เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 719 ตะลึงลาน

ตอนที่ 719 ตะลึงลาน

ตอนที่ 719 ตะลึงลาน


แววตาของเฉิ่นเยียนเย็นชาและแน่วแน่ แม้ต้องเผชิญหน้ากับดวงวิญญาณอัปลักษณ์น่าสะพรึงกลัวจำนวนมากที่แผ่กลิ่นอายอาฆาตแค้นเข้มข้น แต่นางไม่เพียงไม่ถอยหนี กลับพุ่งทะยานบุกทะลวงเข้าไป

ร่างของนางพลิ้วไหวไปมาท่ามกลางวิญญาณอาฆาตเหล่านั้นอย่างปราดเปรียว คมกระบี่ในมือส่องประกายเย็นเยียบ เหล่าวิญญาณที่กางกรงเล็บแยกเขี้ยวหมายพุ่งเข้าขย้ำนาง ล้วนตกตายและแตกซ่านสลายไปภายใต้การโจมตีอันเฉียบขาด

ฉีเหยียนเห็นภาพตรงหน้าถึงกับมีสีหน้าตกตะลึง

ทุกหย่อมหญ้าที่เฉิ่นเยียนก้าวผ่าน วิญญาณอาฆาตล้วนถูกสังหารร่วงหล่นสังเวยคมกระบี่

ฉีเหยียนเลียริมฝีปากแห้งผากอย่างลืมตัว ก่อนจะลากสังขารที่ยังบาดเจ็บสาหัสเข้าร่วมวงเข่นฆ่าด้วยเช่นกัน

ไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยไปเนิ่นนานเท่าใด วิญญาณอาฆาตรอบด้านก็ลดน้อยลงถนัดตา

วิญญาณอาฆาตที่เหลืออยู่คล้ายเกิดความหวาดกลัว ไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้ามาใกล้ ทำได้เพียงลอยวนเวียนอยู่รอบกายคนทั้งสองเท่านั้น

เฉิ่นเยียนเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย

"ไปกันเถอะ"

ฉีเหยียนกลืนโอสถลงไปหนึ่งเม็ด ข่มความเจ็บปวดรวดร้าวที่แผ่ซ่านทั่วร่างพลางขานรับคำหนึ่ง ก่อนเดินตามหลังเฉิ่นเยียนมุ่งหน้าต่อไป

เดินไปได้สักพัก ฉีเหยียนก็รู้สึกถึงความผิดปกติ

ไม่ใช่ว่าเขาต้องเป็นคนนำทางหรอกหรือ?

เหตุใดตอนนี้เฉิ่นเยียนถึงกลายเป็นคนนำทางไปเสียได้?

อีกทั้งทิศทางที่นางกำลังมุ่งหน้าไปก็ถูกต้องเสียด้วย

ฉีเหยียนเอ่ยปากถามขึ้น

"เจ้าต้องการตามหาจิตกระบี่วิญญาณอาฆาตใช่หรือไม่? เช่นนั้นเจ้ารู้หรือว่ามันอยู่ในนรกสิบแปดขุมชั้นใด?"

สถานที่ที่พวกเขายืนอยู่ในยามนี้ ยังไม่ถือว่าเข้าสู่ขอบเขตของนรกสิบแปดขุมอย่างเป็นทางการ

เฉิ่นเยียนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับ

"น่าจะอยู่ชั้นล่างสุด"

ฉีเหยียนได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วมุ่น

"เช่นนั้นจิตกระบี่วิญญาณอาฆาตตนนี้น่าจะกลายเป็นผีร้ายไปแล้วกระมัง?"

ดวงวิญญาณในชั้นนรก ขอเพียงมีตบะบรรลุถึงระดับปรโลกขั้นหกสิบขึ้นไป ก็สามารถกลายเป็นผีร้ายได้แล้ว

ในจำนวนนั้น มีผีร้ายที่แข็งแกร่งที่สุดอยู่หกตน ระดับการฝึกฝนล้วนบรรลุถึงระดับปรโลกขั้นแปดสิบขึ้นไป เทียบเท่าขุนพลยมโลก หรืออาจทัดเทียมกับราชายมโลกได้เลยทีเดียว

และนรกสิบแปดขุมก็คืออาณาเขตของพวกมัน

การคิดจะก้าวผ่านนรกสิบแปดขุมในครั้งนี้ล้วนเต็มไปด้วยอันตรายรอบด้าน หากพลาดพลั้งเพียงนิดย่อมถึงแก่ชีวิต

สีหน้าของเฉิ่นเยียนหม่นหมองลงเล็กน้อย ทว่านางไม่ได้เอ่ยตอบสิ่งใด

ทั้งสองเดินเคียงคู่กันไป รอบด้านยังคงมีวิญญาณอัปลักษณ์ที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นพุ่งเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย

ทว่าก็ถูกพวกเขาสังหารไปทีละตน

เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างเงียบเชียบ ราวหนึ่งชั่วยามให้หลัง เบื้องหน้าไม่ไกลนักก็ปรากฏสะพานสายหนึ่งขึ้นอย่างกะทันหัน สะพานแห่งนี้ดูเก่าแก่โบราณ ตัวสะพานเต็มไปด้วยร่องรอยด่างพร้อย ราวกับถูกกาลเวลากัดกร่อนมานับครั้งไม่ถ้วน

และที่ปลายสะพานอีกฝั่ง มีประตูขนาดมหึมาที่เก่าแก่เกินบรรยายตั้งตระหง่านอยู่ ประตูบานนั้นสูงหลายสิบจั้ง ทั่วทั้งบานเป็นสีทึบทึม ให้ความรู้สึกหนักอึ้งและกดดันยิ่งนัก

บนบานประตูสลักลวดลายโทเท็มอันซับซ้อนและพิลึกพิลั่น สิ่งที่สะดุดตาที่สุดย่อมหนีไม่พ้นรูปสลักหัวกะโหลกขนาดใหญ่ตรงกลาง เบ้าตากลวงโบ๋ของมันส่องประกายแสงสีเขียวเข้มยะเยือก ฟันแหลมคมเผยอออก ดูน่าสะพรึงกลัวจนชวนให้ขนลุกซู่

ฉีเหยียนมองประตูยักษ์เบื้องหน้า

"นี่คือขุมนรกชั้นที่หนึ่ง"

เขาหันไปมองดรุณีชุดม่วงสวมหน้ากาก

"แม่นางเฉิ่น เจ้าแน่ใจหรือว่าจะเข้าไปด้วยกันกับข้า?"

เฉิ่นเยียนพยักหน้า

"อืม"

ฉีเหยียนเอ่ยต่อ

"หากเข้าไปแล้ว จะไม่มีทางให้หันหลังกลับได้อีก"

เมื่อเห็นว่าเฉิ่นเยียนตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ฉีเหยียนก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดให้มากความอีก

ชั่วอึดใจ พวกเขาก็เดินมาถึงหน้าสะพาน ทว่าจังหวะที่ฉีเหยียนกำลังจะก้าวเท้าขึ้นไป กลับถูกเฉิ่นเยียนรั้งตัวเอาไว้เสียก่อน

"สะพานเส้นนี้ข้ามไปไม่ได้"

แววตาของฉีเหยียนฉายแววคลางแคลงใจ

"เหตุใดจึงข้ามไม่ได้?"

เฉิ่นเยียนค่อย ๆ ช้อนตามอง แววตาแฝงความเย็นชาสายหนึ่ง นางจ้องมองรูปสลักกะโหลกศีรษะบนบานประตูยักษ์พลางเอ่ย

"หากเหยียบย่างขึ้นไปบนสะพานแห่งนี้ ร่องรอยของพวกเราหลังจากนี้ จะถูกพวกผีร้ายในนรกสิบแปดขุมล่วงรู้จนหมดสิ้น"

ฉีเหยียนได้ยินเช่นนั้น ในใจพลันสะดุ้งเฮือก

เขาอยากเอ่ยปากถามนางอย่างลืมตัว ว่าเหตุใดนางถึงรู้เรื่องราวของชั้นนรกมากมายเพียงนี้ ทว่าไม่นานเขาก็ล้มเลิกความคิดนั้นไป

เพราะถึงถามไป นางก็คงไม่ตอบอยู่ดี

ฉีเหยียนลอบคาดเดาอยู่ในใจ ว่านางต้องเคยมาที่ชั้นนรกแห่งนี้มาก่อนเป็นแน่ มิเช่นนั้นเหตุใดจิตกระบี่ของนางถึงมาตกอยู่ในนรกสิบแปดขุมได้เล่า?

ใต้สะพานแห่งนี้คือแม่น้ำศพเน่าเปื่อย

หากพวกเขาร่วงหล่นลงไป ไม่ตายก็ต้องบาดเจ็บสาหัส

ขณะฉีเหยียนกำลังครุ่นคิดหาวิธีข้ามแม่น้ำ จู่ ๆ บุคคลข้างกายก็เกิดความเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้น

เมื่อเพ่งมองให้ชัด สีหน้าของเขาก็พลันตื่นตระหนกสุดขีด

ยังไม่ทันได้เอ่ยปากพูดสิ่งใด เขาก็ถูกเฉิ่นเยียนหิ้วคอเสื้อขึ้นมาเสียแล้ว

ชั่วพริบตาเดียว พวกเขาก็ข้ามมาถึงอีกฝั่งของสะพาน!

ฉีเหยียนยังคงตกตะลึงไม่หาย เขากำลังจะมองดูความเปลี่ยนแปลงของเฉิ่นเยียนให้ชัดเจน แต่กลับพบว่านางคืนสู่สภาพเดิมแล้ว เขาเอ่ยถาม

"เมื่อครู่นี้... เจ้ามีปีกงอกออกมางั้นหรือ?"

เฉิ่นเยียนเอ่ยอย่างรวบรัด

"ทักษะอัญเชิญผสานร่างน่ะ"

ฉีเหยียนรู้สึกคุ้นหูอยู่บ้าง ทว่าชั่วขณะนั้นกลับนึกไม่ออก

"ทักษะอัญเชิญผสานร่างงั้นหรือ?"

เวลานี้เอง เฉิ่นเยียนเดินไปหยุดอยู่หน้าประตูยักษ์โบราณ ดวงตาของหัวกะโหลกตรงกลางประตูพลันขยับเขยื้อน มันก้มมองเฉิ่นเยียนที่อยู่เบื้องล่าง

เมื่อฝ่ามือของเฉิ่นเยียนทาบทับลงบนบานประตู รูม่านตาของหัวกะโหลกก็หดเกร็งและสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม ทั่วทั้งบานประตูยักษ์สั่นไหวอย่างรุนแรง

ราวกับกำลังเผชิญเรื่องน่าสะพรึงกลัวบางอย่าง

ฉีเหยียนเห็นเช่นนั้นก็ตกตะลึงไปเช่นกัน นี่มันเรื่องอันใดกัน?!

เหตุใดประตูบานนี้ถึงสั่นเทาขึ้นมาได้เล่า?

เขาเงยหน้ามอง เห็นเพียงกะโหลกศีรษะตรงกลางประตูยักษ์กำลังจ้องมองเฉิ่นเยียนด้วยสายตาหวาดหวั่นพรั่นพรึง

ฉีเหยียนสงสัยว่าตนตาฝาดไป จึงเบิกตากว้างเพ่งมองอยู่นาน สลับกับขยี้ตาไปมา ก่อนจะพบว่าเรื่องนี้เป็นความจริง

ประตูผีนรกบานนี้ถึงกับหวาดกลัวเฉิ่นเยียนเชียวหรือ?!

จะเป็นไปได้อย่างไร?!

จังหวะที่เขากำลังจะเอ่ยปากถามว่านี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้น ก็ได้ยินน้ำเสียงเย็นชาและราบเรียบของเฉิ่นเยียนดังแว่วมา

"เลิกสั่นได้แล้ว เปิดประตู"

น้ำเสียงของนางช่างราบเรียบยิ่งนัก

สิ้นคำกล่าวนั้น ประตูผีนรกก็เปิดอ้าออกอย่างรวดเร็วพร้อมเสียงดังกึกก้อง 'ครืน!'

ฉีเหยียนมองภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าจนตาค้าง

เฉิ่นเยียนหันกลับมามองฉีเหยียนแวบหนึ่ง

"ไปกันเถอะ"

"อ้อ... อา ได้สิ"

ฉีเหยียนขานรับ เขายังไม่ได้สติกลับมาอย่างสมบูรณ์ รู้สึกเพียงว่าสภาพจิตใจของตนถูกกระทบกระเทือนอย่างหนักหน่วงเหลือเกิน

เมื่อเห็นว่าเฉิ่นเยียนกำลังจะก้าวผ่านประตูผีนรก สีหน้าของฉีเหยียนก็แปรเปลี่ยนไปมา อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามขึ้น

"แม่นางเฉิ่น เมื่อก่อนเจ้าเคยมาที่นี่หรือ?"

เฉิ่นเยียนหันไปมองเขา พลางพยักหน้ารับ

ฉีเหยียนเอ่ยอย่างลังเล

"ประตูผีนรกบานนี้..."

เฉิ่นเยียนไม่อยากอธิบายสิ่งใดให้มากความ เพียงย้อนถามกลับประโยคหนึ่ง

"มีปัญหาอันใดหรือ?"

ฉีเหยียนตอบ

"ไม่มี"

"เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ"

ฉีเหยียนพยักหน้า สายตาของเขายังอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองประตูผีนรกบานนั้น เขาค้นพบอย่างเฉียบคมว่า ทุกครั้งที่แม่นางเฉิ่นเอ่ยปาก ประตูผีนรกจะสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม คล้ายหวาดกลัวนางเป็นอย่างยิ่ง

แม่นางเฉิ่นผู้นี้แท้จริงแล้วเป็นคนเช่นไรกันแน่?

แล้วสามีของแม่นางเฉิ่นเล่าเป็นบุคคลระดับใด ถึงได้แข็งแกร่งดุดันถึงเพียงนี้?

ภายในใจของเขาพลันบังเกิดความเลื่อมใสต่อเฉิ่นเยียนขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

ยามนี้ เฉิ่นเยียนก้าวเท้าเข้าสู่ขุมนรกชั้นที่หนึ่งแล้ว สิ่งที่ปะทะหน้าคือกลิ่นอายความอาฆาตแค้นที่รุนแรงกว่าเดิม ปะปนมากับแรงกดดันอันหนักหน่วงจนทำให้รู้สึกหายใจติดขัด

นางช้อนตามอง ทัศนียภาพที่ปรากฏแก่สายตาคล้ายกับดินแดนรกร้างที่ถูกทอดทิ้ง ทว่าความจริงแล้วภายใต้ความเงียบสงบกลับมีคลื่นใต้น้ำไหลเวียนอยู่ ยังมีวิญญาณอาฆาตจำนวนไม่น้อยล่องลอยอยู่กลางอากาศ อีกทั้งระดับความแข็งแกร่งยังสูงกว่าเดิม ระดับการฝึกฝนโดยทั่วไปล้วนอยู่ราวระดับปรโลกขั้นยี่สิบถึงสามสิบ

เมื่อฉีเหยียนเดินเข้ามาในชั้นนรก ด้านหลังก็พลันเกิดเสียงดังกึกก้อง 'ปัง!' บานประตูผีปิดตัวลงอย่างรวดเร็ว

ฉีเหยียน "......"

วิญญาณอาฆาตเบื้องหน้ารับรู้ได้ถึงการคงอยู่ของคนทั้งสอง ทว่าพวกมันไม่ได้ผลีผลามลงมือ เพียงจ้องมองพวกเขาด้วยสายตาละโมบ ประหนึ่งเสือหิวที่จ้องตะครุบเหยื่อเท่านั้น

จบบทที่ ตอนที่ 719 ตะลึงลาน

คัดลอกลิงก์แล้ว