- หน้าแรก
- ฝ่าวิกฤตเกมอัปเกรดอาชีพ เริ่มจากหน่วยสวาท
- บทที่ 1 เกมพัฒนาอาชีพ!
บทที่ 1 เกมพัฒนาอาชีพ!
บทที่ 1 เกมพัฒนาอาชีพ!
บทที่ 1 เกมพัฒนาอาชีพ!
เพียะ! พลั่ก!!!
แส้เหล็กหวดลงบนแผ่นหลังอย่างแรง เสื้อเชิ้ตสีขาวบัดนี้ชุ่มไปด้วยเลือดสด ๆ จนแดงฉานไปทั้งตัว
"ไอ้เศษเดนตระกูลกระจอก เอ๊ย! จนกันทั้งบ้าน!"
"กูบอกมึงไว้นะไอ้จางเสวียน มึงจะแกล้งตายก็ไม่มีประโยชน์ มึงจบเห่แล้ว! ยอดขายไม่ทะลุเป้าติดต่อกันตั้ง 3 เดือน!"
"พรุ่งนี้รถจากเมาะลำเลิง จะมารับตัวมึงแล้ว เตรียมตัวไปลงนรกได้เลย!"
ภายในห้องแคบ ๆ สกปรกซอมซ่อ ชายชุดดำสบถด่าอย่างหัวเสีย ก่อนจะถ่มน้ำลายรดร่างชายหนุ่มที่นอนกองอยู่บนพื้นอย่างเหยียดหยามแล้วเดินจากไป
เมื่อประตูเหล็กปิดกระแทกเสียงดังสนั่น จางเสวียน ที่นอนคุดคู้อยู่บนพื้นก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา
"ที่นี่มัน... ที่ไหนวะ?"
ความเจ็บปวดเจียนตายทั่วร่างยังไม่เท่ากับอาการเวียนศีรษะอย่างรุนแรงจนอยากจะอาเจียน
เขาหมอบล้มลุกคลุกคลานอยู่บนพื้นก้มหน้าขย้อนอยู่นาน กว่าจะเริ่มตั้งสติได้
สภาพห้องแคบ ๆ สกปรกราวกับคอกหมู รอยแผลพุพองทั่วร่าง ประกอบกับเศษเสี้ยวความทรงจำที่พรั่งพรูเข้ามาในสมองไม่หยุดหย่อน ทุกอย่างล้วนบ่งชี้ถึงความจริงข้อเดียว
เขาหลุดเข้ามาอยู่ในโลกอื่นเสียแล้ว
ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ เมื่อเขาลองไล่ดูความทรงจำของร่างเดิม
เขากลับพบว่าตัวเองอยู่ในโลกคู่ขนาน ณ เมืองเมียวดี ประเทศรัฐฉาน
หรือที่รู้จักกันดีในนามแหล่งกบดานของพวกแก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพหลอกลวงต้มตุ๋นระดับโลก
และฐานะของเจ้าของร่างเดิมในตอนนี้ก็คือ มิจฉาชีพปลายแถวคนหนึ่ง
ส่วนสาเหตุที่ต้องระหกระเหินมาตกอับอยู่ที่นี่ ดูเหมือนจะเป็นเพราะไปก่อเรื่องไว้ที่บ้านเกิดจนต้องหนีตายหัวซุกหัวซุนออกมา
แต่เรื่องที่ว่าคืออะไร ในความทรงจำอันเลือนรางกลับไม่มีข้อมูลแน่ชัด
สรุปสั้น ๆ คือ ดวงซวยบรม
การที่ยอดขายเป็นศูนย์ติดต่อกันถึง 3 เดือนเต็ม ทำให้พวกเบื้องบนหมดความอดทนกับเขาขั้นสุด
แม้จะไม่รู้ว่ารถจากเมาะลำเลิง ที่ไอ้ชุดดำพูดถึงหมายถึงอะไร แต่พนันได้เลยว่าไม่มีทางเป็นเรื่องดีแน่
"พับผ่าสิ..."
จางเสวียน พยุงร่างไปนั่งพิงกำแพง ใบหน้าซีดเผือดดูไม่ได้
ชาติก่อนเขาเพิ่งจะจบจากโรงเรียนตำรวจมาหมาด ๆ และเพิ่งเข้าทำงานที่สถานีตำรวจหม่าเจียง ในฐานะตำรวจชุมชนผู้ทรงเกียรติ
นึกว่าจะได้ใช้ชีวิตการทำงานตบตีกับพวกโจรกระจอกอย่างราบรื่น ที่ไหนได้กลับต้องมาเจอเรื่องเฮงซวยแบบนี้
"รัฐฉานงั้นเหรอ... ไม่ได้การ ฉันต้องหนี แต่จะหนียังไงล่ะ?"
ในขณะที่จางเสวียน กำลังสิ้นหวังจนถึงขีดสุด เสียงระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็นำทางดังขึ้นในหัวทันที
【ระบบเกมพัฒนาอาชีพ ติดตั้งเสร็จสิ้น!】
【กำลังตรวจสอบอัตลักษณ์ของโฮสต์... ยืนยันตัวตนสำเร็จ เปิดใช้งานอินสแตนซ์อาชีพสำหรับผู้เริ่มต้น ขอให้โฮสต์เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับภารกิจ】
พร้อม ๆ กับเสียงนั้น แผงหน้าต่างเสมือนจริงก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าสายตาของจางเสวียน
. . . . . .
【ชื่อ: จางเสวียน】
【อาชีพ: ตำรวจ, มิจฉาชีพต้มตุ๋น】
【ทักษะอาชีพ: สังเกตรายละเอียด LV3, ต่อสู้ระยะประชิด LV3, ความเชี่ยวชาญอาวุธปืน LV2, ยิงปืนแม่นยำ LV3, ขับขี่พาหนะ LV2, วาทศิลป์ต้มตุ๋น LV1】
. . . . . .
"นี่มัน..."
จางเสวียน ตาโตเท่าไข่หาน หลังจากเช็กจนแน่ใจว่าตัวเองไม่ได้เสียสติไปจนหลอนไปเอง เขาก็รู้ทันทีว่า...
ตูมีสูตรโกงแล้ว!
รอดตายแล้วโว้ย!
เมื่อคิดได้ดังนั้นจางเสวียน ก็รีบเหลือบมองไปทางประตูเหล็กทันที เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครเฝ้าอยู่ข้างนอก จึงเอ่ยถามอย่างแผ่วเบาและระมัดระวัง:
"ระบบ หน้าที่ของแกคืออะไร? แล้วอินสแตนซ์คืออะไร? ฉันต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง?"
ผ่านไปครู่ใหญ่ ไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ
แต่จางเสวียน ไม่ละความพยายาม ถึงตอนนี้จะยังไม่รู้อะไรเลยก็ตาม
ทว่าสำหรับสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกในตอนนี้ ความเป็นไปได้เพียงเล็กน้อยก็คือความหวัง... ความหวังที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป!
เขาขยับไปนั่งในมุมอับที่มองจากประตูเหล็กเข้ามาไม่เห็น จากนั้นก็หลับตาลงแล้วพึมพำเบา ๆ:
"เปิดใช้งานอินสแตนซ์อาชีพ!"
【กำลังเข้าสู่อินสแตนซ์...】
【เข้าสู่อินสแตนซ์สำเร็จ ล็อคอัตลักษณ์เรียบร้อย!】
【ยืนยันภารกิจอินสแตนซ์】
วินาทีต่อมา เวลากลับหยุดนิ่ง!
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาก็มาโผล่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยเสียแล้ว
. . . . . .
ปี 2009 รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา สถานีตำรวจซานดิเอโก หน่วยสวาท (SWAT)
"...ทีม C ขึ้นรถ! ทีม D ขึ้นรถ!"
เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษกว่า 20 นายในชุดเสื้อเกราะยุทธวิธี หมวกกันกระสุน พร้อมอาวุธครบมือทั้งปืนสั้นปืนยาว รีบกระโดดขึ้นรถหุ้มเกราะของตำรวจอย่างรวดเร็ว
"เร็วเข้าจาง มัวยืนบื้ออะไรตรงนั้น!"
บนรถคันหนึ่งที่มีตัวอักษร POLICE แปะอยู่ เจ้าหน้าที่ตรงเบาะผู้โดยสารตอนหน้ากวักมือเรียกจางเสวียน ที่ยืนนิ่งอยู่ไม่ไกลอย่างเร่งรีบ
"มาแล้ว!"
จางเสวียน ที่เพิ่งลืมตาตื่นขึ้นมายังไม่ทันจับต้นชนปลายถูก ก็ได้แต่เออออห่อหมกกระโดดขึ้นรถไปก่อน
โชคดีที่ภาษาอังกฤษของเขาจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม ไม่อย่างนั้นคงฟังพวกนี้ไม่ออกจนซวยหนักกว่าเดิมแน่
เมื่อรถเคลื่อนตัวออกจากสถานีตำรวจจางเสวียน จึงมีเวลาสำรวจรอบตัวรวมถึงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของตัวเอง
ภายในห้องโดยสารรถหุ้มเกราะของตำรวจ มีเจ้าหน้าที่หน่วยสวาทรวมตัวเขา คนขับ และคนนั่งข้างคนขับ ทั้งหมด 6 นาย
เนื่องจากทุกคนสวมหมวกโม่งคลุมหัว จึงมองเห็นหน้าตาไม่ชัดเจน
แต่จากรูปร่างและผิวพรรณที่โผล่พ้นขอบตา ก็พอจะจำแนกสถานะคร่าว ๆ ได้
นอกจากนี้จางเสวียน ยังตรวจเช็กอาวุธปืนในมือ มันคือปืนไรเฟิลจู่โจม AR-15 ลำกล้องสั้น
ตัวปืนมีรอยสีลอกเล็กน้อย ดูท่าจะผ่านศึกมาโชกโชนทีเดียว
แต่บนรางติดอุปกรณ์เสริมยุทธวิธีกลับจัดเต็มไม่เบา ทั้งด้ามจับแนวตั้ง, ท่อเก็บเสียง, ไฟฉายยุทธวิธี และกล้องเล็งโฮโลแกรมครบชุด
ส่วนที่ซองปืนข้างต้นขาคือปืนพกกล็อก 17 สีดำสนิท
เขาชักออกมาเช็กดู พบว่ากระสุนขึ้นลำเรียบร้อยแล้ว ขอแค่ปลดเซฟก็พร้อมลั่นไกได้ทันที
บนเสื้อเกราะมีแม็กกาซีนปืนไรเฟิล 3 แม็ก และแม็กกาซีนปืนพก 4 แม็ก รวมถึงระเบิดสังหาร 1 ลูก, ระเบิดแสง 1 ลูก และระเบิดช็อค 1 ลูก
ที่แถบตีนตุ๊กแกบนปลอกแขนเสื้อมีสัญลักษณ์ "D-4" แปะอยู่ คนที่นั่งข้าง ๆ คือ D-3 ส่วนฝั่งตรงข้ามคือนั่ง D-5 และ D-6
ตรงเบาะหน้า D-1 คนที่กวักมือเรียกเขาก่อนหน้านี้ เอ่ยขึ้นด้วยสำเนียงเท็กซัสห้าว ๆ ว่า:
"ทุกคนคงรู้แล้วนะว่านี่ไม่ใช่ภารกิจปกติทั่วไป ถือเป็นงานนอกที่เบื้องบนสั่งลงมาด่วนมาก เราไม่มีข้อมูลอะไรมากนัก รู้แค่ว่านอกจากตัวประกันแล้ว ห้ามเหลือผู้รอดชีวิตเด็ดขาด อีกอย่างในพื้นที่เป้าหมายมีพลเรือนอยู่เยอะ เพราะฉะนั้นระหว่างปฏิบัติภารกิจ ต้องควบคุมการใช้อาวุธให้ดี ห้ามยิงมั่วซั่วเด็ดขาด"
"รับทราบครับท่านผู้การ ยังไงก็ไม่ใช่นัดแรกอยู่แล้ว พวกเรารู้มือกันดี" D-3 หัวเราะร่า ดูท่าทางจะเป็นคนอารมณ์ดีไม่น้อย
ส่วน D-5 ที่นั่งฝั่งตรงข้ามจางเสวียน เอามือกุมเอวพลางบ่น: "เอื้อออ... ยัยหนูเมื่อคืนนี้จัดหนักฉิบหาย ตอนนี้ยังปวดเอวไม่หายเลย ผู้การครับ ผมว่าผมต้องขอค่าโอทีเพิ่มหน่อยแล้วล่ะ... งานนี้ค่าตอบแทนคงไม่น้อยใช่ไหม?"
D-6 ที่นั่งข้าง ๆ ถามด้วยความจงรักภักดี: "นายไหวไหมไบรอัน?"
"หุบปากไปเลยไอ้หนู" D-5 แค่นเสียงอย่างดูแคลน
ถ้าสองคนนี้ไม่ได้มีเรื่องหมางใจกันมาก่อน ก็แสดงว่าไอ้หมอที่ชื่อไบรอัน นี่เป็นคนอวดดีและเย่อหยิ่งพอตัว
"ฮ่า ๆ..."
D-6 หัวเราะแก้เก้อ ก่อนจะหันมามองจางเสวียน ที่นั่งเงียบมาตลอด: "นายโอเคไหมจาง? เห็นเงียบมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว"
"ฉันไม่เป็นไร" จางเสวียน ส่ายหน้าเบา ๆ ไม่คิดจะพูดอะไรมาก
อินสแตนซ์นี้แม่่งสมจริงชะมัด ถึงขนาดจัดวางสถานะและปูภูมิหลังไว้ให้เสร็จสรรพจนเขาคาดไม่ถึง
แต่ที่เหนือความคาดหมายยิ่งกว่าคือ เขากลับไม่มีความทรงจำของร่างนี้เลยแม้แต่น้อย ขาวสะอาดบริสุทธิ์
ดูท่าระบบคงไม่ยอมให้เขาฮุบทักษะและความรู้ของร่างนี้ไปใช้ง่าย ๆ แน่
แม้จะฟังดูสมเหตุสมผล แต่มันก็สร้างความลำบากให้เขาไม่น้อยในช่วงเริ่มภารกิจ
"ฮ่า ๆ ไอ้หนู แกเลิกกวนเขาเถอะ เมื่อคืนหมอนี่ก็ไปท่องราตรีมาเหมือนฉันนั่นแหละ แถมเมื่อคืนยังปล่อยของซะเด่นเกินหน้าเกินตาคนอื่นอีกต่างหาก" D-5 หัวเราะร่า
D-1 ที่นั่งเบาะหน้าหันกลับมามองจางเสวียน แล้วพูดว่า: "จาง นายแน่ใจนะว่าไม่มีปัญหา? ถ้าเกิดร่างกายไม่ไหว ฉันสั่งให้นายกลับไปตอนนี้ยังทัน ภารกิจนี้อันตรายมาก ฉันไม่อยากให้คนในทีมต้องมาตายเพราะเรื่องขี้ผงหรอกนะ"
"ผมไม่เป็นไร วางใจได้เลย ศึกเมื่อคืนมันก็แค่เด็ก ๆ ผมกับไบรอัน น่ะฝีมือคนละชั้นกันอยู่แล้ว"
จางเสวียน พูดปนยิ้ม เกือบจะหลุดปากเรียก D-1 ด้วยฉายา "ผู้การ" ตามที่ได้ยินคนอื่นเรียกแล้ว แต่คำพูดกลับติดอยู่ที่ริมฝีปากและถูกกลืนลงคอไปอย่างหวุดหวิด
วาทศิลป์ต้มตุ๋น LV1 ทำงาน!
เวลาที่ต้องการแสร้งทำเป็นสนิทสนมกับใครสักคน ทั้งที่ยังไม่รู้ข้อมูลแน่ชัด ทางที่ดีที่สุดคืออย่าเพิ่งไปเรียกฉายาซี้ซั้ว
เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าไอ้ฉายานั้น มันเป็นคำที่คนในฐานะอย่างเราควรจะเรียกหรือเปล่า...
อืม ทักษะแปลก ๆ นี่ดันใช้ได้ผลแฮะ
และในระหว่างที่ทั้งสามคนกำลังคุยกันอยู่นั้น เสียงไซเรนตำรวจก็ดังระงมมาจากทางด้านหน้าของรถ
บัดนี้พวกเขารถมาถึงบริเวณชานเมืองอันห่างไกลแล้ว ในระยะสายตา มีรถตำรวจกว่า 10 คันจอดปิดล้อมตึกโรงแรมเก่า ๆ แห่งหนึ่งเอาไว้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากต่างเล็งปืนไปที่ประตูใหญ่ เตรียมพร้อมลุยเต็มอัตราศึก!