- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 714 จอมยุทธ์ชุดม่วง
ตอนที่ 714 จอมยุทธ์ชุดม่วง
ตอนที่ 714 จอมยุทธ์ชุดม่วง
"ใครกัน!"
เมื่อมองตามเสียงไป ก็ปรากฏเงาร่างของชายหญิงคู่หนึ่งกำลังเดินทอดน่องตรงมายังปลายถนนที่ไม่ไกลนัก
ทั้งสองสวมอาภรณ์สีม่วงดูลึกลับ ทว่าความเข้มอ่อนของสีเสื้อผ้าแตกต่างกันเล็กน้อย
ทั้งคู่สวมหน้ากากสีเงินปกปิดใบหน้าเอาไว้เช่นเดียวกัน
คนที่ลงมือใช้กระบี่เมื่อครู่คือเด็กสาวในชุดสีม่วง นางมีรูปร่างเพรียวระหง ท่วงท่าสง่างาม แผ่กลิ่นอายความเย็นชาอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ราวกับว่าอากาศรอบด้านจับตัวเป็นน้ำแข็งเพียงเพราะการมีอยู่ของนาง ช่างดูโดดเด่นสะดุดตายิ่งนัก
ส่วนชายหนุ่มชุดม่วงยืนกอดอกด้วยท่าทีสบายๆ นัยน์ตาของเขาราวกับดวงดาวที่ทอประกายระยิบระยับในยามค่ำคืน ดูเกียจคร้านและไร้กฎเกณฑ์ ทว่ากลับแฝงความเย็นเยียบที่ยากจะสังเกตเห็นเอาไว้รางๆ
เหมยซวิ่นที่นั่งอยู่บนหลังม้าหรี่นัยน์ตาดุดันลงเล็กน้อย ริมฝีปากยกยิ้มทว่าแววตาไม่ยิ้มตาม พลางเอ่ยถามขึ้น
"พวกเจ้าเป็นใคร"
ชายชุดม่วงหัวเราะเบาๆ
"จอมยุทธ์ชุดม่วง"
พูดจบ เขาก็หันไปมองเด็กสาวข้างกาย แล้วเอ่ยถามเสียงเบา
"ถูกหรือไม่"
เด็กสาวสบตากับเขา ในใจรู้สึกลำบากใจอยู่บ้าง แต่ก็ตอบรับไป
"อืม"
มุมปากของเฟิงสิงเหยายกขึ้นอย่างไม่รู้ตัว เขาหันไปมองเหมยซวิ่นแล้วกล่าว
"ข้ากับภรรยามักจะผดุงคุณธรรมมาแต่ไหนแต่ไร เมื่อเห็นเรื่องไม่เป็นธรรมกลางทาง ย่อมต้องชักกระบี่เข้าช่วยเหลือ"
แววตาของเหมยซวิ่นเย็นเยียบลงหลายส่วน
"พวกเจ้าคิดจะเป็นศัตรูกับขุนพลผู้นี้งั้นหรือ"
เฟิงสิงเหยาทอดถอนใจแผ่วเบา ราวกับอับจนหนทางเสียเต็มประดา
"เป็นพวกเจ้าต่างหากที่คิดจะเป็นศัตรูกับข้าและภรรยา"
เมื่อเหมยซวิ่นได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าก็พลันดำคล้ำลง เขารีบออกคำสั่งให้ทหารหลายนายเข้าไปจัดการกับทั้งสองทันที
ทว่าทหารเหล่านั้นยังไม่ทันได้เข้าใกล้ ก็ถูกพลังไร้รูปขุมหนึ่งกระแทกจนลอยกระเด็น ก่อนจะตกลงมากระแทกพื้นอย่างแรง ตามมาด้วยกลิ่นอายพลังกดดันอันแข็งแกร่งไร้เทียมทานที่กวาดซัดครอบคลุมไปทั่วทั้งกองทัพในชั่วพริบตา
ตู้ม—!
เหล่าทหารราวกับถูกขุนเขาไท่ซานกดทับ ใบหน้าพลันซีดเผือด เหงื่อเย็นผุดพราย
แม้แต่แผ่นหลังก็ยังโค้งงอลงอย่างไม่อาจควบคุมได้
สีหน้าของเหมยซวิ่นเปลี่ยนไปอย่างตื่นตระหนก เขาสามารถสัมผัสได้ถึงพละกำลังอันแข็งแกร่งของอีกฝ่าย!
ทว่านี่ไม่ใช่พลังภูต!
แต่เป็น...
พลังปีศาจ!
เผ่าปีศาจมาปรากฏตัวอยู่ในแดนยมโลกได้อย่างไร!
เหมยซวิ่นเอ่ยถามด้วยความตกใจและสงสัย
"ตกลงพวกเจ้าเป็นใครกันแน่!"
"จอมยุทธ์ชุดม่วง"
เฟิงสิงเหยากระตุกยิ้มบางๆ
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมเปิดเผยตัวตน แววตาของเหมยซวิ่นก็ดำทะมึนลง เขากระโดดลงจากหลังม้าอย่างรวดเร็ว ในมือปรากฏทวนยาวเล่มหนึ่ง ก่อนจะพุ่งทะยานเข้าหาเฟิงสิงเหยาและเฉิ่นเยียน
เฟิงสิงเหยาดึงเฉิ่นเยียนไปหลบด้านหลัง แล้วเอ่ยถามเสียงเบา
"จะให้ฆ่าเขาหรือไม่"
"ฆ่า"
เฉิ่นเยียนตอบกลับโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
หลังจากได้รับคำตอบยืนยัน มุมปากของเฟิงสิงเหยาก็ยกขึ้นเล็กน้อย จากนั้นร่างของเขาก็ขยับวูบ หายตัวไปจากจุดเดิมในพริบตาราวกับภูตผี
วินาทีต่อมา ก็ได้ยินเสียงโลหะปะทะกันดังกังวานใส เฟิงสิงเหยาเข้าปะทะกับเหมยซวิ่นแล้ว
ขณะเดียวกัน เฉิ่นเยียนก็กวาดสายตามองไปรอบๆ เมื่อเห็นชาวบ้านหมู่บ้านโหยวที่กำลังตื่นตระหนกตกใจ นางก็เอ่ยเสียงเรียบ
"ไปจากที่นี่ซะ"
พอชาวบ้านได้ยินเช่นนั้น ในใจก็จุดประกายความหวังที่จะรอดชีวิตขึ้นมาทันที
พวกเขาพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน เตรียมอาศัยจังหวะชุลมุนหลบหนีไปจากสถานที่อันตรายแห่งนี้
ในตอนนั้นเอง เหล่าทหารของกองทัพก็ลงมือ
พวกเขาแกว่งดาบและกระบี่ในมือ เผยสีหน้าดุร้ายอำมหิต เห็นได้ชัดว่าต้องการสังหารชาวบ้านผู้บริสุทธิ์เหล่านี้ให้สิ้นซาก
ร่างของเฉิ่นเยียนขยับเพียงวูบเดียว ก็ไปปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าเหล่าทหาร นางตวัดกระบี่ยาวในมือ พลังภูตและปราณกระบี่ผสานเข้าด้วยกัน ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ก่อเกิดเป็นคลื่นพลังอันแข็งแกร่งปะทุขึ้นอย่างกะทันหัน ก่อนจะพุ่งเข้ากระแทกใส่ทหารเหล่านั้นอย่างจัง
ตู้ม!
ชาวบ้านตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาไม่สนใจสิ่งใดอีก รีบสับเท้าวิ่งหนีสุดชีวิต
ส่วนโหยวชางก็ยื่นมือไปกระชากตัวโหยวหลีอย่างแรง หมายจะพานางหนีไป
โหยวหลีจำเฉิ่นเยียนและเฟิงสิงเหยาได้แล้ว นางตะโกนถามด้วยความไม่ยินยอม
"ใต้เท้าฉีเหยียนล่ะ ทำไมเขาถึงไม่มาด้วย!"
สิ้นคำกล่าวนั้น สายตาของทหารทั้งกองทัพก็เปลี่ยนไป ในใจเต็มไปด้วยความระแวดระวังและจิตสังหาร
ที่แท้ 'จอมยุทธ์ชุดม่วง' ก็มีความเกี่ยวข้องกับฉีเหยียนนี่เอง!
เหมยซวิ่นย่อมได้ยินเช่นกัน เขาแค่นเสียงเย็นชาทันที แล้วตะโกนสั่งการเสียงดังลั่น
"ค้นหาให้ทั่วบริเวณนี้ หาตัวฉีเหยียนออกมาให้ได้!"
สิ้นเสียงคำสั่ง ทหารต่างก็แยกย้ายกันออกไปค้นหาทันที
เฉิ่นเยียนตวัดสายตาอันเย็นชาไปมองโหยวหลี
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาที่เย็นเยียบเสียดกระดูกของเฉิ่นเยียน ใบหน้าของโหยวหลีก็พลันซีดเผือดลงทันตา ความหวาดกลัวที่ไม่อาจควบคุมได้พวยพุ่งขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ นางก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างไม่รู้ตัว
เวลานี้ โหยวชางเองก็รู้ดีว่าโหยวหลีได้ก่อเรื่องใหญ่เข้าให้แล้ว เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็โกรธจนหน้ามืด ท้ายที่สุดก็ไม่อาจควบคุมโทสะในใจได้อีกต่อไป จึงเงื้อมือขึ้น ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ตบหน้าโหยวหลีอย่างแรง
ได้ยินเพียงเสียง 'เพียะ' ดังสนั่น เสียงตบหน้านั้นช่างดังกังวานและแสบแก้วหูเหลือเกินในเวลานี้
โหยวหลียังไม่ทันได้ตอบสนองใดๆ ทั้งร่างก็ถูกตบจนเซถลา เดินโซเซไปด้านข้างหลายก้าวกว่าจะยืนทรงตัวได้ บนใบหน้าของนางปรากฏรอยนิ้วมือสีแดงสดห้ารอยอย่างชัดเจน ดูน่าตกใจยิ่งนัก
ความเจ็บปวดแสบร้อน ทำให้น้ำตาของนางร่วงหล่นลงมาในทันที
นางกุมแก้มที่บวมแดง เอ่ยถามด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
"ท่านปู่ ตบข้าทำไม"
"เจ้าหุบปาก!"
โหยวชางตาแดงก่ำ มีน้ำตารื้นอยู่รางๆ ร่างกายโซเซ เขาดุด่าด้วยความโกรธที่หลานสาวไม่เอาไหน
"เจ้ารู้หรือไม่ว่ามีชาวบ้านกี่คนแล้วที่ต้องตายเพราะเจ้า!"
ร่างกายของโหยวหลีสั่นเทา น้ำตาคลอเบ้า ดูน่าสงสารยิ่งนัก
โหยวชางไม่สนใจอะไรอีก เขาดึงตัวนางวิ่งหนีไป
ส่วนเฉิ่นเยียนในเวลานี้ เพียงแค่ปรายตามองพวกเขาด้วยสายตาเรียบเฉย
หากไม่ได้รับการไหว้วานจากฉีเหยียน นางและเหยาคงไม่ย้อนกลับมาช่วยพวกเขาหรอก
เฉิ่นเยียนไม่อาจเปิดเผยพลังวิญญาณได้ จึงทำได้เพียงใช้พลังภูตรับมือกับทหารเหล่านี้
แม้ว่านางจะบ่มเพาะมาได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่ระดับพลังภูตของนางเพิ่งจะอยู่ที่ระดับปรโลกขั้นสิบเท่านั้น เมื่อต้องเผชิญหน้ากับทหารที่มีตบะอยู่ราวๆ ระดับปรโลกขั้นสามสิบถึงสี่สิบ นางย่อมไม่มีโอกาสชนะมากนัก
นางจึงอัญเชิญจี๋ออกมา
ตบะของจี๋บรรลุถึงระดับปรโลกขั้นหกสิบเจ็ดแล้ว
การรับมือกับทหารเหล่านี้ถือว่าง่ายดายเหลือเฟือ
ส่วนเฟิงสิงเหยาในเวลานี้ กระบี่ยาวในมือของเขาได้แทงทะลุร่างของเหมยซวิ่นไปแล้ว
เหมยซวิ่นส่งเสียงร้องอู้อี้ด้วยความเจ็บปวด หมายจะเหวี่ยงทวนยาวเพื่อตอบโต้
เฟิงสิงเหยาที่สวมหน้ากากสีเงินอยู่ น้ำเสียงของเขาดังทะลุหน้ากากออกมาอย่างชัดเจน เปี่ยมไปด้วยจิตสังหารและความเด็ดขาด
"ภรรยาของข้าบอกว่า ฆ่าเจ้าทิ้งเสีย จะดีกว่า"
ม่านตาของเหมยซวิ่นหดเกร็ง
ตามมาด้วยเสียง 'ตู้ม' ระเบิดดังสนั่น เหมยซวิ่นถูกเฟิงสิงเหยาสังหารแล้ว
ทหารที่กำลังค้นหาร่องรอยของฉีเหยียนอยู่รอบๆ จู่ๆ ก็สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังอันแข็งแกร่งสายหนึ่งแผ่ซ่านออกมา เมื่อหันไปมอง ก็เห็นฉากที่เหมยซวิ่นตายอนาถเข้าพอดี
ชั่วพริบตาเดียว กองทัพที่เดิมทีจัดกระบวนทัพอย่างเป็นระเบียบก็ปั่นป่วนวุ่นวายไปหมด
"รีบหนีเร็วเข้า!"
ในเวลานี้ พวกเขาไม่มีแก่ใจจะค้นหาเบาะแสของฉีเหยียนอีกต่อไปแล้ว การรักษาชีวิตรอดต่างหากที่สำคัญที่สุด
ราวหนึ่งเค่อต่อมา สภาพแวดล้อมเต็มไปด้วยความย่อยยับ ซากศพเกลื่อนกลาด
ไม่มีใครรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว
จี๋กลับเข้าไปในมิติพลังพิเศษ
เฉิ่นเยียนเก็บกระบี่โดยสีหน้าไม่เปลี่ยน หันไปมองเฟิงสิงเหยา
"ได้เวลาไปแล้ว"
เฟิงสิงเหยายื่นมือมาให้นาง
นางหลุบตามองเล็กน้อย ก่อนจะวางมือของตนเองลงไป
"มือของเจ้าเย็นไปหน่อยนะ"
เฟิงสิงเหยาลูบคลำมือที่เรียวบางและอ่อนนุ่มของนางเบาๆ
เฉิ่นเยียนหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก เอ่ยเตือนเขาว่า
"ตอนนี้พวกเราเป็นกายวิญญาณนะ"
เฟิงสิงเหยาย่อมรู้ดีว่าอุณหภูมิของกายวิญญาณมักจะค่อนข้างต่ำ แต่เขากลับสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า อุณหภูมิมือของนางในเวลานี้แตกต่างจากเมื่อหลายวันก่อนอย่างเห็นได้ชัด