- หน้าแรก
- ผลข้างเคียงจากการฝึกวิชาสามารถถ่ายโอนได้ งั้นข้าจะฝึกวิชามารอย่างบ้าคลั่ง
- บทที่ 404 ผู้พิทักษ์ซ้ายขวา!
บทที่ 404 ผู้พิทักษ์ซ้ายขวา!
บทที่ 404 ผู้พิทักษ์ซ้ายขวา!
ความแข็งกร้าวของโจวเฟิง ทำให้สถานการณ์ตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ
ทว่าไม่นานนัก ก็มีศิษย์สืบทอดสายตรงคนที่เอาแต่เงียบมาโดยตลอดก่อนหน้านี้ เอ่ยทำลายบรรยากาศอันน่ากระอักกระอ่วนขึ้นมา
ศิษย์สืบทอดสายตรงผู้นี้ โจวเฟิงรู้จักเป็นอย่างดี เขาคือเย่เฉินฮวาที่เคยร่วมมือกับเจียงหว่านเจ้า บุกเบิก 'ถ้ำรังแมลง' มาด้วยกัน
"เอาล่ะๆ ศิษย์น้องโจวกล่าวได้ถูกต้อง ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่พวกเราจะมาขัดแย้งกันเองนะ!"
"ต่อให้ศิษย์น้องเจียงจะมีความผิด นั่นก็ต้องรอให้กลับไปยังนิกายเซียนเสียก่อน ค่อยมาว่ากล่าวตักเตือนกัน..."
ขณะที่กล่าวเช่นนั้น เย่เฉินฮวาก็พุ่งทะยานเข้าไปอยู่ข้างกายเจียงหว่านเจ้าแล้ว จากนั้นก็ช่วยตรวจสอบอาการบาดเจ็บ พร้อมกับนำยาเม็ดระดับสุดยอดออกมาให้เจียงหว่านเจ้ากินอย่างใจกว้างยิ่งนัก
เจ้านี่เมื่อครู่นี้ยังยืนอยู่ด้านหลัง ทำท่าทีราวกับเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตนเองอยู่เลย ทว่าตอนนี้กลับเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าเขากับเจียงหว่านเจ้ามีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน อีกทั้งยังเคยร่วมกันบุกเบิกดินแดนภายนอกมาด้วยกัน ขาดก็แต่เพียงเขียนคำว่า 'ไม้หลักปักเลน' แปะเอาไว้บนหน้าแล้วเท่านั้น
ทว่าเมื่อเทียบกับผู้อาวุโสแห่งหอบังคับกฎอย่างพวกหลัวเผิง การกระทำของเย่เฉินฮวาในครั้งนี้ ก็เท่ากับเป็นการตัดความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะยอมลงมือให้ถึงที่สุดไปโดยปริยาย
ดังนั้นต่อให้โจวเฟิงจะรู้ดีว่าเย่เฉินฮวาผู้นี้เป็นไม้หลักปักเลน เขาก็ต้องรับน้ำใจในครั้งนี้เอาไว้
และสาเหตุหลักที่ทำให้เย่เฉินฮวามีท่าทีเปลี่ยนไปอย่างกะทันหันเช่นนี้ ย่อมต้องเป็นเช่นเดียวกับเจียงหว่านเจ้า นั่นคือเขาตระหนักได้แล้วว่าโจวเฟิงไม่ได้เป็นเพียงแค่คนที่มีคุณสมบัติคู่ควรแก่การเป็นศิษย์สืบทอดสายตรงเท่านั้น
ด้วยความเร็วในการทะลวงระดับที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ ในอนาคตมีความเป็นไปได้อย่างมากที่เขาจะได้กลายเป็นศิษย์สายตรงแห่งนิกายเซียนติ่งเทียน...
"ศิษย์น้องเจียง เจ้าได้รับบาดเจ็บไม่เบาเลย ขึ้นไปพักฟื้นบนเรือเทพเหินนภาของศิษย์พี่ก่อนเถอะ ศิษย์น้องโจว เจ้าก็ขึ้นมาด้วยกันสิ!"
หลังจากที่วุ่นวายอยู่พักหนึ่ง เย่เฉินฮวาก็นำเรือเทพเหินนภาขนาดเล็กของตนเองออกมา ถึงกับตั้งใจที่จะคุ้มกันพวกเขากลับไปด้วยตนเอง
"รบกวนศิษย์พี่เย่แล้ว..." เจียงหว่านเจ้ากล่าวตามมารยาทไปสองสามประโยค ทว่าคนที่นางอยากจะขอบคุณจริงๆ ย่อมเป็นโจวเฟิงอยู่แล้ว
เมื่อครู่นี้นางเองก็งุนงงเป็นอย่างมากเช่นกัน เพราะคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าโจวเฟิงจะสามารถออกหน้าช่วยเหลือนางได้ ในสถานการณ์ที่รายล้อมไปด้วยผู้ฝึกตนขอบเขตจินตานเช่นนี้
แล้วเรื่องที่สังหารขุนนางสวรรค์แห่งศาลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าจื่อไฉ่อีนั่นมันเรื่องอะไรกัน นางไม่ได้มีส่วนร่วมเสียหน่อย พึ่งพาเพียงแค่โจวเฟิง อย่างมากก็รวมซูชิงอวี่เข้าไปด้วย จะสามารถสังหารขุนนางสวรรค์ได้จริงๆ หรือ?
ผลงานการต่อสู้เหล่านี้ก็ช่างมันเถอะ ทว่ากลิ่นอายที่ใกล้จะสร้างจินตานที่โจวเฟิงเพิ่งจะเปิดเผยออกมาเมื่อครู่นี้ต่างหาก ที่เป็นสาเหตุทำให้เย่เฉินฮวายอมทำตัวเป็นไม้หลักปักเลน
ก่อนที่จะเข้าไปประจำการในหอเทียนทิง โจวเฟิงเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานมาได้ไม่นาน
ทว่าภายในระยะเวลาอันสั้นเพียงเท่านี้ เขากลับใกล้จะสร้างจินตานได้แล้ว ความเร็วระดับนี้ต่อให้อยู่ในนิกายเซียนติ่งเทียนที่ไม่เคยขาดแคลนยอดอัจฉริยะ ก็ยังถือว่าเกินจริงไปมาก ย่อมต้องได้รับความสนใจจากเบื้องบนอย่างแน่นอน
และการที่เบื้องบนให้ความสำคัญกับโจวเฟิง ก็ย่อมต้องส่งผลต่อความผิดของเจียงหว่านเจ้าในครั้งนี้อย่างแน่นอน ว่านางจะถูกลงโทษอย่างหนัก หรือเป็นเพียงแค่การทำพอเป็นพิธีเท่านั้น
ใช่แล้ว หลังจากที่โจวเฟิงเข้าร่วมกับนิกายเซียนติ่งเทียน เขาก็เป็นเป้าหมายในการลงทุนของเจียงหว่านเจ้ามาโดยตลอด ในเวลานี้ยิ่งมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดา การที่นิกายเซียนติ่งเทียนจะจัดการกับเจียงหว่านเจ้าอย่างไร ย่อมไม่มีทางที่จะไม่คำนึงถึงท่าทีของโจวเฟิง
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ในที่สุดความกังวลในใจของเจียงหว่านเจ้าก็ถูกปลดเปลื้องลง
เจียงหว่านเจ้าอยู่ในนิกายเซียนติ่งเทียน แม้จะได้กลายเป็นศิษย์สืบทอดสายตรงแล้ว ทว่าด้วยรากฐานที่ยังตื้นเขินและไร้ซึ่งที่พึ่งพิง จึงทำให้เส้นทางของนางไม่ได้ราบรื่นนัก
และนี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้บรรดาผู้อาวุโสแห่งหอบังคับกฎอย่างหลัวเผิง กล้าใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างเพื่อหาเรื่องนาง
คิดไม่ถึงเลยว่า โจวเฟิงที่เป็นเพียงผู้ฝึกตนที่มีระดับต่ำกว่าตนเอง กลับสามารถนับได้ว่าเป็นที่พึ่งพิงของนางไปเสียแล้ว...
เมื่อคลายความกังวลลง ทันใดนั้นนางก็ไม่อาจประคองตัวได้อีกต่อไป ร่างกายโอนเอนราวกับจะล้มพับลงไป
โจวเฟิงรีบหันกลับไปพยุงนางเอาไว้ทันที พร้อมกับเอ่ยคำว่า "ขอบคุณ" กับเย่เฉินฮวา จากนั้นก็พยุงเจียงหว่านเจ้าขึ้นไปบนเรือเทพเหินนภาขนาดเล็กของเย่เฉินฮวาทั้งอย่างนั้น
อันที่จริงเมื่อครู่นี้เย่เฉินฮวาอยู่ใกล้กับเจียงหว่านเจ้ามากที่สุด เขาสามารถเข้าไปพยุงเจียงหว่านเจ้าได้ก่อนแท้ๆ
ทว่าเขาช่างฉลาดหลักแหลมนัก จงใจตอบสนองให้ช้าลงจังหวะหนึ่ง เพื่อที่จะได้มองสถานการณ์ได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
เมื่อเห็นโจวเฟิงและคนอื่นๆ ขึ้นไปบนเรือเทพเหินนภาของเย่เฉินฮวาแล้ว บรรดาผู้อาวุโสแห่งหอบังคับกฎอย่างพวกหลัวเผิง ก็ละทิ้งความคิดอื่นๆ ไปจนหมดสิ้น ทำได้เพียงยอมรับความพ่ายแพ้
ในขณะเดียวกันก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวั่นวิตก พากันกังวลว่าหากในอนาคตโจวเฟิงได้กลายเป็นศิษย์สายตรงขึ้นมาจริงๆ ...
ถึงตรงนี้ เรือเทพเหินนภาทั้งสองลำ ก็ได้มุ่งหน้าแยกย้ายกันไปในทิศทางที่แตกต่างกัน
พวกหลัวเผิงย่อมต้องดำเนินการบุกเบิกแดนเหนือต่อไป เพื่อกวาดล้างผู้ฝึกตนปล้นชิง
ส่วนเย่เฉินฮวานั้น ได้หาข้ออ้างในการทำภารกิจช่วยเหลือได้อย่างสมเหตุสมผล เขาคุ้มกันเจียงหว่านเจ้าและโจวเฟิง อีกทั้งยังทำหน้าที่คุ้มกันปีศาจหอยกาบอวี๋ชิง กลับไปยังนิกายเซียนติ่งเทียนด้วย
เรือเทพเหินนภาบินไปได้ไม่นาน โจวเฟิงที่ยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือ ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยขุมหนึ่ง
นั่นคือสัญญาณของกระถางวิถีสวรรค์
ที่แท้เมื่อครู่นี้ พวกเขาก็อยู่ใกล้กับขอบเขตสัญญาณของกระถางวิถีสวรรค์ถึงเพียงนี้แล้วนี่เอง
ถึงขั้นมีความเป็นไปได้ว่า ต่อให้ไม่ได้พบกับเรือเทพเหินนภาทั้งสามลำเมื่อครู่นี้ พวกเขาก็มีโอกาสสูงมากที่จะหลบหนีกลับไปได้
"ศิษย์น้องโจว หากในวันหน้ามีโอกาส พวกเราไปบุกเบิกดินแดนภายนอกด้วยกันดีหรือไม่?"
ด้านหลังมีเสียงเปี่ยมรอยยิ้มของเย่เฉินฮวาดังขึ้น
ในเวลานี้เจียงหว่านเจ้าและซูชิงอวี่ต่างก็พักผ่อนอยู่ในห้องโดยสารเนื่องจากได้รับบาดเจ็บสาหัส มีเพียงโจวเฟิงเท่านั้นที่อาการยังพอทนได้
"ครั้งนี้ต้องขอบคุณศิษย์พี่เย่ที่ออกหน้าช่วยแก้สถานการณ์ให้พวกเราแล้ว!"
ไม้หลักปักเลนก็ไม่ได้ไร้ประโยชน์ไปเสียทีเดียว โดยเฉพาะในครั้งนี้ที่เย่เฉินฮวาได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือจริงๆ ทำให้พวกหลัวเผิงต้องล้มเลิกความคิดที่ไม่สมควรไป
"เรื่องเล็กน้อยน่ะ อันที่จริงบรรยากาศเมื่อครู่นี้ หากไม่ใช่เพราะเจ้าสู้คน เกรงว่าข้าก็คงยากที่จะออกหน้าพูดจาเรียกร้องความเป็นธรรมให้ได้" เย่เฉินฮวาโบกมือไปมา
ก่อนหน้านี้โจวเฟิงไม่ได้ให้ความสนใจเย่เฉินฮวามากนัก แม้คนผู้นี้จะเป็นศิษย์สืบทอดสายตรง ทว่าเมื่อมองดูแต่เพียงภายนอก กลับดูธรรมดาสามัญในทุกๆ ด้าน
รูปร่างหน้าตาธรรมดาสามัญ กลิ่นอายก็ไม่ได้โดดเด่น การแต่งกายหรือแม้แต่คำพูดและการกระทำ ล้วนแล้วแต่ดูถ่อมตัวเป็นอย่างมาก
ทว่าการที่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นศิษย์สืบทอดสายตรงแห่งนิกายเซียนติ่งเทียนได้ จะเป็นคนที่ธรรมดาสามัญจริงๆ ได้อย่างไร?
"หากมีโอกาสจริงๆ ข้าจะต้องร่วมงานกับศิษย์พี่เย่อย่างแน่นอน!"
รอยยิ้มของเย่เฉินฮวายิ่งกว้างขึ้น "เรื่องของเจ้า ทันทีที่เข้าสู่ขอบเขตสัญญาณของกระถางวิถีสวรรค์ ข้าก็ได้รายงานกลับไปยังนิกายเซียนแล้ว"
"เมื่อกลับไปแล้ว นิกายเซียนน่าจะจัดเตรียมให้เจ้าเก็บตัวฝึกตน เพื่อมุ่งสมาธิไปที่การสร้างจินตาน"
เก็บตัวฝึกตนงั้นหรือ? พูดตามตรง โจวเฟิงไม่ได้อยากเก็บตัวฝึกตนเลย ในสถานการณ์ของเขาตอนนี้ แทนที่จะเก็บตัวฝึกตน สู้ไปตามล่าผู้ฝึกตนปล้นชิงต่อยังจะดีกว่าเสียอีก
เดิมทีการที่เขาสามารถก้าวหน้าได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ ก็ต้องขอบคุณของกำนัลจากบรรดาผู้ฝึกตนปล้นชิง การเก็บตัวฝึกตนแม้จะบอกว่าไม่ได้ไร้ประโยชน์ ทว่าก็ไม่ได้มีประโยชน์มากนัก
กินผู้ฝึกตนปล้นชิงให้มากขึ้นหน่อย ยังแข็งแกร่งกว่าสิ่งใด จินตานที่สร้างออกมาก็จะได้ทั้งใหญ่และกลมเกลี้ยง
ในขณะที่กำลังขบคิดเรื่องราวเหล่านี้อยู่ ป้ายคำสั่งที่ไม่ได้มีความเคลื่อนไหวมาเป็นเวลานาน ก็พลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
โจวเฟิงหยิบป้ายคำสั่งขึ้นมาดู กลับพบว่าบนนั้นปรากฏตัวอักษรขนาดใหญ่สองตัว: ปู้เมี่ย!
เอ่อ เมื่อครู่นี้โจวเฟิงเพิ่งจะแอบอ้างชื่อของผู้อาวุโสนิกายเบื้องบนเจินเหรินปู้เมี่ยไป พอมีสัญญาณปุ๊บ เขาก็ติดต่อมาทันทีเลยงั้นหรือ?
แน่นอนว่าอาจเป็นเพราะรายงานของเย่เฉินฮวาเมื่อครู่นี้ ถูกส่งไปถึงมือของเจินเหรินปู้เมี่ยพอดี
"โจวเฟิง เจ้าไม่ทำให้ข้าผิดหวังจริงๆ ด้วย!"
หลังจากที่ตัวอักษร 'ปู้เมี่ย' ปรากฏขึ้นบนป้ายคำสั่ง เสียงของเจินเหรินปู้เมี่ยก็ดังเข้ามาในทะเลความรู้ของโจวเฟิงอย่างชัดเจน
วินาทีต่อมา เบื้องหน้าของโจวเฟิงก็ปรากฏร่างสูงโปร่งร่างหนึ่งค่อยๆ ลอยขึ้นมา
นี่คือการระบุตำแหน่งผ่านป้ายคำสั่ง แล้วมาปรากฏตัวที่นี่ด้วยตนเอง หรือว่าส่งร่างแยกจำแลงมากันแน่?
เจินเหรินปู้เมี่ยหลังจากที่ปรากฏตัวออกมา เขาอยู่ในรูปลักษณ์ของบัณฑิตหนุ่ม
ไร้ซึ่งกลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัว ดูเป็นคนสบายๆ อ่อนโยนและสุภาพ เรียบง่ายธรรมดายิ่งกว่าเย่เฉินฮวาเสียอีก
"คารวะผู้อาวุโสปู้เมี่ย!"
โจวเฟิงและเย่เฉินฮวาประสานมือคารวะพร้อมกัน
"ไม่ต้องมากพิธี... ไม่เลวเลย แม้จะฝึกฝนวิชามารของศาลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าและขุมนรกเหยียนหลัว ทว่าก็ไม่ได้รบผลกระทบมากนัก ช่างหาได้ยากยิ่ง..."
เมื่อได้ยินเช่นนั้น โจวเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจ
เพียงแค่มองดูอยู่ครู่เดียว ก็สามารถมองออกแล้วว่าตนเองได้ฝึกฝนวิชามารของสองสำนักผู้ฝึกตนปล้นชิง อีกทั้งยังสามารถยืนยันได้ว่าเขาไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ...
ผู้อาวุสนิกายเบื้องบน ช่างน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้จริงๆ
"เจ้าแม่เหยาฉือแห่งศาลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าผู้นั้น เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไร?" เจินเหรินปู้เมี่ยเปลี่ยนเรื่องพูด
โจวเฟิงครุ่นคิดก่อนจะตอบว่า "ว่ากันว่านางคืออสูรผู้ยิ่งใหญ่ระดับหาตัวจับยาก เป็นผู้สร้างเรื่องโกหกอย่างศาลสวรรค์และแดนสุขาวดีขึ้นมา ทว่าแท้จริงแล้วน่าจะมองผู้ฝึกตนของศาลสวรรค์เป็นเพียงเสบียงอาหารเสียมากกว่า"
"เก้าวิชาบรรลุเซียนยิ่งร้ายกาจจนหาที่เปรียบไม่ได้ แต่ละวิชาล้วนสอดคล้องกับ... รสนิยมของนางงั้นหรือ?"
เจินเหรินปู้เมี่ยพยักหน้าเล็กน้อย "ก็ไม่ถูกทั้งหมดหรอก เซียนแท้ทั้งเก้าที่อยู่ภายใต้บัญชาของเจ้าแม่เหยาฉือ พวกเขาเองก็มองนางเป็นเสบียงอาหารเช่นกัน คอยสูบกินทรัพยากรที่ควรจะเป็นของนางอย่างไม่หยุดหย่อน..."
โจวเฟิงฟังแล้วก็รู้สึกงุนงง ไม่ค่อยเข้าใจว่าเจินเหรินปู้เมี่ยจะมาพูดเรื่องพวกนี้กับตนเองทำไม
ต่อให้ในอนาคตจะมีโอกาสได้สัมผัสกับเรื่องราวเหล่านี้ ทว่าในตอนนี้ก็รู้สึกว่ามันยังเร็วเกินไป
ทว่าเมื่อฟังที่เจินเหรินปู้เมี่ยกล่าว ภายในศาลสวรรค์เก้าชั้นฟ้า เจ้าแม่เหยาฉือไม่ได้เป็นผู้กุมอำนาจแต่เพียงผู้เดียว ทว่าเซียนแท้ทั้งเก้าภายใต้บัญชาของนาง ต่างก็มีความคิดเป็นอื่นมานานแล้วงั้นหรือ?
"ในเมื่อเจ้าฝึกฝนวิชามารของศาลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าและขุมนรกเหยียนหลัว ในตอนที่สร้างจินตาน เกรงว่าคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดข้อผิดพลาด..." ในที่สุดเจินเหรินปู้เมี่ยก็เข้าสู่ประเด็นสำคัญ
อันที่จริงไม่ต้องรอให้เจินเหรินปู้เมี่ยเตือน โจวเฟิงก็คาดเดาเรื่องนี้เอาไว้แล้ว
ท้ายที่สุดแล้วตั้งแต่ที่ฝึกฝนวิถีโอสถภายนอกบรรลุเซียน เขามักจะได้ยินเสียงเพ้อเจ้อของเจ้าแม่เหยาฉืออยู่บ่อยครั้ง
ในช่วงเวลาของการสร้างจินตาน ผู้ฝึกตนจะตกอยู่ในสภาวะที่อ่อนไหวและอันตรายเป็นอย่างมาก
เมื่อถึงเวลานั้น เสียงเพ้อเจ้อที่คอยรบกวนจิตใจเหล่านี้ ย่อมต้องฉวยโอกาสก่อกวนอย่างแน่นอน
แน่นอนว่าแม้โจวเฟิงจะคาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ทว่าเขากลับไม่ได้รู้สึกกังวลเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่ควรจะกังวลคือบรรดาพี่ใหญ่พี่สาวของเขาต่างหาก
หรือแม้แต่ในอนาคต หากโจวเฟิงก้าวหน้าไปอีกขั้น ก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์จนสำเร็จขอบเขตหยวนอิง เขาก็ไม่ต้องกังวลเรื่องทัณฑ์สวรรค์เลยแม้แต่น้อย
ทว่าเจินเหรินปู้เมี่ยย่อมไม่รู้ว่าโจวเฟิงมีของวิเศษที่ฝืนลิขิตสวรรค์อย่างบัญชีผนึกเทพอยู่ ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีความกังวล
ด้วยเหตุนี้ โจวเฟิงย่อมไม่สามารถแสดงท่าทีว่าตนเองไม่ใส่ใจได้ เขาจึงขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า "ผู้อาวุโสปู้เมี่ย เช่นนั้นตอนที่ข้าสร้างจินตาน จะไม่เป็นไปได้มากหรอกหรือที่จะถูก..."
"ไม่ต้องกังวลจนเกินไป เจ้าปรับตัวให้เข้ากับวิชามารเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี สามารถลองพยายามต้านทานคำล่อลวงของนางดูได้"
"ทว่าเพื่อเป็นการป้องกันเอาไว้ก่อน ทางที่ดีเจ้าควรจะฝึกฝนวิชาบรรลุเซียนเพิ่มอีกสักสองสามวิชา!" เจินเหรินปู้เมี่ยกล่าว
โจวเฟิงถามด้วยความสงสัย "ยังต้องฝึกฝนวิชาบรรลุเซียนเพิ่มอีกงั้นหรือ?"
"ถูกต้อง ถึงอย่างไรก็ฝึกฝนไปแล้ว เช่นนั้นก็สู้ฝึกฝนเพิ่มอีกสักสองสามวิชาเลยก็แล้วกัน ทำเช่นนี้กลับจะยิ่งช่วยต้านทานอิทธิพลที่เจ้าแม่เหยาฉือกดทับเอาไว้ได้ดีกว่าเสียอีก!"
"อันที่จริงหากไม่มีเจ้าแม่เหยาฉือขวางทางอยู่ เก้าวิชาบรรลุเซียนที่ผ่านการปรับปรุงแล้ว อาจสามารถนำเข้าสู่นิกายเซียนติ่งเทียน เพื่อให้ศิษย์ที่มีความต้องการได้ฝึกฝนก็ยังได้"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ โจวเฟิงก็เข้าใจได้ในทันที ที่แท้สาเหตุที่เก้าวิชาบรรลุเซียนมันพิสดารถึงเพียงนี้ ก็เป็นเพราะเจ้าแม่เหยาฉือนี่เอง
"แต่ข้าจะไปหาฝึกฝนวิชาบรรลุเซียนเพิ่มอีกได้จากที่ใดกันเล่า..."
ยังถามไม่ทันจบ เมื่อมองดูท่าทีของเจินเหรินปู้เมี่ยที่เอาแต่ยิ้มโดยไม่พูดอะไร โจวเฟิงก็พลันนึกขึ้นมาได้
ในตอนนี้ผู้ฝึกตนปล้นชิงกำลังบุกโจมตีครั้งใหญ่ ทหารสวรรค์และขุนนางสวรรค์ของศาลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าก็ออกอาละวาดไปทั่ว ยังต้องกลัวว่าจะหาคนมา 'สอน' เขาฝึกฝนเก้าวิชาบรรลุเซียนไม่ได้อีกงั้นหรือ?
เมื่อเห็นว่าโจวเฟิงเข้าใจความหมายของตนแล้ว เจินเหรินปู้เมี่ยจึงกล่าวต่อไปว่า "การที่เจ้าก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดจนมีความหวังที่จะสร้างจินตานในครั้งนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อรับมือกับภัยพิบัติ"
"ดังนั้นการสร้างจินตานท่ามกลางภัยพิบัติ จึงจะสอดคล้องกับมรรคาของเจ้ามากกว่า!"
นี่เป็นการเตือนสติโจวเฟิง ว่าวิธีการเก็บตัวฝึกตนเพื่อสร้างจินตานนั้น ไม่เหมาะกับเขา
กลับกัน การที่ยังคงตามล่าผู้ฝึกตนปล้นชิงและฝึกฝนวิชามารต่อไปเช่นนี้ต่างหาก ถึงจะสามารถสร้างจินตานที่เหมาะสมกับโจวเฟิงมากที่สุดออกมาได้
ในเรื่องนี้ โจวเฟิงเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
ก็อย่างที่บอก หากไม่มีการบุกโจมตีครั้งใหญ่ของผู้ฝึกตนปล้นชิงในครั้งนี้ อย่างน้อยเขาก็ต้องสั่งสมพลังไปอีกหลายปี ถึงจะสามารถบรรลุระดับที่ใกล้จะสร้างจินตานได้เช่นในตอนนี้
สรุปก็คือ โจวเฟิงปรารถนาอย่างยิ่งที่จะไม่ต้องกลับไปเก็บตัวฝึกตนที่นิกายเซียนติ่งเทียน
ในเวลานี้เนื่องจากสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเจินเหรินปู้เมี่ย เจียงหว่านเจ้าและซูชิงอวี่ที่มีอาการดีขึ้นเล็กน้อย จึงรีบออกมาจากห้องโดยสารเพื่อคารวะเจินเหรินปู้เมี่ย
เจินเหรินปู้เมี่ยเห็นได้อย่างชัดเจนว่าไม่มีความตั้งใจที่จะเอาผิดเจียงหว่านเจ้า เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า "การที่หอเทียนทิงพังทลายไม่ใช่ความผิดของเจ้า ทว่าถึงอย่างไรเจ้าก็อยู่ในตำแหน่งนั้น หลังจากนี้ก็แค่สร้างความดีความชอบเพื่อชดเชยความผิดก็พอแล้ว!"
นี่เท่ากับเป็นการอนุญาตให้เจียงหว่านเจ้าอยู่ร่วมการบุกเบิกแดนเหนือต่อไป แม้แต่การกลับไปรับการไต่สวนและการลงโทษพอเป็นพิธีก็ยังได้รับการยกเว้น
เดิมทีเจียงหว่านเจ้าที่คิดว่าเรื่องนี้จะทำให้นางต้องล้มลุกคลุกคลานครั้งใหญ่ เมื่อฟังจบก็ถึงกับตกตะลึงไปเลยทีเดียว
ให้อยู่ร่วมการบุกเบิกแดนเหนือต่อไป ถือว่าเรื่องนี้จบไปแล้วงั้นหรือ!?
ชั่วขณะหนึ่ง นางถึงกับไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือเรื่องจริง
"เย่เฉินฮวา เจียงหว่านเจ้า การที่พวกเจ้าทั้งสองคนเข้าร่วมการบุกเบิกแดนเหนือในครั้งนี้ ให้ถือเอาการช่วยเหลือโจวเฟิงสร้างจินตานเป็นหลัก พวกเจ้ามีข้อโต้แย้งหรือไม่?"
ทั้งสองคนย่อมไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ พวกเขาต่างก็ตอบรับพร้อมกัน
นี่เท่ากับเป็นการจัดเตรียมผู้พิทักษ์สองคนให้กับโจวเฟิงโดยตรง เพื่อช่วยให้เขาสร้างจินตานได้อย่างราบรื่น
วินาทีต่อมา เจินเหรินปู้เมี่ยก็โบกมือให้เจียงหว่านเจ้า
ก็ไม่รู้ว่าเจินเหรินปู้เมี่ยใช้วิธีการใด อาการบาดเจ็บภายในที่เดิมทีทำให้เจียงหว่านเจ้าทุกข์ทรมานเป็นอย่างมาก กลับหายดีไปกว่าครึ่งในพริบตา
แม้แต่ซูชิงอวี่ที่อยู่ด้านหลังของเจียงหว่านเจ้า ก็ยังได้รับประโยชน์ไปด้วยเช่นกัน นางรู้สึกราวกับว่าอาการบาดเจ็บได้ปลาสนาการหายไปจนหมดสิ้น รู้สึกสดชื่นแจ่มใสขึ้นมาทันตาเห็น
เย่เฉินฮวามองดูความสำคัญที่เจินเหรินปู้เมี่ยมอบให้กับโจวเฟิงมาโดยตลอด ภายในใจก็รู้สึกยินดีกับการตัดสินใจของตนเองก่อนหน้านี้เป็นอย่างมาก
ครั้งนี้เขาก็นับว่าได้เกาะขาใหญ่แล้ว แม้ว่าขาใหญ่นี้ในตอนนี้จะดูเหมือนยังไม่ใหญ่พอก็ตาม
เมื่อสั่งการเสร็จสิ้น เจินเหรินปู้เมี่ยก็หันไปมองโจวเฟิงอีกครั้งพร้อมกับกล่าวว่า "จงจำเอาไว้ว่าอย่าโลภจนเกินไป การบุกเบิกแดนเหนือจะดำเนินไปอีกยาวนาน หลังจากที่เจ้าสร้างจินตานสำเร็จแล้ว ก็ให้กลับไปยังนิกายเซียนเสียเที่ยวหนึ่ง!"
การบุกเบิกแดนเหนือจะดำเนินไปอีกยาวนานงั้นหรือ?
โจวเฟิงฟังความนัยออก เห็นได้ชัดว่าเบื้องบนของนิกายเซียนติ่งเทียน รู้ดีว่าการบุกโจมตีของผู้ฝึกตนปล้นชิงในครั้งนี้ ยังได้เตรียมแผนสำรองเอาไว้ด้วย พวกเขาตั้งใจที่จะงัดข้อกับนิกายเซียนติ่งเทียนอย่างจริงจัง
"ข้าเข้าใจแล้ว!"
โจวเฟิงพยักหน้า ร่างของเจินเหรินปู้เมี่ยก็เลือนหายไปจากตรงนั้นอย่างกะทันหัน
"ปีศาจหอยกาบตัวนี้ ข้าขอพาตัวไปก่อนก็แล้วกัน!"
ยังกล่าวไม่ทันจบ อวี๋ชิงที่เดิมทีถูกขังเอาไว้ในห้องโดยสาร ก็หายตัวไปพร้อมกันในทันที
อสูรผู้ยิ่งใหญ่ระดับขอบเขตจินตานตนนี้ นับว่าเป็นของล้ำค่าที่ทรงคุณค่าสำหรับนิกายเซียนติ่งเทียนจริงๆ มีหลายส่วนที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
ส่วนโจวเฟิงนั้นได้ดูดซับพิษหอยกาบมามากพอแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องรีดเค้นคุณค่าอื่นๆ จากอสูรตนนี้อีก
เมื่อกลิ่นอายของเจินเหรินปู้เมี่ยเลือนหายไปจนหมดสิ้นแล้ว เย่เฉินฮวาก็หัวเราะร่าออกมาสองสามครั้ง พร้อมกับตบไหล่ของโจวเฟิงเบาๆ "ศิษย์น้องโจว นับจากนี้ไป ข้ากับศิษย์น้องเจียง ก็ถือว่าเป็นผู้พิทักษ์ซ้ายขวาของเจ้าแล้วนะ..."
"มิกล้าๆ เป็นข้าต่างหากที่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากพวกท่าน!"
"เช่นนั้น... พวกเราจะบุกกลับไปยังแดนเหนือเลยหรือไม่?"
"ศิษย์พี่เย่ โปรดรอสักครู่!"
กล่าวจบ โจวเฟิงก็นำป้ายคำสั่งออกมา อาศัยจังหวะที่มีสัญญาณ ส่งข้อความไปแจ้งข่าวคราวความปลอดภัยให้กับเถียนอวิ๋นและหญิงสาวคนอื่นๆ
การที่ครั้งนี้เขาเลือกที่จะไม่กลับไปก่อน โจวเฟิงรู้สึกผิดต่อผู้บำเพ็ญคู่ทั้งห้าคนที่บ้านเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ทว่าก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ใกล้จะสร้างจินตานได้แล้ว จึงคงไม่เสียเวลาไปมากนัก
ส่วนเรื่องที่จะให้หญิงสาวทั้งห้าคนรีบฝึกฝนวิชาประเภทเสียงดนตรีนั้น จำเป็นต้องเตือนพวกนางให้รีบดำเนินการโดยเร็วที่สุด