- หน้าแรก
- แหกคุกนรกหมายเลขศูนย์หวนคืนสู่เมืองหลวงอีกครั้ง
- บทที่ 17 - รอดพ้นราวได้รับอภัยโทษ!
บทที่ 17 - รอดพ้นราวได้รับอภัยโทษ!
บทที่ 17 - รอดพ้นราวได้รับอภัยโทษ!
"ดูเหมือนว่าถึงฉันอยากจะปล่อยแกไป แต่พวกมันกลับอยากให้แกตายนะ!"
ต้วนหลิงเซียวเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ
ขณะที่พูดเขาก็คลายมือที่บีบคอเกาเต๋อเย่าออก
"ฉัน ฉัน ... แม่งเอ๊ย!"
เกาเต๋อเย่าทรุดนั่งลงกับพื้น ก่อนจะรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาแล้วเดินตรงดิ่งไปยังครอบครัวสามคนของเซียวติ้งอันด้วยแววตาดุดัน
"คุณเกา คุณ ... คุณจะทำอะไร คุณเกา คุณ ... "
เมื่อเซียวติ้งอันเห็นใบหน้าเหี้ยมเกรียมของเกาเต๋อเย่าก็ตกใจจนต้องเอ่ยปากถาม
ทว่าเขาไม่กล้าหนี!
หากหนีไป เกาเต๋อเย่าย่อมมีวิธีเป็นหมื่นวิธีที่จะทำให้พวกตนถึงแก่ความตายได้อย่างแน่นอน!
"เซียวติ้งอัน จะโทษก็ต้องโทษพวกมึงที่เสือกไม่รู้อะไรเลยแล้วพาอั๊วมาแส่หาความตาย! ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็อย่าหาว่าอั๊วไร้ปรานีก็แล้วกัน!"
ดวงตาของเกาเต๋อเย่าแดงก่ำ
ช่วยไม่ได้ วันนี้เจอเรื่องพลิกผันมานับไม่ถ้วน ตอนแรกก็แค่มาจัดการเรื่องบังคับรื้อถอนซึ่งเป็นเรื่องปกติทั่วไปแท้ๆ
ใครจะไปรู้ว่าเกือบจะต้องเอาชีวิตมาทิ้งเสียแล้ว!
และตอนนี้หากไม่ทำให้ต้วนหลิงเซียวพอใจ เขามีลางสังหรณ์อย่างแรงกล้าเลยว่า
ทุกคนในที่นี้จะต้องเผชิญกับการลงทัณฑ์ที่โหดร้ายรุนแรงเกินกว่าจะจินตนาการได้อย่างแน่นอน
วันนี้ดันเตะโดนตอเข้าให้แล้ว แถมยังเป็นตอเหล็กกล้าที่แข็งแกร่งจนทำลายไม่ได้เสียด้วย!
เพียะ!
เกาเต๋อเย่าตบหน้าเซียวติ้งอันฉาดใหญ่ ตามด้วยการรัวหมัดทุบหน้าอกอย่างแรงอีกหนึ่งหมัดโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
หมัดแล้วหมัดเล่าแทบจะเป็นการทุบตีแบบไม่ยั้งมือ!
เซียวติ้งอันในวัยห้าสิบสามปี ร่างกายเข้าสู่วัยกลางคนเรี่ยวแรงถดถอย อย่าว่าแต่ไม่กล้าสู้กลับเลย ต่อให้กล้าเขาก็ไม่อาจต้านทานการทุบตีอย่างบ้าคลั่งของเกาเต๋อเย่าได้
เจ็บ!
เจ็บปวดเหลือเกิน!!
ใบหน้าบวมเป่งราวกับภูเขาลูกเล็กๆ ปูดบวมและมีรอยเขียวช้ำไปทั่ว
"ยื่นมือออกมา!"
เกาเต๋อเย่ามีสีหน้าเหี้ยมเกรียม เขาเหลือบมองต้วนหลิงเซียว เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย เขาก็ยิ่งเพิ่มความโหดเหี้ยมมากขึ้นไปอีก
"คุณเกา ไว้ชีวิตพวกเราเถอะ ... ไว้ชีวิตพวกเราด้วย ... "
เซียวเซ่าจวินและหลี่เหวินลี่พากันอ้อนวอน
ทว่าก็ไร้ประโยชน์
"อั๊วบอกให้มึงยื่นมือออกมา! หรือว่ามึงกล้าขัดคำสั่งอั๊วงั้นเหรอ!?"
แววตาของเกาเต๋อเย่ายิ่งทวีความดุร้าย
"ครับ ... "
เซียวติ้งอันยื่นมือออกมาอย่างสั่นเทา
เกาเต๋อเย่าคว้าข้อมือของเซียวติ้งอันเอาไว้แน่น แล้วกดข้อมือนั้นลงบนร่องบุ้งกี๋ของรถแบ็กโฮ
วินาทีต่อมา
เขาก็ออกแรงกระทืบลงไปอย่างรุนแรง!
ปัง! ปัง! ปัง!
กระทืบติดต่อกันสามครั้ง
กร๊อบ!
ข้อมือของเซียวติ้งอันถูกกระทืบจนหักสะบั้น
เหลือเพียงเส้นเอ็นขาดๆ ที่ยังคงเชื่อมติดกับกระดูกอยู่
"อ๊ากกก ... "
เซียวติ้งอันร้องโหยหวนอย่างต่อเนื่อง เหงื่อเม็ดโป้งผุดซึมเต็มหน้าผาก ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ
"เมิ่งเสวี่ย ป้าขอร้องล่ะ ช่วยพูดขอร้องให้หน่อยเถอะ เขาเป็นถึงลุงของเธอนะ! พวกเราเป็นญาติพี่น้องที่สายเลือดข้นกว่าน้ำและรักใคร่กลมเกลียวกันนะ! ตอนเด็กๆ ป้ายังเคยป้อนนมเธอเลยนะ!"
หลี่เหวินลี่วิ่งไปหาเซียวเมิ่งเสวี่ย คว้าแขนเธอเอาไว้พลางร้องไห้คร่ำครวญและอ้อนวอน
"ใช่ พวกเราพาคุณเกามาบังคับรื้อถอนก็เพื่อความหวังดีต่อเธอนะ เธออยู่ตัวคนเดียวจะใช้ชีวิตอย่างไร เอาเงินค่ารื้อถอนไปใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีความสุขไม่ดีกว่าเหรอ ทำไมเธอถึงได้เห็นแก่ตัวแบบนี้!!"
เซียวเซ่าจวินยืนอยู่บนจุดสูงสุดทางศีลธรรมพลางขมวดคิ้วเอ่ยตำหนิ
"สายเลือดข้นกว่าน้ำอะไรกัน ชีวิตสุขสบายอะไรกัน"
"ตอนที่ฉันต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด พวกนายไม่เคยโผล่หน้ามาเลย แต่ตอนนี้กลับร่วมมือกับคนนอกมาใช้กำลังบังคับรื้อถอนบ้านของฉัน นี่หรือคือสิ่งที่เรียกว่าญาติ และถ้ามีการรื้อถอนจริงๆ เงินค่าชดเชยทั้งหมดก็คงตกไปอยู่ในมือของพวกนายอยู่ดี"
เซียวเมิ่งเสวี่ยส่ายหน้า เธอตาสว่างและมองธาตุแท้ของคนพวกนี้ออกทะลุปรุโปร่งตั้งนานแล้ว
"ไอ้พวกเวรเอ๊ย พวกมึงเอาหน้าไหนมาพูดคำพวกนี้วะ"
เมื่อเกาเต๋อเย่าเห็นหลี่เหวินลี่และเซียวเซ่าจวินสองแม่ลูกจอมโง่เขลากำลังพูดจาพล่อยๆ อีกครั้ง เขาก็โกรธจนไฟลุก
อั๊วอุตส่าห์แกล้งยอมอ่อนข้อเพื่อแสดงความจริงใจแท้ๆ แล้วพวกมึงในหัวมันมีแต่ขี้เลื่อยหรืออย่างไรวะ!
เวลาแบบนี้ยังจะมาอ้างความดีความชอบอีก ปกติแดกขี้เข้าไปเยอะจนสมองไม่ทำงานแล้วใช่ไหม!
เพียะ เพียะ เพียะ!!
เกาเต๋อเย่าไม่รอช้า เขาหันกลับมาง้างแขนสุดแรงแล้วตบหน้าหลี่เหวินลี่และเซียวเซ่าจวินสองแม่ลูกอย่างเต็มแรง
ในช่วงสิบกว่านาทีต่อมา เกาเต๋อเย่าก็จัดการสั่งสอนครอบครัวสามคนของเซียวติ้งอันอย่างหนักหน่วง
จนกระทั่งทั้งสามคนผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าหลุดลุ่ย ใบหน้าปูดบวมและมีเลือดกำเดาไหลอาบ เขาถึงได้ยอมหยุดมือและหันไปมองทางต้วนหลิงเซียว
"ลูก ... ลูกพี่ ท่านเห็นว่าทำแบบนี้พอจะพอใจหรือยังครับ"
เกาเต๋อเย่าเอ่ยถามอย่างระมัดระวังและคอยสังเกตสีหน้าของอีกฝ่าย กลัวว่าต้วนหลิงเซียวจะขมวดคิ้วแม้แต่นิดเดียว
"ก็ไม่เลว แต่น่าเบื่อไปหน่อย ดูแล้วหงุดหงิด เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ทิ้งมือไว้คนละข้างแล้วไสหัวไปซะ!"
ต้วนหลิงเซียวเอ่ยอย่างราบเรียบ
สีหน้าของเซียวเซ่าจวินและหลี่เหวินลี่เปลี่ยนไปทันที พวกเขาถูกทุบตีจนยับเยินขนาดนี้แล้ว นี่ยังต้องทิ้งมือไว้อีกข้างงั้นเหรอ!
สีหน้าของเกาเต๋อเย่าก็ดูย่ำแย่ไม่แพ้กัน ทว่าเมื่อเขาสบตาเข้ากับดวงตาอันเย็นชาไร้ความรู้สึกของต้วนหลิงเซียว จิตใจของเขาก็ต้องสั่นสะท้าน เขาหันหลังเดินไปหาเซียวเซ่าจวินและหลี่เหวินลี่
กร๊อบ!
กร๊อบ!
ข้อมือของเซียวเซ่าจวินและหลี่เหวินลี่ถูกกระทืบจนหัก
จากนั้นเกาเต๋อเย่าก็หยิบก้อนอิฐขึ้นมาจากพื้นแล้ววางข้อมือของตัวเองลงบนร่องบุ้งกี๋
ปัง!
เขาทุบลงไปอย่างแรง
จนกระทั่งกระดูกข้อมือแหลกละเอียด เขาถึงได้ยอมปล่อยมือ
"ดีมาก"
ต้วนหลิงเซียวพยักหน้าเล็กน้อย
ไอ้หมอนี่สมกับเป็นคนที่เอาตัวรอดจนมีชื่อเสียงได้ โหดเหี้ยมจริงๆ!
โหดกับคนอื่นแล้ว ยังโหดกับตัวเองยิ่งกว่า!
คนแบบนี้ไม่ควรไปตอแยด้วยเด็ดขาด!!
"ท่านพอใจก็ดีแล้วครับ! ท่านพอใจก็ดีแล้ว!"
ตอนแรกในใจของเกาเต๋อเย่าก็รู้สึกโกรธเคืองอยู่บ้าง
แต่ตอนนี้เขากลับยอมจำนนอย่างราบคาบ
เมื่อครู่นี้ตอนที่เขากระทืบข้อมือของหลายๆ คนจนหัก เขาแอบสังเกตต้วนหลิงเซียวอยู่ตลอดเวลา
เขาพบว่าอีกฝ่ายยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยอยู่ตลอด!
ท่าทีแบบนี้ หากไม่เคยผ่านสมรภูมิรบอาบเลือดมานับไม่ถ้วน ย่อมไม่สามารถแสดงออกมาได้อย่างแน่นอน
คนแบบนี้ต้องเป็นยอดฝีมือสุดแกร่งและเป็นคนเหี้ยมโหดของแท้!
ไม่ควรไปยั่วยุเด็ดขาด!!
"อ้อ จริงสิ รถแบ็กโฮของนายมาขุดอยู่ตรงนี้นานสองนาน ขุดถนนหน้าบ้านพังหมดแล้ว แถมประตูบ้านก็ยังพังอีก ดูแล้วไม่ค่อยสวยงามเท่าไหร่นะ!"
จู่ๆ ต้วนหลิงเซียวก็ชี้ไปที่สภาพอันพังยับเยินเบื้องหน้าพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มหยอกล้อ
"เรื่องนี้ ... ขอเวลาผมครึ่งวัน ผมจะรีบรวบรวมเงินสามสิบล้านมาเป็นค่าชดเชยให้ทันทีครับ!"
เกาเต๋อเย่ากัดฟันแน่นและเอ่ยอย่างเด็ดขาด
สามสิบล้านไม่ใช่จำนวนเงินน้อยๆ
ทว่าเมื่อเทียบกับชีวิตของตัวเองแล้ว มันช่างคุ้มค่าเหลือเกิน!
"อืม!"
ต้วนหลิงเซียวพยักหน้ารับ
เกาเต๋อเย่าคนนี้ตัดสินใจเด็ดขาดและทำงานเป็น
แต่ทว่านี่ก็ถือเป็นวิธีการที่ชาญฉลาดที่สุดแล้ว
"เอาล่ะ ไสหัวไปให้หมด เห็นแล้วรำคาญตา"
ต้วนหลิงเซียวโบกมือไล่
"ครับ ครับ ... "
เกาเต๋อเย่าราวกับได้รับอภัยโทษ
ก่อนไป เขายังสั่งให้คนขับรถแบ็กโฮใช้บุ้งกี๋ตักครอบครัวสามคนของเซียวติ้งอันออกไปให้พ้นทางด้วย
วันนี้เขาทั้งบาดเจ็บและต้องเสียเงินก้อนโต การปล่อยให้ครอบครัวสามคนนี้ถูกกระทืบจนข้อมือหักมันยังน้อยเกินไป!
ต้องให้พวกมันชดใช้อย่างสาสมกว่านี้!
เมื่อกลับไปถึง เขาจะต้องจับพวกมันสามคนมาทรมานให้ยับเยิน เพื่อระบายความโกรธแค้นในใจ!
เพียงไม่นาน พื้นที่บริเวณนั้นก็กลับมาสะอาดตาอีกครั้ง
"เมิ่งเสวี่ย ไม่เป็นไรใช่ไหม"
ต้วนหลิงเซียวหันไปมองเซียวเมิ่งเสวี่ย ความเย็นชาบนใบหน้าละลายหายไปในพริบตาและแทนที่ด้วยรอยยิ้ม
"พี่หลิงเซียว ฉันไม่เป็นไรค่ะ! พี่ไปตระกูลลู่มาเหรอคะ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นใช่ไหมคะ"
เซียวเมิ่งเสวี่ยเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
"พี่ไม่เป็นไร ตระกูลลู่หายไปจากโลกนี้แล้วล่ะ"
ต้วนหลิงเซียวตอบกลับอย่างราบเรียบ
"หายไป"
เซียวเมิ่งเสวี่ยชะงักไป ดวงตากลมโตฉายแววประหลาดใจ คำว่าหายไปย่อมหมายถึงการฆ่าล้างโคตร
เธอไม่คิดเลยว่าต้วนหลิงเซียวจะลงมือล้างบางตระกูลลู่จริงๆ!
"พี่หลิงเซียว พี่ล้างบางตระกูลลู่ไปแล้ว ทั้งสถานีตำรวจ กองทัพ และบรรดาตระกูลผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับตระกูลลู่ต้องแห่กันมาหาพี่แน่!"
"พวกเราหนีกันเถอะค่ะ!"
เซียวเมิ่งเสวี่ยรู้สึกหนักใจและเป็นกังวลอย่างมาก
"ไม่ต้องห่วงนะ พี่จะปกป้องเธอให้ดีที่สุดเอง!"
ต้วนหลิงเซียวไม่ได้ทำอะไรบุ่มบ่าม
เขาเคยเป็นทหารที่สร้างผลงานอันยิ่งใหญ่และเป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ เขารู้ดีว่าตระกูลผู้มีอิทธิพลระดับสูงในสังคมนี้ ล้วนแต่เป็นตระกูลผู้ฝึกยุทธ์ทั้งสิ้น
แต่เขาก็ยังเชื่อมั่นว่าสังคมนี้ยังมีความยุติธรรมและกฎหมายคอยควบคุมอยู่
จนกระทั่งคืนวันสถาปนายศที่เขาถูกใส่ร้ายป้ายสี
ทุกคนต่างรุมประณามและต้องการจะให้เขาตาย!
ในตอนนั้นเอง เขาถึงได้เข้าใจ
ว่าสังคมนี้มันคือเกมแห่งอำนาจ
และเสาหลักของอำนาจก็คือพลัง!
ความแข็งแกร่งต่างหากคือตรรกะพื้นฐานที่ใช้ในการตัดสินทุกอย่างในสังคมนี้
และหลังจากติดคุกมาห้าปีและได้ฝึกฝนวิชากับอาจารย์คนโฉดทั้งเจ็ด ความคิดนี้ก็ยิ่งฝังรากลึกในใจเขามากขึ้นไปอีก
เพราะเหนือกว่าผู้ฝึกยุทธ์ ยังมีตัวตนที่ลึกลับยิ่งกว่า นั่นก็คือ ... ผู้ฝึกจิตวิญญาณ!
และต้วนหลิงเซียวก็คือผู้ฝึกจิตวิญญาณของแท้!
เขาเปลี่ยนสถานะกลายเป็นผู้ฝึกจิตวิญญาณก็ตอนที่อยู่ในคุกหมายเลขศูนย์นี่แหละ!!
ผู้ฝึกจิตวิญญาณคือตัวตนที่ลึกลับและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าผู้ฝึกยุทธ์
ผู้ฝึกยุทธ์อาจจะอยู่เหนือคนธรรมดาและกุมอำนาจในโลกใบนี้
แต่ผู้ฝึกจิตวิญญาณนั้นอยู่เหนือผู้ฝึกยุทธ์ และถือเป็นตัวตนต้องห้ามของโลกใบนี้
"ฉันเป็นห่วงพี่นี่คะ"
เซียวเมิ่งเสวี่ยเอ่ย
ถึงอย่างไรสถานะของต้วนหลิงเซียวก็พิเศษมาก
แม้ว่ารูปร่างหน้าตาและบุคลิกจะเปลี่ยนไปบ้างเมื่อเวลาผ่านไปห้าปี แต่ก็ยากที่จะรับประกันว่าจะไม่มีใครจับสังเกตได้
และจำได้ว่าเขาคือกวานจวินโหวในอดีต!
ทว่าไม่ว่าต้วนหลิงเซียวจะตัดสินใจอย่างไร เธอก็พร้อมจะสนับสนุนเขาอย่างแน่วแน่
เพราะเขาคือพี่หลิงเซียวของเธอ!
"อย่าพูดเรื่องนี้เลย มาเถอะเมิ่งเสวี่ย นี่คือเสื้อผ้าที่พี่ซื้อมาให้เธอ ลองดูสิว่าชอบไหม"
ต้วนหลิงเซียวส่งถุงกระดาษที่ถือมาให้เซียวเมิ่งเสวี่ย
"ขอบคุณค่ะพี่หลิงเซียว!"
เซียวเมิ่งเสวี่ยยื่นมือไปรับด้วยความรู้สึกหวานชื่นในหัวใจ
เมื่อเปิดออกดู
เธอก็ต้องชะงักไป
[จบแล้ว]