- หน้าแรก
- ฝ่าวิกฤตเกมอัปเกรดอาชีพ เริ่มจากหน่วยสวาท
- บทที่ 42 คนบ้า กับ ข้อสันนิษฐานของลุงเหอ
บทที่ 42 คนบ้า กับ ข้อสันนิษฐานของลุงเหอ
บทที่ 42 คนบ้า กับ ข้อสันนิษฐานของลุงเหอ
บทที่ 42 คนบ้า กับ ข้อสันนิษฐานของลุงเหอ
ยามดึกสงัด
ณ ชั้นบนสุดของโรงแรมรอยัลรามา
โครม!
เพล้ง!!
ปัง!!!
ตู้หยางในชุดสูทสวมแว่นตากรอบทอง ยืนฟังเสียงข้าวของพังทลายดังมาจากในห้องด้วยสีหน้าตึงเครียด
เขาล้วงผ้าเช็ดหน้าออกจากกระเป๋าเสื้อสูทมาซับเหงื่อเม็ดเล็กๆ บนหน้าผาก ก่อนจะหันไปถามบอดี้การ์ดที่เฝ้าอยู่หน้าประตู
"เข้าไปนานแค่ไหนแล้ว?"
บอดี้การ์ดก้มดูนาฬิกาข้อมือ ส่ายหน้าอย่างจนใจ "15 นาทีแล้วครับ"
หลังจากที่แผนการลอบทำร้ายล้มเหลวไม่เป็นท่า แถมผู้จัดการจากดินแดนอาทิตย์ไม่ตกดินยังถูกคนกลุ่มหนึ่งชิงตัวไปได้
ทันทีที่เฉียนลี่ซิ่นรู้ข่าว เขาก็แทบจะคลั่งเป็นบ้า
"15 นาที... 15 นาที..."
ตู้หยางพึมพำกับตัวเอง ก้มดูนาฬิกาข้อมือบ้าง ในที่สุดก็ตัดสินใจ กัดฟันเคาะประตูเบาๆ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
ทันทีที่เสียงเคาะประตูดังขึ้น สรรพเสียงภายในห้องก็เงียบกริบลงทันที
ผ่านไปหลายวินาที ก็ยังไม่มีเสียงตอบรับจากคนข้างใน ตู้หยางจึงค่อยๆ ผลักประตูไม้บานคู่ตรงหน้าเข้าไป
เมื่อประตูเปิดออก ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือ 'ซากปรักหักพัง'
เวลานี้ เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งในห้องทำงานล้วนถูกทำลายพังพินาศไม่มีชิ้นดี สภาพเหมือนเพิ่งผ่านสมรภูมิรบมาหมาดๆ
สิ่งเดียวที่ยังรอดพ้นจากความพินาศ คือทีวีที่แขวนอยู่บนผนังฝั่งซ้ายของห้องทำงาน
ซึ่งกำลังฉายภาพจากกล้องวงจรปิดหน้าทางเข้าลานจอดรถของโรงแรมเพนนินซูล่าวนไปวนมา
ใต้ทีวี มีร่างของผู้หญิงคนหนึ่งในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ย เลือดอาบไปทั้งตัวจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้ นอนกองอยู่บนพื้น
ส่วนเฉียนลี่ซิ่นกำลังยืนหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ในมือถือไม้เบสบอลที่เปื้อนเลือดชุ่ม
"อ้าว~ มาแล้วเหรอ?"
ใบหน้าที่เคยซีดเซียวจากการออกแรงอย่างหนักของเฉียนลี่ซิ่น เริ่มมีเลือดฝาดผิดปกติ เขาถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน
"เหล่าตู้ เร็วเข้า รีบบอกฉันมาสิ สืบรู้ตัวพวกมันหรือยัง? วิลสันตายแล้วใช่ไหม?"
ตู้หยางโบกมือเป็นเชิงสั่งให้บอดี้การ์ดลากศพผู้หญิงออกไป ก่อนจะค้อมตัวลงตอบด้วยความเคารพ
"คุณชายครับ มีข่าวมาจากฝั่งดินแดนอาทิตย์ไม่ตกดินว่า บนเว็บไซต์ทางการของ Wall Capital เพิ่งประกาศแถลงการณ์ฉบับด่วนครับ
คุณสก็อตต์ วอลล์ ประธานกรรมการบริหาร จะเดินทางมาถึงสยามในอีก 10 วันข้างหน้า และบริษัทที่รับหน้าที่ดูแลความปลอดภัยตลอดการเดินทาง ก็คือ... บริษัทรักษาความปลอดภัยปาป้าครับ"
"ปาป้าเหรอ?"
เฉียนลี่ซิ่นพยายามนึกอยู่พักใหญ่ กว่าจะนึกออกว่าบริษัทนี้ทำธุรกิจอะไร "บริษัทนี้มันใกล้จะเจ๊งอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ? ฉันจำได้ว่าเมื่อไม่กี่วันก่อน ฉันเพิ่งสั่งสอนไอ้หัวหน้าแผนกรักษาความปลอดภัยกระจอกๆ ของมันไปหยกๆ ทำไมเจ้านายมันยังกล้าเข้ามายุ่งกับเรื่องของ Wall Capital อีก? อยากจะส่งรถสปอร์ตคันใหม่มาเซ่นไหว้ฉันอีกหรือไง?"
พูดจบ เฉียนลี่ซิ่นก็หัวเราะลั่น
"ใช่ครับ แต่ว่า..." ตู้หยางพยักหน้า กำลังจะอ้าปากอธิบาย แต่ก็ลังเลไปนิดหนึ่ง
"แต่อะไร?" เฉียนลี่ซิ่นหรี่ตาลง ประกายความอำมหิตพาดผ่านดวงตาอีกครั้ง
"แต่ว่า... ในแถลงการณ์ฉบับนั้นระบุว่า สัญญาว่าจ้างมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันเมื่อวานครับ"
"เมื่อวาน... เมื่อวานเหรอ?"
ราวกับมีแสงสว่างวาบขึ้นในสมอง!
จิ๊กซอว์ทุกชิ้นปะติดปะต่อกันจนเป็นรูปเป็นร่าง!
ในที่สุด เฉียนลี่ซิ่นก็เข้าใจแจ่มแจ้งว่าไอ้ 3 คนที่มาทำลายแผนของเขาคือใคร!
แต่ตอนนี้ เขากลับหัวเราะด้วยความโกรธจัด "แกกำลังจะบอกว่า ฉันเป็นคนปูทางให้ไอ้พวกกระจอกพวกนั้นงั้นเหรอ?!"
ตู้หยางก้มหน้านิ่ง ไม่กล้าปริปาก
เฉียนลี่ซิ่นหัวเราะเยาะเย้ยตัวเอง
แผนการลอบทำร้ายที่เขาอุตส่าห์วางแผนและสั่งการด้วยตัวเอง ไม่เพียงแต่จะคว้าน้ำเหลว แต่ยังกลายเป็นตัวเร่งให้ Wall Capital หันไปจับมือกับบริษัทรักษาความปลอดภัยปาป้าซะอีก...?!
"ไม่! ไม่มีทาง! เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!"
เฉียนลี่ซิ่นโบกมือปฏิเสธ เดินวนไปวนมาหน้าโต๊ะทำงาน ดวงตาแดงก่ำ "ไอ้ปาป้านั่นมันต้องมีข้อเสนออะไรดีๆ ไปหลอกล่อ Wall Capital แน่... ใช่! ต้องเป็นอย่างนั้นแน่ๆ!"
"เหล่าตู้ ไป! ไปถามไอ้พวกสวะที่กรมตำรวจกรุงเทพฯ ซิ ว่าตอนนี้คนของบริษัทปาป้ามันมุดหัวอยู่ที่ไหน? เงินตั้งหลายล้านดอลลาร์ที่ตระกูลเฉียนจ่ายให้พวกมันทุกเดือน ไม่ได้มีไว้ให้พวกมันนั่งกินเปล่าๆ นะโว้ย!!!"
ยิ่งพูด เฉียนลี่ซิ่นก็ยิ่งขึ้นเสียง จนประโยคสุดท้ายแทบจะตะโกนออกมาดังลั่น
"ถามมาแล้วครับ"
ตู้หยางตอบ "พวกมันสืบรู้มาว่า หม่าชวนถิง คนของบริษัทปาป้า เพิ่งไปเช่าสนามฝึกซ้อมยิงปืนที่ชานเมืองเมื่อไม่นานมานี้ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด พวกมันน่าจะกบดานอยู่ที่นั่นแหละครับ"
แทบไม่ต้องคิด เฉียนลี่ซิ่นตะโกนสั่งทันที "งั้นก็สั่งให้พวกมันส่งหน่วยสวาทไปลากคอพวกมันกลับมาให้หมด!"
"ขอโทษด้วยครับ คุณชาย..."
ตู้หยางหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ค้อมตัวลงต่ำกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว
"คนที่คุยกับผมเมื่อกี้ คือผู้กำกับถูฉาย เขาฝากข้อความมาถึงคุณชายว่า... ตำรวจกรุงเทพฯ ไม่ใช่กองกำลังส่วนตัวของตระกูลเฉียนครับ"
ทันทีที่พูดจบ บรรยากาศในห้องก็เงียบสงัดลงทันที
เฉียนลี่ซิ่นจ้องมองตู้หยางนิ่งๆ ผ่านไปหลายวินาที ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"หมาหวงก้างชัดๆ เรื่องยังไม่ทันจะรู้ผลแพ้ชนะ ก็รีบเลือกข้างซะแล้ว แค่ Wall Capital ที่อยู่ไกลคนละซีกโลก มันน่ากลัวกว่าฉันนักหรือไง?
...ช่างเถอะ รู้ที่ซ่อนก็พอ เหล่าตู้ แกไปจัดการหาพวกมือปืนมา บุกไปฆ่าพวกมันซะคืนนี้เลย ส่วนสาเหตุการตายก็แต่งเรื่องขึ้นมาส่งๆ จะเป็นการล้างแค้น วางระเบิด หรืออะไรก็ช่างเถอะ ทำแบบที่เคยทำนั่นแหละ"
"แต่ว่า..."
ตู้หยางที่รู้ดีว่าเรื่องนี้จะสร้างปัญหาใหญ่โตแค่ไหน กำลังจะเอ่ยปากทัดทาน แต่ยังพูดไม่ทันจบ ภาพตรงหน้าก็มืดดับลงกระทันหัน!
ผลั่ก!!!
ไม้เบสบอลในมือเฉียนลี่ซิ่นฟาดเสยเข้าที่ใบหน้าของตู้หยางอย่างจัง แว่นตากรอบทองแตกกระจายคากรอบ!
ตู้หยางหงายหลังล้มตึงลงไปกองกับพื้น เอามือกุมใบหน้าที่เต็มไปด้วยเลือด พยายามจะยันตัวลุกขึ้น แต่เรี่ยวแรงกลับหดหายไปดื้อๆ
เฉียนลี่ซิ่นเหยียบลงบนมือของตู้หยาง ขยี้ไปมาอย่างแรง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว
"กูสั่งให้มึงไปหามือปืน! พรุ่งนี้เช้ากูต้องเห็นข่าวการตายของพวกมัน! มึงฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไงวะ!?"
ดูเหมือนจะกลัวว่าถ้าพลั้งมือฆ่าตู้หยางตายไป จะไม่มีคนคอยรับใช้ เฉียนลี่ซิ่นที่กำลังฟิวส์ขาดจึงยั้งมือไว้ แค่เตะอัดเข้าไปอีก 2-3 ที
"ครับ... ผมเข้าใจแล้ว..."
ตู้หยางที่ต้องให้บอดี้การ์ดช่วยพยุงลุกขึ้นมา ไม่กล้าปริปากขัดคำสั่งอีก
เขารับใช้ตระกูลเฉียนมาสิบกว่าปี รู้อยู่เต็มอกว่าเฉียนลี่ซิ่นมีอาการคุ้มคลั่งเป็นพักๆ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นคนบ้าไปแล้ว
แต่ไม่คิดเลยว่ามันจะบ้าดีเดือดขนาดนี้
กว่าจะรวบรวมสติได้ ก็ตอนที่บอดี้การ์ดพาเขาเข้ามาในลิฟต์แล้ว
ตู้หยางล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋า เปิดสมุดรายชื่อ หาเบอร์โทรของเฉียนว่านเฉิง
เขาต้องโทรไปรายงานเรื่องทั้งหมดให้ผู้นำตระกูลอย่างเฉียนว่านเฉิงทราบ
ตอนนี้มีเพียงเฉียนว่านเฉิงคนเดียวเท่านั้น ที่จะหยุดยั้งความบ้าคลั่งของเฉียนลี่ซิ่นได้
แต่ทว่า...
นิ้วของตู้หยางที่จ่ออยู่เหนือปุ่มโทรออก กลับไม่ยอมกดลงไปเสียที
เขารู้ดีว่าเฉียนว่านเฉิงรักลูกชายคนเดียวคนนี้มากแค่ไหน
ถ้าโทรไป อย่างมากเฉียนลี่ซิ่นก็แค่โดนด่าชุดใหญ่ แล้ววันรุ่งขึ้นมันก็กลับมากร่างเหมือนเดิม ส่วนตระกูลเฉียน ก็คงจะสงบสุขเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ส่วนตัวเขาที่เป็นคนคาบข่าวไปบอกล่ะ...
หึ
เรื่องแบบนี้ เขามั่นใจในสันดานของเฉียนลี่ซิ่นร้อยเปอร์เซ็นต์
รับรองว่าไม่เกิน 2-3 วัน เขาต้องมีอันเป็นไป ตายอย่างปริศนาด้วยสาเหตุร้อยแปดพันเก้าแน่นอน
ระหว่างอนาคตของตระกูลเฉียน กับชีวิตน้อยๆ ของตัวเอง
ตู้หยางแทบจะไม่ต้องเสียเวลาคิดเลย
...
ณ สนามฝึกซ้อมยิงปืน
หม่าชวนถิงกำลังนั่งยองๆ สูบบุหรี่อยู่หน้าประตูสนามยิงเป้าบิน เหม่อมองดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืนด้วยสายตาว่างเปล่า ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
ส่วนวิลสันกำลังนอนหลับสนิทอยู่บนโซฟาในห้อง โดยมีผ้าห่มคลุมตัวไว้
เมื่อประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อน
เถ้าแก่บริษัทปาป้าเพิ่งโทรมาหาหม่าชวนถิงด้วยความดีใจ แจ้งข่าวเรื่องเซ็นสัญญาสำเร็จ
พร้อมกับกล่าวชื่นชมหม่าชวนถิงในฐานะหัวหน้าแผนกรักษาความปลอดภัยอย่างออกหน้าออกตา ยกย่องให้เขาเป็นถึงกำลังสำคัญในการฟื้นฟูบริษัท
แถมยังเลื่อนตำแหน่งให้เป็นผู้จัดการทั่วไปของบริษัทอีกต่างหาก
นอกจากจะได้ส่วนแบ่งค่าคอมมิชชัน 40% แล้ว เงินเดือนประจำก็ยังเพิ่มขึ้นอีก 30% ด้วย
แน่นอนว่า นอกจากเรื่องน่ายินดีแล้ว
เถ้าแก่บริษัทปาป้าก็ยังมอบหมายงานช้างให้เขาอีก 1 งาน
นั่นคือภายใน 1 สัปดาห์ เขาต้องหาทีมบอดี้การ์ดส่วนตัวที่มีความเป็นมืออาชีพและพึ่งพาได้มากที่สุดให้จงได้
โดยให้หม่าชวนถิงเป็นคนนำทีม เพื่อรับหน้าที่คุ้มครองความปลอดภัยให้ประธานบริษัท Wall Capital ที่จะเดินทางมาถึงสยามในอีก 10 วันข้างหน้า
ระยะเวลาปฏิบัติงาน: 1 สัปดาห์
ความจริงงานแบบนี้ หม่าชวนถิงก็เคยทำมาบ่อยแล้ว
ปกติแล้ว พอเซ็นสัญญาเสร็จ เขาก็จะติดต่อไปหาทีมหรือบริษัทรักษาความปลอดภัยที่รู้จักกัน เพื่อส่งต่องานให้อีกทอดหนึ่ง
บริษัทของพวกเขาก็แค่กินหัวคิวค่าแนะนำกับส่วนต่างค่าจ้างเท่านั้น
แต่เมื่อกี้ตอนที่เขาลองโทรหา 'พาร์ตเนอร์' ที่คุ้นเคยเหล่านั้นดู ก็ต้องพบกับความจริงที่ว่า
เบอร์ของเขาถูกบล็อกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
"แม่งเอ๊ย เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย มีเงินให้หาแท้ๆ เสือกไม่เอา..."
หม่าชวนถิงสบถอย่างหัวเสีย ก่อนจะทิ้งก้นบุหรี่ลงพื้น ส่ายหน้าถอนหายใจ เตรียมจะลุกขึ้นยืน
แต่สายตาก็เหลือบไปเห็นลุงเหอในชุดบาสเกตบอลกำลังเดินลงมาจากชั้นบนพอดี
"อ้าว ลุงเหอ ดึกป่านนี้ยังไม่นอนอีกเหรอ?" หม่าชวนถิงเอ่ยทักทาย
ในบรรดากลุ่มของจางเสวียน หม่าชวนถิงสนิทกับลุงเหอที่สุดแล้ว
ก็แหงล่ะ อายุอานามก็ไล่เลี่ยกันนี่นา
เทียบกับจื้อเว่ยที่คอยแต่จะหาเรื่องแขวะ หรือเค่อที่เงียบเป็นเป่าสาก ลุงเหอที่คุยเก่งและเป็นกันเองนั้นเข้าถึงได้ง่ายกว่าเยอะ
"กำลังจะนอนแล้วล่ะ พอดีอ่านหนังสือเพลินไปหน่อย..."
ลุงเหอปรายตามองวิลสันที่หลับสนิทอยู่บนโซฟา ก่อนจะเดินออกมาข้างนอก นั่งลงบนม้านั่งข้างๆ หม่าชวนถิง แล้วยิ้มถาม
"กำลังคิดเรื่องสัญญาอยู่ล่ะสิ?"
"โธ่ ไม่ได้คิดอะไรหรอก แค่นอนไม่หลับเลยออกมาสูบบุหรี่น่ะ"
หม่าชวนถิงหัวเราะกลบเกลื่อน
ลุงเหอยิ้ม ไม่ได้คิดจะต้อนให้จนมุม เขาพูดต่อว่า
"ฉันลองไปค้นข้อมูล Wall Capital ดูแล้วนะ บริษัทยักษ์ใหญ่ไม่ใช่เล่นเลย คุณวิลสันบอกว่าพวกเขามาตั้งบริษัทลงทุนที่กรุงเทพฯ"
"ถึงจะไม่ได้บอกว่าลงทุนด้านไหน แต่ดูจากประสบการณ์ของฉัน การที่พวกเขาเล่นใหญ่ซะขนาดนี้ เม็ดเงินลงทุนคงไม่ใช่น้อยๆ แน่ ดีไม่ดีอาจจะหลักร้อยล้านดอลลาร์เลยก็ได้ ยิ่งถ้าเป็นอุตสาหกรรมหลักด้วยแล้วล่ะก็ เผลอๆ อาจจะดึงเม็ดเงินลงทุนจากยุโรปตะวันตกตามมาอีกเพียบ"
"เค้กก้อนโตขนาดนี้ ขอแค่ได้มีส่วนเอี่ยวด้วยนิดๆ หน่อยๆ ก็พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องบริษัทและพนักงานได้ตั้งเท่าไหร่แล้วล่ะ?"
พูดจบ ลุงเหอก็ถอนหายใจ
"น่าเสียดายที่บริษัทคุณคนน้อยไปหน่อย มีแค่ 3 คน แถมคุณยังเป็นคนเดียวที่พอจะพึ่งพาได้"
"ถึงคุณวิลสันจะช่วยค้ำประกันให้ Wall Capital ยอมเซ็นสัญญาว่าจ้างบริษัทคุณก็เถอะ แต่ดูทรงแล้ว... บริษัทคุณคงจะรับงานนี้ไม่ไหวหรอก"
เมื่อได้ยินดังนั้น หม่าชวนถิงก็เถียงคอเป็นเอ็น
"ใครว่ารับไม่ไหวล่ะ? ถึงยังไงฉันก็มีเส้นสายในกรุงเทพฯ อยู่บ้าง ขอแค่ไปขอความช่วยเหลือจากพวกเพื่อนๆ รวบรวมทีมรักษาความปลอดภัยเล็กๆ สักทีมก็พอแล้ว แค่คุ้มครองนักท่องเที่ยวจากดินแดนอาทิตย์ไม่ตกดินคนเดียว ไม่เห็นจะยากตรงไหน"
"ถ้านายหาคนได้ แล้วนายจะมานั่งสูบบุหรี่ถอนหายใจอยู่ตรงนี้ทำไมล่ะ?"
ประโยคเดียว ทำเอาหม่าชวนถิงใบ้กินไปเลย
ลุงเหอหัวเราะหึๆ "เฒ่าหม่า คุณเคยคิดบ้างไหม ว่าทำไมแค่ภารกิจคุ้มครอง 'นักท่องเที่ยว' ธรรมดาๆ ถึงดึงดูดให้ตระกูลเฉียนมาเล่นงานคุณได้? เพื่อเงินค่าจ้างแค่ล้านสองล้านดอลลาร์เนี่ยนะ?"
"อ้าว แล้วมันไม่ใช่หรือไง?" หม่าชวนถิงขมวดคิ้วสงสัย
"ก็ไม่ใช่น่ะสิ เพราะเบื้องหลังภารกิจรักษาความปลอดภัย 'ง่ายๆ' แบบนี้ มันมีผลประโยชน์ก้อนโตซ่อนอยู่ไงล่ะ"
ลุงเหอเริ่มอธิบายข้อสันนิษฐานของตัวเองให้ฟัง
"ลองคิดดูนะ ไม่ว่าพวกมันจะลงทุนด้านอุตสาหกรรม การผลิต การท่องเที่ยว หรือแม้แต่วัฒนธรรม... ยังไงก็ต้องใช้คนใช่ไหม? ทั้งคนงาน ฝ่ายบริหาร พนักงานทำความสะอาด และก็... รปภ."
"และการจัดหาคนนี่แหละ คือหนทางทำเงินระยะยาวเลยล่ะ"
"ทำธุรกิจแบบตีหัวเข้าบ้านมันจะไปสนุกอะไร? รายได้ระยะยาวที่มั่นคงต่างหากล่ะคือของจริง"
หม่าชวนถิงจ้องลุงเหอตาโต "ลุงกำลังจะบอกว่า... สิ่งที่ตระกูลเฉียนเล็งไว้ จริงๆ แล้วคือผลประโยชน์มหาศาลที่จะตามมาหลังจากสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยนี้งั้นเหรอ?!"
"ถูกต้อง" ลุงเหอพยักหน้ายิ้มๆ "ในฐานะบริษัทที่สามารถคุ้มครองความปลอดภัยให้ประธาน Wall Capital ได้อย่างสมบูรณ์แบบ การจะรับหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้ธุรกิจของ Wall Capital ในกรุงเทพฯ ต่อ มันก็เป็นเรื่องง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากไม่ใช่เหรอ?"
เมื่อได้รับการชี้แนะจากลุงเหอ หม่าชวนถิงก็เข้าใจทุกอย่างแจ่มแจ้ง
มิน่าล่ะ ตระกูลเฉียนถึงได้มาแย่งธุรกิจกับเขาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
มิน่าล่ะ พวกพาร์ตเนอร์ที่เคยร่วมงานกันมาตลอดถึงได้พากันบล็อกเบอร์เขากันหมด
มิน่าล่ะ...
"แม่งเอ๊ย... ตระกูลเฉียนคิดจะผูกขาดตลาดนี่หว่า" หม่าชวนถิงอดไม่ได้ที่จะหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบอีกมวน
"ก็เพราะอย่างนี้ไงล่ะ ฉันถึงบอกว่าบริษัทนายรับงานนี้ไม่ไหวหรอก"
ในระหว่างที่ทั้ง 2 คนกำลังคุยกัน เสียงมอเตอร์ไซค์ก็ดังแว่วมาจากนอกสนามฝึกซ้อม และดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จู่ๆ ก้อนหินที่ห่อด้วยกระดาษก็ถูกโยนข้ามกำแพงเข้ามา ตกอยู่ไม่ไกลจากที่ทั้ง 2 คนนั่งอยู่
"หืม?"
หม่าชวนถิงเอื้อมมือไปแตะที่เอวตามสัญชาตญาณ แต่ก็พบแต่ความว่างเปล่า
เขาลืมปืนไว้ในตู้
จังหวะนั้นเอง ประตูรถออดี้ที่จอดอยู่ข้างประตูทางเข้าก็ถูกเปิดออกอย่างแรง
เค่อที่ยังไม่ได้ถอดชุดเกราะก้าวลงมาจากเบาะหลัง ในมือถือ MP5 ใช้เครื่องยนต์รถเป็นที่กำบัง ประทับปืนเล็งไปที่ประตูทางเข้าอย่างระแวดระวัง
"ลุงเหอ ไปปลุกคุณวิลสันเร็ว!"
หม่าชวนถิงรีบวิ่งไปที่ตู้ปืนเพื่อหยิบอาวุธของตัวเอง
อาจจะเพราะเสียงดังเกินไป จื้อเว่ยที่นอนอยู่ในห้องพักชั้นบนก็โผล่หน้าออกมาถาม "เกิดอะไรขึ้น?"
หม่าชวนถิงรีบใส่แมกกาซีนให้ปืนตัวเองพลางตอบ "มีคนอยู่ข้างนอก พี่จางล่ะ?"
"ลูกพี่อยู่บนดาดฟ้า..."
เวลานี้ วิลสันก็ถูกลุงเหอปลุกให้ตื่นแล้ว
ตางัวเงียพยายามฝืนลืม แต่ก็ลืมไม่ค่อยขึ้น
ส่วนบนดาดฟ้า
จางเสวียนถือปืน AR-15 เล็งผ่านกล้องเล็งกำลังขยาย 2 เท่าที่ติดบนรางปืน มองดูแผ่นหลังของคนขี่มอเตอร์ไซค์ที่ค่อยๆ ลับสายตาไป ก่อนจะลดปืนลง
เขาตะโกนบอกคนข้างล่าง "ใครก็ได้ ออกไปดูหน่อยสิว่ากระดาษที่ห่อก้อนหินนั่นเขียนว่าอะไร?"
"ได้ครับ!"
ข้างล่าง หม่าชวนถิงรีบวิ่งไปหยิบก้อนหินที่ห่อกระดาษนั่นมา
เมื่อคลี่กระดาษออก ก็พบข้อความเขียนไว้ว่า:
'คืนนี้เฉียนลี่ซิ่นจะส่งคนมาเก็บพวกแก ถ้าอยากรอด โทรมาเบอร์นี้'
และข้างใต้ข้อความ ก็คือเบอร์โทรศัพท์ 1 เบอร์