- หน้าแรก
- สร้างอาณาจักรเทพนิรันดร์ เริ่มต้นจากการไปรับตำแหน่งเจ้าเมือง
- บทที่ 19 ปรึกษาหารือ
บทที่ 19 ปรึกษาหารือ
บทที่ 19 ปรึกษาหารือ
บทที่ 19 ปรึกษาหารือ
"เจ้าเป็นใคร?"
องค์ชายสามเสวี่ยหมานเอ่ยปากด้วยท่าทีหวาดระแวง
"ข้าเป็นใคร? พวกเจ้าจะมาสังหารข้าอยู่แล้ว ถึงกับมาถามข้าว่าเป็นใครอีกหรือ?"
อิ๋งเฉินรู้สึกพูดไม่ออก สองคนนี้จะมาสังหารเขาทั้งที ไม่คิดจะสืบดูหน้าตาของเขาก่อนเลยหรืออย่างไร?
จะทำอะไรลวกๆ ไปหน่อยหรือไม่?
แต่ทว่า ครั้งนี้อิ๋งเฉินปรักปรำพวกเขาผิดไปแล้ว เดิมทีพวกเขาก็อยากจะรู้หน้าตาของอิ๋งเฉินอยู่หรอก แต่กลับถูกหน่วยจิ่นอีเว่ยที่ปลอมตัวเป็นสายลับของตำหนักเสวี่ยหมานบ่ายเบี่ยงไป โดยอ้างเหตุผลว่าอ๋องเหลียงไม่ค่อยได้ออกจากจวน...
"เป็นไปไม่ได้! เจ้าคืออ๋องเหลียงหรือ?"
"เจ้าไม่มีทางเป็นอ๋องเหลียงไปได้?"
องค์ชายสามเสวี่ยหมานกล่าวแย้งขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นทันที
จากรายงานข่าวกรองที่พวกเขาได้รับมา อ๋องเหลียง อิ๋งเฉินมีระดับการฝึกตนเพียงขั้นสร้างรากฐานเท่านั้น แต่คนตรงหน้านี้ ถึงกับสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ ทั้งยังมาโผล่ที่ด้านหลังของพวกเขาได้อย่างไร้สุ้มเสียง จะมีระดับพลังเพียงขั้นสร้างรากฐานได้อย่างไร อย่างน้อยก็ต้องเป็นขั้นจินตัน
"ตกลงแล้วเจ้าเป็นใครกันแน่?"
องค์ชายสามเสวี่ยหมานขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกล่าว
"เฮ้อ! สมัยนี้ พูดความจริงก็ไม่มีใครเชื่อแล้ว ช่างเป็นยุคที่ศีลธรรมเสื่อมทรามเสียจริง!"
อิ๋งเฉินเอามือกุมขมับ ถอนหายใจแผ่วเบา และกล่าวขึ้น
ผู้อาวุโสเฉียนที่ติดตามอยู่ด้านหลังองค์ชายสามเสวี่ยหมานมาตลอด จู่ๆ ก็โคจรสัมผัสเทวะ เพื่อต้องการจะตรวจสอบระดับการฝึกตนของอิ๋งเฉิน...
"ฮึ่ม!"
เมื่อสัมผัสได้ว่ามีสัมผัสเทวะแปลกปลอมมากวาดผ่านร่างของตน อิ๋งเฉินก็แสดงสีหน้าไม่พอใจ เขาแค่นเสียงเย็นชา ก่อนจะระเบิดสัมผัสเทวะที่ทรงพลังยิ่งกว่าออกมา เพื่อบดขยี้สัมผัสเทวะสายนั้นจนแหลกสลาย
"พรวด~~"
เมื่อสัมผัสเทวะถูกทำลาย ผู้อาวุโสเฉียนก็ถูกพลังสะท้อนกลับ จนกระอักเลือดสดๆ ออกมาคำโต
"ผู้อาวุโสเฉียน?"
สีหน้าขององค์ชายสามเสวี่ยหมานเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
"ขั้นหยวนอิงระดับปลาย?"
ผู้อาวุโสเฉียนกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"อะไรนะ? ขั้นหยวนอิงระดับปลาย?"
เมื่อองค์ชายสามเสวี่ยหมานได้ยินคำพูดของผู้อาวุโสเฉียน สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างรุนแรง เขามองอิ๋งเฉินด้วยความตกตะลึง
"เสี่ยวจิน!"
อิ๋งเฉินเรียกเบาๆ
"โฮก!"
เสียงร้องเบาๆ ดังออกมาจากภายในจวนอ๋องเหลียง ลำแสงสีทองสายหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นมาจากเบื้องล่าง มาหยุดอยู่ข้างกายอิ๋งเฉิน เผยให้เห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริง...
นั่นคือมังกรทองห้ากรงเล็บ เสี่ยวจินนั่นเอง
ลำตัวของเสี่ยวจินพันธนาการอยู่รอบเอวของอิ๋งเฉิน ภายในลำคอส่งเสียงครางฮื่อๆ ราวกับกำลังออดอ้อน
"เสี่ยวจิน ให้ข้าดูฝีมือของเจ้าหน่อยสิ!"
ตั้งแต่ที่ปราบเสี่ยวจินมาได้ เขาก็ยังไม่เคยเห็นเสี่ยวจินลงมือเลยสักครั้ง แต่เมื่อคิดดูแล้ว ความแข็งแกร่งของเสี่ยวจินก็คงจะทรงพลังไม่ใช่น้อย อย่างไรเสียมันก็เป็นถึงเผ่าพันธุ์มังกร แถมยังมีระดับการฝึกตนถึงขั้นหยวนอิงระดับสูงสุดอีกต่างหาก...
การจะจัดการกับผู้บำเพ็ญเพียรขั้นจินตันและขั้นหยวนอิงระดับต้นอย่างละคน นั่นมันง่ายราวกับพลิกฝ่ามือไม่ใช่หรือ!
"โฮก!"
เสี่ยวจินส่งเสียงตอบรับ มันผละออกจากตัวอิ๋งเฉิน และพุ่งตรงไปอยู่เบื้องหน้าขององค์ชายสามเสวี่ยหมานและพวก...
ขนาดตัวของเสี่ยวจินเริ่มขยายใหญ่ขึ้น ชั่วพริบตาก็มีความยาวถึงหลายสิบจั้ง เกล็ดสีทองทั่วทั้งร่างส่องประกายแสงอันเย็นยะเยือก กรงเล็บอันแหลมคมเปล่งประกายคมปลาบ...
"มังกรคำราม!"
เสี่ยวจินอ้าปากกว้าง เสียงมังกรคำรามดังกึกก้องกังวานไปทั่วทั้งเมืองซั่วหยางเฉิง
"นี่มันสัตว์อสูรชนิดใดกัน?"
ร่างขององค์ชายสามเสวี่ยหมานและผู้อาวุโสเฉียนซวนเซไปมา เสียงคำรามนี้ถึงกับสามารถทำร้ายสัมผัสเทวะของพวกเขาได้ ทั้งสองคนมองดูมังกรทองห้ากรงเล็บที่ปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าด้วยความหวาดผวา พวกเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความตายจากร่างของเสี่ยวจิน...
"โฮก!"
ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะทันได้ตั้งตัว เสี่ยวจินก็พ่นเพลิงมังกรทองออกมาหนึ่งคำ พุ่งเข้าแผดเผาพวกเขาทั้งสอง
ทั้งสองคนรีบโคจรพลังลมปราณขึ้นมาสร้างเป็นโล่กำบังไว้เบื้องหน้าทันที
ตู้ม~~
เสียงดังกึกก้องสะท้านฟ้าสะเทือนดิน โล่กำบังที่ทั้งสองสร้างขึ้นต้านทานไว้ได้เพียงชั่วพริบตาเดียวก็เกิดรอยร้าวขึ้นเต็มไปหมด จากนั้นก็แตกสลายดังโพล๊ะ...
เพลิงมังกรทองพวยพุ่งเข้าใส่ ห่อหุ้มร่างของทั้งสองคนเอาไว้ในพริบตา...
"อ๊าก!"
อุณหภูมิอันน่าสะพรึงกลัวของเพลิงมังกรแผดเผาร่างกายและสัมผัสเทวะของทั้งสอง ความรู้สึกนั้นช่างเจ็บปวดทรมานเจียนตาย ทั้งสองคนส่งเสียงร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนา
ครู่ต่อมา เพลิงมังกรก็สลายไป ทว่าที่แห่งนั้นกลับไร้ซึ่งเงาร่างของคนทั้งสองแล้ว แม้แต่เถ้ากระดูกก็ยังไม่หลงเหลือ ถูกลบเลือนหายไปจากฟ้าดินอย่างแท้จริง...
เมื่อแน่ใจว่าทั้งสองคนได้ตกตายไปแล้ว ขนาดตัวของเสี่ยวจินก็หดเล็กลงกลับมาเท่าเดิม และบินกลับมาหาอิ๋งเฉิน
หางมังกรด้านหลังแกว่งไปมาซ้ายขวา ดวงตากลมโตบ้องแบ๊วมองดูอิ๋งเฉินราวกับต้องการขอรางวัล
อิ๋งเฉินยิ้มบางๆ และกล่าวว่า "ทำได้ดีมาก!"
"โฮก!"
เมื่อเสี่ยวจินได้รับคำชม มันก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก มันพันรอบท่อนแขนของอิ๋งเฉินอย่างร่าเริง และเอาหัวถูไถใบหน้าของอิ๋งเฉิน
"ฝ่าบาท!"
ในเวลานี้ จ้าวอวิ๋นและคนอื่นๆ ก็เดินทางมาถึงที่นี่เช่นกัน
"ไป กลับไปคุยกันในจวน!"
อิ๋งเฉินเอ่ยปาก จากนั้นก็บินกลับเข้าไปในจวนอ๋องเหลียง
ตอนนี้พวกเขายังอยู่บนท้องฟ้าเหนือจวนอ๋องเหลียง จะให้มาพูดคุยกันข้างนอกได้อย่างไร
จ้าวอวิ๋นและคนอื่นๆ รีบตามติดไป
"เรื่องที่เกิดขึ้นในครั้งนี้พวกเจ้าคงจะรู้กันหมดแล้วกระมัง! ลองบอกมาสิว่าพวกเจ้ามีความคิดเห็นเช่นไรเกี่ยวกับเรื่องนี้!"
อิ๋งเฉินนั่งลงบนเก้าอี้ มองไปยังกลุ่มคนที่อยู่เบื้องล่าง และเอ่ยปากถาม
"ฝ่าบาท ราชวงศ์เสวี่ยหมานส่งคนมาลอบสังหารท่านโดยไร้สาเหตุเช่นนี้ นี่ถือเป็นการยั่วยุ พวกเราจะยอมกลืนความโกรธแค้นนี้ลงไปไม่ได้เด็ดขาด จะต้องให้พวกมันชดใช้ให้จงได้"
จ้าวอวิ๋นเอ่ยปากด้วยความโกรธแค้นเป็นคนแรก
ในตอนที่องค์ชายสามเสวี่ยหมานและพวกเตรียมการจะลอบสังหารอิ๋งเฉินนั้น พวกเขาก็ได้รับข่าวแล้ว แต่อิ๋งเฉินกลับสั่งให้พวกเขาอยู่นิ่งๆ พวกเขาจึงไม่กล้าผลีผลาม แต่ทว่าภายใต้การคุ้มครองของพวกเขา กลับปล่อยให้ศัตรูมาพบหน้าอิ๋งเฉินได้ นั่นก็ถือเป็นความบกพร่องในหน้าที่ของพวกเขาเช่นกัน...
"เฟิ่งเสี้ยว เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไร!"
อิ๋งเฉินเบนสายตาไปทางกัวเจีย
กัวเจียยิ้มบางๆ และกล่าวว่า "ฝ่าบาท ตอนนี้พวกเราอยู่นิ่งๆ ไว้จะดีที่สุดพ่ะย่ะค่ะ!"
"โอ้? เป็นเพราะเหตุใดหรือ?"
อิ๋งเฉินเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"ตามรายงานข่าวกรองที่หน่วยจิ่นอีเว่ยส่งมา ราชวงศ์เสวี่ยหมานกำลังรวบรวมไพร่พล เตรียมที่จะบุกโจมตีด่านเจิ้นหมานแล้ว และสิ่งที่พวกเขากำลังรอคอยอยู่ ก็คือโอกาส โอกาสในการเคลื่อนทัพ..."
กัวเจียเดินออกไปข้างหน้าสามก้าว หันกลับมามองจ้าวอวิ๋นและคนอื่นๆ ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า "และโอกาสที่ว่านี้ ก็จะมาจากฝ่าบาท หากองค์ชายสามเสวี่ยหมานลอบสังหารฝ่าบาทได้สำเร็จ ย่อมสามารถบดขยี้ขวัญกำลังใจของด่านเจิ้นหมานได้อย่างแน่นอน อย่างไรเสียการที่อ๋องผู้ครองนครรัฐคนหนึ่ง ถูกแคว้นศัตรูลอบสังหารในดินแดนของตนเอง ย่อมต้องส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจไม่มากก็น้อย และราชวงศ์เสวี่ยหมานก็กำลังรอคอยโอกาสนี้อยู่ ส่วนการที่ลอบสังหารไม่สำเร็จนั้น ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ ต่อพวกเขาอยู่แล้ว เพราะเดิมทีพวกเขาก็ตั้งใจจะเปิดฉากโจมตีอยู่แล้ว..."
"เฟิ่งเสี้ยว ความหมายของเจ้าก็คือ ให้อยู่นิ่งๆ ไว้ก่อน วางแผนให้รอบคอบแล้วค่อยเคลื่อนไหวอย่างนั้นหรือ!"
จ้าวอวิ๋นถึงกับบางอ้อ และกล่าวขึ้น
"ถูกต้องแล้ว!"
กัวเจียลูบหนวดเคราของตนพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
"รอจนกว่าจักรพรรดิเสวี่ยหมานจะได้รับข่าวการเสียชีวิตขององค์ชายสามเสวี่ยหมาน เขาจะต้องโกรธเกรี้ยวเป็นฟืนเป็นไฟ และเคลื่อนทัพบุกด่านเจิ้นหมานอย่างแน่นอน การส่งทัพออกศึกในครั้งนี้ ราชวงศ์เสวี่ยหมานจะต้องมีความสามัคคีกันเป็นพิเศษ เพราะองค์ชายของพวกเขาต้องมาตายที่เหลียงโจว ข้ออ้างในการออกศึกของพวกเขาจะไม่ใช่การรุกรานอีกต่อไป แต่จะเป็นการล้างแค้น แม้กระทั่งผู้แข็งแกร่งขั้นฮว่าเสินก็อาจจะลงมือด้วย..."
"หากเป็นเช่นนั้น ด่านเจิ้นหมานย่อมตกอยู่ในอันตราย!"
จากนั้น กัวเจียก็หันกลับมาโค้งคำนับให้อิ๋งเฉิน
"เมื่อถึงเวลานั้น ฝ่าบาทค่อยส่งกองทัพไปช่วยเหลือด่านเจิ้นหมานในยามคับขัน มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะสามารถดึงตัวขุนพลฝีมือดีมาเป็นพวกได้ แม้จะไม่สามารถดึงมาเป็นพวกได้ แต่ก็ถือเป็นการสร้างมิตรไมตรีอันดีต่อกันพ่ะย่ะค่ะ..."
อิ๋งเฉินพยักหน้าเล็กน้อย เห็นด้วยกับความคิดของกัวเจียเป็นอย่างยิ่ง
ในการทำสงครามระหว่างราชวงศ์ โดยปกติแล้วผู้แข็งแกร่งขั้นฮว่าเสินจะไม่ลงมือ เพราะผู้แข็งแกร่งขั้นฮว่าเสินแต่ละคนนั้นล้วนเป็นเสาหลักของราชวงศ์ หากสูญเสียไปสักคนหนึ่ง ย่อมเป็นความเสียหายที่ราชวงศ์ไม่อาจแบกรับได้...
แต่ทว่า สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงข้อตกลงปากเปล่าระหว่างราชวงศ์ใหญ่ต่างๆ เท่านั้น ไม่ได้มีผลผูกมัดใดๆ ทั้งสิ้น ล้วนต้องพึ่งพาความตระหนักรู้ของราชวงศ์นั้นๆ เอง
ส่วนผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในด่านเจิ้นหมานอย่างเฉินจง ก็เป็นเพียงขั้นหยวนอิงระดับสูงสุด ย่อมไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของผู้แข็งแกร่งขั้นฮว่าเสินได้อย่างแน่นอน...
และการที่อิ๋งเฉินดุจดั่งทหารเทพจุติลงมาจากฟากฟ้า เข้าช่วยเหลือด่านเจิ้นหมานในยามที่กำลังเผชิญกับวิกฤต ย่อมสามารถเอาชนะใจของเหล่าทหารและชาวเมืองในด่านเจิ้นหมานได้อย่างแน่นอน ถึงแม้จะไม่สามารถทำให้เฉินจงสวามิภักดิ์ได้ แต่ทหารเหล่านั้นก็ย่อมต้องรู้สึกซาบซึ้งใจในบุญคุณของเขา...
ต้องรู้ก่อนนะว่าทหารของด่านเจิ้นหมานนั้น ไม่ใช่กองทหารในเหลียงโจวเหล่านี้ที่จะสามารถนำมาเปรียบเทียบได้ พวกเขาประจำการอยู่ที่ด่านเจิ้นหมานมาตลอดทั้งปี ผ่านการศึกสงครามมาอย่างโชกโชน ความแข็งแกร่งนั้นมากพอที่จะทิ้งห่างกองกำลังท้องถิ่นของเหลียงโจวไปหลายขุมเลยทีเดียว...