- หน้าแรก
- ฝ่าวิกฤตเกมอัปเกรดอาชีพ เริ่มจากหน่วยสวาท
- บทที่ 23 รีเซ็ตอีกครั้ง จุดเซฟภารกิจที่เลื่อนออกไป
บทที่ 23 รีเซ็ตอีกครั้ง จุดเซฟภารกิจที่เลื่อนออกไป
บทที่ 23 รีเซ็ตอีกครั้ง จุดเซฟภารกิจที่เลื่อนออกไป
บทที่ 23 รีเซ็ตอีกครั้ง จุดเซฟภารกิจที่เลื่อนออกไป
แม้เสียงปืนจะดังสนั่นบาดแก้วหู แต่เมื่อตั้งสติได้ จางเสวียนก็ยังคงได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวในบ้าน
มันเดินลงบันไดมา... แต่ลงมาได้ครึ่งทางก็ถอยกลับไปงั้นเหรอ?
เมื่อคิดได้ดังนั้น จางเสวียนก็ไม่รอช้าอยู่ที่เดิมอีกต่อไป เขากระโดดพรวดเดียวปีนหน้าต่างเข้าไปในบ้าน ปิดประตูตามหลัง แล้วกวาดสายตาสำรวจสภาพแวดล้อมทันที
เวลานี้ ห้องนั่งเล่นเละเทะไม่มีชิ้นดี ระเบิดมือ 3 ลูกทำงานติดต่อกัน เปลี่ยนสภาพที่นี่จนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม
จางเสวียนยกปืนเล็งไปที่เชิงบันได ไม่ผลีผลามบุกขึ้นไปข้างบน แต่ถอยกลับไปทางหน้าต่างบานหลัง ค่อยๆ ชะโงกหน้าออกไปมองดูสถานการณ์ชั้นบน
เมื่อแน่ใจว่าตอนนี้อีกฝ่ายไม่ได้ดักซุ่มอยู่ตรงหน้าต่าง เขาก็ปีนออกไปนอกบ้านอีกครั้ง
ส่วนตอนนี้นายทหารบนชั้น 2 กำลังซ่อนตัวอยู่ใต้เตียง ในมือถือปืนพก 'รูบี้' เล็งปลายกระบอกไปที่เชิงบันไดด้วยความตึงเครียด
ขอแค่ทหารเยอรมันคนนั้นโผล่หัวขึ้นมา เขาจะลั่นไกสังหารมันทันที!
ทว่าสิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ เวลานี้อยู่นอกตัวบ้าน จางเสวียนกำลังใช้มือเกาะเกี่ยวรอยแยกบนกำแพงด้านนอก ค่อยๆ ปีนขึ้นมาจนถึงขอบหน้าต่างชั้น 2 แล้ว
จางเสวียนค่อยๆ ชะโงกหน้าเข้าไปมองในห้อง แต่กลับไม่พบร่องรอยของศัตรูตามที่คาดไว้
'ทำไมถึงไม่มีคน? หรือว่าปีนออกทางหน้าต่างหลังหนีไปแล้ว?'
จางเสวียนเกิดความสงสัย คิดว่าเมื่อครู่ตัวเองคงหูแว่วไปเอง
แต่จังหวะนั้นเอง เสียงปืนก็ดังขึ้นจากระยะไม่ไกล!
ทหารฝรั่งเศสหลายนายที่ค้นหามาจนถึงบริเวณนี้ สังเกตเห็นจางเสวียนที่เกาะอยู่บนกำแพงเข้าให้แล้ว จึงเริ่มเปิดฉากยิงใส่เขา!
และวินาทีถัดจากเสียงปืนลั่น เตียงนอนในห้องก็ขยับเขยื้อนไปเล็กน้อยพร้อมเสียงดังกึก!
เห็นแบบนี้ มีหรือที่จางเสวียนจะไม่รู้ว่าศัตรูซ่อนตัวอยู่ใต้เตียงนั่น
ประกอบกับมีคนเห็นเขาจากระยะไม่ไกลแล้ว จางเสวียนจึงไม่ลังเลอีกต่อไป ออกแรงยันตัวกระโดดขึ้นไปบนโต๊ะริมหน้าต่างในห้องทันที!
จากนั้นก็ปลดปืนไรเฟิลบนหลังลงมาอย่างรวดเร็ว แล้วกระหน่ำยิงทะลุแผ่นไม้กระดานเตียงไม่ยั้ง!
จนกระทั่งกระสุนทั้ง 5 นัดในรังเพลิงถูกสาดออกไปจนหมด จางเสวียนก็ยังไม่วางใจ เขาบรรจุกระสุนใหม่จนเต็ม ก่อนจะกระโดดลงจากโต๊ะอย่างระมัดระวัง
ใช้เท้าเตะเตียงให้ขยับออกไป ร่างของนายทหารคนนั้นก็ปรากฏสู่สายตาของจางเสวียน
เพียงแต่ตอนนี้นายทหารคนนั้นมีรูกระสุนเพิ่มมา 2 รู และ 1 ในนั้นเจาะทะลุกลางกบาล
จางเสวียนสะพายปืนไรเฟิลกลับเข้าที่ ก่อนจะก้มลงเก็บปืนพกรูบี้ที่ตกอยู่ข้างๆ ขึ้นมา
ปืนพกรูบี้เป็นปืนพกกึ่งอัตโนมัติที่ลอกเลียนแบบมาจากปืนบราวนิงก์ M1903
ใช้กระสุนปืนพกขนาด 7.65x17 มม. SR ความจุกระสุน 9 นัด
เมื่อถอดแมกกาซีนออกมาดู ก็พบว่ากระสุนยังเต็มอยู่ เมื่อรวมกับ 1 นัดในรังเพลิง ก็เท่ากับมีกระสุนทั้งหมด 10 นัด
จากนั้นจางเสวียนก็ค้นตัวนายทหารคนนี้ต่อ และได้แมกกาซีนที่บรรจุกระสุนเต็มมาอีก 2 อัน
พอมีอาวุธกึ่งอัตโนมัติอยู่ในมือ จางเสวียนก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง
"ถึงปืนไรเฟิลลูกเลื่อนจะแม่นยำกว่า แต่ความเร็วในการยิงมันช้าเกินไปจริงๆ ปืนกึ่งอัตโนมัติหรืออัตโนมัติเต็มรูปแบบนี่แหละเหมาะกับการสู้รบมากกว่า"
ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่ไทม์ไลน์ของอินสแตนซ์ตอนนี้คือช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 จะเรียกร้องอะไรมากกว่านี้ก็คงไม่ได้
หลังจากเสียบแมกกาซีนปืนพก 2 อันไว้ในกระเป๋าเสื้อตรงหน้าอกซ้ายซึ่งเป็นจุดที่หยิบง่ายที่สุด จางเสวียนก็ได้ยินเสียงพังประตูดังขึ้นจากชั้นล่าง
ไม่รอช้า จางเสวียนเข้าไปดักซุ่มอยู่ข้างเชิงบันไดทันที รอคอยการมาเยือนของศัตรู
ไม่นานนัก ทหารฝรั่งเศส 3 นายก็ค่อยๆ ย่องขึ้นบันไดมา ฝีเท้าของพวกมันเบากริบ ขณะเดียวกันปากก็พึมพำเรียกหาอะไรบางอย่าง
แม้จางเสวียนจะฟังไม่ออก แต่ก็พอเดาได้ว่าน่าจะกำลังเรียกชื่อนายทหารที่เพิ่งตายไปเมื่อครู่นี้
ก็แหงล่ะ ในเมื่อศพชั้นล่างไม่มีศพของนายทหารฝรั่งเศสคนนั้น พวกมันก็ต้องไม่แน่ใจว่านายทหารคนนั้นยังหลบอยู่ชั้นบนหรือเปล่า
แต่ในจังหวะนี้ ข้อเสียของปืนไรเฟิลสำหรับการต่อสู้ในอาคารก็เผยให้เห็นอย่างชัดเจน!
ทหารฝรั่งเศสที่ขาดการฝึกฝนยุทธวิธี CQB อย่างเป็นระบบ ไม่รู้จักการซ่อนปากกระบอกปืนล่วงหน้า จังหวะที่พวกมันกำลังจะก้าวขึ้นมาถึงชั้น 2 ปลายกระบอกปืนของคนนำหน้าก็โผล่พ้นขอบบันไดขึ้นมาก่อนแล้ว!
จางเสวียนที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วคว้าหมับเข้าที่ปลายกระบอกปืนของทหารนำร่อง พุ่งตัวพรวดออกไป มือเดียวถือปืนพกระดับเอว รัวไกไม่ยั้ง!
ปัง! ปัง! ปัง!...!!!
กระสุนเจาะทะลุหน้าอกทหารนำร่อง แต่ภายใต้การควบคุมจังหวะของจางเสวียน ทหารนายนี้ยังไม่ล้มหงายหลังลงไป!
จางเสวียนอาศัยร่างของมันเป็นโล่กำบัง ยื่นปากกระบอกปืนสาดกระสุนแบบไม่เล็งเป้าจากทางขวา!
ในช่องบันไดอันคับแคบ ไม่มีพื้นที่ให้หลบหลีกแม้แต่น้อย!
กระสุน 10 นัดถูกสาดออกไปจนหมดเกลี้ยงในพริบตา!
และทหาร 3 นายที่กำลังขึ้นบันไดมาก็ถูกจางเสวียนสังหารเรียบ!
ขณะที่เขาผลักศพพวกมันให้กลิ้งตกบันได เสียงปืนรัวเป็นชุดก็ดังขึ้นจากชั้นล่าง!
จางเสวียนรีบเดินกลับเข้าไปในห้องชั้น 2 พร้อมกับดึงแมกกาซีนจากกระเป๋าหน้าอกมาเปลี่ยนอย่างเร่งด่วน
แกร๊ก!
กระสุนเข้ารังเพลิงอีกครั้ง
เขารู้ดีว่าชั้นล่างต้องมีศัตรูเหลืออยู่อีกแน่ แต่ไม่รู้ว่ามีกี่คน
แต่ไม่ว่าพวกมันจะมีกันกี่คน ตอนนี้ก็คงตั้งป้อมรอรับมืออย่างแน่นหนาแล้ว
ขอแค่เขาเดินลงไป ต่อให้ปืนไวหรือแม่นแค่ไหน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะฆ่าคนหลายคนพร้อมกันในคราวเดียว!
งั้นตอนนี้ก็เหลือทางเลือกเดียวแล้ว!
เขาดันโต๊ะที่ขวางหน้าต่างออก ลองชะโงกหน้าไปดูสถานการณ์ข้างนอก แต่พอยื่นหน้าออกไป ก็ต้องเจอเข้ากับภาพอันน่าสยดสยอง!
ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาท่ามกลางความมืดมิด ป่าในแนวไกลปรากฏชัดเจนเบื้องหน้า ทหารฝรั่งเศสนับ 100 นายกำลังเคลื่อนพลออกมาจากทิศทางเดียวกับที่พวกเขายกพลมา
ส่วนทหารเยอรมันกว่า 10 นายที่ยังเหลือรอดอยู่บริเวณคันนาก็ต้องเผชิญกับสถานการณ์ถูกบีบขนาบทั้งหน้าหลัง หมดหนทางสู้กลับ การถูกสังหารหมู่ก็เป็นเพียงเรื่องของเวลา
ระหว่างที่จางเสวียนกำลังหอบหายใจระรัว ทหารฝรั่งเศสด้านล่างก็สังเกตเห็นเขาเข้า!
ปัง! ปัง!...!!!
กระสุนหลายนัดพุ่งสวนขึ้นมา!
โชคดีที่จางเสวียนหดหัวกลับทัน บวกกับดวงดี ไม่งั้นป่านนี้คงได้รีเซ็ตไปแล้ว
"เวรเอ๊ย โดนดักเกิดซะงั้น" จางเสวียนหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้
คราวนี้จบเห่ของจริง
จังหวะที่จางเสวียนกำลังชั่งใจว่าจะบุกตะลุยฝ่าวงล้อมลงไปดีไหม ระเบิดมือ 2 ลูกก็ถูกโยนลอยละล่องขึ้นมาจากเชิงบันได!
"แม่งเอ๊ย!"
ตูม!!!
รีเซ็ตภารกิจ!
...
เมื่อจางเสวียนลืมตาขึ้นอีกครั้ง สัญชาตญาณก็สั่งให้เขาคว้าปืนขึ้นมาเตรียมยิงทันที
ทว่ากลับพบว่าตอนนี้ตัวเองกำลังยืนอยู่กลางป่า และมีเสียงคนพูดคุยดังแว่วเข้าหู
"ร้อยโทลอยด์ตายแล้ว เมื่อกี้ฉันเห็นกับตาว่าหัวเขาถูกยิงทะลุ น่ากลัวจริงๆ แล้วตอนนี้พวกเราจะทำยังไงกันต่อ? จะทำภารกิจต่อไหม?"
น้ำเสียงร้อนรนแต่พยายามแสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือของโทมัสดังเข้าหูจางเสวียน
นี่มัน... สถานการณ์อะไรกันเนี่ย?
ความเจ็บปวดแสนสาหัสที่แล่นแปลบปลาบขึ้นสมองทำให้จางเสวียนรู้สึกมึนงงไปชั่วขณะ แต่โชคดีที่ความเจ็บปวดนั้นคงอยู่เพียงไม่กี่วินาที ไม่นานเขาก็ได้สติกลับคืนมา
"แกไม่เป็นไรใช่ไหม? ชเนตต์ ฉันเห็นสีหน้าแกไม่ค่อยดีเลย?"
เมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติของจางเสวียน โทมัสก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย
"ฉันไม่เป็นไร" จางเสวียนส่ายหน้า พลางมองเห็นเงาคน 2 ร่างเดินฝ่าหมอกหนาเข้ามาจากระยะไกล
"พระเจ้าคุ้มครอง ฟิชเชอร์ ฮอฟแมนน์ พวกแก 2 คนยังไม่ตาย!"
ทันทีที่เห็นหน้าทั้งคู่ โทมัสก็ดีใจจนเนื้อเต้น
"ฮ่า พวกเราเพิ่งไปเจอที่หลบภัยดีๆ มา พวกฝรั่งเศสหาพวกเราไม่เจอหรอก"
"ใช่ เมื่อกี้บอกให้แกตามพวกเรามาแท้ๆ แต่แกมัวแต่ชักช้า"
เมื่อฟิชเชอร์กับฮอฟแมนน์เห็นเพื่อนเก่า ก็เผยรอยยิ้มดีใจออกมาเช่นกัน
"นี่ชเนตต์ไม่ใช่เหรอ? เป็นอะไรไป? บาดเจ็บเหรอ? ต้องการผ้าพันแผลไหม?" เมื่อสังเกตเห็นจางเสวียนที่ยืนหน้าซีดอยู่ข้างๆ ฟิชเชอร์ก็เอ่ยแซว
"ฟิชเชอร์ เมื่อกี้ชเนตต์ช่วยชีวิตฉันไว้ ห่างตั้งเกือบ 10 เมตร หมอนี่สอยไอ้คนที่เกือบจะฆ่าฉันร่วงในนัดเดียวเลย" โทมัสพูดพลางชี้ไปที่ศพทหารฝรั่งเศสที่ถูกจางเสวียนยิงเป่าขมับ
"โอ้~ โทษที" ฟิชเชอร์หัวเราะร่วน "เจ๋งมากชเนตต์ ไม่ยักรู้ว่าฝีมือยิงปืนของแกก็เอาเรื่องเหมือนกันนะเนี่ย"
ฮอฟแมนน์ที่อยู่ข้างๆ ก็เสริมขึ้นมา "คนบางคนก็เป็นแบบนี้แหละ ดูภายนอกธรรมดาๆ แต่มักจะมีอะไรให้ประหลาดใจเสมอ"
จางเสวียนที่ยืนฟังทั้ง 3 คนคุยกัน ไม่ได้ปริปากร่วมวงสนทนาด้วย
ในหัวเอาแต่ทบทวนความล้มเหลวจากภารกิจครั้งที่แล้วซ้ำไปซ้ำมา
การเลือกบุกโจมตีตอนกลางคืนในครั้งก่อน ถือเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างเห็นได้ชัด