- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 698 เส้นทางที่แตกต่าง
ตอนที่ 698 เส้นทางที่แตกต่าง
ตอนที่ 698 เส้นทางที่แตกต่าง
สองวันต่อมา
บนยอดเขาเวิ่นเทียน เด็กหนุ่มในอาภรณ์สีขาวราวหิมะกำลังนั่งขัดสมาธิ บนตักมี 'ฉินเชียนซุ่ย' วางพาดไว้ นิ้วมือเรียวยาวขาวผ่องไล้ไปตามสายฉินอย่างแผ่วเบา ทันทีที่เสียงดนตรีบรรเลง สายลมก็พัดพลิ้วโอบล้อมรอบกาย
ท่วงทำนองฉินกังวานแว่วหวาน ไหลรินอ้อยอิ่ง ราวกับจะซึมซาบลึกลงไปถึงขั้วหัวใจของผู้ฟัง
ใบหน้าของเด็กหนุ่มสวมหน้ากากเงินครึ่งซีกอันวิจิตร บดบังโฉมหน้าไปกว่าครึ่ง เผยให้เห็นเพียงดวงตาเรียวยาวลึกล้ำราวกับดวงดาราในราตรีมืดมิด ทอประกายเปี่ยมมนต์ขลัง คล้ายวังน้ำลึกที่แฝงกลิ่นอายเย้ายวนเกินคาดเดา
เด็กหนุ่มหลุบตาลง ขับขานบทเพลง
"จันทร์กระจ่างแสนเศร้า กาลเวลาผันผ่าน จันทร์กระจ่างสับสน คืนพายุหิมะหวนคืน..."
น้ำเสียงทุ้มต่ำเปี่ยมแรงดึงดูดของเขาดังกังวานไปทั่วหุบเขา ประสานกับเสียงฉิน มอบความรู้สึกราวกับกำลังตกอยู่ในห้วงฝัน
เมื่อท่วงทำนองบรรเลงไป เบื้องหน้าของเขาก็ปรากฏเงาร่างหลายสายเพิ่มขึ้นมา พวกเขาบ้างยืน บ้างนั่งลง ต่างคนต่างก็มีเรื่องว้าวุ่นซ่อนอยู่ในใจ
เมื่อจบหนึ่งบทเพลง เด็กหนุ่มชุดขาวก็ประคองฉินเชียนซุ่ยขึ้นมาอุ้มไว้ เผยซู่กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"อีกสามวันให้หลัง พวกเราเดินทางไปยังศูนย์บัญชาการใหญ่เทียนโจวกันเถอะ ไปดูอาการของเยียนเยียน จากนั้น... ก็รับฉือเยว่กลับตระกูลฉือ"
จูเก๋อโย่วหลินเงยหน้าขึ้นถาม
"ไม่รอเยว่เยว่ไปด้วยกันหรือ?"
เผยซู่สูดลมหายใจเข้าลึก
"ให้ฉือเยว่ได้กลับบ้านเร็วขึ้นหน่อย น่าจะดีกว่า"
อวี๋ฉางอิงเม้มริมฝีปาก พยักหน้าเห็นด้วย เซียวเจ๋อชวนใจลอยไปชั่วขณะ จนกระทั่งจูเก๋อโย่วหลินส่งเสียงเรียกเขาสองหนถึงได้สติกลับมา เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาของทุกคน ภายในใจก็พลันตีรวนด้วยความสับสนและเจ็บปวดเกินอธิบาย
"ตกลง"
เขาคล้ายกับต้องใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีเพื่อเอ่ยตอบรับ
เวินอวี้ชูเองก็พยักหน้าเล็กน้อย ทว่ากลับไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นความผิดปกติของเขาเลย เขายิ้มบางๆ
"ข้าจะบรรเลงเพลงให้พวกเจ้าฟังอีกสักสองสามเพลงก็แล้วกัน มันมีสรรพคุณช่วยสงบจิตใจได้"
ไม่มีใครเอ่ยปฏิเสธ เสียงลมพัดแผ่วหวิว เสียงฉินบรรเลงต่อเนื่องไม่ขาดสาย เด็กหนุ่มสาวทั้งห้าบนยอดเขาต่างเหม่อมองไปยังทิศทางที่แตกต่างกัน
ในเวลาเดียวกัน ณ ศูนย์บัญชาการใหญ่เทียนโจว
เฉิ่นเยียนยังคงไม่ฟื้นคืนสติ
ส่วนเฟิงสิงเหยาก็เอาแต่เฝ้าอยู่เคียงข้างนาง ยอมละทิ้งภาระหน้าที่มากมายเพื่อดรุณีผู้นี้
ท่านลุงเจิงและเหล่าขุนนางเก่าแก่ต่างแบ่งกำลังคนออกเป็นหลายส่วน ฝั่งหนึ่งส่งคนออกไปแกะรอยตามหาตัวเจ้าเกาะนภาและพรรคพวก อีกฝั่งหนึ่งส่งคนกลับไปยังแดนมืดเพื่อสืบข่าวคราวของเฉิ่นเช่อ และในขณะเดียวกันก็ต้องจัดการเรื่องที่เทียนโจวจะรวบรวมแดนฉางหมิงให้เป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง
ทางด้านเนี่ยสวินได้รับการจัดเตรียมให้พำนักอยู่ภายในศูนย์บัญชาการใหญ่เทียนโจว ทว่าเมื่อเขาเอ่ยปากขออนุญาตเข้าไปเยี่ยมดูอาการของเฉิ่นเยียน กลับถูกเหล่าขุนนางเก่าแก่ปฏิเสธอย่างสิ้นเยื่อใย เหล่าขุนนางชราเอ่ยด้วยสีหน้าซับซ้อน
"เนี่ยสวินเอ๋ย แม้ว่าเจ้าจะเป็นหนึ่งในผู้ท้าชิงตำแหน่งพระสวามีขององค์หญิง แต่ในเมื่อองค์หญิงได้เลือกท่านจุนซ่างผู้นั้นไปแล้ว เจ้าก็จงเตรียมใจรับความพ่ายแพ้เอาไว้เถิด"
"ที่จริงแล้ว เจ้าก็ไม่ได้ถึงกับขาดองค์หญิงไม่ได้หรอก ใช่หรือไม่?"
เมื่อได้ฟังคำพูดเหล่านั้น เนี่ยสวินก็รู้สึกจุกในลำคอราวกับมีก้างปลาติดอยู่ เมื่อเผชิญกับสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของพวกเขา เนี่ยสวินก็ได้แต่เม้มริมฝีปาก ก่อนจะพยักหน้ารับ
"ใช่ขอรับ"
ทันทีที่ขุนนางเก่าแก่ทั้งหลายได้ยินดังนั้นก็พากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก หนึ่งในขุนนางชรายื่นมือมาตบไหล่ของเนี่ยสวินเบาๆ
"เทียนโจวกำลังจะรวบรวมแดนฉางหมิงให้เป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง พวกข้าจะช่วยทูลขอตำแหน่งหน้าที่การงานดีๆ จากองค์หญิงให้แก่เจ้าเอง"
เนี่ยสวินค้อมศีรษะลงเล็กน้อย น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความสุภาพอ่อนน้อม
"ต้องรบกวนผู้อาวุโสทุกท่านแล้ว"
"เกรงใจอันใดกัน? ฮ่าๆๆ..."
"เจ้ากับฉางอวิ้นอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ก็สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันให้มากๆ เข้าไว้ล่ะ"
ทว่าเสียงหัวเราะและรอยยิ้มอันเบิกบานของพวกเขา กลับถาโถมเข้าใส่เนี่ยสวินราวกับเกลียวคลื่นที่กลืนกินเขาจนมิด เนี่ยสวินหลุบตาลง มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มขื่นขม
เขาหลงคิดว่าตนเองจะได้มีข้ออ้างอย่างเปิดเผยและชอบธรรมในการเข้าใกล้นางเสียที แต่ผลสุดท้ายยังไม่ทันจะได้ลงมือทำอันใด ก็ถูกทุกคนตราหน้าบอกกล่าวเสียแล้วว่า เขาไม่อาจเข้าใกล้นางได้ เพราะคนที่นางเลือกไม่ใช่เขา... เขาควรจะยอมแพ้แล้วใช่หรือไม่?
เวลาล่วงเลยไปอีกสามวัน
ในยามนี้แดนฉางหมิงค่อยๆ ฟื้นคืนสู่ความสงบสุขดังวันวานแล้ว ทว่าสิ่งเดียวที่แตกต่างไปจากเดิมก็คือ ขั้วอำนาจใหญ่ทั้งหมดล้วนกลายมาเป็นขุมกำลังใต้สังกัดของเทียนโจว เพียงแต่ยังขาดพิธีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการเท่านั้น ซึ่งพิธีการที่ว่า คงต้องรอให้เฉิ่นเยียนฟื้นขึ้นมาเสียก่อนค่อยว่ากันอีกที
ณ เวลานี้ ภายในสำนักเฉียนคุน บนเขาเวิ่นเทียน
เผยซู่เดินทางมาถึงจุดนัดหมายเพื่อรอคอยสหายคนอื่นๆ คนที่มาถึงเป็นลำดับที่สองคือจูเก๋อโย่วหลิน และคนที่สามคืออวี๋ฉางอิง ยังคงเหลือเพียงเวินอวี้ชูและเซียวเจ๋อชวนที่ยังไม่ปรากฏตัว
จูเก๋อโย่วหลินขมวดคิ้วพึมพำ
"เหตุใดพวกเขาถึงได้ชักช้านัก?"
อวี๋ฉางอิงกล่าว
"อาจจะติดธุระอันใดอยู่ก็เป็นได้"
ทั้งสามคนรอคอยอยู่เกือบครึ่งชั่วยาม จูเก๋อโย่วหลินเริ่มแสดงสีหน้าร้อนรน เขาหยิบศิลาสื่อสารออกมาเพื่อส่งข้อความหาคนทั้งสองในทันที ทว่ากลับพบว่าข้อความไม่สามารถส่งออกไปได้เลย
จูเก๋อโย่วหลินขมวดคิ้ว เอ่ยถามด้วยความฉงนสงสัย
"เกิดเรื่องอันใดขึ้น?!"
เผยซู่และอวี๋ฉางอิงสบตากัน ลางสังหรณ์ใจไม่ดีเริ่มก่อตัวขึ้น อวี๋ฉางอิงเอ่ยปากถามขึ้นว่า
"สองวันมานี้ พวกเจ้ามีใครได้พบหน้าพวกเขาทั้งสองคนบ้างหรือไม่?"
"ไม่"
"ไม่ได้พบเลย"
หัวใจของอวี๋ฉางอิงหล่นวูบ นางตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
"เร็วเข้า ไปดูที่พักของพวกเขาหน่อย"
"ตกลง!"
อวี๋ฉางอิงและเผยซู่ไปด้วยกัน มุ่งหน้าไปยังที่พักของเวินอวี้ชู ส่วนจูเก๋อโย่วหลินแยกตัวไปที่พักของเซียวเจ๋อชวนเพียงลำพัง
ไม่นานนัก พวกเขากก็มาถึงที่พักของคนทั้งสอง อวี๋ฉางอิงยกมือขึ้นตบประตูห้อง
ปัง! ปัง! ปัง!
"อวี้ชู เจ้าอยู่หรือไม่?"
ไร้ซึ่งเสียงตอบรับใดๆ อวี๋ฉางอิงขมวดคิ้วมุ่น นางยกขาขึ้นถีบประตูห้องอย่างไม่ออมแรง เสียงดังกึกก้อง ประตูห้องถูกถีบจนเปิดออก เมื่อพวกเขาทั้งสองก้าวเข้าไปก็พบว่าข้างในว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่เลยแม้แต่เงาเดียว
สายตาของเผยซู่ไปหยุดลงบนโต๊ะไม่ไกลนัก เขาเห็นเพียงจดหมายฉบับหนึ่งถูกทับเอาไว้ใต้ป้านน้ำชา
"นี่มัน..."
สีหน้าของอวี๋ฉางอิงมืดครึ้มลงในทันตา นางรีบจ้ำอ้าวเข้าไปหยิบจดหมายฉบับนั้นขึ้นมา บนซองจ่าหน้าไว้ว่า: ถึง ซิวหลัว
อวี๋ฉางอิงเปิดซองจดหมายด้วยสีหน้าเรียบเฉย ดึงกระดาษด้านในออกมา เมื่ออ่านเนื้อความจบ นางก็แค่นหัวเราะเย็นชาออกมาสองที จากนั้นฟาดฝ่ามือลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่น โต๊ะไม้แหลกละเอียดลงไปกองกับพื้นทันที
เผยซู่รับจดหมายมาดูบ้าง สีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนไปในทันที
และในตอนนั้นเอง เสียงร้อนรนของจูเก๋อโย่วหลินก็ดังแว่วมาจากด้านนอก
"แย่แล้ว เจ้าหมาชวนหนีไปแล้ว!"
จูเก๋อโย่วหลินก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาอย่างรวดเร็ว ในมือถือจดหมายฉบับหนึ่งไว้แน่น เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและเกรี้ยวกราด
"เจ้าหมาชวนทิ้งจดหมายเอาไว้ บอกว่าคนของเผ่าเฉียนจากดินแดนเบื้องบนมาตามหาเขา แล้วเขาก็ตามพวกนั้นไปแล้ว เขาจากไปโดยไม่ล่ำลาได้อย่างไรกัน?! เขากล้าทิ้งพวกเราไปได้อย่างไร?"
จูเก๋อโย่วหลินเดือดดาลจนแทบคลั่ง ปากก็สบถด่าไม่หยุดหย่อน ทว่าหลังจากระบายอารมณ์อยู่พักใหญ่ อวี๋ฉางอิงและเผยซู่กลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ เลย
เมื่อเขาเหลือบไปเห็นจดหมายในมือของเผยซู่ก็ชะงักงันไปทันที เขารีบพุ่งเข้าไปแย่งมาอ่าน ยิ่งอ่าน มือทั้งสองข้างก็ยิ่งสั่นเทา
"เป็นไปได้อย่างไร..."
"เหตุใดถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้?!"
อวี๋ฉางอิงก้าวเดินออกจากห้อง ขณะที่เผยซู่กำลังจะเดินตามไป นางก็หันหน้ามาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
"อย่าตามข้ามา"
กล่าวจบ นางก็มุ่งหน้าขึ้นไปทางยอดเขา
ภายในห้อง จูเก๋อโย่วหลินเอาแต่จ้องมองจดหมายที่ทั้งสองคนทิ้งไว้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาโกรธจัดทว่าก็อับจนหนทางอย่างถึงที่สุด สุดท้ายก็ทรุดตัวลงนั่งแหมะอยู่ตรงมุมห้อง สีหน้าค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเหม่อลอย
บนยอดเขา สายลมกรรโชกแรงพัดผ่านไป
อวี๋ฉางอิงนั่งลงกับพื้น ทอดสายตามองดูทุกสรรพสิ่งเบื้องหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่หยาดน้ำตาใสกระจ่างราวคริสตัลร่วงหล่นลงมาจากหางตา
จนกระทั่งมีคนผู้หนึ่งมาอยู่ข้างกาย เผยซู่นั่งลงข้างๆ นาง หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาส่งให้ตรงหน้า นางสูดลมหายใจเข้าลึก หยาดน้ำตาร่วงหล่นลงมาอย่างไม่อาจกลั้น สะอื้นไห้ออกมาหลายระลอก
"ข้าหลงคิดว่า พวกเราจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไปเสียอีก"
"เป็นเพราะพวกเราปกป้องฉือเยว่ไว้ไม่ได้"
"เป็นเพราะพวกเราไม่อาจช่วยเหลือเยียนเยียนได้เลย"
"ฉือเยว่จากไปแล้ว อวี้ชูก็จากไป เจ๋อชวนเองก็จากไปเช่นกัน แล้วพวกเราจะเอาอะไรไปอธิบายกับเยียนเยียนเล่า? ทันทีที่นางฟื้นขึ้นมาก็ต้องพบว่ากลุ่มของพวกเราแตกสลายไปแล้ว ต่อจากนี้พวกเราจะทำอย่างไรกันดี..."
เอ่ยถึงตรงนี้ นางก็หันไปมองเผยซู่ นัยน์ตาที่เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตาสะท้อนความน้อยเนื้อต่ำใจและความเจ็บปวดแสนสาหัส นางร่ำไห้ไปพลางฝืนยิ้มไปพลาง