- หน้าแรก
- ฝ่าวิกฤตเกมอัปเกรดอาชีพ เริ่มจากหน่วยสวาท
- บทที่ 35 แผนการปล้น
บทที่ 35 แผนการปล้น
บทที่ 35 แผนการปล้น
บทที่ 35 แผนการปล้น
"ตระกูลเฉียน ถือว่าเป็นตระกูลคนจีนที่มีอิทธิพลมากตระกูลหนึ่งในกรุงเทพฯ เลยล่ะ ธุรกิจของพวกเขามีอยู่แทบจะครึ่งค่อนเมือง"
"ที่หลักๆ ก็จะมีพวกโรงแรม คาสิโน สถานบันเทิง..."
"และโรงแรมรอยัลรามาที่เราไปเมื่อวาน ก็คือหนึ่งในต้นไม้สลึงของตระกูลเฉียน"
"ส่วนไอ้คุณชายเฉียนนั่น... เป็นลูกชายคนเดียวของเฉียนว่านเฉิง ผู้นำตระกูลคนปัจจุบัน ชื่อจริงคือ เฉียนลี่ซิ่น หมอนี่นิสัยกร่าง เอาแต่ใจ แถมยังแปลกประหลาด สมัยก่อนเคยมีประวัติใช้ความรุนแรงด้วย"
"มีข่าวลือว่า เฉียนลี่ซิ่นเคยฆ่าคน แถมยังเป็นการทรมานจนตายด้วย แต่เพราะตำรวจไม่มีหลักฐาน... หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ตำรวจเกรงใจอิทธิพลของตระกูลเฉียน เลยไม่กล้าแตะต้องมัน"
"บางทีเฉียนว่านเฉิงคงจะกลัวลูกชายสร้างเรื่องใหญ่โต ก็เลยส่งมาคุมโรงแรมนี้ เพื่อดัดนิสัยมั้ง? น่าจะประมาณปีสองปีนี่แหละ เพราะเมื่อก่อนตอนที่ฉันเคยไป คนคุมไม่ใช่หมอนี่"
"ตั้งแต่เฉียนลี่ซิ่นมาคุมโรงแรมนี้ ก็สร้างเรื่องไว้ไม่น้อย ทั้งปล่อยเงินกู้นอกระบบ กักขังหน่วงเหนี่ยว ทำเป็นเรื่องปกติไปเลย ฉันก็แค่หนึ่งในเหยื่อของมันเท่านั้นเอง"
"เอาจริงๆ ตอนนี้ฉันชักจะสงสัยแล้วล่ะ ว่าที่พวกมันเล่นงานฉันขนาดนี้ คงไม่ได้หวังแค่เงินแน่ๆ เพราะฉันเพิ่งมากรุงเทพฯ เมื่อสองวันก่อน เพื่อมาคุยธุรกิจจริงๆ"
"มีมหาเศรษฐีจากอังกฤษจะมาเที่ยวกรุงเทพฯ เดือนหน้า แต่เพราะธุรกิจที่เขาทำอยู่มันค่อนข้างละเอียดอ่อน แถมยังมีศัตรูเยอะ เขาเลยไม่ค่อยไว้ใจบริษัทรักษาความปลอดภัยในประเทศตัวเอง เลยอยากจะจ้างคนในพื้นที่คุ้มกัน"
"ถึงเถ้าแก่บริษัทฉันจะไม่ได้เรื่อง แต่เขามีเส้นสายเยอะมาก ไม่รู้ไปรู้จักมักจี่กับใคร ถึงได้ติดต่อกับผู้จัดการของมหาเศรษฐีคนนั้นได้ แถมยังหาโอกาสให้ฉันไปสัมภาษณ์งานสัปดาห์หน้าด้วย"
"แต่โดนซ้อมจนสภาพนี้ อย่าว่าแต่ไปสัมภาษณ์เลย แค่เดินเข้าประตูไปเขาคงไล่ตะเพิดออกมาแล้ว"
หม่าชวนถิงเล่าข้อมูลของตระกูลเฉียนให้ทั้ง 3 คนฟัง พลางยกมือขึ้นแตะแผลบนใบหน้า แล้วก็ต้องสูดปากด้วยความเจ็บปวด
ลุงเหอที่อยู่ข้างๆ ฟังแล้วก็สงสัย "หมายความว่า... ตระกูลเฉียนก็มีธุรกิจรักษาความปลอดภัยด้วยงั้นเหรอ? การที่พวกเขาเล่นงานคุณ อาจจะเป็นการเตะตัดขาคู่แข่งทางธุรกิจหรือเปล่า?"
สมัยที่ลุงเหอยังอยู่ประเทศมังกร เขาก็เคยเห็น 'การแข่งขันทางธุรกิจ' แบบนี้มาบ้าง เลยไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร
"ฉันก็แค่เดาเอาน่ะ"
หม่าชวนถิงส่ายหน้า "ตระกูลเฉียนมีบริษัทรักษาความปลอดภัยในกรุงเทพฯ จริง แต่พนักงานส่วนใหญ่มีไว้คอยรับใช้คนในตระกูลเท่านั้น ไม่ค่อยได้ยินว่าพวกเขารับงานนอกนะ"
ลุงเหอทำหน้าครุ่นคิด ส่วนจื้อเว่ยไม่อยากสนใจเรื่องพวกนี้ให้มากความ หันไปถามจางเสวียน "ลูกพี่ ดูข้อมูลกับพิมพ์เขียวมาตั้งนานแล้ว พอจะได้เรื่องอะไรบ้างไหมครับ?"
จางเสวียนพยักหน้า แต่ก็ส่ายหน้าในเวลาต่อมา "มี แต่ยังไม่รัดกุมพอ โรงแรมนี้ใหญ่เอาเรื่อง ทางเข้าออกมีตั้ง 6 ทาง ลำพังพวกเราแค่ 3 คน คงจะทำตามแผนให้สำเร็จได้ยาก"
หม่าชวนถิงทนเก็บความสงสัยไว้ไม่ไหว โพล่งถามขึ้นมา "เอ่อ... พี่จาง ผมขอถามหน่อยเถอะ เป้าหมายหลักของพวกเราคืออะไรกันแน่? แค่จะไปเอาเงินก้อนนั้นคืน? หรือว่าทั้งปล้นทั้งฆ่า?"
ลุงเหอกับจื้อเว่ยก็หันไปมองจางเสวียนอย่างพร้อมเพรียง เพราะนี่ก็เป็นสิ่งที่พวกเขาอยากรู้มาตลอดเหมือนกัน
"ก็ต้องปล้นเงินสิ"
จางเสวียนตอบโดยไม่เงยหน้า "ฉันไม่ใช่คนยอมเสียเปรียบใครง่ายๆ ใครทำฉันอารมณ์เสีย ฉันจะทำให้มันพินาศทั้งตระกูล ฉันไม่เพียงแต่จะเอาเงินของฉันคืน แต่จะต้องเอาดอกเบี้ยมาให้คุ้มด้วย ส่วนเรื่องฆ่าคน... ถ้าไม่มีใครมาขวาง ฉันก็คงไม่บ้าจี้ฆ่าคนมั่วซั่วหรอก ฉันไม่ใช่ฆาตกรโรคจิตนะ แต่... มันจะเป็นไปได้เหรอ?"
ไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว บุกไปปล้นถึงที่ขนาดนั้น พวกชายชุดดำก็พกปืนกันทุกคน ตัวใหญ่ยังกับยักษ์ จะยอมยกเงินให้ง่ายๆ แค่เพราะคำขู่ได้ยังไง?
ดังนั้น ในปฏิบัติการครั้งนี้ ยังไงก็ต้องมีการนองเลือดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อได้ยินจุดประสงค์ที่แท้จริงของจางเสวียน หม่าชวนถิงก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก "ขอแค่ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ไอ้เฉียนลี่ซิ่นเป็นหลักก็พอ ถ้าแค่ปล้นเงินล่ะก็... ฉันพอมีวิธีนะ"
จื้อเว่ยหูผึ่ง "วิธีอะไรครับ?"
"พวกนายลองคิดดูนะ คาสิโนใหญ่ขนาดนั้น ต่อให้เป็นแค่พวกลูกค้ารายย่อย ไม่มีห้องวีไอพี ยอดเงินหมุนเวียนแต่ละวันก็น่าจะหลายสิบล้านดอลลาร์ ถึงเดี๋ยวนี้คนจะนิยมโอนเงิน แต่ก็ต้องมีพวกที่ใช้เงินสด หรือเอาพวกเครื่องเพชรของมีค่ามาจำนำบ้างแหละ"
"เงินเยอะขนาดนั้น ฉันไม่คิดว่าพวกมันจะเก็บไว้ในโรงแรมทั้งหมดหรอก ขอแค่เรารู้เวลาและวิธีการขนย้ายเงินสดของพวกมัน แล้วไปดักซุ่มโจมตีระหว่างทาง เราก็จะได้เงินก้อนโตมาอย่างง่ายดายแล้วไม่ใช่เหรอ?"
พอพูดมาถึงตรงนี้ หม่าชวนถิงก็อดปรบมือชื่นชมในความชาญฉลาดของตัวเองไม่ได้ นี่เขาเข้าวงการผิดมาตลอดหลายปีเลยนะเนี่ย
รู้งี้ว่าตัวเองมีพรสวรรค์ด้านอาชญากรรมขนาดนี้ จะไปเป็นรปภ.ทำไมวะ?
แต่จางเสวียนกลับขมวดคิ้ว "ถ้าไม่ใช่สถานที่ที่แน่นอน เราก็จะไม่สามารถคาดเดาความเร็วและกำลังพลของตำรวจที่จะตามมาได้ การปล้นกลางทางแบบนี้ ยากพอๆ กับปล้นธนาคารเลยนะ... หรือว่าคุณมีวิธีสืบเรื่องพวกนี้ได้?"
"เอ่อ..." หม่าชวนถิงถึงกับอึ้ง แผนนี้เขาเพิ่งคิดออกสดๆ ร้อนๆ ยังไม่ได้คิดรายละเอียดอะไรเลย
ในระหว่างที่ทุกคนกำลังใช้ความคิด จื้อเว่ยก็โพล่งขึ้นมา "ลองใช้โดรนดูดีไหมครับ?"
จางเสวียนตาเป็นประกาย
จื้อเว่ยอธิบายต่อ "เมื่อกี้ผมเพิ่งเห็นโฆษณาโดรนในเน็ต ถ้าเรามีโดรนคอยสอดแนมจากมุมสูง เราก็จะรู้ความเคลื่อนไหวของทั้งตำรวจและพวกตระกูลเฉียนได้แบบเรียลไทม์ไงครับ"
ลุงเหอพยักหน้าเห็นด้วย "ความคิดเข้าท่าดีนะ"
"น่าลองดูเหมือนกัน" จางเสวียนเห็นด้วย "งั้นจื้อเว่ย นายไปหาซื้อโดรนมาลองฝึกบินดูนะ ถึงตอนนั้น หน้าที่ควบคุมโดรนก็เป็นของนาย"
"ได้เลยลูกพี่!"
ระหว่างที่กำลังคุยกัน โทรศัพท์ของจางเสวียนก็ดังขึ้น
"หม่องเค่อโทรมา"
จางเสวียนบอกคนอื่นๆ ก่อนจะกดรับสาย
"คุณจาง ตอนนี้ผมต้องการเงินด่วนครับ!"
...
หม่าชวนถิงขับรถพาจางเสวียนและพวกมาจนถึงหน้าโรงพยาบาลที่เค่อบอก
พอรถจอดหน้าโรงพยาบาล หม่าชวนถิงก็ขมวดคิ้ว "โรงพยาบาลกรุงเทพ? พี่จาง นี่มันโรงพยาบาลเอกชนเลยนะ"
เมื่อเห็นจางเสวียนทำหน้างง ลุงเหอจึงอธิบาย "โรงพยาบาลเอกชนในสยามส่วนใหญ่ค่ารักษาแพงหูฉี่เลยล่ะ แล้วโรงพยาบาลกรุงเทพนี่ก็ถือว่าเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศซะด้วย"
จื้อเว่ยที่เคยหาข้อมูลเตรียมเที่ยวสยามมาก่อนถามขึ้น "ไหนบอกว่าสยามรักษาพยาบาลฟรีไงครับ?"
"ฟรีเฉพาะคนในประเทศเขาไงล่ะ คนต่างชาติอย่างเราต้องซื้อประกันสุขภาพเอา ซึ่งก็ไม่ค่อยมีใครซื้อหรอก"
คุยกันไปพลาง พวกเขาก็หาที่จอดรถได้สำเร็จ
ตามพิกัดที่เค่อบอก พวกเขาเดินมาถึงตึกผู้ป่วยใน ก็เห็นเค่อนั่งหน้าเศร้าอยู่บนม้านั่งหน้าตึกเพียงลำพัง
"คุณจาง!"
พอเห็นพวกจางเสวียน เค่อก็รีบลุกขึ้นยืนทันที
"เกิดอะไรขึ้น?" จางเสวียนเหลือบมองเข้าไปในตึก
"เฮ้อ..."
เค่อถอนหายใจยาว