เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22 ความโกรธเกรี้ยวของจักรพรรดิเสวี่ยหมาน มหาขุนพลกู่ฮั่นไห่

บทที่ 22 ความโกรธเกรี้ยวของจักรพรรดิเสวี่ยหมาน มหาขุนพลกู่ฮั่นไห่

บทที่ 22 ความโกรธเกรี้ยวของจักรพรรดิเสวี่ยหมาน มหาขุนพลกู่ฮั่นไห่


บทที่ 22 ความโกรธเกรี้ยวของจักรพรรดิเสวี่ยหมาน มหาขุนพลกู่ฮั่นไห่

ด่านเจิ้นหมาน

เฉินจงยืนอยู่บนกำแพงเมืองด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

"ท่านแม่ทัพ สายลับส่งข่าวมาว่าช่วงนี้กองทัพราชวงศ์เสวี่ยหมานมีการเคลื่อนไหวบ่อยครั้ง เกรงว่าคงจะบุกโจมตีด่านเจิ้นหมานอีกแล้วขอรับ"

แม่ทัพรองผู้หนึ่งเดินเข้ามาหาเฉินจง และกล่าวด้วยสีหน้าย่ำแย่

"สืบรู้แน่ชัดหรือยังว่าครั้งนี้ใครเป็นผู้นำทัพ?"

เฉินจงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"ดูเหมือนว่าจะเป็นมหาขุนพลแห่งราชวงศ์เสวี่ยหมาน กู่ฮั่นไห่ เป็นผู้นำทัพมาด้วยตนเองขอรับ..."

แม่ทัพรองผู้นั้นกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

"กู่ฮั่นไห่?"

คิ้วของเฉินจงขมวดเข้าหากันแน่นยิ่งกว่าเดิม กู่ฮั่นไห่คือมหาขุนพลแห่งราชวงศ์เสวี่ยหมาน ความแข็งแกร่งก็บรรลุถึงขั้นหยวนอิงระดับสูงสุดเช่นเดียวกัน ขาดเพียงก้าวเดียวก็จะสามารถทะลวงผ่านคอขวดเข้าสู่ขั้นฮว่าเสินได้ หากจะถามว่าในบรรดาขุนพลของราชวงศ์เสวี่ยหมาน เขาไม่อยากจะเผชิญหน้ากับผู้ใดมากที่สุด ก็ย่อมต้องเป็นกู่ฮั่นไห่ผู้นี้อย่างแน่นอน

"ข่าวนี้เป็นความจริงหรือไม่?"

เฉินจงเอ่ยปากถาม

"ยังไม่แน่ชัดขอรับ แต่น่าจะมีความเป็นไปได้สูงมาก..."

แม่ทัพรองผู้นั้นกล่าวตอบ

"เรื่องนี้ชักจะยุ่งยากเสียแล้ว!"

เฉินจงแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า และกล่าวออกมา

"ท่านแม่ทัพ พวกเราควรจะขอความช่วยเหลือจากราชสำนักหรือไม่?"

เมื่อแม่ทัพรองผู้นั้นเห็นท่าทีของเฉินจงเช่นนั้น เขาก็รู้ว่าสถานการณ์เริ่มจะร้ายแรงแล้ว จึงได้เอ่ยปากถาม

เฉินจงส่ายหน้า และกล่าวว่า "เรื่องยังไม่ถึงขั้นนั้น ให้เหล่าทหารเตรียมตัวให้พร้อมเถอะ! สงครามครั้งใหญ่กำลังจะมาเยือนแล้ว..."

"รับคำสั่ง!"

แม่ทัพรองผู้นั้นรับคำสั่งด้วยความเคารพ

"อ๋องเหลียง!"

หลังจากที่แม่ทัพรองผู้นั้นจากไปแล้ว เฉินจงก็หันไปมองทางเมืองซั่วหยางเฉิง ริมฝีปากพึมพำออกมา

เรื่องราวหลังจากที่อิ๋งเฉินเดินทางมาถึงเหลียงโจวเขาก็ได้ยินมาบ้าง การที่สามารถรับมือกับการลอบสังหารจากมือสังหารได้หลายต่อหลายครั้ง ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าอ๋องเหลียงผู้นี้ก็ไม่ได้ไร้ความสามารถดังเช่นที่ข่าวลือว่าไว้...

สำหรับการแย่งชิงอำนาจภายในราชวงศ์ เขาไม่มีความสนใจใดๆ ทั้งสิ้น แต่ในเมื่ออิ๋งเฉินถูกส่งมาอยู่ที่เหลียงโจวแล้ว พวกเขาก็ถือว่าลงเรือลำเดียวกันแล้ว เขาคิดว่าตนเองจำเป็นจะต้องเตือนอ๋องเหลียงเสียหน่อย เพื่อให้เขาได้เตรียมตัว...

อย่างไรเสีย หากด่านเจิ้นหมานถูกตีแตกขึ้นมา สถานที่แรกที่จะต้องพบกับหายนะก็คือเหลียงโจว...

... ... ... ...

ราชวงศ์เสวี่ยหมาน

ภายในพระราชวัง จักรพรรดิเสวี่ยหมานยืนอยู่เบื้องหน้าแผนที่ขนาดใหญ่ สายตาที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานกำลังกวาดมองไปยังพื้นที่ที่เป็นของต้าฉินบนแผนที่นั้น

"ฝ่าบาท!"

เทียนอีปรากฏตัวขึ้นที่แห่งนั้น และกล่าวกับจักรพรรดิเสวี่ยหมานด้วยความเคารพ

"มีเรื่องอันใด?"

จักรพรรดิเสวี่ยหมานตรัสด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

"องค์... องค์ชายสาม ขาดการติดต่อพ่ะย่ะค่ะ!"

เทียนอีฝืนใจกล่าวออกมา

ตู้ม~~

เมื่อสิ้นสุดคำพูดของเขา แรงกดดันอันมหาศาลก็พุ่งเข้ากดทับร่างของเทียนอีในทันที แรงกดดันระดับขั้นฮว่าเสินระดับกลางแผ่ซ่านออกมาอย่างดุดันโดยไร้ซึ่งความปรานีใดๆ

ปัง~~

เทียนอีที่มีระดับพลังเพียงขั้นหยวนอิงระดับต้น ย่อมไม่อาจต้านทานแรงกดดันนี้ได้ เขาถูกกดทับจนต้องหมอบราบลงกับพื้น ใบหน้าแดงก่ำ

"ฝะ... ฝ่าบาท... "

เทียนอีเอ่ยปากอย่างยากลำบาก

เมื่อได้ยินคำพูดของเขา แรงกดดันนั้นก็ค่อยๆ ถอยร่นไป

"เล่ามาสิ! ตกลงแล้วมันเกิดเรื่องอันใดขึ้น?"

จักรพรรดิฉินหันขวับมา สีหน้าดำทะมึน จ้องมองเทียนอี และตรัสด้วยน้ำเสียงเย็นชา

เทียนอีตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาจากพื้น คุกเข่าลงและกล่าวว่า "กระหม่อมส่งข้อความไปหาองค์ชายสาม แต่กลับไม่ได้รับการตอบรับใดๆ หลังจากนั้น กระหม่อมก็ส่งข้อความไปหาสายลับที่แฝงตัวอยู่ในเหลียงโจว ก็ไม่ได้รับการตอบรับเช่นเดียวกัน กระหม่อมจึงตระหนักได้ว่าต้องเกิดเรื่องขึ้นแน่ๆ..."

"กระหม่อมจึงได้ไปยังสถานที่เก็บรักษาป้ายวิญญาณของสายลับตำหนักเสวี่ยหมานเพื่อตรวจสอบดู ก็พบว่าป้ายวิญญาณของสายลับเหล่านั้นได้หม่นหมองลงจนหมดสิ้นแล้ว หลังจากนั้น กระหม่อมก็ได้ไปตรวจสอบป้ายวิญญาณขององค์ชายสามและผู้อาวุโสเฉียน ก็พบว่ามีสภาพเช่นเดียวกันพ่ะย่ะค่ะ..."

เมื่อกล่าวจบ เทียนอีก็ก้มหน้าลง รอรับโทษจากจักรพรรดิเสวี่ยหมาน

ราชวงศ์ในระดับนี้ วิธีการสร้างป้ายวิญญาณนั้นยังหยาบกระด้างเกินไป เมื่อเจ้าของป้ายวิญญาณเสียชีวิต ป้ายวิญญาณจะไม่แตกสลายในทันที แต่จะค่อยๆ หม่นหมองลงเรื่อยๆ จนกระทั่งสัมผัสเทวะที่ถูกเก็บรักษาไว้ภายในนั้นสูญสลายไปจนหมดสิ้น ป้ายวิญญาณจึงจะแตกสลาย ดังนั้น ในวินาทีแรกที่บุคคลนั้นเสียชีวิต พวกเขาจึงไม่สามารถรับรู้ข่าวการเสียชีวิตได้ในทันที...

ว่ากันว่า เมื่อราชวงศ์ก้าวขึ้นสู่ระดับราชวงศ์ระดับจักรพรรดิ ป้ายวิญญาณที่สร้างขึ้นก็จะสามารถแจ้งสถานการณ์ของเจ้าของป้ายวิญญาณได้ในแบบเรียลไทม์...

สีหน้าของจักรพรรดิเสวี่ยหมานดำทะมึนราวน้ำหมึก พระองค์จ้องมองเทียนอีด้วยสายตาเย็นชา และตรัสด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นว่า "ข่าวกรองที่พวกเจ้าสืบมาได้ ไม่ใช่บอกว่าอ๋องเหลียงผู้นั้นมีระดับพลังเพียงขั้นสร้างรากฐาน และทั่วทั้งเหลียงโจวก็ไม่มีผู้แข็งแกร่งใดๆ อยู่เลยไม่ใช่หรือ?"

"นี่คือข่าวกรองที่เจ้าสืบมาได้อย่างนั้นหรือ?"

สุรเสียงของจักรพรรดิเสวี่ยหมานดุจดั่งน้ำแข็งที่เย็นยะเยือกนับหมื่นปี ทิ่มแทงทะลุเข้าไปในก้นบึ้งของหัวใจเทียนอี ทำให้เขารู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังตกลงไปในถ้ำน้ำแข็ง...

"ฝะ... ฝ่าบาท.... กระหม่อม... กระหม่อม..."

เทียนอีพูดตะกุกตะกักอยู่นานก็พูดไม่ออก เพราะนี่คือข่าวกรองที่พวกเขาสืบมาได้จริงๆ แต่ตรงจุดใดที่เกิดความผิดพลาดนั้น พวกเขากลับไม่รู้เลย

"ส่งข่าวไปให้แม่ทัพกู่ สั่งให้เขาเริ่มโจมตีด่านเจิ้นหมานได้เลย ข้าจะส่งบรรพชนแห่งราชวงศ์และผู้พิทักษ์จากหอผู้พิทักษ์ไปสมทบ ครั้งนี้จะต้องตีกลืนด่านเจิ้นหมานและเหลียงโจวทั้งหมดให้จงได้..."

ครู่ต่อมา จักรพรรดิเสวี่ยหมานก็หันหลังกลับ และตรัสขึ้น

"รับคำสั่ง!"

เทียนอีรู้สึกราวกับยกภูเขาออกจากอก เขารีบถอยออกไปเพื่อถ่ายทอดคำสั่งทันที

หลังจากเทียนอีจากไป จักรพรรดิเสวี่ยหมานก็จ้องมองด่านเจิ้นหมานบนแผนที่ รวมถึงเหลียงโจวที่อยู่เบื้องหลังด่านเจิ้นหมานด้วย ภายในดวงตาเปล่งประกายด้วยความเย็นชา

"อ๋องเหลียง อิ๋งเฉินงั้นหรือ? ผู้คนในใต้หล้าล้วนมองเจ้าผิดไป เจ้าต่างหากที่เป็นโอรสที่ยอดเยี่ยมที่สุดของตาเฒ่าจักรพรรดิฉินผู้นั้น เพียงแต่ตาเฒ่านั่นมีตาหามีแววไม่ ถึงได้มองไม่ออก..."

ในชั่วขณะนี้ พระองค์ต้องยอมรับว่าตนเองมองคนพลาดไปจริงๆ อ๋องเหลียงอิ๋งเฉินผู้นี้ ไม่ใช่คนไร้ค่าดังที่ข่าวกรองกล่าวอ้างอย่างแน่นอน ตรงกันข้าม ในบรรดาโอรสของจักรพรรดิฉินทั้งหมด เขานี่แหละคือผู้ที่มีความลึกล้ำ และมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวที่สุด อายุยังน้อยแต่กลับสามารถซ่อนเร้นความสามารถของตนเองได้อย่างแนบเนียน หากปล่อยให้เขาเติบใหญ่ขึ้นมาได้ล่ะก็ ถึงตอนนั้น ราชวงศ์เสวี่ยหมานจะต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งยิ่งกว่านี้อย่างแน่นอน ดังนั้น จึงจำเป็นต้องกำจัดภัยคุกคามนี้ให้สิ้นซากตั้งแต่ยังอยู่ในเปล...

อ๋องเหลียง อิ๋งเฉิน ต้องตาย การทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่เพื่อแก้แค้นให้กับบุตรชายของตนเท่านั้น แต่ยังเป็นการขจัดภัยคุกคามครั้งใหญ่ในอนาคตให้แก่ราชวงศ์เสวี่ยหมานอีกด้วย...

... ... ... ... ... ...

เมื่อกองทัพราชวงศ์เสวี่ยหมานได้รับคำสั่ง ก็เริ่มเคลื่อนพลมุ่งหน้าสู่ด่านเจิ้นหมานอย่างพร้อมเพรียง

ภายนอกค่ายทหารแห่งหนึ่งของราชวงศ์เสวี่ยหมาน มหาขุนพลกู่ฮั่นไห่ และเหล่าขุนพลของกองทัพ ยืนอยู่บนท้องฟ้าเบื้องบน ทอดสายตามองดูกองทัพที่หนาแน่นดุจมดปลวกอยู่เบื้องล่าง...

ขุนพลของเสวี่ยหมานที่ยืนอยู่บนท้องฟ้านั้นมีมากกว่ายี่สิบคน ในจำนวนนั้น คนที่อ่อนแอที่สุดก็มีระดับการฝึกตนขั้นจินตัน และยังมีผู้แข็งแกร่งขั้นหยวนอิงอีกถึงสามคน...

นอกจากกู่ฮั่นไห่ที่เป็นมหาขุนพลแล้ว ยังมีขุนพลเลื่องชื่อของราชวงศ์เสวี่ยหมานอีกสองคน หนึ่งในนั้นคือแม่ทัพพิทักษ์บูรพา หลิวฉวน ผู้ซึ่งมีระดับพลังขั้นหยวนอิงระดับกลาง และแม่ทัพพิทักษ์ทักษิณ เฟิงเซวียนหมิง ผู้ซึ่งมีระดับพลังขั้นหยวนอิงระดับปลาย...

"ท่านมหาขุนพล การศึกครั้งนี้มีท่านเป็นผู้นำทัพ ด่านเจิ้นหมานเล็กๆ นั่นไม่มีทางขัดขวางย่างก้าวของพวกเราได้อย่างแน่นอน..."

หลิวฉวนมองไปยังกู่ฮั่นไห่ที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดของทุกคน ในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเคารพเลื่อมใส ก่อนหน้านี้กู่ฮั่นไห่มักจะประจำการอยู่ที่เมืองเจิ้นเหยา ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของราชวงศ์เสวี่ยหมาน ติดกับอาณาเขตของราชวงศ์เผ่าอสูร เขาได้สังหารเผ่าอสูรจนพวกมันไม่กล้าย่างกรายเข้ามาในอาณาเขตของราชวงศ์เสวี่ยหมานแม้แต่ก้าวเดียว เขาคือวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของราชวงศ์เสวี่ยหมาน...

ผู้คนมากมายในราชวงศ์เสวี่ยหมานต่างก็ยกย่องให้เขาเป็นแบบอย่าง ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงหลิวฉวนผู้นี้ด้วย

กู่ฮั่นไห่มีรูปลักษณ์ที่ดูชราภาพ แต่ประกายแสงที่เปล่งประกายออกมาจากดวงตาของเขานั้นกลับเจิดจ้าเสียยิ่งกว่าทุกคนที่อยู่ที่นี่ หากใครกล้าดูถูกเขา ย่อมต้องชดใช้ด้วยราคาแพงอย่างแน่นอน...

"แม่ทัพหลิว ข้าไม่ค่อยคุ้นเคยกับด่านเจิ้นหมานแห่งนี้นัก รบกวนท่านช่วยเล่าสถานการณ์ของด่านเจิ้นหมานให้ข้าฟังหน่อยเถิด..."

กู่ฮั่นไห่เอ่ยปากพูด

"รับคำสั่ง!"

บนใบหน้าของหลิวฉวนปรากฏความยินดีขึ้นมาวูบหนึ่ง และกล่าวตอบ

เหล่าขุนพลคนอื่นๆ ของราชวงศ์เสวี่ยหมานที่เห็นฉากนี้ ต่างก็เผยสีหน้าอิจฉาออกมา กู่ฮั่นไห่ไม่ได้เป็นเพียงแบบอย่างของหลิวฉวนเท่านั้น แต่สำหรับพวกเขาส่วนใหญ่แล้ว กู่ฮั่นไห่ก็คือแบบอย่างของพวกเขาเช่นกัน หรืออาจกล่าวได้ว่า มีหลายคนที่ตัดสินใจเข้าร่วมกองทัพหลังจากที่ได้ยินเรื่องราวความกล้าหาญของกู่ฮั่นไห่...

สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลอันลึกซึ้งที่กู่ฮั่นไห่มีต่อพวกเขา...

จบบทที่ บทที่ 22 ความโกรธเกรี้ยวของจักรพรรดิเสวี่ยหมาน มหาขุนพลกู่ฮั่นไห่

คัดลอกลิงก์แล้ว