- หน้าแรก
- ก่อนเนรเทศใช้มิติยกคลังหลวง
- บทที่ 16 เนรเทศ
บทที่ 16 เนรเทศ
บทที่ 16 เนรเทศ
เมื่อพวกเขาสลับเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว บรรดาเจ้าหน้าที่คุมนักโทษก็ขนเชือกเส้นหนาเข้ามา เริ่มทำการมัดข้อเท้าของแต่ละคนทีละข้างไล่มาจากทางด้านหน้า การเนรเทศนั้นแบ่งออกเป็นสองประเภท ประเภทแรกคือการเนรเทศนักโทษฉกรรจ์ ส่วนอีกประเภทคือการเนรเทศสามัญชน (ผู้ถูกถอดถอนบรรดาศักดิ์)
สำหรับประเภทแรกนั้น นอกจากจะต้องสวมขื่อคาไม้ค้ำคอแล้ว นักโทษคนสำคัญยังต้องถูกสักใบหน้าเพื่อตีตราประจาน เมื่อไปถึงดินแดนเนรเทศก็ไร้สิ้นซึ่งอิสรภาพ ต้องตรากตรำทำงานหนักในค่ายกักกันไปจนสิ้นอายุขัย
ส่วนประเภทหลังนั้น เจ้าหน้าที่เพียงแค่ต้องผูกมัดข้อเท้าข้างหนึ่งไว้ด้วยกันเพื่อรับประกันว่าพวกเขาจะไม่คิดหลบหนีระหว่างทาง และเมื่อเดินทางไปถึงดินแดนเนรเทศแล้ว ทางการท้องถิ่นจะดำเนินการลงทะเบียนราษฎร์ให้ใหม่ นับแต่นั้นเป็นต้นไปพวกเขาก็จะได้กลายเป็นประชากรของที่นั่นอย่างถูกต้อง
ยังนับว่าโชคดีที่ตระกูลเว่ยจัดอยู่ในประเภทที่สอง นั่นคือการเนรเทศในฐานะสามัญชน
“ฮือ ๆ ๆ...”
ไม่นานนัก ทุกคนก็ถูกแบ่งออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละสิบคน มัดร้อยเรียงกันเป็นแถวยาวราวกับบะจ่างไม่มีผิด เมื่อตระหนักได้อย่างแท้จริงแล้วว่าตนเองกำลังจะต้องเผชิญกับการถูกเนรเทศ เสียงสะอื้นไห้ของพวกสตรีก็ดังระงมเซ็งแซ่ไม่ขาดสาย ส่วนพวกผู้ชายก็สภาพไม่ต่างจากไก่ชนที่แพ้ศึก ต่างพากันคอตกหมดอาลัยตายอยากไปตาม ๆ กัน
“ออกเดินทางได้!”
จ้าวซานโบกมือส่งสัญญาณครั้งหนึ่ง เจ้าหน้าที่คุมนักโทษสิบกว่าคนก็เริ่มขับไล่ต้อนทุกคนให้ก้าวเท้าออกจากจวนอ๋อง
“จวนเว่ยหยางอ๋องเป็นขุนนางภักดีนะ ทำไมถึงถูกเนรเทศไปได้ล่ะ?”
“ไม่ใช่แค่จวนเว่ยหยางอ๋องหรอก ได้ยินว่าจวนมหาเสนาบดีก็โดนเนรเทศเหมือนกัน”
“ฮ่องเต้ทรงเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า? ท่านอ๋องผู้เฒ่ากับซื่อจื่อตั้งกี่รุ่นต่อกี่รุ่นต่างก็พลีชีพในสมรภูมิรบ ส่วนท่านอ๋องคนปัจจุบันก็ต้องพิษจนต้องถอนตัวกลับมาจากสนามรบ คนแบบพวกเขาจะไปก่อกบฏได้อย่างไร?”
“ชู่! เบา ๆ หน่อย ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไง ถ้ามีใครมาได้ยินเข้าจะซวยเอาได้นะ!”
“ฮ่องเต้จะทรงเข้าใจผิดได้อย่างไร ใครจะไปรู้ว่าเบื้องหลังพวกเขาทำอะไรไว้บ้าง...”
เมื่อขบวนนักโทษก้าวพ้นประตูจวนอ๋องออกมา ก็ดึงดูดความสนใจจากชาวบ้านร้านตลาดจำนวนมากให้เข้ามามุงดูทันที ชาวบ้านบางส่วนยังคงไม่เข้าใจ ด้วยจวนเว่ยหยางอ๋องกรำศึกปกป้องชายแดนมานานปี มีความดีความชอบล้นพ้น รบจนศัตรูไม่กล้าเหยียบย่างล่วงล้ำเข้ามาแม้แต่ก้าวเดียว คนเช่นนี้จะคิดคดกบฏได้อย่างไร? ทว่าชาวบ้านอีกส่วนกลับเลื่อมใสในพระราชอำนาจอย่างมืดบอด และเริ่มตั้งข้อสงสัยในคุณธรรมของตระกูลเว่ย คนตระกูลเว่ยไหนเลยจะเคยตกเป็นเป้าสายตาวิพากษ์วิจารณ์ของฝูงชนเช่นนี้มาก่อน?
แต่ละคนต่างพากันก้มหน้าจนแทบชิดอก ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายขายหน้า คนเดียวที่ไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ เลยคงจะมีเพียงเสิ่นเซี่ยงหว่านที่อุ้มเจ้าตัวน้อยไว้ด้วยแขนข้างเดียว ในระหว่างที่เยื้องย่างไปตามทาง นางยังคงกวาดสายตามองสถาปัตยกรรมรอบ ๆ อย่างเพลิดเพลิน ดูไม่เหมือนคนกำลังถูกเนรเทศ แต่ให้ความรู้สึกเหมือนมาเดินเที่ยวพักผ่อนเสียมากกว่า ช่างทำตัวตามสบายเกินไปแล้ว
“พี่จ้าว ทางนี้!”
กว่าจะประคองขบวนเดินทางมาถึงประตูเมืองได้ด้วยความยากลำบาก ก็มองเห็นเจ้าหน้าที่คุมนักโทษอีกหลายคนกำลังกวักมือเรียกจ้าวซานมาแต่ไกล ด้านหลังของพวกเขาแต่ละคนมีผู้คนราว ๆ หลายสิบไปจนถึงร่วมร้อยชีวิตเดินตามมา ทุกคนต่างถูกมัดข้อเท้าไว้ข้างหนึ่งเช่นเดียวกัน เห็นได้ชัดว่าเป็นกลุ่มคนที่จะต้องถูกเนรเทศเหมือนกัน
“คนเยอะขนาดนี้เชียวรึ?”
จ้าวซานกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปหาพลางขมวดคิ้วอย่างนึกหงุดหงิด นักโทษหลายร้อยคนไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ เลย
“เจ้าก็ใช่ว่าจะไม่รู้ เรื่องที่จวนมหาเสนาบดีถูกยึดทรัพย์น่ะ พวกเขาชะตากรรมเดียวกันต้องถูกเนรเทศไปที่เฉินโจว การเดินทางเที่ยวนี้เจ้าคงต้องเหนื่อยหนักหน่อยแล้วล่ะ”
เจ้าหน้าที่คุมนักโทษคนหนึ่งเอ่ยพลางยื่นมือไปตบไหล่จ้าวซานเบา ๆ กลุ่มคนด้านหลังของพวกเขานั้น มีทั้งคนจากตระกูลเสิ่น และคนจากตระกูลเว่ยสายรองรวม ๆ กันแล้วมีจำนวนมากถึงหลายร้อยชีวิต
“พวกเจ้าไปทำเรื่องงามไส้อะไรกันไว้ฮะ?!”
เมื่อพวกเขาก้าวเท้าเข้าไปใกล้ คนของตระกูลเว่ยสายรองก็เริ่มเกิดอาการตื่นตระหนกและโกรธแค้นขึ้นมาทันที ทุกคนต่างเบิกตากว้างจ้องเขม็งมาทางพวกเขาด้วยความโกรธเกรี้ยว แทบอยากจะใช้สายตาทิ่มแทงร่างของพวกเขาให้เป็นรูเลือด
“...”
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคำคาดคั้นเอาความจากพวกสายรอง ทั้งฮูหยินผู้เฒ่า คนเรือนรอง และเรือนสาม ต่างพากันหดหัวย่นคอหนีด้วยความกลัว ส่วนจ้าวอวี้ผิงและลูก ๆ พยายามจะอ้าปากอธิบายอยู่หลายครา ทว่ากลับไม่มีคำพูดใดเล็ดลอดออกมาได้เลยแม้แต่คำเดียว หากเป็นไปได้ พวกนางเองก็อยากจะรู้นักว่าพวกตนไปทำอะไรผิดมา เหตุใดอยู่ ๆ ถึงได้ถูกยึดทรัพย์และเนรเทศเช่นนี้?
หากเปรียบเทียบกับพวกใจเสาะเหล่านั้น เสิ่นเซี่ยงหว่านกลับดูผ่อนคลายสบายอารมณ์กว่ามาก ราวกับว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้ไม่มีส่วนใดเกี่ยวข้องกับนางเลยแม้แต่น้อย ทว่า...
“เสิ่นเซี่ยงหว่าน?!”
ในกลุ่มฝูงชนอีกฟากหนึ่ง หญิงสาวผู้หนึ่งที่ร้องไห้จนตาบวมช้ำจ้องมองมาที่นางพลางกรีดร้องลั่นด้วยความตกใจ บรรดาชายหญิงที่อยู่ร่วมกลุ่มกับนางต่างก็ฉายแววตาดูแคลนและรังเกียจเดียดฉันท์ส่งมาให้เสิ่นเซี่ยงหว่านอย่างปิดไม่มิด