- หน้าแรก
- ท่องหมื่นโลก เริ่มที่ดันเจี้ยน
- บทที่ 20 ไม่เป็นไร หลังจากนี้จะยิ่งเหนื่อยกว่านี้อีก
บทที่ 20 ไม่เป็นไร หลังจากนี้จะยิ่งเหนื่อยกว่านี้อีก
บทที่ 20 ไม่เป็นไร หลังจากนี้จะยิ่งเหนื่อยกว่านี้อีก
บทที่ 20 ไม่เป็นไร หลังจากนี้จะยิ่งเหนื่อยกว่านี้อีก
หลี่อวี๋ทำความเข้าใจระบบการทำงานของวงเวทย์นี้จนทะลุปรุโปร่งแล้วก็ทิ้งตัวลงนั่งสมาธิอยู่ตรงนั้นเลย
กะว่าไว้รวยเมื่อไหร่จะสร้างไว้ที่บ้านสักวง เพราะวัตถุดิบพวกนี้หาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไปอยู่แล้ว
ของที่แพงหูฉี่ที่สุดในนั้นก็คือศิลาเวท ไอ้ของพรรค์นี้ราคาพุ่งปรี๊ดไม่เคยตก แถมยังใช้แทนเงินสดได้ด้วยซ้ำ
ไว้คราวหน้าหลี่อวี๋ค่อยจำลองวงเวทย์ขนาดเล็กไว้ที่บ้าน บวกกับวิธีทำสมาธิแทนการนอนหลับที่ครูเพิ่งสอนไป...
แค่นึกภาพตามหลี่อวี๋ก็รู้สึกว่ามันแจ่มสุดๆ เพราะงั้น โครงการสร้างวงเวทย์ที่บ้านต้องถูกดันขึ้นมาเป็นวาระเร่งด่วนแล้วล่ะ
และเรื่องหาเงินก็ต้องรีบจัดการให้ไวที่สุดเหมือนกัน ก็แหม ถ้าไม่มีเงินก็ทำอะไรไม่ได้เลย ขืนปล่อยไว้แบบนี้ ดีไม่ดีอาจจะไม่มีข้าวตกถึงท้องจนต้องอายชาวบ้านเขาแน่ๆ!
คาบเรียนเวทมนตร์คาบแรกของวันนี้ เน้นหนักไปที่ความรู้เรื่องการทำสมาธิล้วนๆ ส่วนเรื่องอื่นครูไม่ได้สอนอะไรเพิ่มเลย
เวลาที่เหลือก็หมดไปกับการนั่งสมาธิ พอจบคาบเรียนช่วงเช้า เพื่อนๆ ในห้องต่างก็มีสีหน้าสดชื่นแจ่มใส ไม่มีใครมีท่าทีเหนื่อยล้าเลยสักคน
หลี่อวี๋เริ่มจะเข้าใจตงิดๆ แล้วว่าทำไมถึงเอาวิชาเวทมนตร์มาไว้ช่วงเช้า ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด หลังจากนี้พวกเขาก็คงต้องใช้เวลาช่วงเช้าไปกับการทำสมาธิเพื่อชาร์จพลังให้เต็มเปี่ยม แล้วค่อยไปโดนสูบพลังในคาบวิชาต่อสู้ช่วงบ่ายสินะ...
ออดพักเที่ยงดังขึ้น พอเลิกเรียนพวกหลี่อวี๋ก็พากันแห่ไปที่โรงอาหาร
ระหว่างทางหลี่อวี๋สังเกตเห็นพวกเด็กที่ถูกแยกห้องเรียน พวกที่เรียนสายเวทมนตร์ก็หน้าตาเบิกบานสดใสดีอยู่หรอก แต่พวกสายต่อสู้นี่สิสภาพดูไม่จืดเลย
แต่ละคนเดินลากขากันเหมือนคนโดนสูบวิญญาณ เห็นชัดๆ เลยว่าเพิ่งผ่านการฝึกนรกแตกมาหมาดๆ
ความสุขความทุกข์ของคนเรานี่มันต่างกันจริงๆ พวกเด็กสายต่อสู้คงต้องทนรับสภาพนี้ไปอีกนาน แต่เดี๋ยวพอชินก็คงดีขึ้นเองแหละมั้ง
หลี่อวี๋มาถึงโรงอาหารก็ตักข้าวและเตรียมสแกนบัตรจ่ายเงินเหมือนปกติ แต่พอยกบัตรทาบลงไป เครื่องกลับขึ้นว่าหักเงินสำเร็จ ทั้งที่ยอดเงินคงเหลือในบัตรไม่ได้ลดลงเลยสักนิด
เห็นแบบนั้นหลี่อวี๋ก็เลยถามป้าตักข้าวด้วยความงุนงง "คุณป้าครับ เครื่องมันเสียหรือเปล่า? ทำไมขึ้นว่าหักเงินแต่ยอดไม่ลดเลยล่ะครับ?"
พอได้ยินหลี่อวี๋ถาม ป้าตักข้าวก็ชำเลืองมองแวบหนึ่ง ก่อนจะฉีกยิ้มตอบ "หนูอยู่ห้องพิเศษใช่ไหมล่ะ? เด็กห้องพิเศษกินข้าวฟรีตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจ้ะ"
คุณป้าอธิบายสาเหตุให้หลี่อวี๋ฟัง สรุปว่าเครื่องไม่ได้พัง แต่ทางโรงเรียนออกนโยบายกินฟรีให้เด็กห้องพิเศษต่างหาก
ข่าวนี้ทำเอาหลี่อวี๋ประหลาดใจไม่เบา แต่พอลองคิดดูดีๆ ก็ไม่ได้ติดใจอะไร ถือเป็นเรื่องดีซะอีก จะได้ประหยัดเงินไปได้ตั้งเยอะ
คิดได้ดังนั้นหลี่อวี๋ก็เอ่ยปากขอบคุณคุณป้า ก่อนจะยกถาดอาหารไปหาที่นั่ง
เด็กนักเรียนที่ต่อคิวอยู่ข้างหลังต่างก็ได้ยินบทสนทนาระหว่างหลี่อวี๋กับป้าตักข้าวกันถ้วนหน้า ทำเอาหลายคนอิจฉาตาร้อนกันเป็นแถบ
ดูท่าทางโรงเรียนจะให้ความสำคัญกับห้องนี้มากจริงๆ ดีไม่ดีหลังจากนี้อาจจะมีทรัพยากรดีๆ ประเคนให้ห้องนี้อีกเพียบแน่ๆ
หลี่อวี๋ไม่ได้สนใจสายตาอิจฉาริษยาของใคร เขารีบสวาปามข้าวให้หมด แล้วกลับไปนั่งไถสมาร์ตโฟนที่ห้องเรียน
ตกบ่าย คาบเรียนวิชาต่อสู้ก็เริ่มขึ้นฮิราสึกะ ชิซุกะเปิดฉากด้วยการตรวจการบ้าน และทบทวนสิ่งที่สอนไปเมื่อวาน
จากนั้นถึงจะเริ่มสอนเนื้อหาใหม่ แถมช่วงบ่ายวันนี้ยังไม่มีการฝึกภาคปฏิบัติเลยสักนิด หมดเวลาไปกับการเรียนทฤษฎีล้วนๆ
พอถึงเวลาเลิกเรียนหลี่อวี๋ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ "น่าเสียดายจัง... วันนี้ดันไม่มีฝึกสู้จริงซะงั้น ไม่งั้นฉันคงได้ลองวิชาดาบใหม่สักหน่อยแล้ว"
น่าเสียดายจริงๆ อุตส่าห์แบกอาวุธมาตั้งไกลดันเสียเที่ยวซะได้ ถ้าวันนี้มีประลองล่ะก็ ไม่ว่ายังไงเขาก็จะงัดเอาวิชาดาบวิญญาณออกมาโชว์ให้คู่ต่อสู้ดูเป็นขวัญตาสักรอบ
ยูกิโนชิตะ ยูกิโนะที่นั่งอยู่ใกล้ๆ บังเอิญได้ยินที่หลี่อวี๋บ่นพอดี เธออดไม่ได้ที่จะกรอกตาบนใส่ พร้อมกับตอกย้ำความตั้งใจในใจตัวเองว่า จะไม่มีวันยอมจับคู่ซ้อมกับไอ้หมอนี่เด็ดขาด
ยิ่งหมอนี่หันมาใช้อาวุธด้วยแล้ว ใครจะไปรู้ว่ามันงัดเอาวิชาอะไรมาใช้บ้าง แล้วฝีมือมันจะก้าวหน้าไปถึงขั้นไหนแล้ว
คนอื่นๆ ในห้องต่างก็ค่อยๆ พัฒนาฝีมือกันไปตามสเต็ป แต่ไอ้บ้าหลี่อวี๋เนี่ยสิ? ไม่คิดจะเก็บทรงเลยสักนิด พลังฝีมือพุ่งพรวดพราดเหมือนนั่งจรวด
เมื่อตอนบ่ายฮิราสึกะ ชิซุกะก็เพิ่งจะหลุดปากพูดไปหมาดๆ ว่าถ้าหลี่อวี๋ยังพัฒนาด้วยความเร็วระดับนี้ อีกไม่นานก็คงเรียนจบหลักสูตร เพราะเธอไม่มีอะไรจะสอนหมอนี่แล้ว
ตอนนี้หลี่อวี๋ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องเทคนิคกระบวนท่าอะไรเพิ่มเติมแล้ว สิ่งเดียวที่เขายังขาดก็คือเรื่องของลมปราณเท่านั้น
แต่ถึงอย่างนั้น พัฒนาการด้านลมปราณของเขาก็ยังถือว่าทิ้งห่างคนอื่นแบบไม่เห็นฝุ่นอยู่ดี คาดว่าอีกไม่นานหลี่อวี๋ก็คงจะทิ้งห่างเพื่อนร่วมชั้นไปไกลลิบจนตามไม่ทันแหงๆ
เอาคนไปเปรียบกับคนมีแต่จะประสาทแดกตายเปล่าๆ เพราะงั้นยูกิโนชิตะ ยูกิโนะถึงได้ตั้งปณิธานไว้เลยว่าจะไม่ขอสู้กับหลี่อวี๋อีก ตามความเร็วของหมอนี่ไม่ทันจริงๆ ขืนดันทุรังสู้ไปก็เหมือนรนหาที่เจ็บตัวชัดๆ
แถมไอ้บ้าหลี่อวี๋เวลาลงมือก็โหดเหี้ยมไม่เคยปรานีใครด้วย เธอแอบหวั่นใจว่าถ้าสู้กันจริงๆ เธออาจจะโดนหมอนี่อัดจนตายคามือเลยก็ได้!!
พอเลิกเรียนช่วงเย็นหลี่อวี๋ก็เผ่นแน่บกลับบ้านเป็นคนแรก แต่ก็ยังมีเพื่อนในห้องอีกหลายคนที่เลือกจะอยู่โรงเรียนต่อ
พวกเขากะจะใช้ห้องเรียนฝึกซ้อมวิชาต่อ ทุกคนเริ่มตระหนักถึงการแข่งขันและขยันขันแข็งกันอย่างรู้หน้าที่
ในห้องเรียนพิเศษตอนนี้มีนักเรียนตั้งหลายคนที่ฝีมือจ่อคอหอยใกล้จะทะลวงขึ้นระดับ 3 แล้ว ถ้าไม่รีบเร่งเครื่องตอนนี้ แล้วจะให้ไปรอตอนไหนล่ะ?
เพราะงั้น ต่างคนต่างก็ฮึดสู้ ซุ่มฝึกซ้อมกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ก็พวกเขาไม่ได้มีพรสวรรค์ระดับปีศาจแบบหลี่อวี๋นี่นา เลยต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างหนักเพื่อพัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้น
ส่วนหลี่อวี๋ที่เดินพ้นประตูโรงเรียนออกมา ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรกับสถานการณ์ในห้องเรียนเลย เขาไม่ได้ตรงดิ่งกลับบ้าน แต่เลือกที่จะเดินเตร็ดเตร่ไปเรื่อยเปื่อย
ตอนนี้ทั่วทั้งเมืองมีแต่เจ้าหน้าที่เดินลาดตระเวนกันให้ควั่ก แค่ก้าวเท้าออกจากโรงเรียนหลี่อวี๋ก็ปะทะเข้ากับชุดลาดตระเวนอย่างต่ำๆ 3 ชุดแล้ว
ชาวเมืองต่างก็รู้ดีว่าข้างนอกตอนนี้อาจจะมีอันตรายซุ่มซ่อนอยู่ เพราะงั้นทุกคนถึงได้เดินจ้ำอ้าวก้มหน้าก้มตาเดินกันอย่างเร่งรีบ กลัวว่าจะไปแจ็กพอตเจอสัตว์ประหลาดเข้า
สัมผัสได้ถึงบรรยากาศตึงเครียดของเมืองหลี่อวี๋ก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ ดูท่าสถานการณ์มันจะเลวร้ายกว่าที่คิดไว้แฮะ
ไม่งั้นคงไม่ประกาศเคอร์ฟิวเข้มงวดขนาดนี้หรอก มีเจ้าหน้าที่เดินตรวจตรากันแทบจะทุกๆ ไม่กี่นาที สถานการณ์แบบนี้มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย
อย่างน้อยในความทรงจำของหลี่อวี๋ เมืองนี้ก็ไม่เคยมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมาก่อน
หลี่อวี๋สะพายอาวุธคู่กายเดินเตร็ดเตร่ไปทั่วเมือง วันนี้เพื่อจะเดินเล่นให้สบายใจเฉิบ เขาเลยทิ้งข้าวของทุกอย่างไว้ที่โรงเรียน พกแค่ดาบเล่มเดียวติดตัวมา
ทะลุมิติมาอยู่โลกนี้ได้ 2 วันแล้ว เขายังไม่เคยได้เดินสำรวจเมืองนี้ดีๆ เลย ถือโอกาสนี้ไปเดินดูให้เห็นกับตาสักหน่อยก็แล้วกัน
ก็แหม ตั้งแต่มาถึงโลกนี้ได้ 2 วันหลี่อวี๋ก็เอาแต่ขลุกตัวอยู่แต่ในห้องเช่า ไม่ก็ที่โรงเรียน แทบจะไม่มีเวลาได้ออกมาเปิดหูเปิดตาข้างนอกเลย
หลี่อวี๋เดินทอดน่องสำรวจเมืองอยู่คนเดียว ถึงแม้ที่นี่จะเริ่มมีมาตรการคุมเข้ม แต่สำหรับชาวเมืองแล้ว มันก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อการใช้ชีวิตมากนัก
ก็แค่มีคนเดินถนนน้อยลง กับมีเจ้าหน้าที่เดินลาดตระเวนเยอะขึ้นเท่านั้นเอง
หลี่อวี๋มองความเข้มงวดของการลาดตระเวนบนท้องถนนแล้ว ก็พอจะเดาทางได้ทันที ความคิดที่จะไปไล่ล่ามอนสเตอร์เพื่อหาเงินคงต้องพับเก็บไปก่อน
เจอชุดลาดตระเวนคุมเข้มซะขนาดนี้ มอนสเตอร์เหรอ? แค่โผล่หัวออกมาก็โดนสอยร่วงแล้ว ต่อให้ซ่อนตัวอยู่ก็คงไม่รอดอยู่ดี งานนี้คงไม่เหลืออะไรตกมาถึงท้องหลี่อวี๋หรอก
แผนหาเงินจากการล่ามอนสเตอร์ของหลี่อวี๋ล่มไม่เป็นท่า เพราะมันไม่มีเหลือมาถึงเขาเลยน่ะสิ