- หน้าแรก
- ทะลวงวิถีเซียน ข้าล็อกคุณสมบัติไอเทมถาวรได้
- บทที่ 1 หน้าต่างสวมใส่อุปกรณ์
บทที่ 1 หน้าต่างสวมใส่อุปกรณ์
บทที่ 1 หน้าต่างสวมใส่อุปกรณ์
บทที่ 1 หน้าต่างสวมใส่อุปกรณ์
เทือกเขาหยวนเหิง ตลาดชิงเหอ
ตลาดชิงเหอไม่ได้กว้างขวางอะไรนัก แต่พวกผู้ฝึกตนเดินขวักไขว่กันให้ควั่ก รวมแล้วมีถนนหลักพาดผ่านตะวันออกและตะวันตกสองสาย กับตรอกซอกซอยเหนือใต้อีกสี่เส้น
หลี่หยวนเดินตรวจตราไปตามถนนสายตะวันออกรอบหนึ่ง ก่อนจะเลี้ยวเข้าตรอกเหนือ ลมพัดชุดผู้ตรวจการสีเทาบนร่างจนพองลมเบาๆ ตรงหน้าอกเสื้อปักตัวอักษร "หวัง" เอาไว้หรา
ตลาดชิงเหออยู่ในความดูแลของตระกูลหวัง หลี่หยวนมีตำแหน่งเป็นผู้ตรวจการประจำตลาด ฟังดูเหมือนจะยิ่งใหญ่ แต่เอาเข้าจริงก็เป็นแค่เจ้าหน้าที่ระดับล่างสุดเท่านั้นแหละ
หน้าที่หลักคือคอยดูแลความเรียบร้อย คอยห้ามพวกผู้ฝึกตนตีกัน คอยตามเก็บค่าเช่าแผง แล้วก็งานจิปาถะสัพเพเหระ
งานนี้ถือว่าค่อนข้างสบาย ตลาดก็สงบสุขมาตลอด ฟังดูเหมือนมีเรื่องให้ทำเยอะ แต่เอาเข้าจริงกลับว่างจนแทบจะนั่งตบยุง
เดินมาได้สักพัก หลี่หยวนก็เผลอยกมือขึ้นตบเอวตัวเองตามความเคยชิน
แต่พอมือสัมผัสโดน เขาก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าที่นี่ไม่ใช่โลกอีกต่อไปแล้ว สิ่งที่ห้อยอยู่ตรงเอวคือป้ายประจำตัว ไม่ใช่สมาร์ทโฟน
"ไม่รู้เลยแฮะว่าจะหาทางกลับไปได้หรือเปล่า..."
เขาชักจะคิดถึงชีวิตบนโลกขึ้นมาตงิดๆ คิดถึงมือถือ คอมพิวเตอร์ แล้วก็โค้กเย็นเจี๊ยบชื่นใจ
ถึงที่นี่จะฝึกฝนเป็นเซียนได้ก็เถอะ แต่ความเป็นอยู่สู้บนโลกไม่ได้เลยสักนิด
โชคยังดีที่เขาเป็นเด็กกำพร้าไร้พ่อขาดแม่ ไม่มีพันธะให้ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ทะลุมิติมาก็คือทะลุมิติมา ไม่ได้รู้สึกกดดันอะไรนัก
หลี่หยวนเป็นผู้ข้ามมิติ คืนก่อนหน้าเขาอ่านนิยายเว็บจนติดงอมแงม กว่าจะได้นอนก็ปาเข้าไปดึกดื่น
แล้วพอลืมตาตื่นขึ้นมาอีกที ก็โผล่มาอยู่ในโลกนี้ซะแล้ว
ยังดีที่ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมยังอยู่ครบถ้วน เขาเลยเนียนกลมกลืนไปกับโลกนี้ได้อย่างรวดเร็ว
ตอนเจ้าของร่างเดิมอายุห้าขวบ พวกผู้ฝึกตนตระกูลหวังตรวจพบว่าเขามีรากวิญญาณ จึงยื่นข้อเสนอเป็นเคล็ดวิชาและสถานที่ฝึกฝน แลกกับการเซ็นสัญญาทาสยี่สิบปี พอโตเป็นผู้ใหญ่ก็ต้องทำงานงกๆ ให้ตระกูลหวังไปอีกยี่สิบปีเต็ม
ตอนนี้หลี่หยวนเพิ่งจะอายุยี่สิบห้า กว่าจะได้รับอิสรภาพก็ต้องรอไปอีกสิบสามปีอันยาวนาน
ในสัญญาระบุไว้ว่าถ้าบรรลุถึงขั้นหลอมปราณช่วงปลายได้จะลดเวลาทำงานลง แต่ดูจากสภาพตอนนี้แล้ว เขาไม่คิดเลยว่าตัวเองจะไปถึงจุดนั้นได้
เมื่อวานนี้เอง เจ้าของร่างเดิมขายข้าวของที่มี ทุบกระปุกเอาเงินเก็บทั้งหมดไปซื้อโอสถทะลวงขั้นมาหนึ่งเม็ด
จากนั้นก็กลืนลงคอ หวังจะทะลวงคอขวดขั้นหลอมปราณช่วงกลาง แต่ดันล้มเหลวแถมธาตุไฟยังตีกลับจนธาตุไฟเข้าแทรก
แล้วจากนั้น หลี่หยวนก็ทะลุมิติมาสวมร่างต่อนี่แหละ
แล้วดูสภาพเขาตอนนี้สิ หินวิญญาณสักก้อนก็ไม่มีติดตัว
"โคตรจะบัดซบ ยากจนข้นแค้นอะไรขนาดนี้"
เขาเดินตรวจตราตลาดไปตามปกติ พลางสบถด่าโชคชะตาอยู่ในใจ
สุดตรอกเหนือมีเพิงผ้าใบซอมซ่อกางอยู่ ใต้เพิงมีชายชราหน้าตากร้านโลกนั่งเฝ้าแผงลอย บนแผงมียันต์ทำความสะอาดวางเรียงรายอยู่สิบกว่าแผ่น ถัดไปด้านหลังเป็นยันต์ลูกไฟกับยันต์กรวยน้ำแข็งอย่างละนิดละหน่อย แล้วก็มียันต์ปัดเป่ามารอีกสามแผ่น
เฒ่าคนนี้ตั้งแผงในตลาดมาหลายปีดีดัก พลังฝึกฝนอยู่แค่ขั้นหลอมปราณขั้นสาม มีหลานชายวัยสิบกว่าขวบอยู่คนหนึ่ง ฝีมือการเขียนยันต์จัดว่าธรรมดาๆ ในตลาดนี้ อาศัยว่าขายถูกกว่าชาวบ้าน นานๆ ทีถึงจะขายออกสักแผ่นสองแผ่น
หลี่หยวนเดินไปหยุดอยู่หน้าแผง "เฒ่าจาง ถึงเวลาจ่ายค่าเช่าแผงเดือนนี้แล้วนะ"
เฒ่าจางปรือตาขึ้นมอง พอเห็นว่าเป็นหลี่หยวน แกก็รีบล้วงหินวิญญาณระดับต่ำสามก้อนออกมาจากแขนเสื้อแล้วยื่นส่งให้ทันที
"ค่าแผงมันเดือนละก้อน เจ้าให้ข้ามาสามก้อน หมายความว่าไง"
เขามองหินวิญญาณทั้งสามก้อนแต่ยังไม่ยอมรับมา เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
เฒ่าจางประสานมือคารวะ พลางเอ่ยปาก
"สหายเต๋าหลี่ ช่วงที่ผ่านมานี้ เจ้าช่วยแนะนำลูกค้ามาซื้อยันต์ที่แผงข้าตั้งเยอะ ทำให้ข้าพอจะลืมตาอ้าปากได้บ้าง"
"ฝีมือคนแก่อย่างข้ามันหยาบ เขียนยันต์เป็นอยู่ไม่กี่แบบ เจ้าเองก็คงไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรหรอก ถ้าไม่รังเกียจก็ช่วยรับหินวิญญาณสองก้อนนี้ไว้เป็นน้ำใจเถอะนะ"
ผู้ตรวจการระดับปลายแถวอย่างหลี่หยวน ได้รับเบี้ยหวัดรายเดือนน้อยนิดจนน่าใจหาย
นอกเหนือจากโอสถทะลวงชีพจรที่เอาไว้ช่วยฝึกฝน กับแต้มผลงานสามแต้มที่เอาไว้แลกของในตระกูลหวังแล้ว ก็ได้หินวิญญาณแค่สามก้อนถ้วน
หินวิญญาณสองก้อนที่ยื่นมาให้นี่ ตีมูลค่าได้เกือบเท่าเบี้ยหวัดค่อนเดือนของเขาเลยเชียวล่ะ
"ถ้าอย่างนั้นข้าก็คงต้องขอรับไว้ด้วยความยินดี"
ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสหินวิญญาณ ตัวอักษรโปร่งแสงหลายบรรทัดก็เด้งพรวดขึ้นมาตรงหน้าเขา
【ตรวจพบสิ่งของที่สามารถสวมใส่ได้: หินวิญญาณระดับต่ำแบบสมบูรณ์】
【ตัวอย่างคุณสมบัติสวมใส่: กรองพลังวิญญาณระดับสีขาว —— ความเร็วการฝึกฝนเพิ่มขึ้นสามส่วน คัดกรองสิ่งเจือปนออกอัตโนมัติเมื่อดูดซับพลังวิญญาณ】
【ตัวอย่างเงื่อนไขแสดงผลถาวร: คงสถานะสวมใส่ขณะฝึกฝนให้ครบ 100 รอบโคจร】
【ต้องการสวมใส่หรือไม่?】
ตัวบ้าอะไรวะเนี่ย โปรโกงงั้นเหรอ
หัวใจหลี่หยวนเต้นกระหน่ำรัวๆ แต่ยังปั้นหน้าตายนิ่งเฉย เขาเก็บหินวิญญาณเข้าแขนเสื้อ ชวนเฒ่าจางคุยสัพเพเหระอีกสองสามคำแล้วพยักหน้า หันหลังเดินจากมาด้วยจังหวะฝีเท้าเนิบนาบ ไม่ได้ดูผิดสังเกตไปจากการเดินตรวจตราตามปกติเลยสักนิด
พอพ้นระยะตรอกเหนือ หลี่หยวนก็สับเท้าจ้ำพรวดๆ มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกของเมืองทันที
เขตตะวันออกเป็นย่านที่พักอาศัยของพวกสมาชิกระดับนอกตระกูลหวังอย่างเขา หลี่หยวนเดินมาได้ไม่นาน ก็เห็นบ้านไม้ปลูกเรียงรายซ้อนกันเป็นตับอยู่เบื้องหน้า
นับคร่าวๆ ได้เป็นร้อยหลัง อยู่กันคนละหลัง พื้นที่กว้างขวางพอตัว แถมคนยังอยู่กันไม่เต็มด้วยซ้ำ ก็นะ ที่ดินแถวนี้มันฟรีอยู่แล้ว
ข้าวของเครื่องใช้ข้างในก็ไม่ค่อยมีอะไร เฟอร์นิเจอร์หลายอย่างที่พวกคนธรรมดาเขาใช้กัน พวกผู้ฝึกตนอย่างเขาก็ไม่ได้แตะต้องหรอก
หลี่หยวนเดินดุ่มๆ ตรงไปที่บ้านหลังริมสุด ผลักประตูเข้าไปแล้วจัดการลงกลอนแน่นหนา
เขาทรุดตัวลงนั่งบนเตียง ล้วงเอาหินวิญญาณก้อนนั้นออกมาจากแขนเสื้อแล้วเพ่งมองมันเขม็ง
ตัวอักษรโปร่งแสงบรรทัดนั้นยังคงลอยเด่นอยู่ตรงหน้า
【ตรวจพบสิ่งของที่สามารถสวมใส่ได้: หินวิญญาณระดับต่ำ】
【ต้องการสวมใส่หรือไม่?】
"ไม่ได้ตาฝาดแฮะ"
หลี่หยวนแค่คิดในใจเบาๆ ว่า ใช่
ตัวอักษรก็เปลี่ยนวูบไปทันที พร้อมกับหินวิญญาณในมือที่อันตรธานหายวับไปในอากาศ
【สวมใส่สำเร็จ】
【ได้รับคุณสมบัติ: กรองพลังวิญญาณระดับสีขาว】
【ผลลัพธ์คุณสมบัติ: ความเร็วการฝึกฝนเพิ่มขึ้นสามส่วน คัดกรองสิ่งเจือปนออกอัตโนมัติเมื่อดูดซับพลังวิญญาณ】
【เงื่อนไขแสดงผลถาวร: คงสถานะสวมใส่ขณะฝึกฝนให้ครบ 100 รอบโคจร ความคืบหน้าปัจจุบัน 0/100】
【หมายเหตุ 1: หากถอดอุปกรณ์ คุณสมบัติจะไร้ผล และคืนอุปกรณ์】
【หมายเหตุ 2: หลังจากแสดงผลถาวร อุปกรณ์จะหายไป ช่องสวมใส่จะว่างลง และคุณสมบัติจะคงอยู่ถาวร】
คุณสมบัติ... อุปกรณ์... เงื่อนไขแสดงผลถาวร...
คอนเซปต์ของตัวอักษรที่โชว์หราอยู่ตรงหน้านี้ สำหรับคนที่ทะลุมิติมาอย่างเขาคุ้นเคยกับมันดีทีเดียวเชียว
นิ้วทองคำมาเสิร์ฟถึงที่แล้ว!
"อันที่จริงข้าควรจะรู้ตัวตั้งแต่เมื่อวานแล้วแท้ๆ ดันซวยที่ไอ้ร่างนี้มันจนกรอบ หินวิญญาณสักก้อนก็ไม่มีติดตัว"
ท่ามกลางความดีใจ หลี่หยวนก็อดไม่ได้ที่จะบ่นอุบออกมา
ยังไม่ทันที่เขาจะได้ทดลองอะไร ตัวอักษรตรงหน้าก็เปลี่ยนไปอีกรอบ
【ชื่อ: หลี่หยวน】
【ระดับพลัง: หลอมปราณขั้นสาม】
【เคล็ดวิชา: เคล็ดชักนำปราณระดับบรรลุขั้นต้น 899/1600】
【วิชาอาคม: วิชาลูกไฟระดับเชี่ยวชาญ 89/800 ท่าเท้าท่องเทวะระดับชำนาญ 90/400 วิชาโล่ปราณระดับชำนาญ 18/400 วิชากรวยน้ำแข็งระดับเริ่มต้น 56/200】
【ช่องสวมใส่: 1/1 จะปลดล็อกช่องสวมใส่ที่สองเมื่อทำให้คุณสมบัติระดับใดก็ได้แสดงผลแบบถาวร】
【อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่: หินวิญญาณระดับต่ำ】
【คุณสมบัติที่ได้รับ: กรองพลังวิญญาณระดับสีขาว】
และในจังหวะนั้นเอง ข้อมูลเกี่ยวกับระบบก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขาอย่างอัตโนมัติ
หน้าต่างสวมใส่อุปกรณ์นี้เปิดทางให้เขาสามารถสวมใส่ไอเทมต่างๆ ที่ตรงตามเงื่อนไข เพื่อรับบัฟคุณสมบัติเสริมพลังได้
แต่ไอเทมแต่ละอย่างก็มีข้อจำกัดยิบย่อยต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่น ถ้าจะสวมใส่หินวิญญาณ ก็ต้องเป็นก้อนที่สมบูรณ์แบบเท่านั้น ขืนมีรอยบิ่นรอยร้าวล่ะก็หมดสิทธิ์
ไอเทมประเภทเดียวกันจะให้ผลลัพธ์เหมือนกันเป๊ะ และคุณสมบัติชื่อซ้ำกันจะไม่สามารถทับซ้อนกันได้
ส่วนคุณสมบัติเองก็แบ่งเกรดออกเป็นเจ็ดระดับ ได้แก่ เทา ขาว เขียว ฟ้า ม่วง แดง และทอง ยิ่งระดับสูงเท่าไหร่ ผลลัพธ์ก็ยิ่งทรงพลังทะลุปรอทมากเท่านั้น
"ตอนนี้มีช่องให้ใส่ของแค่ช่องเดียวสินะ"
หลี่หยวนกวาดตามองข้อความใหม่ที่ปรากฏขึ้น แค่ขยับความคิดนิดเดียว หน้าต่างตรงหน้าก็หายวับไปทันที
เมื่อเห็นคุณสมบัติบนหน้าต่างแล้ว เขาไม่รอช้า รีบนั่งขัดสมาธิลงบนเตียงแล้วเริ่มเดินพลังตามเคล็ดวิชาพื้นฐานที่ตระกูลหวังแจกจ่ายให้ทันที
เคล็ดวิชานี้มีชื่อว่า เคล็ดชักนำปราณ เป็นวิชาพื้นฐานที่ตระกูลหวังเอาไว้แจกพวกผู้ฝึกตนสายนอกโดยเฉพาะ อานุภาพงั้นๆ แต่ดีตรงที่ฝึกง่ายและดูดซับพลังวิญญาณได้ไว เหมาะกับพวกที่พรสวรรค์พื้นๆ เอาไว้เป็นบันไดก้าวแรก
เจ้าของร่างเดิมก็อาศัยวิชานี้แหละตะเกียกตะกายจนมาถึงหลอมปราณขั้นสาม ช่วงแรกๆ มันก็ฝึกไวอยู่หรอก แต่ยิ่งฝึกไปลึกเท่าไหร่ ข้อบกพร่องของวิชานี้ก็ยิ่งโผล่หางออกมาให้เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ
เคล็ดชักนำปราณดูดซับพลังวิญญาณได้เร็วก็จริง แต่มันกรองสิ่งเจือปนออกไม่ได้ พอฝึกไปนานเข้า พลังวิญญาณในร่างก็เริ่มสะสมความขุ่นมัวจนไม่บริสุทธิ์ การฝึกฝนก็เริ่มอืดเป็นเรือเกลือ จะทะลวงขั้นแต่ละทียากเย็นแสนเข็ญ
จำเป็นต้องพึ่งพาโอสถสลายขุ่นมัว หรือพวกยาทำความสะอาดเส้นชีพจรเป็นประจำ ถึงจะพอประคองความเร็วในการฝึกฝนเอาไว้ได้
ซึ่งไอ้โอสถสลายขุ่นมัวเนี่ย มีขายในร้านค้าตระกูลหวังกลางตลาด สนนราคาก็ปาเข้าไปตั้งสามก้อนหินวิญญาณต่อหนึ่งเม็ด
หลี่หยวนคิดสะระตะไปเรื่อยเปื่อยระหว่างที่เดินพลังฝึกฝน
เวลาผ่านไปราวครึ่งก้านธูป เขาก็ลืมตาขึ้น ความรู้สึกในการฝึกฝนรอบนี้มันหน้ามือเป็นหลังมือกับปกติเลย พลังวิญญาณไหลเข้าสู่ร่างกายเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และที่สำคัญสุดๆ คือไอ้ความรู้สึกติดขัดฝืดเคืองที่เคยมีมันมลายหายไปจนหมดเกลี้ยง พลังวิญญาณทุกอณูบริสุทธิ์ผุดผ่อง พอเข้าสู่เส้นชีพจรก็แปรสภาพกลืนหายไปอย่างลื่นไหลไร้รอยต่อ
คัดกรองสิ่งเจือปนออกอัตโนมัติ
ประโยคนี้ไม่ได้เขียนไว้หลอกๆ เลยสักนิด พวกสิ่งเจือปนขุ่นมัวที่น่าจะปะปนมากับพลังวิญญาณ ดูเหมือนจะโดนอะไรบางอย่างกรองทิ้งไปก่อนที่มันจะเข้าสู่ร่างกายด้วยซ้ำ เหลือทิ้งไว้แค่พลังวิญญาณบริสุทธิ์เพียวๆ ที่ไหลเวียนไปตามเส้นชีพจร ก่อนจะไหลไปรวมกันที่จุดตันเถียน
แถมเส้นชีพจรที่เคยเจ็บแปลบๆ เพราะผลพวงจากการทะลวงขั้นล้มเหลว ก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดจากการไหลเวียนของพลังวิญญาณเลยแม้แต่น้อย กลับกัน ดูเหมือนอาการบาดเจ็บมันจะค่อยๆ ทุเลาลงเสียด้วยซ้ำ
นั่นก็เพราะพลังวิญญาณบริสุทธิ์มันมีคุณสมบัติเยียวยาในตัวมันเอง ผิดกับเมื่อก่อนที่มีแต่สิ่งเจือปน ขืนดันทุรังฝึกต่อไปมีแต่จะทำให้แผลฉกรรจ์กว่าเดิม
หลี่หยวนอดไม่ได้ที่จะลิงโลดในใจ ความรู้สึกคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนก็จางหายไปเยอะเลยทีเดียว
มีโปรโกงขนาดนี้ จะกลับไปทำบ้าอะไรที่โลกอีกล่ะวะ
เอาเถอะ ก็ยังแอบคิดถึงมือถือ คอมพิวเตอร์ แล้วก็โค้กเย็นๆ บนโลกอยู่ดีนั่นแหละ...
แต่เขาก็ไม่ได้ฝึกฝนต่อ งานตรวจตรายังไม่เสร็จ ยังไงก็ต้องออกไปเดินยามต่อให้จบงาน
บทที่ 2 กองกำลังคุ้มกัน
ยามเย็น ตอนหลี่หยวนกลับมาถึงที่พัก หางตาเขาเหลือบไปเห็นกระดานประกาศบนกำแพง ฝีเท้าก็พลันชะงักกึก
บนกระดานมีป้ายประกาศแผ่นใหม่แปะอยู่ รอยหมึกยังดูสดใหม่ ชัดเจนว่าเพิ่งเอามาติดวันนี้
เนื้อหาบนประกาศคือรายชื่อสับเปลี่ยนเวรกองกำลังคุ้มกันของตลาด
สายตาหลี่หยวนกวาดมองรายชื่อพวกนั้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะไปสะดุดกึกอยู่ตรงบรรทัดที่สาม
หลี่หยวน หลอมปราณขั้นสาม เริ่มสับเปลี่ยนเวรคุ้มกันตั้งแต่วันที่หนึ่งเดือนหน้า เป็นเวลาหนึ่งเดือน
เห็นแบบนี้ หัวใจของเขาก็หล่นวูบ
กองกำลังคุ้มกัน นั่นมันไม่ใช่ที่ที่น่าไปเลยสักนิด
ตระกูลหวังตั้งกองกำลังขึ้นมาสองหน่วยในตลาดชิงเหอ หน่วยแรกคือกองกำลังคุ้มกัน ส่วนอีกหน่วยก็คือกองตรวจการที่เขาทำอยู่นี่แหละ
หน้าที่ของทั้งสองหน่วยแบ่งแยกกันชัดเจน
กองตรวจการรับผิดชอบเรื่องจิปาถะภายในตลาด พูดง่ายๆ ก็คือพวกวิ่งเต้นทำสารพัดเรื่องหยุมหยิม แต่ข้อดีคือมันปลอดภัย
แต่กองกำลังคุ้มกันนั่นคนละเรื่อง
ตลาดชิงเหอตั้งอยู่รอบนอกเทือกเขาหยวนเหิง มุ่งหน้าไปทางตะวันตกสักร้อยลี้ก็เป็นเขตเทือกเขาหยวนเหิงแล้ว ที่นั่นมีพวกสัตว์อสูรเพ่นพ่านกันให้ควั่ก
ถึงเขตแดนรอบนอกจะไม่ค่อยมีสัตว์อสูรมากนัก แต่มันก็ชอบมาด้อมๆ มองๆ แถวตลาดอยู่บ่อยๆ ถึงตอนนั้นก็เป็นหน้าที่ของกองกำลังคุ้มกันที่ต้องออกโรงจัดการ
นอกจากสัตว์อสูรแล้ว ยังมีพวกที่อันตรายยิ่งกว่า นั่นคือพวกผู้ฝึกตนสายปล้นชิง
เทือกเขาหยวนเหิงทอดยาวหลายพันลี้ ในเขามีทั้งสายแร่ สมุนไพรวิญญาณ แล้วก็สัตว์อสูรสารพัดชนิด ดึงดูดพวกผู้ฝึกตนอิสระให้แห่กันมาหาเลี้ยงชีพ
แน่นอนว่าพวกผู้ฝึกตนที่ถนัดเรื่องปล้นชิงชาวบ้านก็ย่อมแห่ตามกันมาด้วย
แถมพวกสายปล้นชิงหลายคนก็คือผู้ฝึกตนอิสระที่รับจ๊อบเสริม ปกติก็ทำตัวใสซื่อไม่มีพิษมีภัย แต่พอสบโอกาสก็พร้อมจะฆ่าคนชิงสมบัติได้ทุกเมื่อ
กองกำลังคุ้มกันก็คือหน่วยที่ต้องคอยลาดตระเวนรอบตลาด ขับไล่สัตว์อสูร แล้วก็คอยข่มขวัญพวกสายปล้นชิงพวกนี้นี่แหละ
เบี้ยหวัดรายเดือนของกองกำลังคุ้มกันคือหินวิญญาณสิบก้อน มากกว่าผู้ตรวจการที่ได้แค่สามก้อนถึงสามเท่าตัว แถมยังได้โควตาโอสถแต่ละเดือนมากกว่าด้วย แต่ความเสี่ยงมันก็พุ่งปรี๊ดตามไปด้วยเหมือนกัน
มีคนในกองกำลังคุ้มกันตั้งเท่าไหร่ที่ต้องมาตายตอนออกลาดตระเวน ถ้าดวงซวยหน่อยก็แทบจะหาซากไม่เจอ
ไอ้ระบบสับเปลี่ยนเวรนี่ ก็คือสิ่งที่ตระกูลหวังตั้งขึ้นมากันเหนียว กลัวว่าคนในกองกำลังคุ้มกันจะไม่พอนั่นแหละ
ทุกๆ เดือนจะมีการสุ่มเกณฑ์พวกผู้ตรวจการไปสมทบในกองกำลังคุ้มกัน เป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม
ช่วงที่สับเปลี่ยนเวร งานหลักก็ต้องพักไว้ก่อน ส่วนเบี้ยหวัดก็รับตามเรตของกองกำลังคุ้มกันไป
เจ้าของร่างเดิมเคยโดนเกณฑ์ไปสับเปลี่ยนเวรมาแล้วสี่ครั้ง สามครั้งแรกก็แค่ใจหายใจคว่ำ ส่วนอีกครั้งได้แผลถลอกปอกเปิกกลับมา
แต่ในสี่ครั้งนั้น เขาเคยเห็นผู้ฝึกตนในหน่วยคุ้มกันตายคาตาไปตั้งสองคน
หลี่หยวนยืนอยู่หน้ากระดานประกาศ สีหน้ายังคงนิ่งเฉย แต่ในใจกลับกำลังคิดคำนวณอย่างหนัก
กว่าจะถึงวันที่หนึ่งเดือนหน้า ก็เหลือเวลาอีกแค่สิบสองวัน
สิบสองวันนี้ เขาจะทำบ้าอะไรได้บ้าง
หลี่หยวนไม่อยากไปอยู่กองกำลังคุ้มกันอยู่แล้ว ตอนนี้เขามีหน้าต่างสวมใส่อุปกรณ์ อนาคตยังอีกยาวไกล ไม่คุ้มหรอกที่จะเอาชีวิตไปทิ้งเพื่อหินวิญญาณแค่สิบก้อน
แต่ถ้าทะลวงขึ้นไปถึงหลอมปราณขั้นสี่ได้ล่ะก็ สถานการณ์จะพลิกเป็นคนละเรื่องเลย
หลอมปราณขั้นสี่ถือว่าก้าวเข้าสู่หลอมปราณช่วงกลางแล้ว เว้นแต่ว่ากองกำลังคุ้มกันจะขาดคนหนักมากหรือมีเรื่องคอขาดบาดตายจริงๆ ไม่งั้นก็ไม่มีทางโดนบังคับเกณฑ์ตัวไปหรอก
แต่ปัญหาคือ ร่างนี้มันติดแหง็กอยู่ตรงคอขวดหลอมปราณขั้นสามมาเกือบสองปีแล้ว แถมก่อนหน้านี้เพิ่งจะซดยาหวังทะลวงขั้นแต่ดันล้มเหลวไม่เป็นท่า จะให้ทะลวงขั้นในเวลาสั้นๆ แบบนี้ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
นอกเสียจากว่าจะมีตัวช่วยจากภายนอก
ความคิดของหลี่หยวนเบนเข็มไปที่ระบบทันที
【คุณสมบัติ: กรองพลังวิญญาณ】
ผลลัพธ์ของคุณสมบัติคือความเร็วการฝึกฝนเพิ่มขึ้นสามส่วน และคัดกรองสิ่งเจือปนออกอัตโนมัติ
ถึงจะช่วยเพิ่มความเร็วในการฝึกฝนและยกกระดับคุณภาพพลังวิญญาณได้ก็เถอะ แต่มันยังไม่พอหรอกถ้าคิดจะทะลวงขั้น เขาต้องหาคุณสมบัติอื่นมาเสริม
ถ้ามีเวลาสักเดือนให้เขาค่อยๆ สั่งสมพลัง หลี่หยวนก็มั่นใจเต็มเปี่ยมว่าจะทะลวงขั้นได้แน่ แต่ตอนนี้เวลาของเขาเหลือแค่สิบสองวันเท่านั้น
สถานการณ์ที่เพอร์เฟกต์ที่สุดคือ หลังจากทำให้คุณสมบัติกรองพลังวิญญาณแสดงผลแบบถาวรได้แล้ว นอกจากจะได้ช่องสวมใส่เพิ่มมาอีกช่อง ไอ้ช่องเดิมที่ใช้อยู่มันก็จะว่างลงด้วย คราวนี้เขาก็จะสามารถสวมใส่ไอเทมอื่นเพื่อรับคุณสมบัติใหม่ๆ ได้
ถ้าหาคุณสมบัติที่ช่วยในการทะลวงขั้นได้สักหนึ่งหรือสองอย่าง แล้วเอามาบวกกับไอ้กรองพลังวิญญาณที่มีอยู่...
แต่ประเด็นคือ นอกจากหินวิญญาณก้อนนั้นแล้ว เขายังหาไอเทมชิ้นอื่นที่ใส่ได้ไม่เจอเลย แถมไอเทมที่จะใส่ได้มันก็ต้องเป็นของตัวเขาเองด้วย แล้วตอนนี้ทั้งเนื้อทั้งตัวเขาก็มีหินวิญญาณอยู่แค่ก้อนเดียวถ้วน
ถึงอีกไม่กี่วันจะถึงเวลาแจกเบี้ยหวัดรายเดือน แต่รวมๆ แล้วก็คงได้หินวิญญาณแค่สี่ก้อน ไม่น่าจะพอยาไส้หรอก
แถมการฝึกฝนให้ครบหนึ่งร้อยรอบโคจรมันก็ไม่ได้ใช้เวลาน้อยๆ เลย พอทำให้เป็นแบบถาวรได้แล้ว ก็คงเหลือเวลาให้เขาทะลวงขั้นอีกแค่สองสามวันเท่านั้น
หลี่หยวนสูดหายใจลึก ข่มความว้าวุ่นในใจลง ก่อนจะกวาดตามองไปรอบๆ
ข้าวของในบ้านไม้ก็ไม่ค่อยมีอะไร นอกจากเตียงไม้ ตู้เสื้อผ้า โต๊ะ แล้วก็เบาะรองนั่ง ก็เหลือแค่พวกของจุกจิกที่กองสุมอยู่ตรงมุมห้อง
ไอ้พวกของจุกจิกนี่ส่วนใหญ่ก็เป็นของที่เจ้าของร่างเดิมทิ้งเอาไว้ หลี่หยวนได้ความทรงจำมาด้วย ย่อมรู้ดีว่ามีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง
ใต้ตู้เสื้อผ้ามีกระบี่อาคมบิ่นๆ ซุกอยู่เล่มหนึ่ง เป็นของที่เจ้าของร่างเดิมยอมควักหินวิญญาณไม่กี่ก้อนไปสอยมาจากตลาดเมื่อหลายปีก่อน ตอนแรกก็กะจะเอามาซ่อมใช้ แต่ดันเพิ่งรู้ว่าค่าซ่อมมันแพงหูฉี่กว่าซื้อใหม่ซะอีก ก็เลยปล่อยทิ้งฝุ่นเกาะมาจนถึงตอนนี้
หลี่หยวนย่อตัวลงไปหยิบกระบี่อาคมเล่มนั้นออกมา
ตัวกระบี่ยาวประมาณสามฉื่อ ตรงคมกระบี่มีรอยบิ่นเห็นได้ชัด ลวดลายบนตัวกระบี่ก็ดูหม่นหมอง ชัดเจนเลยว่าพลังวิญญาณรั่วไหลไปบานเบอะแล้ว
เขากำด้ามกระบี่แน่น รอคอยปฏิกิริยาจากระบบ
เงียบกริบ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
ไม่มีการแจ้งเตือน ไม่มีตัวหนังสืออะไรโผล่มาสักตัว
"ว่าแล้วเชียว ของพังๆ มันใส่ไม่ได้จริงๆ ด้วย"
หลี่หยวนเดาไว้ก่อนแล้ว ตอนที่ใส่หินวิญญาณ ไอ้คำว่าแบบสมบูรณ์ที่โชว์หราอยู่ก็พอจะบอกใบ้ได้แล้วว่ามันหมายความว่าไง
เขาเอากระบี่ไปเก็บไว้ที่เดิม แล้วก็เริ่มรื้อค้นข้าวของในบ้านต่อ
นอกจากกระบี่เล่มนี้แล้ว ของชิ้นเดียวที่พอจะใส่ได้ ก็คงมีแต่ยันต์ทำความสะอาดไม่กี่แผ่นที่วางอยู่บนโต๊ะนี่แหละ
ไอ้เจ้านี่คือของที่เจ้าของร่างเดิมเพิ่งไปเหมาจากเฒ่าจางมาเมื่อวันก่อน ยันต์ทำความสะอาดหนึ่งโหลมีสิบสองแผ่น สิบโหลก็แค่ครึ่งก้อนหินวิญญาณ เน้นขายเอาปริมาณล้วนๆ
สรรพคุณก็งั้นๆ ช่วยปัดฝุ่นไล่ยุง ทำให้ตัวไม่เปื้อนฝุ่นกับยุงไม่กัดไปได้พักหนึ่ง ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับการฝึกฝนเลยสักนิด ซื้อมาเพื่อความสะดวกสบายล้วนๆ
หลี่หยวนหยิบยันต์ทำความสะอาดขึ้นมาแผ่นหนึ่ง ตัวอักษรโปร่งแสงที่คุ้นตาก็เด้งขึ้นมาทันที
【ตรวจพบสิ่งของที่สามารถสวมใส่ได้: ยันต์ทำความสะอาด】
【ตัวอย่างคุณสมบัติ: ร่างกายสะอาดสะอ้าน —— ร่างกายไม่เปื้อนฝุ่นง่าย สามารถขับไล่ยุงและแมลงได้】
【ตัวอย่างเงื่อนไขแสดงผลถาวร: เรียนรู้วิชาอาคม —— วิชาทำความสะอาด】
【ช่องสวมใส่เต็มแล้ว ต้องการสับเปลี่ยนอุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่หรือไม่?】
【อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่: หินวิญญาณระดับต่ำ】
【หลังจากสับเปลี่ยนจะสูญเสียคุณสมบัติ: กรองพลังวิญญาณ】
【หมายเหตุ: หลังจากถอดอุปกรณ์เดิมออก ความคืบหน้าการแสดงผลถาวรจะยังคงอยู่ แต่อุปกรณ์ประเภทเดียวกันต้องรอสิบสองชั่วยามถึงจะสวมใส่ใหม่ได้】
หลี่หยวนเลือกยกเลิกทันที
นอกจากยันต์ทำความสะอาดแผ่นนี้แล้ว ในบ้านก็ไม่มีของชิ้นอื่นให้ใส่ได้อีกเลย ของมีค่าโดนร่างเดิมเอาไปเลหลังขายทิ้งหมดแล้ว
"เหมือนจะยังมีอีกวิธีนะ สวมใส่ยันต์ทำความสะอาดไปก่อน พอทำให้เป็นแบบถาวรได้ปุ๊บ ก็จะได้ช่องสวมใส่เพิ่มมาอีกช่อง จากนั้นค่อยไปหาคุณสมบัติที่ช่วยทะลวงขั้นมาใส่บวกกับไอ้กรองพลังวิญญาณที่มีอยู่ แบบนี้โอกาสทะลวงขั้นผ่านก็มีไม่น้อยเลย"
แต่มันติดปัญหาอยู่อย่าง เขาดันใช้ไอ้วิชาทำความสะอาดไม่เป็นเนี่ยสิ
ถึงวิชาทำความสะอาดจะเป็นหนึ่งในวิชาพื้นฐานที่พวกผู้ฝึกตนใช้กันเกลื่อนเมือง แต่มันก็ต้องใช้เวลาศึกษาเรียนรู้อยู่ดี
หลี่หยวนวางยันต์ทำความสะอาดในมือลง แล้วเริ่มใช้ความคิด
วิชาทำความสะอาดราคาไม่แพงก็จริง แต่ก็ต้องใช้หินวิญญาณตั้งหลายก้อนไปขอเรียนจากผู้ฝึกตนคนอื่น แถมกว่าจะฝึกจนเป็นก็ต้องใช้เวลาอีกหลายวัน
ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว ทั้งสองวิธีต่างก็ต้องออกไปหาคุณสมบัติใหม่มาเสริมทั้งคู่ จะพึ่งแค่กรองพลังวิญญาณอย่างเดียว โอกาสทะลวงขั้นก็ริบหรี่ แถมแต่ละวิธีก็มีข้อเสียของมันเองด้วย
คิดมากไปก็ป่วยการ จัดการเรื่องตรงหน้าก่อนดีกว่า เวลาสิบสองวัน เป้าหมายแรกคือยกระดับพลังฝึกฝน ทางที่ดีที่สุดคือต้องทำให้คุณสมบัติกรองพลังวิญญาณเป็นแบบถาวรให้ได้ซะก่อน
หลี่หยวนแค่คิด หน้าต่างระบบก็โผล่ขึ้นมา
【กรองพลังวิญญาณ】
【ความคืบหน้าแสดงผลถาวร: 1/100】
เขาปิดหน้าต่างระบบลง เดินกลับเข้าไปในบ้านไม้โดยไม่รอช้า ทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิแล้วเริ่มเดินพลังเคล็ดชักนำปราณทันที
พลังวิญญาณจากทั่วทุกสารทิศพวยพุ่งเข้ามา พอผ่านชั้นกรองที่มองไม่เห็น มันก็กลายเป็นพลังบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรตรงเข้าสู่จุดตันเถียน
หลังจากที่เจ้าของร่างเดิมทะลวงขั้นล้มเหลว ระดับพลังก็ถดถอยลงไปนิดหน่อย เพราะงั้นที่หลี่หยวนมานั่งฝึกอยู่ตอนนี้ ก็ไม่ได้ทำไปเพื่อให้ครบเงื่อนไขของระบบอย่างเดียว แต่ยังเป็นการสั่งสมพลังขึ้นมาใหม่ด้วย
ยิ่งหลี่หยวนดำดิ่งสู่การฝึกฝนมากเท่าไหร่ ท้องฟ้าเบื้องนอกก็ยิ่งมืดมิดลงทุกที ในบ้านไม้เงียบกริบ มีเพียงเสียงลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอของเขาเท่านั้น
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน หลี่หยวนก็ลืมตาขึ้น พลางพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาเฮือกใหญ่
【ความคืบหน้าแสดงผลถาวร: 6/100】
ห้ารอบโคจร เขาสัมผัสได้ถึงความคืบหน้าในการฝึกฝน สีหน้าก็เต็มไปด้วยความดีใจ
พลังวิญญาณที่ถูกกรองมาแล้ว สร้างแรงกดดันให้เส้นชีพจรน้อยกว่าที่เขาคิดไว้โขเลย
ดูท่าแล้ว กว่าคุณสมบัตินี้จะแสดงผลถาวรได้ อาจจะใช้เวลาน้อยกว่าที่เขาคาดไว้ซะอีก
บทที่ 3 เก็บค่าเช่านาวิญญาณ
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านร่องหน้าต่างไม้เข้ามาในห้อง หลี่หยวนลืมตาขึ้นมาด้วยความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
เมื่อคืนเขานั่งฝึกฝนมาค่อนคืน พลังวิญญาณในร่างเอ่อล้นขึ้นกว่าเมื่อวานตั้งเยอะ ไอ้ความรู้สึกบริสุทธิ์ผุดผ่องตอนที่พลังวิญญาณไหลเข้าสู่ร่างกายมันยังแจ่มชัดอยู่เลย
【กรองพลังวิญญาณระดับสีขาว】
【ความคืบหน้าแสดงผลถาวร: 13/100】
วันนี้หลี่หยวนไม่ต้องเดินยามตรวจตลาด แต่ต้องไปเก็บค่าเช่าที่เขตนาวิญญาณ
ห่างจากตลาดชิงเหอไปทางตะวันออกราวๆ ยี่สิบลี้ มีผืนนาวิญญาณกว้างสุดลูกหูลูกตากินพื้นที่นับพันหมู่ ซึ่งเป็นขุมทรัพย์ของตระกูลหวัง
ตระกูลหวังไม่ได้ลงมือปลูกเองหรอก แต่ปล่อยเช่าให้พวกผู้ฝึกตนอิสระแถวนั้นทำกิน แล้วคอยเก็บเกี่ยวข้าววิญญาณจำนวนหนึ่งเป็นค่าเช่ารายปี
ผู้ตรวจการอย่างหลี่หยวน นอกจากจะต้องเดินยามในตลาดแล้ว ก็ต้องรับจ๊อบไปทวงค่าเช่าพวกนี้ด้วย
การเก็บค่าเช่ามันต้องใช้ถุงเก็บของ ของพรรค์นี้ราคาแพงหูฉี่ คนอย่างหลี่หยวนไม่มีปัญญาหามาครอบครองอยู่แล้ว ปกติของพวกนี้จะถูกเก็บไว้ที่หน่วยจัดการ จะใช้ทีก็ไปเบิก เสร็จงานก็ต้องเอาไปคืน
ถุงเก็บของขนาดหนึ่งฟาง ราคาก็ปาเข้าไปห้าหกสิบก้อนหินวิญญาณแล้ว ซึ่งขนาดหนึ่งฟางของโลกนี้ก็กว้างประมาณหนึ่งลูกบาศก์เมตรในโลกก่อนของหลี่หยวนนั่นแหละ
ไอ้ถุงเก็บของที่เอาไปใส่ข้าววิญญาณมันต้องใหญ่กว่าหนึ่งฟางแน่ๆ แต่ยังดีที่พอความจุถุงมันเพิ่มขึ้น ราคามันไม่ได้พุ่งพรวดเป็นเท่าตัว ถุงขนาดสิบฟางราคาก็ไม่ถึงห้าหกร้อยก้อนหินวิญญาณหรอก
หน่วยจัดการตั้งอยู่สุดถนนสายตะวันตกของตลาด เป็นอาคารไม้สองชั้น มีเวรยามยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูสองคน
หลี่หยวนชูป้ายประจำตัวให้ดู พวกยามพยักหน้ารับแล้วปล่อยให้เขาเดินเข้าไป
ชั้นล่างเป็นจุดติดต่องาน มีผู้ฝึกตนท่าทางเหมือนพวกเสมียนนั่งอยู่หลังโต๊ะ กำลังก้มหน้าก้มตาจัดการงานจิปาถะสารพัด
หลี่หยวนเดินไปที่หน้าเคาน์เตอร์ โยนป้ายประจำตัวกับถุงเงินที่เตรียมไว้ล่วงหน้าส่งให้ "มาเบิกถุงเก็บของ แล้วก็นี่ค่าเช่าแผงของพวกผู้ฝึกตนบางส่วน ข้าจะไปเก็บค่าเช่าที่เขตนาวิญญาณ"
เสมียนรับป้ายไป แล้วก็เอ่ยปากถามตามธรรมเนียมว่ามีใครเบี้ยวค่าเช่าบ้างไหม
พอได้ยินว่าจ่ายครบหมดแล้ว มันก็ก้มลงไปเช็กรายชื่อ ก่อนจะล้วงเอาถุงผ้าขนาดเท่าฝ่ามือออกมาจากใต้โต๊ะแล้วโยนให้หลี่หยวน "กลับมาแล้วอย่าลืมเอามาคืนด้วยล่ะ"
【ตรวจพบสิ่งของที่สามารถสวมใส่ได้】
【ระดับคุณสมบัติของไอเทม: สีเขียว】
【หมายเหตุ: ไม่ใช่สิ่งของของตนเอง ไม่สามารถสวมใส่ได้ ไม่สามารถดูข้อมูลรายละเอียดได้】
"ใส่ถุงเก็บของแล้วได้คุณสมบัติระดับสีเขียวงั้นเรอะ"
ตอนที่รับถุงเก็บของมา หน้าต่างระบบก็เด้งพรวดขึ้นมาตรงหน้าเขา
แต่ตอนนี้เรื่องสวมใส่ถุงเก็บของยังไม่ใช่สิ่งที่เขาควรเอามาใส่หัว อย่าเพิ่งพูดถึงปัญหาเรื่องช่องสวมใส่เลย เอาแค่ราคามัน เขาก็ไม่มีปัญญาจ่ายแล้ว
ไอ้เงื่อนไขที่บอกว่าถ้าไม่ใช่ของตัวเองก็ใส่ไม่ได้ หลี่หยวนก็พอจะเดาทางไว้อยู่แล้ว
ออกจากหน่วยจัดการ หลี่หยวนก็สับเท้าจ้ำมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก
ใช้เวลาราวๆ ครึ่งชั่วยาม เขาก็มาถึงเขตนาวิญญาณ
ภาพแรกที่พุ่งชนสายตาคือแปลงนาเรียงรายเป็นระเบียบ คันนาตัดสลับซับซ้อน ในนาปลูกข้าวสีเขียวขจี รวงข้าวห้อยย้อยดูหนักอึ้ง แผ่คลื่นพลังวิญญาณออกมาจางๆ
นี่แหละข้าวหยกเขียว ผลผลิตไม่เยอะ แต่ดีตรงที่ปลูกง่าย ไม่เรื่องมากเรื่องความเข้มข้นของพลังวิญญาณ เหมาะเหม็งกับการปลูกในนาวิญญาณรอบนอกแบบนี้สุดๆ
มีผู้ฝึกตนอิสระสองสามคนกำลังก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ในนา หลี่หยวนเดินดุ่มๆ ตรงไปที่กระท่อมฟางหลังในสุด
หน้ากระท่อมมีชายชราชาวนานั่งอยู่ ผมแกหงอกขาว ผิวคล้ำแดด กำลังเอาฟางข้าวมาสานเป็นอะไรสักอย่าง พอเห็นหลี่หยวนเดินเข้ามา แกก็วางมือจากงานแล้วลุกขึ้นยืน
"ผู้ตรวจการหลี่ เจ้ามาเก็บค่าเช่าอีกแล้วเรอะ"
"ลุงหวัง" หลี่หยวนพยักหน้ารับ "ข้าววิญญาณฤดูกาลนี้เตรียมไว้พร้อมหรือยัง"
ลุงหวังเป็นคนเก่าคนแก่ของเขตนาวิญญาณ ปลูกข้าวอยู่ที่นี่มาสิบกว่าปี สนิทสนมกับเจ้าของร่างเดิมพอสมควร
ระดับพลังอยู่หลอมปราณขั้นสอง นิสัยซื่อสัตย์เจียมตัว ไม่เคยเบี้ยวค่าเช่าเลยสักครั้ง
"เตรียมไว้ตั้งนานแล้ว รอพวกเจ้ามาเก็บนี่แหละ"
ลุงหวังหันหลังเดินกลับเข้าไปในกระท่อม ไม่นานแกก็เข็นรถเข็นที่เต็มไปด้วยข้าวหยกเขียวออกมา รวงข้าวอวบอ้วน เมล็ดสวยเสมอกัน ถือว่าเป็นของชั้นดีทั้งนั้น
ข้าวที่มีพลังวิญญาณพวกนี้ แน่นอนว่าผลผลิตมันสู้ข้าวธรรมดาของพวกชาวบ้านไม่ได้หรอก มันต้องการสารอาหารในดินสูงปรี๊ด นาหมู่เดียวปลูกได้เกินร้อยจินก็ถือว่าโคตรดกแล้ว
"ปีนี้ผลผลิตดีแฮะ ได้เยอะกว่าปีก่อนๆ ตั้งสองส่วน"
ลุงหวังพูดไปยิ้มไป ก่อนจะล้วงเอาข้าววิญญาณสีขาวเนียนเหมือนหยกฟ่อนหนึ่งมาจากไหนก็ไม่รู้ ยัดใส่มือหลี่หยวน
"ผู้ตรวจการหลี่วิ่งวุ่นทำนู่นทำนี่ ย่อมต้องเหน็ดเหนื่อยเป็นธรรมดา ของแทนคำขอบคุณเล็กๆ น้อยๆ นี่ก็รับไว้เถอะนะ"
พวกนี้มันเป็นกฎที่รู้ๆ กันอยู่ของการเดินยาม ถือซะว่าเป็นสวัสดิการเล็กๆ น้อยๆ หลี่หยวนย่อมไม่มีทางปฏิเสธ
ตอนที่รับข้าววิญญาณมา ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสโดนรวงข้าว ตัวอักษรโปร่งแสงก็เด้งขึ้นมาตรงหน้าอีกรอบ
【ตรวจพบสิ่งของที่สามารถสวมใส่ได้: ข้าวหยกขาว เงื่อนไขหนึ่งจิน】
【ช่องสวมใส่เต็มแล้ว 1/1 ต้องการสับเปลี่ยนอุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่หรือไม่?】
【ตัวอย่างคุณสมบัติ: ธัญพืชบำรุงปราณระดับสีขาว —— ความเร็วในการฟื้นฟูพละกำลังเพิ่มขึ้นห้าส่วน ยกระดับปราณโลหิตขึ้นระดับหนึ่ง】
【เงื่อนไขแสดงผลถาวร: กินข้าววิญญาณชนิดเดียวกันให้ครบ 10 จิน】
ตาหลี่หยวนเป็นประกายวาววับ ข้าววิญญาณก็เอามาใส่ได้ด้วย ขอบเขตการสวมใส่มันกว้างกว่าที่เขาคิดไว้เยอะเลยแฮะ
แถมผลลัพธ์ของคุณสมบัติก็จัดว่าเด็ดดวง ฟื้นฟูพละกำลังเพิ่มขึ้นห้าส่วน แล้วยังช่วยยกระดับปราณโลหิตได้อีก
สำหรับผู้ฝึกตนที่วันๆ ต้องเดินยาม เก็บค่าเช่า แล้วยังต้องแบ่งเวลามาฝึกฝนอย่างเขา ไอ้การฟื้นฟูพละกำลังเนี่ย มันเป็นคุณสมบัติที่โคตรจะมีประโยชน์เลย
ข้าวหยกขาวจัดว่ามีเกรดสูงกว่าข้าวหยกเขียว มันช่วยบำรุงปราณโลหิต ถือว่าเป็นข้าววิญญาณระดับหนึ่งขั้นต่ำได้เลยทีเดียว
ข้าวหยกขาวสิบจิน ถ้าตีราคาตามท้องตลาด ก็ตกราวๆ ห้าก้อนหินวิญญาณ หลี่หยวนลองเดาะข้าววิญญาณในมือดู น้ำหนักน่าจะสักหนึ่งจินเห็นจะได้
ข้าวพวกนี้ส่วนใหญ่เขาเอาไว้ให้พวกผู้ฝึกตนสายหลอมกายกินเพื่อบำรุงปราณโลหิตกัน ถ้าเทียบกับพวกโอสถปราณโลหิตแล้ว ไอ้เจ้านี่คุ้มค่าเงินกว่ากันเยอะ
ผ่านไปครู่หนึ่ง ลุงหวังก็เข็นรถขนข้าววิญญาณคันเบ้อเริ่มตามมาอีกหลายคัน ล้วนเป็นข้าวหยกเขียวทั้งนั้น
หลี่หยวนกวาดข้าววิญญาณลงถุงเก็บของ สีหน้ายังนิ่งสนิท เอ่ยปากถามขึ้น
"ลุงหวัง ลุงรู้ไหมว่าแถวนี้มีใครปลูกข้าวรวบปราณบ้าง"
ลุงหวังได้ยินก็ชะงักไปนิด ก่อนจะส่ายหน้า
"ข้ารู้แค่ว่าในนาพันหมู่แถวๆ นี้ ยังไม่มีชาวนาวิญญาณคนไหนปลูกข้าวรวบปราณเลย"
"ส่วนที่นาตรงอื่นนี่ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน"
หลี่หยวนแอบผิดหวังนิดๆ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก
เขาว่ากันว่าข้าวรวบปราณมันมีสรรพคุณช่วยผู้ฝึกตนทะลวงขั้นได้ หลี่หยวนเลยอยากจะลองดูว่ามันจะดรอปคุณสมบัติที่ช่วยทะลวงขั้นให้เขาได้หรือเปล่า
"ลำบากลุงหวังแล้ว เอ้านี่ใบเสร็จ"
หลี่หยวนล้วงเอาใบเสร็จที่เขียนเตรียมไว้แล้วออกมาจากแขนเสื้อส่งให้ ลุงหวังรับไปดูๆ แล้วพับเก็บอย่างทะนุถนอม
"เดินทางปลอดภัยล่ะผู้ตรวจการหลี่"
หลี่หยวนพยักหน้า หันหลังเดินออกจากเขตนาวิญญาณ
บทที่ 4 วิชาทำความสะอาด
งานเก็บค่าเช่าในเขตนาวิญญาณนี่เอาเข้าจริงมันก็หยุมหยิมน่ารำคาญไม่เบา
พอเสร็จธุระจากลุงหวัง หลี่หยวนก็เดินสายตะลอนไปตามบ้านชาวนาวิญญาณอีกสิบกว่าหลังคาเรือน คอยไล่เช็กยอดและตรวจสอบคุณภาพข้าววิญญาณแบบเรียงตัว
เดินวนจนครบรอบ ข้าววิญญาณก็อัดแน่นจนเต็มเอี้ยดในถุงเก็บของ แถมหลี่หยวนยังฟันของกำนัลมาได้อีกเพียบ
ของกำนัลที่พวกชาวนายัดเยียดให้มีสารพัดอย่าง ทั้งหินวิญญาณ แร่ธาตุ แล้วก็พวกธัญพืช แต่ตอนนี้มีอยู่แค่อย่างเดียวเท่านั้นที่เอามาสวมใส่ได้
【ตรวจพบสิ่งของที่สามารถสวมใส่ได้: ข้าวฉางชิง เงื่อนไขหนึ่งจิน】
【ตัวอย่างคุณสมบัติ: ปราณธัญพืชรวมสมาธิระดับสีเทา —— ลดการใช้พลังจิตวิญญาณขณะฝึกฝนลงหนึ่งส่วน】
【เงื่อนไขแสดงผลถาวร: กินข้าววิญญาณชนิดเดียวกันให้ครบ 5 จิน】
คุณสมบัติระดับสีเทา ผลลัพธ์งั้นๆ แต่มีไว้ก็ยังดีกว่าไม่มี
ส่วนพวกธัญพืชหรือแร่ธาตุอย่างอื่น สงสัยจะยังไม่เข้าเงื่อนไข เลยเอามาสวมใส่ไม่ได้
กว่าจะเก็บค่าเช่าบ้านหลังสุดท้ายเสร็จ ตะวันก็คล้อยต่ำไปทางทิศตะวันตกแล้ว
หลี่หยวนเช็กยอดข้าววิญญาณในถุงดูคร่าวๆ จำนวนรวมก็ไล่เลี่ยกับปีที่แล้ว
เขาเก็บถุงเก็บของเข้าที่ แล้วเดินไปตามคันนามุ่งหน้ากลับตลาด
พอหลุดพ้นเขตนาวิญญาณมาได้สักหนึ่งลี้ บนถนนหลวงข้างหน้าก็ปรากฏร่างที่คุ้นตาป้วนเปี้ยนอยู่สองคน
ทั้งคู่สวมชุดผู้ตรวจการสีเทาปักอักษรหวังไว้ตรงหน้าอกเหมือนเขาเป๊ะ กำลังยืนถกเถียงอะไรบางอย่างกันอยู่ริมถนน
หลี่หยวนจำสองคนนี้ได้แม่น
คนที่ยืนอยู่ข้างหน้า รูปร่างสูงใหญ่หน้าตาซื่อบื้อนั่นคือโจวต้าจวง พลังหลอมปราณขั้นสาม ปกติประจำการอยู่ประตูใต้ของตลาด เป็นคนซื่อๆ ไม่ค่อยช่างจ้อ
ส่วนไอ้ผอมโย่งที่ยืนอยู่ข้างหลังคือซุนเหลียง หลอมปราณขั้นสามเหมือนกัน รับผิดชอบเดินยามถนนสายตะวันตก เจ้านี่นิสัยออกจะลุกหลี้ลุกลน แถมฝีปากยังคมกริบ
ในบรรดาผู้ตรวจการ มีพวกหลอมปราณขั้นสามอยู่เดินชนกันให้ควั่ก สาเหตุก็มาจากไอ้เคล็ดชักนำปราณนั่นแหละ ที่ทำให้ช่วงแรกมันฝึกได้ไว
แต่พอจะก้าวเข้าสู่หลอมปราณช่วงกลางมันดันเป็นคอขวดหินมหาโหด คนที่ตะเกียกตะกายขึ้นไปถึงหลอมปราณขั้นสี่ได้เลยมีแทบนับหัวได้
พอทั้งสองคนเห็นหลี่หยวนเดินเข้ามา ก็พากันหยุดคุย
"หลี่หยวน เจ้าก็ไปเก็บค่าเช่ามาเหมือนกันเรอะ"
ซุนเหลียงชิงเปิดฉากทักก่อน บนใบหน้าแต้มรอยยิ้มบางๆ
หลี่หยวนพยักหน้ารับ "เพิ่งเสร็จเนี่ย แล้วพวกเจ้าล่ะ"
"ก็เพิ่งเสร็จเหมือนกัน" โจวต้าจวงตอบเสียงทุ้มอู้อี้ "เพิ่งกลับมาจากฝั่งใต้โน่น"
ทั้งสามคนเดินกอดคอกลับตลาดด้วยกัน ซุนเหลียงเดินนำหน้าสุด สับเท้าจ้ำพรวดๆ ปากก็ฮัมเพลงอะไรสักอย่างฟังไม่ออก ดูท่าทางอารมณ์ดีเป็นบ้า
แต่โจวต้าจวงกลับเป็นตรงกันข้าม เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเดินเงียบกริบ สีหน้าดูทะมึนทึง
หลี่หยวนเห็นแบบนั้น ก็ไม่ได้เป็นฝ่ายเปิดปากถามอะไร
เดินมาได้สักพัก ซุนเหลียงก็หันขวับกลับมา พูดด้วยสีหน้าตื่นเต้นสุดขีด "หลี่หยวน เจ้าเห็นประกาศหรือเปล่า รายชื่อสับเปลี่ยนเวรกองกำลังคุ้มกันเดือนนี้น่ะ"
"เห็นแล้ว"
"ข้าก็มีชื่อติดอยู่ในนั้นด้วย!"
ซุนเหลียงฉีกยิ้มกว้าง "หินวิญญาณตั้งสิบก้อนต่อเดือนเชียวนะ เยอะกว่าผู้ตรวจการตั้งสามเท่า แถมยังมีแจกโอสถอีก งานดีโคตรๆ"
หลี่หยวนปรายตามองมันแวบหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้หลุดปากพูดอะไรออกไป
เบี้ยหวัดของกองกำลังคุ้มกันมันเยอะกว่าผู้ตรวจการบานเบอะก็จริง แต่ความเสี่ยงมันก็กระโดดตามไปด้วย เจ้าของร่างเดิมเคยโดนเกณฑ์ไปสี่รอบ เห็นพวกยามตายคาตาตอนออกลาดตระเวนมาแล้วตั้งสองคน แถมคนนึงหาแม้แต่ซากศพก็ยังไม่เจอ
แต่ดูเหมือนซุนเหลียงจะไม่ได้คิดแบบนั้น
"อีกอย่าง กองกำลังคุ้มกันก็ไม่ได้จะซวยเจอสัตว์อสูรหรือพวกสายปล้นชิงกันทุกวันซะหน่อย ส่วนใหญ่ก็แค่เดินโฉบไปโฉบมาแถวตลาด เอาเข้าจริงมันไม่ได้อันตรายอะไรเลย"
"แถมถ้าฆ่าสัตว์อสูรหรือเชือดพวกมารร้ายได้ ก็ยังได้ของรางวัลเพียบ"
ซุนเหลียงยิ่งพูดก็ยิ่งคึก "ข้าได้ยินมาว่าเมื่อเดือนก่อน มีคนในหน่วยคุ้มกันล่าสัตว์อสูรหายากได้ตัวนึง ได้ส่วนแบ่งกันไปคนละตั้งสามสิบก้อนหินวิญญาณเลยนะ!"
โจวต้าจวงพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอู้อี้ "มันก็มีพวกที่ตายโหงอยู่ข้างนอกนั่นเหมือนกันแหละ"
รอยยิ้มบนหน้าซุนเหลียงแข็งค้างไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบโบกไม้โบกมือ "นั่นมันพวกดวงซวยต่างหาก พวกเราไม่ดวงตกขนาดนั้นหรอก"
"เจ้าอยากไป แต่มันไม่ใช่ข้า" เสียงโจวต้าจวงกดต่ำลง "เมียข้าเพิ่งจะตั้งท้อง ถ้าข้าเป็นอะไรไป..."
พูดมาได้ครึ่งประโยค โจวต้าจวงก็หุบปากฉับ ได้แต่พ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่
ซุนเหลียงยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ ไปต่อไม่เป็น บรรยากาศเลยตกอยู่ในความเงียบกริบไปชั่วขณะ
หลี่หยวนเลยเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาขึ้นมาเอง "ช่วงนี้สถานการณ์ฝั่งเทือกเขาหยวนเหิงเป็นไงบ้าง"
"ไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่" โจวต้าจวงเงยหน้าขึ้น สีหน้าเคร่งเครียด
"พักนี้สัตว์อสูรในเขาโผล่มาเพ่นพ่านเยอะขึ้น พวกหน่วยล่าสัตว์อสูรแถวนี้ก็โผล่มาเพิ่มอีกหลายกลุ่ม แถมยังมีพวกสายปล้นชิงออกอาละวาดอีกต่างหาก เมื่อไม่กี่วันก่อนก็เพิ่งมีผู้ฝึกตนอิสระหายสาบสูญไป"
"ทางกองกำลังคุ้มกันเลยต้องเพิ่มกำลังลาดตระเวน แต่คนมันไม่พอ ก็เลยต้องมาสุ่มเกณฑ์พวกเราไปขัดตาทัพนี่แหละ"
ซุนเหลียงรีบพูดเสริม "แต่เจ้าวางใจเถอะ หน้าใหม่อย่างพวกเราไม่มีทางถูกส่งไปจุดที่อันตรายที่สุดหรอก อย่างมากก็แค่เดินลอยชายอยู่รอบนอกเท่านั้นแหละ"
หลี่หยวนไม่ได้เออออด้วย ในใจเขากำลังคิดคำนวณอย่างรวดเร็ว
เทือกเขาหยวนเหิงไม่สงบสุข กองกำลังคุ้มกันก็ยิ่งอันตรายกว่าช่วงเวลาปกติ
สิบสองวัน เขาต้องหาทางทะลวงขั้นให้ได้ภายในสิบสองวันนี้ หรือไม่ก็ต้องหาวิธีเอาตัวรอดทางอื่น
ทั้งสามคนเดินไปคุยไป ไม่นานก็มาถึงหน้าประตูตลาด
พอเข้าเขตตลาด ทั้งสามก็แยกย้ายกันไปจัดการธุระของตัวเอง
หลี่หยวนเดินลึกเข้าไปตามถนนสายตะวันตก จนไปหยุดอยู่หน้าลานบ้านสุดเปลี่ยวแห่งหนึ่ง
ลานบ้านไม่ได้กว้างขวางอะไรนัก หน้าประตูมีป้ายไม้สลักคำว่ากองตรวจการแขวนหราอยู่ ที่นี่คือฐานที่มั่นของกองตรวจการ ปกติหัวหน้ากองก็จะนั่งทำงานอยู่ที่นี่แหละ
หลี่หยวนผลักประตูเข้าไป ในลานบ้านเงียบเชียบไร้ผู้คน มีแค่ประตูห้องโถงหลักที่เปิดแง้มไว้ครึ่งหนึ่ง พร้อมกับเสียงพลิกกระดาษดังแว่วออกมา
หลี่หยวนเดินไปที่หน้าประตู แล้วเคาะกรอบประตูเบาๆ "หัวหน้า"
"เข้ามา"
เสียงทุ้มต่ำดังทะลุออกมาจากในห้อง
หลี่หยวนผลักประตูเดินเข้าไป หลังโต๊ะทำงานฝั่งตรงข้ามมีชายวัยกลางคนนั่งอยู่ ใบหน้าเหลี่ยมไว้หนวดเคราสั้น สวมชุดคลุมยาวสีเขียว แผ่กลิ่นอายสงบนิ่งลุ่มลึกออกมา
คนผู้นี้คือหัวหน้ากองตรวจการ นามว่าหวังเต๋อ พลังฝึกฝนหลอมปราณขั้นเจ็ด ถือว่าเป็นยอดฝีมืออันดับต้นๆ ในตลาดชิงเหอนี้แล้ว
หวังเต๋อเงยหน้าขึ้น ปรายตามองหลี่หยวนแวบหนึ่ง "งานเก็บค่าเช่าเสร็จเรียบร้อยแล้วรึ"
"เรียบร้อยแล้ว"
หลี่หยวนล้วงเอาของกำนัลที่พวกชาวนาวิญญาณยัดเยียดให้ออกมาจากถุงเก็บของ
นี่คือกฎที่รู้ๆ กันอยู่ของกองตรวจการ
ของกำนัลที่ได้มาตอนไปเก็บค่าเช่า ต้องแบ่งส่วยส่งให้หัวหน้าเก้าส่วน ตัวเองเก็บไว้ได้แค่ส่วนเดียวเท่านั้น
หวังเต๋อกวาดตามองแวบเดียว ก็กวาดของทั้งหมดลงกระเป๋าไป กะเกณฑ์มูลค่าเอาคร่าวๆ แล้วก็ล้วงหินวิญญาณก้อนหนึ่งโยนให้
พอหลี่หยวนรับหินวิญญาณมา หวังเต๋อก็โบกมือไล่ เป็นอันรู้กันว่าหมดธุระแล้ว
หลี่หยวนหันหลังเดินออกจากลานบ้าน มุ่งหน้าตรงดิ่งไปที่หน่วยจัดการ เอาถุงเก็บของกับข้าววิญญาณที่เก็บมาไปส่งคืน ก่อนจะเดินวกกลับมาที่ตรอกเหนืออีกครั้ง
ตลาดช่วงหัวค่ำไม่ค่อยมีคนเดินเพ่นพ่านแล้ว พวกพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ก็เก็บแผงกลับบ้านกันหมด
เพิงผ้าใบซอมซ่อตรงสุดตรอกเหนือยังกางอยู่ แต่ยันต์บนแผงโดนเก็บเรียบหมดแล้ว เหลือแค่เฒ่าจางนั่งก้มหน้าก้มตาเก็บข้าวของยัดใส่ถุงผ้าอยู่คนเดียว
หลี่หยวนเดินเข้าไปหยุดยืนอยู่หน้าแผง
"เฒ่าจาง"
เฒ่าจางเงยหน้าขึ้น พอเห็นว่าเป็นหลี่หยวน แกก็ทำหน้าเหวอไปนิดๆ "สหายเต๋าหลี่ มาทำอะไรเอาป่านนี้เนี่ย มีธุระอะไรหรือเปล่า"
หลี่หยวนเปิดประเด็นแบบไม่อ้อมค้อม "ข้าอยากจะเรียนวิชาทำความสะอาดกับเจ้า"
เฒ่าจางชะงักกึก วางถุงผ้าในมือลง แล้วกวาดสายตามองหลี่หยวนตั้งแต่หัวจรดเท้า
"วิชาทำความสะอาดน่ะเรอะ"
"ใช่"
เฒ่าจางไม่ได้ตอบตกลงในทันที แกนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เหมือนกำลังใช้ความคิดอะไรบางอย่าง
วิชาทำความสะอาดมันเป็นแค่วิชาพื้นฐานกิ๊กก๊อก ผู้ฝึกตนที่เขียนยันต์เป็นแทบทุกคนก็ใช้กันเป็นทั้งนั้น ไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรเลย
แต่ก็เพราะแบบนี้นี่แหละ เลยแทบไม่มีใครยอมควักหินวิญญาณมาเรียนวิชาพรรค์นี้กันหรอก
พวกผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ยอมเอาหินวิญญาณไปละลายกับวิชาอาคมที่มันมีประโยชน์กว่านี้ดีกว่า ไอ้เรื่องจุกจิกอย่างการทำความสะอาด แค่ไปเหมายันต์มาสักสองสามแผ่นก็จบเรื่องแล้ว
"ทำไมจู่ๆ ถึงอยากจะมาเรียนวิชานี้ล่ะ" เฒ่าจางเอ่ยถาม
"มันพอมีประโยชน์อยู่น่ะ"
หลี่หยวนไม่ได้อธิบายอะไรลงลึก แล้วพูดต่อ
"แต่ตอนนี้ข้ามีหินวิญญาณติดตัวอยู่แค่สองก้อน คงต้องรอเบี้ยหวัดออกก่อนถึงจะเอามาจ่ายให้เจ้าได้"
เฒ่าจางพยักหน้ารับ ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงอะไรต่อ
"จะเรียนมันก็เรียนได้แหละ วิชาทำความสะอาดมันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร"
เฒ่าจางชะงักไปนิด ก่อนจะล้วงเอาสมุดเล่มบางๆ ออกมา แล้วพูดต่อ
"ไอ้ตำราวิชาทำความสะอาดเล่มนี้ มันมีจุดตกม้าตายซ่อนอยู่หลายจุด ถ้าไม่ระวังให้ดีก็มีสิทธิ์หลงทางเอาง่ายๆ"
เฒ่าจางชี้เข้าหาตัวเอง "ตอนหนุ่มๆ ข้าก็เหยียบกับดักพวกนี้มาจนพรุนไปหมด เสียเวลาเปล่าๆ ปลี้ๆ ไปตั้งเยอะ"
"ถ้าเจ้าอยากจะเรียนจริงๆ ข้าจะยอมแฉจุดอ่อนพวกนี้ให้ฟัง เจ้าจะได้ไม่ต้องไปเสียเวลางมเข็มในมหาสมุทร ส่วนเรื่องหินวิญญาณ ข้าไม่เอาหรอก"
หลี่หยวนเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง "แล้วเจ้าต้องการอะไรล่ะ"
"ช่วยโฆษณาให้ข้าหน่อยก็พอ" เฒ่าจางหัวเราะร่วน เผยให้เห็นฟันซี่ห่างๆ ที่เรียงตัวไม่ค่อยจะสวยนัก
"เจ้าก็รู้ว่าแผงข้ามันขายไม่ค่อยออก ถ้าสหายเต๋าหลี่ช่วยชักนำลูกค้ามาให้ข้าเพิ่มสักสองสามคน การค้าการขายข้าคงลืมตาอ้าปากได้บ้าง"
หลี่หยวนจ้องมองชายชราหน้าตากร้านโลกตรงหน้า ในใจรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย
ไม่เอาหินวิญญาณ ขอแค่ให้ช่วยโฆษณา ข้อเสนอนี้มันจะใจป้ำเกินไปหน่อยมั้ง
"ตกลง" หลี่หยวนรับปากแบบไม่ต้องเสียเวลาคิด
รอยยิ้มบนหน้าเฒ่าจางยิ่งกว้างขึ้นไปอีก แกล้วงเอาสมุดเล่มบางเฉียบออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นส่งให้
"นี่คือเคล็ดวิชาทำความสะอาด ในเล่มเขียนไว้ยิบยับเลยแหละ แต่มันก็มีอยู่สองสามจุดที่คนมักจะพลาดกันบ่อยๆ เดี๋ยวข้าจะบอกให้ฟัง..."
หลี่หยวนรับสมุดมาถือไว้ หน้าต่างระบบก็เด้งขึ้นมาอีกรอบ
【ตรวจพบสิ่งของที่สามารถสวมใส่ได้】
【ระดับคุณสมบัติของไอเทม: สีเทา】
【หมายเหตุ: ไม่ใช่สิ่งของของตนเอง ไม่สามารถสวมใส่ได้ ไม่สามารถดูข้อมูลรายละเอียดได้】
เคล็ดวิชาก็เอามาใส่ได้ด้วยเรอะ หลี่หยวนชะงักด้วยความทึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความลิงโลด
เขาพับหน้าต่างระบบเก็บไป แล้วหันมาตั้งใจฟังเฒ่าจางร่ายยาวอย่างใจจดใจจ่อ
หลักการทำงานของวิชาทำความสะอาดไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย แก่นแท้ของมันคือการชักนำพลังวิญญาณมาเคลือบเป็นแผ่นฟิล์มบางๆ ปกคลุมร่างกาย เอาไว้กันฝุ่นกันเปื้อน แล้วก็ปล่อยกลิ่นอายพิเศษออกมาไล่ยุงไล่แมลงไปด้วยในตัว
ขั้นตอนที่เขียนไว้ในตำราดูเหมือนจะง่ายเหมือนปลอกกล้วย แต่เอาเข้าจริงตอนลงมือทำมันก็มีลูกเล่นซ่อนอยู่ไม่เบา
เฒ่าจางชี้เป้าจุดที่คนมักจะตกม้าตายให้ฟังทีละจุด หลี่หยวนก็จดจำใส่สมองไว้อย่างตั้งใจ ในใจแอบรู้สึกดีกับตาเฒ่าคนนี้เพิ่มขึ้นมาอีกโขเลย
ตอนที่กำลังจะขอตัวกลับ หลี่หยวนแค่กระดิกความคิดนิดเดียว ตัวอักษรบรรทัดใหม่ก็ผุดขึ้นมาตรงหน้า
【วิชาทำความสะอาด: ยังไม่เข้าขั้น 0/100】
บทที่ 5 คุณสมบัติแสดงผลถาวร
ตอนที่เดินออกมาจากแผงของเฒ่าจาง ท้องฟ้าก็มืดสนิทไปแล้ว
โคมไฟในตลาดทยอยจุดสว่างขึ้น แสงสีเหลืองนวลสาดส่องลงบนแผ่นหินปูถนน ทอดเงายาวเหยียด
หลี่หยวนเดินตามตรอกเหนือมุ่งหน้าไปถนนสายตะวันออก สายตาดันไปสะดุดเข้ากับกระดานประกาศข้างทาง ฝีเท้าก็เลยชะงักไปนิด
บนกระดานมีหมายจับเพิ่มมาอีกหลายแผ่น กระดาษยังดูใหม่เอี่ยม รอยหมึกก็ยังไม่แห้งสนิท ชัดเจนว่าเพิ่งเอามาแปะวันนี้
บนหมายจับมีภาพวาดของพวกผู้ฝึกตนอยู่หลายคน ข้างๆ เขียนชื่อ ระดับพลัง แล้วก็คดีที่ก่อเอาไว้หรา
หลี่หยวนกวาดตามองแวบเดียว ก็เห็นว่าเป็นพวกหมายจับผู้ฝึกตนสายปล้นชิงทั้งนั้น มีอยู่สองสามคนที่มีพลังถึงขั้นหลอมปราณช่วงปลาย ค่าหัวที่ตั้งไว้แพงสุดปาเข้าไปตั้งหลายร้อยก้อนหินวิญญาณ
"ช่วงนี้เทือกเขาหยวนเหิงมันไม่สงบเอาซะเลยจริงๆ"
หลี่หยวนคิดในใจ แต่ก็ไม่ได้เก็บเอามาใส่หัว หันหลังเดินกลับที่พักต่อ
พวกสายปล้นชิงพวกนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาเลยสักนิด ไอ้เรื่องเกณฑ์สับเปลี่ยนเวรคุ้มกันนู่นที่น่าปวดหัวกว่า
พอกลับมาถึงบ้านไม้ หลี่หยวนก็ไม่รอช้า ทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิเริ่มฝึกฝนทันที
ยิ่งดึกสงัด ในบ้านไม้ก็ยิ่งเงียบกริบ
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน หลี่หยวนลืมตาขึ้น พ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาเฮือกใหญ่ แค่กระดิกความคิด หน้าต่างระบบก็โผล่พรวดขึ้นมา
【กรองพลังวิญญาณระดับสีขาว】
【ความคืบหน้าแสดงผลถาวร: 19/100】
ความคืบหน้าขยับขึ้นมาอีกหกรอบโคจร ถ้าขืนยังรักษาความเร็วระดับนี้ไว้ได้ คงใช้เวลาอีกสักเจ็ดวันก็น่าจะทำให้แสดงผลแบบถาวรได้สำเร็จ
หลี่หยวนพับหน้าต่างระบบเก็บไป ล้วงเอาตำราวิชาทำความสะอาดออกมา หยิบพู่กันกับกระดาษมาคัดลอกวิชาทำความสะอาดเก็บไว้หนึ่งจบ
"วิชาทำความสะอาดฉบับคัดลอกเอามาสวมใส่ไม่ได้แฮะ นี่มันหลักการบ้าอะไรวะเนี่ย"
หลี่หยวนลองพยายามจะสวมใส่มันดู แต่หน้าต่างระบบก็นิ่งสนิทไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองเลยสักนิด
ข้อมูลที่มีมันน้อยเกินไป หลี่หยวนเลยขี้เกียจจะไปงมหาคำตอบ หันมาตั้งหน้าตั้งตาฝึกวิชาทำความสะอาดดีกว่า
เคล็ดวิชาทำความสะอาดมันไม่ได้ซับซ้อนอะไร แก่นแท้ของมันเฒ่าจางก็อธิบายให้ฟังหมดเปลือกแล้ว สิ่งที่หลี่หยวนต้องทำก็แค่ฝึกซ้ำไปซ้ำมาจนกว่าจะบรรลุระดับเริ่มต้น
เขานั่งฝึกไปจนล่วงเลยเข้าสู่ช่วงดึกสงัด ถึงได้ยอมปิดตำราแล้วหลับตาพักผ่อน
พวกผู้ฝึกตนขั้นหลอมปราณไม่ใช่ว่าไม่ต้องหลับต้องนอนหรอกนะ แค่ต้องการเวลาพักผ่อนน้อยกว่าคนปกติก็เท่านั้น
เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่หยวนก็ออกไปเดินยามที่ตลาดตามปกติ
วันนี้เป็นวันแจกเบี้ยหวัดประจำเดือน พอเดินยามสายตะวันออกเสร็จ หลี่หยวนก็มุ่งหน้าตรงดิ่งไปที่หน่วยจัดการทันที
ชั้นล่างของหน่วยจัดการมีคนมายืนต่อคิวกันยาวเหยียด ล้วนแต่เป็นพวกผู้ตรวจการที่มารับเบี้ยหวัดทั้งนั้น
หลี่หยวนไปยืนต่อท้ายแถว รออยู่ราวๆ ครึ่งก้านธูปถึงจะถึงคิวตัวเอง
เสมียนจัดการตรวจเช็กป้ายประจำตัว ก่อนจะหยิบถุงผ้าใบเล็กๆ ออกมาจากใต้โต๊ะแล้วโยนให้ "หินวิญญาณสามก้อน โอสถทะลวงชีพจรหนึ่งเม็ด"
หลี่หยวนรับถุงผ้ามา เดินออกจากหน่วยจัดการ ไปหามุมลับตาคนแล้วเปิดถุงออกดู
ข้างในมีหินวิญญาณก้อนขนาดเท่าไข่ไก่นอนกลิ้งอยู่สามก้อน กับโอสถสีแดงคล้ำอีกหนึ่งเม็ด
ตัวโอสถแผ่กลิ่นหอมอ่อนๆ ออกมา เนื้อยาโปร่งใสจนพอมองเห็นริ้วรอยสีแดงสายเล็กๆ ไหลเวียนอยู่ข้างในลางๆ
นี่แหละคือโอสถทะลวงชีพจร ยาที่เอาไว้ช่วยทะลวงเส้นทะลวงสายให้พวกผู้ฝึกตนขั้นหลอมปราณ ทำให้ฝึกฝนได้ไวขึ้น
ตระกูลหวังจะแจกให้ผู้ตรวจการเดือนละเม็ด ถือซะว่าเป็นสวัสดิการพิเศษ
หลี่หยวนหยิบโอสถทะลวงชีพจรขึ้นมา ตัวอักษรโปร่งแสงที่คุ้นตาก็เด้งขึ้นมาตรงหน้าทันที
【ตรวจพบสิ่งของที่สามารถสวมใส่ได้: โอสถทะลวงชีพจรแบบสมบูรณ์】
【ตัวอย่างคุณสมบัติ: เร่งความเร็วรอบโคจรระดับสีขาว —— ความเร็วการเดินรอบโคจรขณะฝึกฝนเพิ่มขึ้นห้าส่วน】
【ตัวอย่างเงื่อนไขแสดงผลถาวร: กลืนกินโอสถระดับเดียวกันหรือสูงกว่าให้ครบ 10 เม็ด】
【ช่องสวมใส่เต็มแล้ว 1/1 ต้องการสับเปลี่ยนอุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่หรือไม่?】
ความเร็วการเดินรอบโคจรเพิ่มขึ้นห้าส่วน ผลลัพธ์นี้มันแรงกว่าไอ้ตัวกรองพลังวิญญาณที่เพิ่มความเร็วแค่สามส่วนซะอีก
แต่มันดันไม่มีคุณสมบัติกรองพลังวิญญาณนี่สิ
ถ้าเอาคุณสมบัติสองอันนี้มาบวกเข้าด้วยกันล่ะก็ ความเร็วในการฝึกฝนก็พุ่งปรี๊ดขึ้นไปอย่างน้อยแปดส่วนเลยทีเดียว
ที่สำคัญไปกว่านั้น การที่ความเร็วของรอบโคจรเพิ่มขึ้น ก็แปลว่าความคืบหน้าในการทำให้ตัวกรองพลังวิญญาณกลายเป็นแบบถาวรก็จะพุ่งพรวดตามไปด้วย
หลี่หยวนกดข่มความดีใจเอาไว้ ในหัวเริ่มคิดคำนวณอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้มีทางให้เลือกเดินอยู่สองทาง
ทางแรก ทนใส่หินวิญญาณต่อไป ทำคุณสมบัติกรองพลังวิญญาณให้เป็นแบบถาวรซะก่อน แล้วค่อยเอาช่องสวมใส่ที่ว่างไปใส่โอสถทะลวงชีพจรทีหลัง
ทางที่สอง เปลี่ยนไปใส่ยันต์ทำความสะอาดก่อน ฝึกวิชาทำความสะอาดให้สำเร็จเพื่อทำให้คุณสมบัติร่างกายสะอาดสะอ้านเป็นแบบถาวร พอได้ช่องสวมใส่ช่องที่สองมาปุ๊บ คราวนี้ก็จับทั้งหินวิญญาณกับโอสถทะลวงชีพจรยัดลงไปพร้อมกันเลย
แต่ติดอยู่นิดเดียวตรงที่ ถ้าถอดหินวิญญาณออกแล้ว ก็ต้องรอให้ข้ามวันไปก่อนถึงจะเอากลับมาใส่ใหม่ได้
หลี่หยวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจได้เด็ดขาด
สามวันหลังจากนั้น หลี่หยวนทุ่มเวลาว่างทั้งหมดที่มีไปกับการฝึกฝนและงัดข้อกับวิชาทำความสะอาด
ตอนกลางวันก็เดินยามในตลาด จัดการเรื่องจิปาถะ พอมีเวลาว่างเป็นต้องหยิบเคล็ดวิชาทำความสะอาดขึ้นมาท่องจำ
ตกกลางคืนพอกลับถึงบ้านไม้ ก็เริ่มเดินพลังสักสองสามรอบโคจร แล้วค่อยมานั่งฝึกวิชาทำความสะอาดต่อ
ไอ้เคล็ดลับหลบหลุมพรางที่เฒ่าจางสอนมามันช่วยได้เยอะจริงๆ หลี่หยวนเลยไม่ต้องคลำทางสุ่มสี่สุ่มห้า ความคืบหน้าเลยพุ่งฉิวเร็วกว่าที่คาดไว้บานเบอะ
ยามเย็นในสามวันให้หลัง หลี่หยวนนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้ สองมือประสานมุทรา พลังวิญญาณไหลเวียนไปตามผิวหนังอย่างเชื่องช้า
แผ่นฟิล์มแสงบางๆ ก่อตัวขึ้นเคลือบผิวหนัง เอาไว้กันฝุ่นกันสิ่งสกปรก พร้อมกับแผ่กลิ่นหอมจางๆ ออกมา
ฟิล์มแสงคงสภาพอยู่ได้ราวๆ สิบลมหายใจ ก่อนจะค่อยๆ สลายตัวไป
หลี่หยวนลืมตาขึ้น กระดิกความคิดปุ๊บ หน้าต่างระบบก็โผล่ปั๊บ
【วิชาทำความสะอาด: ระดับเริ่มต้น 0/200】
สำเร็จแล้วเว้ย
หลี่หยวนพ่นลมหายใจยาวด้วยความโล่งอก คิดในใจปุ๊บ ตัวอักษรโปร่งแสงก็เด้งขึ้นมาอีกรอบ
【ตรวจพบสิ่งของที่สามารถสวมใส่ได้: ยันต์ทำความสะอาดแบบสมบูรณ์】
【ตัวอย่างคุณสมบัติ: ร่างกายสะอาดสะอ้านระดับสีเทา —— ร่างกายไม่เปื้อนฝุ่นง่าย สามารถขับไล่ยุงและแมลงได้】
【ตัวอย่างเงื่อนไขแสดงผลถาวร: เรียนรู้วิชาอาคม —— วิชาทำความสะอาด】
หลี่หยวนเลือกถอดอุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่ปัจจุบันออกก่อน
【ถอดอุปกรณ์สำเร็จ: หินวิญญาณระดับต่ำ】
【คุณสมบัติกรองพลังวิญญาณระดับสีขาวสิ้นสภาพชั่วคราว】
【เก็บรักษาความคืบหน้าแสดงผลถาวร: 40/100】
【หมายเหตุ: หลังจากถอดอุปกรณ์ประเภทเดียวกันออกแล้ว ต้องรอสิบสองชั่วยามถึงจะสวมใส่ใหม่ได้】
หินวิญญาณก้อนหนึ่งโผล่พรวดขึ้นมากลางฝ่ามือหลี่หยวน สภาพเหมือนตอนก่อนจะโดนจับยัดใส่ระบบเป๊ะๆ
หลี่หยวนเก็บหินวิญญาณไว้ แล้วเลือกสวมใส่ยันต์ทำความสะอาด
ยันต์ทำความสะอาดในมือกลายเป็นแสงจางๆ ซึมซาบเข้าสู่ร่างกายหลี่หยวน ก่อนจะอันตรธานหายวับไป
【สวมใส่อุปกรณ์สำเร็จ: ยันต์ทำความสะอาด】
【ได้รับคุณสมบัติ: ร่างกายสะอาดสะอ้านระดับสีเทา】
【บรรลุเงื่อนไขแสดงผลถาวรแล้ว】
【ต้องการแสดงผลแบบถาวรหรือไม่?】
หลี่หยวนเลือก ใช่
【แสดงผลถาวรสำเร็จ】
【ร่างกายสะอาดสะอ้านระดับสีเทากลายเป็นคุณสมบัติถาวรแล้ว】
【อุปกรณ์ถูกใช้งานไปแล้ว】
【ขอแสดงความยินดี ปลดล็อกช่องสวมใส่ที่สองสำเร็จ】
【ช่องสวมใส่ปัจจุบัน: 0/2 หากทะลวงถึงระดับหลอมปราณช่วงปลาย หรือทำให้คุณสมบัติระดับสีขาวขึ้นไปแสดงผลถาวรครบห้าอย่าง บรรลุเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งจะปลดล็อกช่องสวมใส่ที่สาม】
หลี่หยวนสัมผัสได้ว่าบนผิวหนังเหมือนจะมีม่านพลังบางๆ ที่มองไม่เห็นคลุมทับไว้อีกชั้น พวกฝุ่นที่เกาะติดเสื้อผ้าอยู่หลุดร่วงลงพื้นเองโดยอัตโนมัติ แม้แต่ยุงสองสามตัวที่บินว่อนอยู่กลางอากาศก็ยังสัญชาตญาณเตือนภัยให้บินหนีห่างจากเขาไปเอง
หลี่หยวนแค่คิด หน้าต่างระบบก็โผล่ขึ้นมาตรงหน้า
【ชื่อ: หลี่หยวน】
【เคล็ดวิชา: เคล็ดชักนำปราณ】
【วิชาอาคม: ……】
【ช่องสวมใส่: 0/2】
【อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่: ไม่มี】
【คุณสมบัติที่ได้รับ: ร่างกายสะอาดสะอ้านระดับสีเทา แสดงผลถาวร】
หลี่หยวนล้วงหินวิญญาณออกมาหนึ่งก้อน นี่คือก้อนที่เหลือจากสองก้อนที่เฒ่าจางให้มา
【ยังไม่สามารถสวมใส่ได้ หลังจากถอดอุปกรณ์ประเภทเดียวกันออกแล้ว ต้องรอ 12 ชั่วยามถึงจะสวมใส่ใหม่ได้】
หลี่หยวนคิดในใจว่า ว่าแล้วเชียว ก่อนจะล้วงเอาโอสถทะลวงชีพจรเม็ดนั้นออกมา
【ตรวจพบสิ่งของที่สามารถสวมใส่ได้: โอสถทะลวงชีพจรแบบสมบูรณ์】
【ตัวอย่างคุณสมบัติ: เร่งความเร็วรอบโคจรระดับสีขาว —— ความเร็วการเดินรอบโคจรขณะฝึกฝนเพิ่มขึ้นห้าส่วน】
【ต้องการสวมใส่หรือไม่?】
สวมใส่
【ช่องสวมใส่ปัจจุบัน: 1/2】
【อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่: โอสถทะลวงชีพจร】
【คุณสมบัติที่ได้รับ: เร่งความเร็วรอบโคจรระดับสีขาว, ร่างกายสะอาดสะอ้านระดับสีเทา แสดงผลถาวร】
หลี่หยวนแทบจะรอไม่ไหว รีบนั่งขัดสมาธิแล้วเดินพลังตามเคล็ดชักนำปราณทันที
พลังวิญญาณจากทั่วทุกสารทิศพวยพุ่งเข้ามา ความเร็วในการเดินรอบโคจรก็พุ่งปรี๊ดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แต่พอพลังวิญญาณไหลเวียนไปได้สักพัก คิ้วของหลี่หยวนก็เริ่มขมวดเข้าหากันนิดๆ
ความเร็วรอบโคจรมันก็ไวกว่าเดิมอยู่หรอก แต่ในเส้นชีพจรมันดันมีเศษสิ่งเจือปนเล็กๆ โผล่แทรกเข้ามาด้วยนี่สิ
หลี่หยวนเข้าใจแจ่มแจ้งแดงแจ๋ในใจเลยว่า นี่มันเป็นเพราะคุณสมบัติกรองพลังวิญญาณหายไป พลังวิญญาณก็เลยกลับมามีสิ่งเจือปนผสมอยู่เหมือนเดิม
แต่ยังดีที่ตอนนี้เส้นชีพจรของเขาฟื้นตัวกลับมาเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว เลยไม่ต้องคอยพะวงว่ามันจะไปซ้ำเติมรอยแผลเก่า
หลี่หยวนไม่ได้เก็บเรื่องพวกนี้มาใส่ใจนัก หลับตาลงแล้วเดินหน้าฝึกฝนต่อไป