- หน้าแรก
- เกิดใหม่ปี 1984: ชะตาชีวิตที่ผมจะเขียนเอง!
- บทที่ 17 พูดจาภาษาอะไรของแก
บทที่ 17 พูดจาภาษาอะไรของแก
บทที่ 17 พูดจาภาษาอะไรของแก
บทที่ 17 พูดจาภาษาอะไรของแก
ในชั้นเรียนของหลินเวยมีเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งชื่ออู๋จวน บ้านอยู่แถวชางผิง
ไม่กี่วันก่อนอู๋จวนพูดในห้องว่าที่ชางผิงมีเลเซอร์แดนซ์ฮอลล์เปิดใหม่ สนุกกว่าพวกห้องเต้นรำเนือยๆ รอบโรงเรียนตั้งเยอะ ทำเอาเพื่อนหลายคนฟังแล้วอยากไปลองกันใหญ่
พอถึงบ่ายวันเสาร์ เพื่อนกลุ่มหนึ่งเลยนัดแนะกันขึ้นรถเมล์สายชานเมืองมาที่โรงแรมหุยหลงกวน โดยที่หลินเวยถูกพวกเธอลากมาด้วย
ใครจะไปคิดว่าพอมาถึงแล้วถามดู ค่าเข้าตั้ง 20 หยวน พวกเขาเลยพากันถอดใจทันที
แต่พอนึกดูว่าอุตส่าห์มาถึงที่แล้ว ไม่เข้าไปเปิดหูเปิดตาคงน่าเสียดาย สุดท้ายทุกคนเลยยอมควักเงินรวมกันซื้อบัตรเข้าไป
ผลคือพอเข้ามาปุ๊บ หลินเวยก็ตกใจจนตาค้าง
เธอคิดว่าการเต้นรำก็คงเหมือนในห้องเต้นของโรงเรียนที่เป็นการเต้นลีลาศเนือยๆ แค่จับมือหรือแตะไหล่กันเท่านั้น ไม่นึกเลยว่าที่นี่จะมีทั้งชายหญิงกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันกลางที่สาธารณะ
น่าอายชะมัด!
ปกติเห็นเธอทำตัวโวยวายไปเรื่อย แต่จริงๆ แล้วขี้ขลาดสุดๆ
พอเห็นภาพนี้ ต่อให้เพื่อนๆ จะคะยั้นคะยอแค่ไหน เธอก็ไม่ยอมขยับไปไหนเด็ดขาด
สุดท้ายพวกนั้นก็แยกย้ายไปสนุกกัน เหลือทิ้งไว้แค่เธอที่นั่งไม่ติดอยู่ที่ขอบฟลอร์เต้นรำ
ท่าทางของหนุ่มสาวเหล่านั้นเริ่มจะเลยเถิด อุณหภูมิในฟลอร์เต้นรำดูเหมือนจะพุ่งสูงขึ้น ทำให้หลินเวยรู้สึกคอแห้งผากและใจเต้นรัว
โดยสัญชาตญาณ เธออยากจะหนีไปจากที่นี่ แต่พอนึกว่าถ้ากลับไปตอนนี้ต้องโดนเพื่อนล้อแน่ๆ เธอเลยต้องหักห้ามใจไว้
ทันใดนั้น ก็มีสัมผัสที่ไหล่
เธอสะดุ้งสุดตัว รีบหันขวับไปมอง แต่เพราะไฟสลัว เธอเลยมองไม่ชัดว่าใครกันที่เข้ามา
“มาทำอะไรที่นี่?” กู้เหยียนขยับเข้ามาใกล้แล้วถามเสียงดัง
หลินเวยถึงได้มองชัด “ทำไมเป็นพี่?”
ทั้งสองต่างฟังอีกฝ่ายไม่ค่อยถนัด กู้เหยียนรู้สึกว่าข้างฟลอร์เต้นรำมันเสียงดังเกินไป เลยยกมือเป็นเชิงบอกให้เธอออกไปคุยกันข้างนอก
เห็นหลินเวยยังงงๆ กู้เหยียนเลยชี้ไปที่ประตูแล้วเอื้อมมือไปจับแขนเธอ
ทันใดนั้น ก็มีแรงมหาศาลมากระชากที่ข้อมือ มือของกู้เหยียนถูกปัดออกอย่างแรง
“แกเป็นใคร? ปล่อยหลินเวยนะ!”
“จะทำตัวเป็นอันธพาลเรอะ?”
ชายหนุ่มสองคนมายืนขวางหน้ากู้เหยียน พร้อมตะคอกเสียงดังด้วยท่าทางหาเรื่องเต็มที่
กู้เหยียนงงเป็นไก่ตาแตก สองคนนี้เป็นใครกันอีก?
เขาเลยต้องตะโกนถามหลินเวย: “แฟนเธอเหรอ?”
“เพื่อนร่วมชั้นน่ะ”
พอฟังกันออกบ้าง หลินเวยก็เดินนำไปที่ประตู สองหนุ่มนั่นรีบตามไปทันที
ประตูไม้ปิดลง กั้นเสียงดนตรีที่น่าปวดหัวออกไป
หนึ่งในสองหนุ่มที่ไว้ผมแสกกลางถามอย่างร้อนรน: “หลินเวย มันเป็นใคร?”
หลินเวยเริ่มไม่พอใจ “มันจะเป็นใครแล้วเกี่ยวกับเธอเหรอ?”
“เกี่ยวสิ...” หนุ่มแสกกลางพูดไปครึ่งหนึ่งก็รู้สึกว่าไม่ถูก เลยเปลี่ยนคำใหม่: “ที่นี่มันแหล่งรวมคนหลายประเภท ฉันก็แค่กลัวเธอจะโดนเอาเปรียบ”
หนุ่มแสกกลางยังอยากจะพูดต่อ แต่กลับรู้สึกเหมือนมีแรงมหาศาลมากดที่คอ
ที่แท้กู้เหยียนคว้าคอเสื้อเขาแล้วดันติดกำแพง
“น้องชาย เมื่อกี้ที่ข้างฟลอร์เต้นรำแกมาผลักฉัน ด่าฉันว่าเป็นอันธพาล ฉันถือว่าแกไม่รู้เรื่องรู้ราว”
“ออกมานอกฟลอร์แล้วยังปากเสียแบบนี้ มันเกินไปหน่อยไหม?”
หนุ่มแสกกลางถูกกู้เหยียนคุมตัวไว้จนพูดไม่ออก พยายามดิ้นรนจะสวนกลับ
“เชี่ยเอ๊ย แกทำอะไร? ปล่อยสิวะ!”
หนุ่มอีกคนเห็นเพื่อนเสียเปรียบเลยรีบพุ่งเข้ามาจะจับคอกู้เหยียน
“เพียะ!”
กู้เหยียนตบสวนไปฉาดหนึ่งจนอีกฝ่ายเซถลา
“พ่อแม่ไม่ได้สอนเหรอว่าออกจากบ้านให้รู้จักพูดจาดีๆ น่ะ?”
เหตุการณ์ชุลมุนเกิดขึ้นในพริบตา หลินเวยยังตั้งตัวไม่ติดเลยด้วยซ้ำ
พอเห็นเพื่อนโดนตบแล้วยังจะพุ่งเข้าไปสู้กับกู้เหยียนอีก เธอเลยตะโกนด้วยความร้อนใจ: “พี่เขย!”
เพื่อนทั้งสองคนชะงักไปทันที
“พี่ทำอะไรเนี่ย! นี่เพื่อนร่วมชั้นฉันนะ”
หลินเวยเดินเข้ามา กู้เหยียนยอมให้เธอแกะมือเขาออกเพื่อช่วยหนุ่มแสกกลาง
“ถามว่าพี่ทำไมเหรอ? โดนตบโดนด่าขนาดนี้ จะให้พี่ไม่เอาคืนหรือไง?”
กู้เหยียนไม่ได้สนใจสายตาโกรธเคืองเหมือนไก่ชนของเพื่อนชายสองคนนั้นเลยแม้แต่น้อย เขากล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆ
“พวกเขาก็ไม่ได้รู้จักพี่สักหน่อย”
“ไม่รู้จักแล้วมาด่ามาผลักพี่เนี่ยนะ? นักศึกษาสมัยใหม่เขามีมารยาทกันแค่นี้เหรอ?”
เพิ่งโดนตบไปหมาดๆ ยังมาโดนกู้เหยียนจิกกัดอีก สองหนุ่มยิ่งแค้นหนัก ทำท่าจะเปิดศึกกับกู้เหยียนให้ได้
พอดีกับที่ประตูแดนซ์ฮอลล์เปิดออกอีกครั้ง
โจวเซิ่งลี่เดินออกมา พอเห็นท่าทางแบบนั้นก็พุ่งตัวกระโดดถีบเข้ามาอย่างน่าเกรงขาม
“ไอ้เชี่ยเอ๊ย อยากตายหรือไง?”
น่าเสียดายที่โดนกู้เหยียนคว้าตัวไว้ได้กลางคัน
“อะไรวะเนี่ย?”
โจวเซิ่งลี่ที่โดนกู้เหยียนอุ้มท่าเจ้าหญิงถามอย่างมึนงง
“เข้าใจผิดน่ะ”
“เข้าใจผิด?”
กู้เหยียนวางเขาลงแล้วพูดกับหลินเวย: “ดึกดื่นค่ำคืนพาเพื่อนผู้ชายมาที่แบบนี้ ใจกล้าไม่เบานะเรา!”
หลินเวยไม่ยอมแพ้ “พวกเรามากันเป็นกลุ่มต่างหาก แล้วอีกอย่าง พี่มีหน้ามาว่าฉันเหรอ? พี่มาทำอะไรที่นี่? ระวังฉันไปฟ้องหลินฮุ่ยนะ!”
“ปากเก่งนักนะ ไม่กลัวพี่ไปฟ้องพ่อเธอหรือไง?”
“แน่จริงก็ไปสิ!”
บรรยากาศที่ตึงเครียดค่อยๆ คลายลงจากการโต้เถียงของทั้งสอง
เพื่อนๆ ของหลินเวยก็ออกมากันหมด รวมเธอด้วยเป็นชายสี่หญิงสี่ มีสองคู่ที่ดูออกเลยว่าเป็นแฟนกัน ส่วนอีกคู่ก็ดูมีใจให้กันอยู่ น่าจะอยู่ในช่วงจีบๆ กัน
เหลือก็แต่หนุ่มแสกกลางกับหลินเวยที่ดูเหมือนจะเป็นคนจีบกับคนถูกจีบ
พอรู้เรื่องราวทั้งหมด ถึงจะรู้สึกว่ากู้เหยียนทำเกินไปหน่อย แต่ก็นะ ฝ่ายเพื่อนตัวเองเป็นคนบุ่มบ่ามก่อน แถมยังไม่ถามให้ดีก็ด่าทอใส่
เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งในกลุ่มเดินออกมา เธอมีลุคที่ดูเป็นผู้ใหญ่และดูเป็นหัวโจก
“พวกเขาสองคนอาจจะผิดที่ทำไม่ถูก แต่พี่จะลงไม้ลงมือเลยแบบนี้มันก็ไม่ได้นะ!”
หลินเวยเห็นสถานการณ์เริ่มลำบากใจ กะว่าจะขอโทษแทนกู้เหยียน แต่ไม่นึกว่าหยางจิ่งสิงจะเปิดปากขึ้นมาก่อน
“อู๋จวน พี่เขยเขาก็เป็นห่วงหลินเวยนั่นแหละ อีกอย่างเมื่อกี้จางเผิงก็ใจร้อนไปจริงๆ ไม่ทันถามอะไรก็จะลงมือใส่เขาก่อน”
อู๋จวนมองหยางจิ่งสิงอย่างไม่อยากเชื่อ
ส่วนจางเผิงที่หน้าบวมไปครึ่งซีกถึงกับทำหน้าเหมือนเห็นหมาอึ
พูดจาภาษาอะไรของแก?
หยางจิ่งสิงส่งยิ้มขอโทษให้กู้เหยียน “พี่เขยครับ ดูสิเรื่องมันวุ่นไปหมดเลย น้ำท่วมวัดเจ้าแม่กวนอิม คนกันเองแท้ๆ แต่ดันจำกันไม่ได้ ต้องขอโทษจริงๆ ครับ”
หลังจากแทงข้างหลังเพื่อนรัก หยางจิ่งสิงก็ไม่มีความรู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อย สายตาที่มองกู้เหยียนเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น
คำว่า “พี่เขย” คำเดียว เผยให้เห็นความคิดของเขาจนหมดเปลือก
ยังไม่ทันที่กู้เหยียนจะได้ตอบอะไร หลินเวยก็พูดอย่างรังเกียจ: “หยางจิ่งสิง เลิกตีสนิทได้ไหม? ใครเป็นพี่เขยนาย?”
“ก็เรียกให้เกียรติไง จริงไหมครับ? พี่เขย” หยางจิ่งสิงฉีกยิ้มให้กู้เหยียน
กู้เหยียนมองออกถึงความคิดเล็กๆ น้อยๆ ของหยางจิ่งสิง เขาหัวเราะหึๆ แล้วยื่นมือไปหาอีกฝ่าย “ไม่เป็นไรๆ ไม่ตีไม่รู้จักกัน”
“ถูกเลยๆ ไม่ตีไม่รู้จักกัน” หยางจิ่งสิงหัวเราะแล้วจับมือตอบ
จากนั้นก็ลากจางเผิงมา ซึ่งจางเผิงก็ยอมจับมือกู้เหยียนอย่างไม่เต็มใจนัก
จางเผิงพูดอย่างไม่ยอมแพ้: “เมื่อกี้ฉันประมาทไป คราวหน้าเรามาแข่งมวยปล้ำกัน”
โจวเซิ่งลี่ที่ยืนข้างๆ หัวเราะลั่น “แข่งมวยปล้ำกับเขาเนี่ยนะ? รู้หรือเปล่าว่าเขาฝึกมาจากใคร?”
พอโดนพูดแบบนี้ ทุกคนเลยหันไปมองกู้เหยียนด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“อย่าไปฟังมันโม้”
กู้เหยียนไม่พูดเรื่องนี้ต่อ แต่ถามหลินเวย: “ดึกขนาดนี้ยังออกมาเที่ยวกัน ไม่กลับโรงเรียนเหรอ?”
“บ้านอู๋จวนอยู่ที่ชางผิงนี่เอง ไม่ไกลหรอก”
“พวกเธอคนเยอะขนาดนี้ จะนอนพอกันเหรอ?”
หัวโจกอย่างอู๋จวนตอบ: “เบียดๆ กันหน่อยก็นอนได้นะ”
บ้านรวยนี่เอง มิน่าล่ะถึงได้เป็นหัวโจก
กู้เหยียนเหลือบมองอู๋จวนแวบหนึ่งแล้วไม่พูดอะไรต่อ
เขากับหลินเวยจะเป็นญาติกันก็จริง แต่สองพี่น้องนั่นไม่สนิทกันเลยสักนิด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เขากับหลินฮุ่ยใกล้จะหย่ากันเต็มทีแล้ว
“งั้นพวกเธอเล่นกันไปนะ พี่มีธุระต่อ”
กู้เหยียนพูดจบก็เตรียมจะจากไป
“เดี๋ยวสิ เพิ่งจะมาเอง...” โจวเซิ่งลี่รีบตามเขามา “เป็นอะไรไป จ่ายไปตั้ง 40 หยวนนะ”
“นายเล่นไปเหอะ พี่จะขึ้นไปดูข้างบน”
“ขึ้นข้างบน? ข้างบนมีอะไรอีกเหรอ?”
“มีพวกเล่นไพ่นกกระจอก”
“งั้นพี่ไปเหอะ”
โจวเซิ่งลี่เป็นคนกินเหล้าเที่ยวผู้หญิง แต่ไม่สนใจเรื่องการพนัน