เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 16 เนรเทศ

บทที่ 16 เนรเทศ

บทที่ 16 เนรเทศ


เมื่อพวกเขาสลับเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว บรรดาเจ้าหน้าที่คุมนักโทษก็ขนเชือกเส้นหนาเข้ามา เริ่มทำการมัดข้อเท้าของแต่ละคนทีละข้างไล่มาจากทางด้านหน้า การเนรเทศนั้นแบ่งออกเป็นสองประเภท ประเภทแรกคือการเนรเทศนักโทษฉกรรจ์ ส่วนอีกประเภทคือการเนรเทศสามัญชน (ผู้ถูกถอดถอนบรรดาศักดิ์)

สำหรับประเภทแรกนั้น นอกจากจะต้องสวมขื่อคาไม้ค้ำคอแล้ว นักโทษคนสำคัญยังต้องถูกสักใบหน้าเพื่อตีตราประจาน เมื่อไปถึงดินแดนเนรเทศก็ไร้สิ้นซึ่งอิสรภาพ ต้องตรากตรำทำงานหนักในค่ายกักกันไปจนสิ้นอายุขัย

ส่วนประเภทหลังนั้น เจ้าหน้าที่เพียงแค่ต้องผูกมัดข้อเท้าข้างหนึ่งไว้ด้วยกันเพื่อรับประกันว่าพวกเขาจะไม่คิดหลบหนีระหว่างทาง และเมื่อเดินทางไปถึงดินแดนเนรเทศแล้ว ทางการท้องถิ่นจะดำเนินการลงทะเบียนราษฎร์ให้ใหม่ นับแต่นั้นเป็นต้นไปพวกเขาก็จะได้กลายเป็นประชากรของที่นั่นอย่างถูกต้อง

ยังนับว่าโชคดีที่ตระกูลเว่ยจัดอยู่ในประเภทที่สอง นั่นคือการเนรเทศในฐานะสามัญชน

“ฮือ ๆ ๆ...”

ไม่นานนัก ทุกคนก็ถูกแบ่งออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละสิบคน มัดร้อยเรียงกันเป็นแถวยาวราวกับบะจ่างไม่มีผิด เมื่อตระหนักได้อย่างแท้จริงแล้วว่าตนเองกำลังจะต้องเผชิญกับการถูกเนรเทศ เสียงสะอื้นไห้ของพวกสตรีก็ดังระงมเซ็งแซ่ไม่ขาดสาย ส่วนพวกผู้ชายก็สภาพไม่ต่างจากไก่ชนที่แพ้ศึก ต่างพากันคอตกหมดอาลัยตายอยากไปตาม ๆ กัน

“ออกเดินทางได้!”

จ้าวซานโบกมือส่งสัญญาณครั้งหนึ่ง เจ้าหน้าที่คุมนักโทษสิบกว่าคนก็เริ่มขับไล่ต้อนทุกคนให้ก้าวเท้าออกจากจวนอ๋อง

“จวนเว่ยหยางอ๋องเป็นขุนนางภักดีนะ ทำไมถึงถูกเนรเทศไปได้ล่ะ?”

“ไม่ใช่แค่จวนเว่ยหยางอ๋องหรอก ได้ยินว่าจวนมหาเสนาบดีก็โดนเนรเทศเหมือนกัน”

“ฮ่องเต้ทรงเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า? ท่านอ๋องผู้เฒ่ากับซื่อจื่อตั้งกี่รุ่นต่อกี่รุ่นต่างก็พลีชีพในสมรภูมิรบ ส่วนท่านอ๋องคนปัจจุบันก็ต้องพิษจนต้องถอนตัวกลับมาจากสนามรบ คนแบบพวกเขาจะไปก่อกบฏได้อย่างไร?”

“ชู่! เบา ๆ หน่อย ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไง ถ้ามีใครมาได้ยินเข้าจะซวยเอาได้นะ!”

“ฮ่องเต้จะทรงเข้าใจผิดได้อย่างไร ใครจะไปรู้ว่าเบื้องหลังพวกเขาทำอะไรไว้บ้าง...”

เมื่อขบวนนักโทษก้าวพ้นประตูจวนอ๋องออกมา ก็ดึงดูดความสนใจจากชาวบ้านร้านตลาดจำนวนมากให้เข้ามามุงดูทันที ชาวบ้านบางส่วนยังคงไม่เข้าใจ ด้วยจวนเว่ยหยางอ๋องกรำศึกปกป้องชายแดนมานานปี มีความดีความชอบล้นพ้น รบจนศัตรูไม่กล้าเหยียบย่างล่วงล้ำเข้ามาแม้แต่ก้าวเดียว คนเช่นนี้จะคิดคดกบฏได้อย่างไร? ทว่าชาวบ้านอีกส่วนกลับเลื่อมใสในพระราชอำนาจอย่างมืดบอด และเริ่มตั้งข้อสงสัยในคุณธรรมของตระกูลเว่ย คนตระกูลเว่ยไหนเลยจะเคยตกเป็นเป้าสายตาวิพากษ์วิจารณ์ของฝูงชนเช่นนี้มาก่อน?

แต่ละคนต่างพากันก้มหน้าจนแทบชิดอก ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายขายหน้า คนเดียวที่ไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ เลยคงจะมีเพียงเสิ่นเซี่ยงหว่านที่อุ้มเจ้าตัวน้อยไว้ด้วยแขนข้างเดียว ในระหว่างที่เยื้องย่างไปตามทาง นางยังคงกวาดสายตามองสถาปัตยกรรมรอบ ๆ อย่างเพลิดเพลิน ดูไม่เหมือนคนกำลังถูกเนรเทศ แต่ให้ความรู้สึกเหมือนมาเดินเที่ยวพักผ่อนเสียมากกว่า ช่างทำตัวตามสบายเกินไปแล้ว

“พี่จ้าว ทางนี้!”

กว่าจะประคองขบวนเดินทางมาถึงประตูเมืองได้ด้วยความยากลำบาก ก็มองเห็นเจ้าหน้าที่คุมนักโทษอีกหลายคนกำลังกวักมือเรียกจ้าวซานมาแต่ไกล ด้านหลังของพวกเขาแต่ละคนมีผู้คนราว ๆ หลายสิบไปจนถึงร่วมร้อยชีวิตเดินตามมา ทุกคนต่างถูกมัดข้อเท้าไว้ข้างหนึ่งเช่นเดียวกัน เห็นได้ชัดว่าเป็นกลุ่มคนที่จะต้องถูกเนรเทศเหมือนกัน

“คนเยอะขนาดนี้เชียวรึ?”

จ้าวซานกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปหาพลางขมวดคิ้วอย่างนึกหงุดหงิด นักโทษหลายร้อยคนไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ เลย

“เจ้าก็ใช่ว่าจะไม่รู้ เรื่องที่จวนมหาเสนาบดีถูกยึดทรัพย์น่ะ พวกเขาชะตากรรมเดียวกันต้องถูกเนรเทศไปที่เฉินโจว การเดินทางเที่ยวนี้เจ้าคงต้องเหนื่อยหนักหน่อยแล้วล่ะ”

เจ้าหน้าที่คุมนักโทษคนหนึ่งเอ่ยพลางยื่นมือไปตบไหล่จ้าวซานเบา ๆ กลุ่มคนด้านหลังของพวกเขานั้น มีทั้งคนจากตระกูลเสิ่น และคนจากตระกูลเว่ยสายรองรวม ๆ กันแล้วมีจำนวนมากถึงหลายร้อยชีวิต

“พวกเจ้าไปทำเรื่องงามไส้อะไรกันไว้ฮะ?!”

เมื่อพวกเขาก้าวเท้าเข้าไปใกล้ คนของตระกูลเว่ยสายรองก็เริ่มเกิดอาการตื่นตระหนกและโกรธแค้นขึ้นมาทันที ทุกคนต่างเบิกตากว้างจ้องเขม็งมาทางพวกเขาด้วยความโกรธเกรี้ยว แทบอยากจะใช้สายตาทิ่มแทงร่างของพวกเขาให้เป็นรูเลือด

“...”

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคำคาดคั้นเอาความจากพวกสายรอง ทั้งฮูหยินผู้เฒ่า คนเรือนรอง และเรือนสาม ต่างพากันหดหัวย่นคอหนีด้วยความกลัว ส่วนจ้าวอวี้ผิงและลูก ๆ พยายามจะอ้าปากอธิบายอยู่หลายครา ทว่ากลับไม่มีคำพูดใดเล็ดลอดออกมาได้เลยแม้แต่คำเดียว หากเป็นไปได้ พวกนางเองก็อยากจะรู้นักว่าพวกตนไปทำอะไรผิดมา เหตุใดอยู่ ๆ ถึงได้ถูกยึดทรัพย์และเนรเทศเช่นนี้?

หากเปรียบเทียบกับพวกใจเสาะเหล่านั้น เสิ่นเซี่ยงหว่านกลับดูผ่อนคลายสบายอารมณ์กว่ามาก ราวกับว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้ไม่มีส่วนใดเกี่ยวข้องกับนางเลยแม้แต่น้อย ทว่า...

“เสิ่นเซี่ยงหว่าน?!”

ในกลุ่มฝูงชนอีกฟากหนึ่ง หญิงสาวผู้หนึ่งที่ร้องไห้จนตาบวมช้ำจ้องมองมาที่นางพลางกรีดร้องลั่นด้วยความตกใจ บรรดาชายหญิงที่อยู่ร่วมกลุ่มกับนางต่างก็ฉายแววตาดูแคลนและรังเกียจเดียดฉันท์ส่งมาให้เสิ่นเซี่ยงหว่านอย่างปิดไม่มิด

จบบทที่ บทที่ 16 เนรเทศ

คัดลอกลิงก์แล้ว