- หน้าแรก
- วิถีพรานป่ามหาเศรษฐี ล่าสัตว์ ปรุงยา เลี้ยงดูยอดรัก ในยุคสงคราม
- บทที่ 1 ภรรยาคนสวยของข้า
บทที่ 1 ภรรยาคนสวยของข้า
บทที่ 1 ภรรยาคนสวยของข้า
"ท่านพี่ อย่ากัดหูสิเจ้าคะ ข้าเจ็บ"
หิมะตกหนักโปรยปรายลงมา
ภายในกระท่อมมุงจากของหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในจักรวรรดิต้าเฉียน หญิงสาวผู้มีรูปโฉมงดงามจนดวงจันทร์ยังต้องหลบซ่อนใช้มือปิดบังใบหน้าแดงซ่านด้วยความเอียงอาย
ฝ่ามือร้อนผ่าวของหนิงหยวนทาบทับลงมา แววตาของเขาแดงก่ำดูน่ากลัวราวกับวัวกระทิงที่กำลังคลุ้มคลั่ง
เตียงไม้เก่าพังที่โยกเยกส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดมาตลอดได้หยุดนิ่งลง เสิ่นซูอิ่งจึงค่อยๆ ซ่อนเรือนร่างขาวผ่องเย้ายวนของตนไว้ใต้ผ้าห่มฝ้ายผืนเก่าขาดวิ่น
ดวงตากลมโตคู่สวยมองดูหนิงหยวนด้วยความหวาดกลัว ริมฝีปากที่ไร้สีเลือดสั่นระริก
เพราะตามปกติแล้วหลังจากที่หนิงหยวนปลดปล่อยอารมณ์ของตนเองเสร็จสิ้น เขาจะเริ่มลงไม้ลงมือตบตีเธอ
แต่ทว่าหนิงหยวนในวันนี้กลับไม่ได้ทำเช่นนั้น
หนิงหยวนเพียงแค่ทาบทับอยู่บนตัวเธอ เขาปัดหยาดเหงื่อเม็ดเล็กๆ บนปลายจมูกของเธอออกให้อย่างอ่อนโยน ทะนุถนอมราวกับเธอเป็นของล้ำค่า
เขามองดูกระท่อมผุพังที่มีลมพัดลอดเข้ามา แล้วรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฝันไป
ตั้งแต่เขาทะลุมิติมาอยู่ในจักรวรรดิต้าเฉียนแห่งนี้ บ้านเมืองก็กำลังเผชิญกับไฟสงครามที่ยืดเยื้อมานานหลายปี ตั้งแต่ระดับแคว้น อำเภอ ไปจนถึงหมู่บ้านต่างๆ ชายฉกรรจ์วัยหนุ่มล้วนถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารจนหมดสิ้น
มีเพียงคนจำนวนน้อยนิดที่รอดพ้นมาได้ โดยมีหน้าที่รับผิดชอบแผนเพิ่มประชากรให้แก่จักรวรรดิต้าเฉียน
หากสามีภรรยาคู่ใดสามารถให้กำเนิดบุตรชายได้ก็จะได้รับเงินอุดหนุนจากทางการ
เจ้าของร่างเดิมในชาติก่อนเป็นคนหยิบหย่ง รักความสบายและเกียจคร้าน แต่กลับได้แต่งงานกับเสิ่นซูอิ่ง หญิงสาวผู้มีรูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ทั้งยังอ่อนโยนและเพียบพร้อมไปด้วยความเป็นกุลสตรี
หากเป็นช่วงก่อนเกิดสงคราม ด้วยนิสัยสันดานของเขาแล้ว ต่อให้เป็นหญิงม่ายในหมู่บ้านก็คงไม่มีใครชายตามองเขาด้วยซ้ำ
ทว่าเมื่อได้แต่งงานกับภรรยาที่แสนดีและอ่อนโยนเช่นนี้ เขากลับไม่เห็นคุณค่าแม้แต่น้อย วันๆ เอาแต่ด่าทอทุบตีเธอไม่เว้นแต่ละวัน
เพียงเพราะเสิ่นซูอิ่งไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้ เขาจึงไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากทางการเพื่อเอาไปกินเหล้าเมายาและเที่ยวผู้หญิง
แต่หนิงหยวนคนปัจจุบันรู้ดีว่าที่นี่ขาดแคลนอาหารอย่างหนัก ผู้หญิงมีมากกว่าผู้ชาย สภาพร่างกายของเสิ่นซูอิ่งอ่อนแอถึงเพียงนี้ แล้วเธอจะตั้งครรภ์ได้อย่างไร
หนิงหยวนมองดูท่าทางน่าสงสารของภรรยาที่หดตัวซุกอยู่ในผ้าห่ม หลังจากได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกันเขาก็เริ่มเกิดความรู้สึกดีๆ จากใจจริงและอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสาร
"เจ้าหิวหรือไม่" หนิงหยวนเกาหัวพยายามทำตัวให้ดูดีที่สุด เพื่อไม่ให้เสิ่นซูอิ่งต้องหวาดกลัวเขามากนัก
แต่เสิ่นซูอิ่งกลับเข้าใจผิด เธอรีบลุกขึ้นมาสวมเสื้อผ้า เตรียมตัวจะไปขอยืมเสบียงจากพี่สะใภ้มาทำอาหาร
เธอคิดเพียงว่าต้องพยายามตอบสนองความต้องการของหนิงหยวนให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะได้โดนทุบตีน้อยลงสักนิดก็ยังดี
ช่วยไม่ได้ ในยุคสมัยที่บ้านเมืองระส่ำระสายเช่นนี้ ผู้หญิงมีค่าไม่สู้แป้งขาวชั้นดีสักคำด้วยซ้ำ
ไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่งเธออาจจะถูกหนิงหยวนขายเข้าหอนางโลม เพียงเพื่อแลกกับเหล้าแค่จอกเดียวก็ได้
"อากาศหนาวขนาดนี้เจ้าจะไปไหน" หนิงหยวนชะงักไปก่อนจะรีบดึงแขนเสิ่นซูอิ่งเอาไว้
"ตัวข้า ... จะไปบ้านพี่สะใภ้เพื่อขอยืมธัญพืชหยาบมาให้ท่านพี่ ท่านพี่หิวแล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ"
หนิงหยวนทั้งขำทั้งสงสาร "ข้าถามว่าเจ้าหิวหรือยังต่างหาก หากหิวแล้วข้าจะออกไปหาอะไรมาให้กิน"
"ไม่ ... ไม่หิวเจ้าค่ะ" เสิ่นซูอิ่งไม่กล้าแม้แต่จะสบตาหนิงหยวน
แต่แล้วเสียงท้องร้องจ๊อกๆ ก็ประท้วงขึ้นมา ใบหน้าของเธอเผยให้เห็นความตื่นตระหนกและหวาดกลัวทันที
ช่วงนี้หนิงหยวนทำตัวแปลกไปมาก เขาดีกับเธอจนเกินพอดี
แต่ยิ่งเป็นแบบนี้เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าสามีอาจจะลุกขึ้นมาทุบตีเธอเมื่อไหร่ก็ได้
หรือบางทีเขาอาจจะกำลังวางแผนขายเธอเข้าหอนางโลมอยู่ก็เป็นได้
หนิงหยวนถอนหายใจยาว ไอระยำเจ้าของร่างคนก่อนช่างเป็นเดรัจฉานเสียจริง
ภรรยาที่บอบบางน่าทะนุถนอมและมีนิสัยอ่อนโยนถึงเพียงนี้ มันกลับกล้าทำร้ายเธออย่างโหดเหี้ยมลงคอ
แฟนสาวในชาติก่อนของเขา หากมีความดีได้สักครึ่งหนึ่งของเสิ่นซูอิ่ง เขาก็คงไม่ต้องเลิกรากันไปหรอก
"เจ้ารออยู่ที่บ้านนะ ข้าจะออกไปหาของกิน"
ตอนนี้เข้าสู่ช่วงเหมายันแล้ว วันนี้อากาศหนาวเหน็บกว่าทุกปีที่ผ่านมา
เสบียงฤดูหนาวอันน้อยนิดที่เสิ่นซูอิ่งปลูกไว้ที่บ้าน ล้วนถูกเจ้าของร่างคนก่อนนำไปขายแลกเหล้าจนหมดเกลี้ยงแล้ว
โชคดีที่ชาติก่อนหนิงหยวนเป็นถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการเอาชีวิตรอดในป่า ประกอบกับเจ้าของร่างนี้แม้จะไม่เอาไหน แต่ตอนเด็กๆ ก็เคยเรียนรู้วิชาล่าสัตว์มาจากบิดาผู้ล่วงลับอยู่บ้าง
ขอเพียงไม่กลัวความลำบาก ก็น่าจะพอหาของกินกลับมาได้บ้างกระมัง
อย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นดินแดนห่างไกล ผู้ชายล้วนออกไปรบกันหมด ภรรยาและหญิงม่ายในหมู่บ้านทำได้เพียงปลูกพืชผักประทังชีวิตไปวันๆ สัตว์ป่าในป่าลึกจึงมีชุกชุมตามไปด้วย
หนิงหยวนนำไม้ไผ่แก่ที่ตัดมาเมื่อวาน ใช้มีดตัดฟืนเหลาเป็นซี่ไผ่ที่มีความยืดหยุ่นสูง จากนั้นก็ค้นหาเชือกป่านเส้นเก่ามาคลายออกเป็นเส้นเล็กๆ
นี่คือสิ่งที่เขาแกะมาจากแหจับปลาเก่าๆ แล้วนำมาซ่อมแซมใหม่ ความเหนียวทนทานของมันเหนือกว่าเชือกฟางธรรมดาหลายเท่านัก
เขาก่อกองไฟขึ้นริมแม่น้ำ หนิงหยวนหยิบเข็มปักผ้าเพียงเล่มเดียวที่มีอยู่ในบ้านออกมาอย่างระมัดระวัง นำไปลนไฟจนแดงฉานแล้วดัดให้โค้งงอเป็นรูปตะขอ
"หวังว่าประสบการณ์จากชาติก่อนจะนำมาใช้ประโยชน์ที่นี่ได้นะ"
จากการสังเกตในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เขารู้ดีว่าใต้น้ำลึกในฤดูหนาวอันหนาวเหน็บเช่นนี้มีปลาเป็นจำนวนมาก
หนิงหยวนสะบัดแขนยืดเส้นยืดสาย แล้วเริ่มลงมือทุบชั้นน้ำแข็งอย่างสุดแรง
ยามเช้าตรู่อากาศหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ
เสียงทุบน้ำแข็งดังก้องกังวานไปทั่วป่าลึกที่ปกคลุมไปด้วยสีขาวโพลน
"วันนี้จะได้ปลาหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้วนะ" หนิงหยวนล้วงเอาเมล็ดข้าวสาลีหมักที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่เม็ดจากเมื่อหลายวันก่อนออกมาจากอกเสื้อ
จากนั้นเขาก็ปักก้านไผ่ลงในซอกหินริมฝั่งแม่น้ำให้แน่นหนา นำเชือกป่านที่ผูกเบ็ดและเกี่ยวเมล็ดข้าวสาลีไว้เรียบร้อยแล้วหย่อนลงไปในช่องน้ำแข็ง
หลังจากติดตั้งอุปกรณ์ตกปลาเสร็จสรรพ หนิงหยวนไม่ได้นั่งรออย่างเปล่าประโยชน์ เขาหันหลังเดินตรวจตราไปตามริมฝั่งแม่น้ำ
บริเวณคุ้งน้ำวนแห่งหนึ่ง เขาพบว่ามีฟองอากาศเล็กๆ ผุดขึ้นมาเหนือน้ำ ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมา เขามั่นใจว่าใต้น้ำต้องมีฝูงปลาแหวกว่ายอยู่แน่นอน
หนิงหยวนรีบใช้ไม้ไผ่ปลายแหลมทำเป็นฉมวกแทงปลาแบบง่ายๆ เขายืนดักซุ่มอยู่ด้านข้าง ปล่อยให้พายุหิมะพัดกระหน่ำใส่ร่าง นิ่งเงียบรอคอยโอกาสอย่างใจจดใจจ่อ
ยามเย็นย่ำ หิมะเริ่มตกหนักขึ้นเรื่อยๆ
กองไฟถูกจุดเพิ่มขึ้นนับสิบกองแล้ว
หนิงหยวนโยนฉมวกทิ้งไว้ข้างกายด้วยความหงุดหงิด ร่างกายของเขาตอนนี้ทั้งหิวทั้งหนาวสั่น
เฝ้ารอมาเนิ่นนานขนาดนี้กลับแทงปลาไม่ได้เลยสักตัว ไม่ใช่ว่าหนิงหยวนไม่มีความอดทนมากพอ แต่เป็นเพราะปลาพวกนี้ระแวดระวังตัวสูงมากต่างหาก
"ตอนนี้คงต้องหวังพึ่งเบ็ดที่วางไว้แล้วล่ะ"
เห็นว่าท้องฟ้าเริ่มมืดลงทุกที หนิงหยวนจึงไม่คิดจะดักรออีกต่อไป
เขาลุกขึ้นเดินกลับไปยังจุดที่วางเบ็ดไว้ ทว่าหางตาของเขากลับเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่าง ...
"เดี๋ยวก่อน!"
หนิงหยวนประหลาดใจเมื่อพบว่าปลายคันไผ่กำลังสั่นไหวเป็นจังหวะ เมื่อเห็นภาพนี้หัวใจของเขาก็แทบจะกระดอนหลุดออกมาจากอก
สำเร็จแล้ว สำเร็จจริงๆ ด้วย
มีปลามากินเบ็ดแล้ว
หนิงหยวนรีบก้าวเข้าไปใกล้ แต่ยังไม่รีบร้อนดึงสายเบ็ดขึ้นมา เขาย่อตัวลงแล้วค่อยๆ ดึงเชือกเบาๆ เพื่อสัมผัสถึงความเคลื่อนไหวใต้น้ำ
เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ นี่ไม่ใช่ภาพหลอนที่เกิดจากความหิวโหย แต่เป็นแรงขัดขืนที่หนักแน่นและทรงพลังจากใต้น้ำ
แรงดึงขนาดนี้ไม่ต้องเดาก็รู้ อาศัยประสบการณ์จากชาติก่อนเขามั่นใจเต็มร้อยว่าต้องเป็นปลาตัวใหญ่แน่นอน
เขาปล่อยสายเบ็ดให้มันว่ายหนีไปตามสัญชาตญาณ รอจนกว่าแรงดิ้นของมันจะลดลง แล้วจึงค่อยๆ สาวเชือกกลับมาอย่างระมัดระวัง
อาศัยความยืดหยุ่นของก้านไผ่ค่อยๆ บั่นทอนพละกำลังของมันทีละน้อย
ในที่สุดปลาตัวอ้วนพีก็ทะลุผิวน้ำขึ้นมา ดิ้นรนกระพือหางตีบานน้ำแข็งอย่างรุนแรง
ยามโพล้เพล้เหนือแม่น้ำที่กลายเป็นน้ำแข็ง ปลาตัวใหญ่หนักอย่างน้อยหกชั่งดิ้นรนอยู่บนพื้นน้ำแข็งได้เพียงไม่กี่ครั้ง ก็ถูกแช่แข็งจนแข็งทื่อและแน่นิ่งไปในพริบตา
เมื่อเห็นผลงานชิ้นโบแดง หนิงหยวนก็ปาดน้ำหิมะบนใบหน้าทิ้ง ความหนาวเหน็บในร่างกายมลายหายไปจนสิ้น
"ต้องรีบกลับแล้ว ภรรยาคงรออยู่ที่บ้านจนร้อนใจแล้ว คืนนี้จะได้กินเนื้อปลา จะได้บำรุงร่างกายให้นางเสียที"
หนิงหยวนจัดการชำแหละทำความสะอาดปลาตรงนั้นทันที พวกเครื่องในและเหงือกปลาเขาก็โยนใส่ลงในลอบดักปลาที่สานเตรียมไว้ตั้งแต่ตอนกลางวัน แล้วหย่อนลงไปในน้ำ จากนั้นก็หิ้วปลาตัวโตเดินจ้ำอ้าวกลับบ้านอย่างรวดเร็ว
บริเวณปากทางเข้าหมู่บ้าน ประตูบ้านของแม่ม่ายหลิวเปิดกว้าง หญิงสาวรูปร่างอวบอั๋นสวมเสื้อสวมลำลีที่เปิดแง้มไว้ กำลังยกกะละมังใส่น้ำร้อนสำหรับอาบน้ำเดินออกมา
อาจเป็นเพราะคิดว่ากลางดึกคงไม่มีใครเดินผ่าน เสื้อกันหนาวที่เปิดแง้มจึงเผยให้เห็นเอี๊ยมตัวในสีแดงสดใสราวกับไฟร้อนแรง
ยามที่เธอเดินฮัมเพลงออกมา รูปร่างที่อวบอิ่มก็ยิ่งดูยั่วยวนตาเป็นพิเศษ
"แหม หนิงหยวน นี่เจ้าไปเถลไถลที่ไหนมาอีกล่ะ"
สามีของแม่ม่ายหลิวตายในสนามรบเมื่อสามปีก่อน หลายปีมานี้เธอต้องทนใช้ชีวิตอ้างว้างอยู่เพียงลำพัง
ด้วยใบหน้าที่สะสวยและรูปร่างที่เย้ายวนใจเกินบรรยาย ชายฉกรรจ์จากหมู่บ้านใกล้เคียงหลายคนต่างก็หมายปองและน้ำลายสอเมื่อเห็นเธอ
ชีวิตความเป็นอยู่ของเธอถือว่าไม่เลวร้ายนัก กินอิ่มคนเดียวก็ไม่ต้องห่วงใคร บางครั้งก็ใช้ร่างกายแลกกับอาหารจากพรานป่าในหมู่บ้านใกล้เคียงบ้าง ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี
"ไปตกปลามา กำลังจะกลับบ้านแล้ว" หนิงหยวนแอบชำเลืองมองเสื้อกันหนาวที่เปิดแง้มของแม่ม่ายหลิวแวบหนึ่ง
เขาเกาจมูกแก้เก้อ นึกในใจว่ามารดามันเถอะ ยุคข้าวยากหมากแพงแท้ๆ แม่ม่ายคนนี้เอาอะไรมากินถึงได้อวบอั๋นขนาดนี้
"อุ๊ย ปลาตัวเบ้อเริ่มเลยนี่ ของแบบนี้ตกยากจะตายไป หนิงหยวนเจ้าเก่งขึ้นนี่นา ไปทำยังไงถึงตกมันมาได้ล่ะเนี่ย"
ปลาในฤดูกาลนี้มีเนื้อแน่นและมันฝังลึกที่สุด รอจนหิมะละลายในฤดูใบไม้ผลิ รสชาติก็จะยิ่งอร่อยล้ำเลิศ
เมื่อแม่ม่ายหลิวเห็นหนิงหยวนหิ้วปลาตัวโตมา เธอก็บิดสะโพกอวบอั๋นเดินรี่เข้ามาหาอย่างรวดเร็ว
เธอมองซ้ายมองขวา ก่อนจะจงใจคล้องแขนหนิงหยวน เบียดความอ่อนนุ่มทั้งสองข้างเข้าหาท่อนแขนของเขา
"หนิงหยวน เจ้าไม่ได้มาหาพี่สาวหลิวตั้งนานแล้วนะ"
"พี่สาวหลิวคิดถึงเจ้าจนนอนไม่หลับทุกคืนเลยรู้ไหม"
"คืนนี้เจ้าไม่ต้องกลับหรอก อยู่ค้างที่บ้านข้าเถอะนะ"
พูดจบแม่ม่ายหลิวก็มองไปที่ปลาตัวใหญ่นั้นพลางกลืนน้ำลายดังเอื้อก
แต่หนิงหยวนไม่หลงกลหรอก เขายิ้มพร้อมกับดึงแขนตัวเองออกช้าๆ แล้วพูดเอาใจว่า "พี่สาวหลิว ภรรยาข้ายังรอปลาไปลงหม้ออยู่ที่บ้าน ข้าต้องรีบกลับแล้วล่ะ"
หนิงหยวนอายุเพียงสิบเก้าปี ส่วนแม่ม่ายหลิวอายุยี่สิบแปดปีแล้ว
ในจักรวรรดิต้าเฉียน อายุห่างกันขนาดนี้จะเรียกว่าโคแก่กินหญ้าอ่อนก็ยังถือว่าฟังดูดีเกินไปเสียด้วยซ้ำ
"ไอ้เด็กบ้า ภรรยาเจ้าที่มีเนื้อติดหน้าอกอยู่แค่สองขีดมันมีดีตรงไหน ของข้านี่สิ เจ้ากอดนอนแล้วไม่สบายตัวกว่าหรือไง"
เมื่อเห็นหนิงหยวนเดินจ้ำอ้าวไม่ยอมหันหลังกลับมาย่ำหิมะหนีไปราวกับกำลังหนีตาย แม่ม่ายหลิวก็กระโดดเต้นแร้งเต้นกาชี้หน้าด่าทอด้วยความโมโห
"ภรรยาจ๋า ดูสิว่าข้าตกอะไรมาได้ วันนี้เจ้าลาภปากแล้วนะ"
หนิงหยวนกลับมาถึงบ้านและผลักประตูเข้าไปด้วยความดีใจสุดขีด
ทว่าในวินาทีที่บานประตูเปิดออก ปลาในมือของหนิงหยวนก็ร่วงหลุดลงพื้นเสียงดังตุบ
"ภรรยา!!!"