข้าสู่เขตแดนต้องห้าม
ตอนที่ 731 เข้าสู่เขตแดนต้องห้าม
"เหว่ยผานบังอาจขอเรียนถาม ใต้เท้าจักรพรรดิปรโลกพอจะทราบหรือไม่ว่า บัดนี้ใต้เท้าเฉิงเหยาอยู่ที่ใด?"
เหว่ยผานประสานมือคารวะ นัยน์ตาแฝงแววคาดหวังขณะจ้องมองเฉิ่นเยียน
ราชาผีน้อยเองก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามองเฉิ่นเยียนเช่นกัน
เฉิ่นเยียนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ
เมื่อเหว่ยผานเห็นดังนั้น แววตาก็หม่นหมองลง เขาก้มหน้าต่ำเล็กน้อย
"หลังจากนี้ เปิ่นจั้วจะไปยังเขตแดนต้องห้ามสักครา"
เฉิ่นเยียนเอ่ยอย่างเนิบช้า พลางหลุบตามองร่างเล็กที่นั่งอยู่ข้างกาย
"เฉิงเย่ เจ้าเต็มใจจะช่วยงานท่านยายทวดสักเรื่องหรือไม่?"
"ท่านยายทวดโปรดสั่งการเถิด เฉิงเย่จะทุ่มเทสุดกำลังเพื่อทำให้สำเร็จขอรับ"
ราชาผีน้อยเอ่ยตอบ
เห็นท่าทางขึงขังของอีกฝ่าย เฉิ่นเยียนก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นลูบศีรษะเขาเบาๆ ทว่าราชาผีน้อยกลับตัวแข็งทื่อไปในทันที
"เจ้าเต็มใจช่วยท่านยายทวดก้าวขึ้นสู่บัลลังก์จักรพรรดิอีกระดับหรือไม่?"
เพียงประโยคเดียวของเธอ ก็ทำเอาสีหน้าของราชาผีน้อยและเหว่ยผานแปรเปลี่ยนไปทันที
ราชาผีน้อยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินมาเบื้องหน้าเฉิ่นเยียน เขาประสานมือคารวะด้วยท่าทีขึงขังจริงจังยิ่งกว่าเดิม
"เฉิงเย่ยินดีทุ่มเททุกสิ่งที่มี เพื่อช่วยให้ท่านยายทวดหวนคืนสู่บัลลังก์จักรพรรดิอีกระดับ! ขอให้ท่านยายทวดได้เป็นใหญ่เหนือแดนยมโลกแต่เพียงผู้เดียว!"
สิ้นคำ เขาก็ทำตัวราวกับผู้ใหญ่ในร่างเด็ก สะบัดชายเสื้อเตรียมคุกเข่าลงเบื้องหน้าเฉิ่นเยียน ทว่ากลับถูกเธอหลุบมือห้ามไว้เสียก่อน
เฉิ่นเยียนกล่าวอย่างเนิบช้า
"ร่างกายเจ้ายังมีอาการบาดเจ็บไม่หายดี ไม่จำเป็นต้องทำความเคารพเต็มยศเช่นนี้หรอก"
เฉิงเย่ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับเฉิ่นเยียน เมื่อประสานเข้ากับแววตาอันอ่อนโยนของเธอ ไม่รู้เพราะเหตุใดในใจจึงบังเกิดความเขินอายขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เขาจึงรีบหลุบตาลงต่ำ ไม่กล้ามองนางไปมากกว่านั้น
หลังจากเหว่ยผานพาราชาผีน้อยไปรักษาอาการบาดเจ็บ ผู้ที่ยังคงอยู่ในตำหนักยามนี้ก็คือ ฉีเหยียน อู่เหลิง และจี๋
อู่เหลิงยังคงถูกมัดตัวเอาไว้ ทั้งยังถูกปิดผนึกปาก
เขาถูกฉีเหยียนผลักล้มลงไปกองกับพื้นอย่างหยาบคาย จนหัวเข่าทั้งสองข้างกระแทกพื้นดังตึง
ฉีเหยียนสะบัดชายเสื้อทันที ก่อนจะคุกเข่าลงเบื้องหน้าเฉิ่นเยียนด้วยความเคารพยำเกรงอย่างหาที่สุดไม่ได้ เขาประสานมือคารวะพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงดังกังวาน
"ฉีเหยียน ขอคารวะใต้เท้าจักรพรรดิปรโลก!"
ส่วนจี๋ในยามนี้เดินมาอยู่ข้างกายเฉิ่นเยียนแล้ว เด็กหนุ่มจ้องมองฉีเหยียนและอู่เหลิงด้วยสายตาเย่อหยิ่งจองหอง ในใจลอบสะใจอย่างอดไม่ได้
จักรพรรดิปรโลกผู้นี้คือเจ้านายของเขานะ!
"ลุกขึ้นเถิด"
เฉิ่นเยียนกล่าวเสียงเรียบ หากไม่ใช่เพราะราชาผีน้อยเฉิงเย่ตกอยู่ในอันตราย เธอเองก็คงไม่เปิดเผยตัวตนเร็วถึงเพียงนี้
ไม่เพียงแค่เปิดเผยตัวตน เธอยังใช้พลังของจักรพรรดิปรโลกที่กักเก็บไว้ในป้ายคำสั่งจักรพรรดิอีกด้วย
พลังจักรพรรดิปรโลกในป้ายคำสั่งนั้น สามารถปลดปล่อยออกมาได้เพียงสามครั้ง
ตอนนี้ใช้ไปแล้วหนึ่งครั้ง จึงเหลืออีกสองครั้ง
โชคดีที่เธอไม่ได้ใช้มันไปอย่างไร้ค่า อย่างน้อยก็ได้พบและยอมรับเฉิงเย่ ทั้งยังได้สร้างความน่าเกรงขามให้ขุมนรกชั้นต่างๆ แล้ว
ฉีเหยียนกล่าวด้วยความประหม่ากังวล
"ใต้เท้าจักรพรรดิปรโลก ก่อนหน้านี้หากผู้ใต้บังคับบัญชาผู้นี้ล่วงเกินท่านไปบ้าง ขอใต้เท้าโปรดประทานอภัยด้วยเถิด!"
"เจ้าไม่ได้ล่วงเกินอันใดเลย"
เฉิ่นเยียนเอ่ยตอบ
"จริงหรือขอรับ?"
ฉีเหยียนถามย้ำ
"จริงสิ"
เฉิ่นเยียนยืนยัน
ฉีเหยียนได้ยินเช่นนั้นจึงค่อยถอนหายใจอย่างโล่งอก ทว่าไม่นานเขาก็นึกขึ้นได้ว่า ตนเองมีโอกาสใช้เวลาอยู่ร่วมกับใต้เท้าจักรพรรดิปรโลกในตำนานผู้นี้ถึงสองเย่ว์กว่าเชียวหรือ! คิดได้ดังนั้นเขาก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างล้นเหลือ
ตัวเขาเองก็นับว่าเป็นผู้ที่ได้ร่วมเป็นร่วมตายต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับใต้เท้าจักรพรรดิปรโลกแล้วนี่นา!
ฉีเหยียนจ้องมองเฉิ่นเยียนด้วยดวงตาเป็นประกายวิบวับ ราวกับมีแสงพุ่งออกมา
เฉิ่นเยียน "..."
"ตอนนี้เจ้าเริ่มจะล่วงเกินข้าบ้างแล้วล่ะ"
ฉีเหยียนมีสีหน้าตื่นตระหนกตกใจ ขณะกำลังจะเอ่ยปากอธิบาย ทว่ากลับได้ยินเฉิ่นเยียนหัวเราะเบาๆ
"ข้าแค่ล้อเจ้าเล่นเท่านั้น"
ฉีเหยียนเพิ่งสังเกตเห็นว่าเธอไม่ได้ใช้สรรพนามแทนตนว่า 'เปิ่นจั้ว' แล้ว นั่นหมายความว่า...
เธอมองเขาเป็นสหายอย่างนั้นหรือ?
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ภายในใจของฉีเหยียนก็พลุ่งพล่านไปด้วยความยินดี เขารีบตอบรับอย่างกระตือรือร้น
"ดีขอรับ! ดีๆๆ!"
จี๋ที่ยืนอยู่ด้านข้างได้แต่ลอบคิด "..." เป็นถึงขุนพลยมโลกแท้ๆ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นคนโง่งมไปเสียแล้ว
แม้อู่เหลิงจะไม่อาจเอื้อนเอ่ยสิ่งใด ทว่าเขายังคงได้ยินและมองเห็นทุกอย่าง
เขาจ้องมองเด็กสาวในชุดสีม่วงที่นั่งอยู่เบื้องบน เมื่อนึกถึงความจริงที่ว่าเธอเคยเป็นถึงจักรพรรดิปรโลกเมื่อกว่าสามหมื่นปีก่อน ความรู้สึกในใจก็ยิ่งซับซ้อนยากจะอธิบาย
เฉิ่นเยียนมองตรงไปยังอู่เหลิง
ด้านฉีเหยียนเองก็ช่างรู้ความยิ่งนัก เขารีบคลายพลังผีที่ปิดผนึกปากของอีกฝ่ายออกทันที
เฉิ่นเยียนลุกขึ้นยืน
"อู่เหลิง เจ้าคิดว่าเปิ่นจั้วควรจะจัดการกับเจ้าเช่นไรดี?"
อู่เหลิงมีสีหน้าย่ำแย่ แต่ก็ไม่ได้ตอบกลับมาแต่อย่างใด
เฉิ่นเยียนก้าวเท้าเข้าไปใกล้
"เปิ่นจั้วจะถามเจ้าเพียงประโยคเดียว เจ้าเต็มใจที่จะทำงานรับใช้เปิ่นจั้วหรือไม่?"
อู่เหลิงมองดูเฉิ่นเยียนด้วยความตกตะลึง
วันรุ่งขึ้น
ขุมนรกชั้นต่างๆ ได้กลับคืนสู่ความสงบสุขดังเช่นวันวาน
เฉิ่นเยียนและฉีเหยียนเดินทางผ่านขุมนรกชั้นที่สิบสาม สิบสี่ สิบห้า สิบหก และสิบเจ็ด ภายใต้การคุ้มกันของราชาผีน้อยและหกมหาอสูร จนไปถึงชั้นที่สิบแปดได้อย่างราบรื่น
บานประตูที่ตั้งอยู่ลึกที่สุดในขุมนรกชั้นที่สิบแปดแห่งนั้น คือประตูที่ทอดยาวสู่เขตแดนต้องห้าม
สถานที่ซึ่งแม้แต่ราชาผีน้อยและหกมหาอสูรก็ไม่อาจผ่านเข้าไปได้โดยง่าย
เมื่อคนทั้งหมดมาปรากฏตัวที่หน้าประตูยักษ์แห่งเขตแดนต้องห้าม เฉิ่นเยียนก็ก้าวเดินเข้าไปใกล้ ทันใดนั้นประตูบานยักษ์ก็ค่อยๆ เปิดออกอย่างน่าอัศจรรย์
เมื่อราชาผีน้อยและหกมหาอสูรเห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้า ความเคารพยำเกรงในใจของพวกเขาก็ยิ่งทวีคูณ
"พวกข้าน้อยขอน้อมส่งใต้เท้าจักรพรรดิปรโลก!"
พวกเขายกมือขึ้นประสานคารวะ เอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเปี่ยมความเคารพ
เฉิ่นเยียนและฉีเหยียนก้าวเดินเข้าไปในเขตแดนต้องห้าม หลังจากที่พวกเขาเข้าไปแล้ว บานประตูก็พลันปิดสนิทลงอย่างรวดเร็ว
เบื้องหน้าบานประตูจึงหลงเหลือเพียงราชาผีน้อยและหกมหาอสูร
ราชาผีน้อยค่อยๆ หันกายกลับมา กวาดสายตาแหลมคมเยียบเย็นไปมองเปี้ยนเวิงและพวกพ้อง
"ความแค้นเมื่อวาน เปิ่นหวังยังไม่ได้ชำระเลยนะ"
น้ำเสียงของเขาเหี้ยมเกรียมและเย็นชา ไร้ซึ่งเค้าโครงความไร้เดียงสาน่ารักของเด็กน้อยแม้แต่นิด
ห้ามหาอสูรต่างมีสีหน้าย่ำแย่ เป็นเพราะพวกเขายังคงหวาดหวั่นต่อการคงอยู่ของเฉิ่นเยียนและป้ายคุมวิญญาณ จึงทำได้เพียงกัดฟันยอมรับชะตากรรม ก่อนจะคุกเข่าลงเบื้องหน้าราชาผีน้อย ปากพร่ำเอ่ยคำอ้อนวอนขอความเมตตา
ถึงกระนั้น ราชาผีน้อยก็ไม่คิดจะปล่อยพวกเขาไปแต่อย่างใด
เขาควบคุมป้ายคุมวิญญาณในทันที สร้างแรงกดดันอันมหาศาลทับถมใส่ร่างของคนเหล่านั้น
"อ๊ากกก!"
เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดทรมานดังออกมาจากปากของห้ามหาอสูร
พวกเขาทุกข์ทรมานแสนสาหัสจนต้องลงไปนอนขดตัวกลิ้งเกลือกอยู่บนพื้น
มุมปากของราชาผีน้อยยกขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยยิ้มเปี่ยมความพึงพอใจ
ส่วนเหว่ยผานที่ยืนอยู่ด้านข้าง เมื่อได้เห็นภาพเหตุการณ์นี้ ในใจก็รู้สึกสับสนวุ่นวายอยู่ไม่น้อย เขารู้สึกว่าราชาผีน้อยจะมีท่าทีไร้เดียงสาดั่งเด็กน้อยอยู่บ้าง ก็ต่อเมื่ออยู่เบื้องหน้าใต้เท้าจักรพรรดิปรโลกเท่านั้น
ขุมนรกชั้นต่างๆ ภายในเขตแดนต้องห้าม
เมื่อเฉิ่นเยียนและฉีเหยียนเข้ามาภายในเขตแดนต้องห้าม ทันทีที่พวกเขาทอดสายตามองไปรอบๆ ภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจก็ปรากฏแก่สายตา
ทุกหนแห่งในสถานที่นี้ล้วนถูกปกคลุมไปด้วยพืชพรรณเขียวชอุ่มอุดมสมบูรณ์ ราวกับเป็นผืนทะเลสีเขียวขจี ดอกไม้นานาพันธุ์สีสันสดใสต่างเบ่งบานประชันความงามกันละลานตา ส่งกลิ่นหอมอบอวลชวนให้หลงใหล
ฉีเหยียนชะงักงันไปในทันที ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความเคลือบแคลงใจ
"นี่คือเขตแดนต้องห้ามงั้นหรือ? พวกเราคงไม่ได้ตกลงไปในค่ายกลลวงตาสักแห่งหรอกนะ?"
เฉิ่นเยียนกล่าวตอบ
"ไม่ใช่หรอก ที่นี่แหละคือเขตแดนต้องห้ามแห่งแดนยมโลก"
ผู้คนบนโลกต่างคิดว่าเขตแดนต้องห้ามแห่งนี้จะต้องเต็มไปด้วยอันตรายและความน่าหวาดกลัวอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทว่าในความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้นเลย ที่แห่งนี้คือสถานที่อันเงียบสงบและร่มรื่น ราวกับดินแดนสุขาวดีที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก
ทิวทัศน์ของที่นี่งดงามตระการตาจนแทบจะแยกไม่ออกว่าคือความจริงหรือภาพลวงตา
ฉีเหยียนที่คุ้นชินกับทิวทัศน์หม่นหมองสีเทามาตลอด เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับทิวทัศน์สีสันสดใสเช่นนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นตาตื่นใจ ทว่าก็ยังรู้สึกไม่คุ้นชินอยู่บ้าง
เฉิ่นเยียนหันไปมองเขา
"เจ้าสามารถติดต่อราชาของพวกเจ้า หรือขุนพลยมโลกอีกสองคนนั้นได้หรือไม่?"
พอฉีเหยียนได้ยินเช่นนั้น ก็รีบตอบรับ
"ข้าจะลองดูขอรับ"
เขาหยิบผลึกสื่อสารออกมาทันที และในขณะที่กำลังพยายามติดต่ออยู่นั้น ราวกับสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง เขาจึงรีบเงยหน้าขึ้นไปมองในฉับพลัน
ไม่ไกลออกไปนัก มีหญิงสาวผู้หนึ่งยืนอยู่