เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 147 การันตีตำแหน่งมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ! โรงงานผลิตเศรษฐีสิบล้านและร้อยล้าน !

ตอนที่ 147 การันตีตำแหน่งมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ! โรงงานผลิตเศรษฐีสิบล้านและร้อยล้าน !

ตอนที่ 147 การันตีตำแหน่งมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ! โรงงานผลิตเศรษฐีสิบล้านและร้อยล้าน !


ตอนที่ 147 การันตีตำแหน่งมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ! โรงงานผลิตเศรษฐีสิบล้านและร้อยล้าน !

ตึกเจ๋อรัน

พอถึงเวลาพักเที่ยง พนักงานจากบริษัทในเครือเจ๋อรันก็ทยอยลงมาที่โรงอาหารชั้นล่างเพื่อทานข้าวกัน ระหว่างทาง หลายคนก็จับกลุ่มคุยกันเรื่องราคาหุ้นเจ๋อรัน เทคโนโลยี ที่กำลังพุ่งกระฉูด

เจียงเฉิงเจี๋ยก็เป็นหนึ่งในคนที่กำลังคุยเรื่องนี้กับเพื่อนร่วมงาน รอยยิ้มที่เปื้อนหน้าก็บ่งบอกได้ชัดเจนว่าเขากำลังอารมณ์ดีสุด ๆ คุยไปยิ้มไปอย่างมีความสุข

ก็แหงล่ะ เขาเป็นพนักงานรุ่นบุกเบิกที่ร่วมงานกับเจ๋อรัน เทคโนโลยี มาตั้งแต่บริษัทเพิ่งตั้งไข่

และเขาก็คือคนที่เคยคุยกับพนักงานบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าเฟิงฉือ ในห้องพักผ่อน แล้วเล่าว่าตัวเองติดดอยหุ้นจิงตงฟาง จนทำให้หลี่เจ๋อที่บังเอิญเดินผ่านมาได้ยินและนึกขึ้นได้ว่าควรจะไปซื้อหุ้นจิงตงฟาง เก็บไว้นั่นแหละ

ผ่านมาตั้งนาน หุ้นเดิม 5,000 หุ้น ที่เขาซื้อไว้ ก็ยังไม่เคยขายออกไปเลยสักหุ้นเดียวยังคงกอดไว้แน่น

ตอนนี้พอราคาหุ้นเจ๋อรัน เทคโนโลยีพุ่งปรี๊ดอีกรอบ หุ้น 5,000 หุ้นในมือก็เลยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมหาศาล

แล้วจะไม่ให้เขายิ้มหน้าบานได้ยังไง

ช่วงนี้เขาเดินตัวปลิวอย่างกับลอยได้เลยล่ะ

ถึงตอนนี้เงินเดือนรวมโบนัสที่เจ๋อรัน เทคโนโลยี จะตกอยู่แค่ราว ๆ หกเจ็ดแสนหยวนต่อปี

แต่หุ้น 5,000 หุ้นในมือนี่แหละ ที่จะทำให้เขาได้อิสรภาพทางการเงินแบบชิล ๆ !

แต่ถึงจะรวยแล้ว เจียงเฉิงเจี๋ยก็ไม่ได้อู้งานนะ

เขารู้ดีว่าถ้าอยากให้หุ้นในมือราคาพุ่งขึ้นไปอีก ก็ต้องช่วยให้เจ๋อรัน เทคโนโลยีเติบโตไปได้ไกลกว่านี้

บริษัทยิ่งรุ่ง หุ้นเขาก็ยิ่งแพง

เผลอ ๆ แค่หุ้น 5,000 หุ้นนี่ อาจจะทำให้เขากลายเป็นเศรษฐีร้อยล้านในอนาคตก็ได้ !

พอคิดแบบนี้ เงินเดือนก็ดูเป็นเรื่องเล็กไปเลย

เขาไม่สนเงินเดือนเลยด้วยซ้ำ พอเงินเดือนออก นอกจากเก็บไว้ใช้ส่วนตัวนิดหน่อย ที่เหลือก็โอนเข้าบัญชีเมียหมด

ตอนนี้ครอบครัวเขาใช้ชีวิตหรูหราแบบท็อป ๆ ของเซี่ยงไฮ้เลย อยากกินอะไร อยากซื้ออะไร ก็จ่ายได้สบาย ๆ ไม่ต้องคิดมาก ถึงจะใช้เงินเดือนชนเดือนก็ไม่เดือดร้อน พอถึงโรงอาหาร เจียงเฉิงเจี๋ยก็เดินไปต่อแถวซื้อข้าว

"อ้าว เหล่าเจียง นายเองเหรอ ! "

จู่ ๆ ก็มีเสียงทักมาจากข้างหลัง

เจียงเฉิงเจี๋ยหันไปมอง พอเห็นว่าเป็นใครก็ยิ้มแล้วทักทายกลับ "อ้าว เหล่าอวี๋ บังเอิญจังเลยนะ ! "

เหล่าอวี๋คนนี้ก็คือ 'อวี๋เหวินไฉ' พนักงานบริษัทเฟิงฉือ ที่เคยคุยเรื่องหุ้นกับเขานั่นแหละ !

"นั่นสิ บังเอิญจริงๆ!"

อวี๋เหวินไฉยิ้มตอบ แล้วเหลือบมองเจียงเฉิงเจี๋ยด้วยสายตาอิจฉานิด ๆ "เหล่าเจียง ช่วงนี้หุ้นเจ๋อรันของพวกนายขึ้นแรงมากเลยนะ ! "

"หุ้นที่นายซื้อไว้ตอนแรกยังไม่ได้ขายใช่ไหม ? "

ตั้งแต่ตอนที่คุยเรื่องหุ้นกันครั้งนั้น ทั้งคู่ก็แลกเบอร์กันไว้ แล้วก็เจอกันตามโรงอาหารหรือห้องพักผ่อนบ้าง นั่งคุยกันบ้าง

นานวันเข้าก็เลยสนิทกัน

ว่าง ๆ ก็นัดกันไปกินเหล้าสังสรรค์ ถือว่าซี้กันพอสมควร

พอได้ยินคำถามของอวี๋เหวินไฉ เจียงเฉิงเจี๋ยก็ยิ้มแฉ่ง "ฉันไม่ได้โง่นะ จะรีบขายไปทำไมล่ะ"

"หุ้น 5,000 หุ้นที่ซื้อมาแต่แรก ยังกอดไว้แน่นเลย ไม่ได้ขายสักหุ้น"

เจียงเฉิงเจี๋ยพูดต่อ "จริง ๆ แล้ว นอกจากช่วงที่บริษัทเพิ่งเข้าตลาดหุ้นใหม่ ๆ ที่มีคนขายไปบ้าง พนักงานส่วนใหญ่ก็ยังเก็บหุ้นแรกไว้กันทั้งนั้นแหละ"

"ถ้าตอนนั้นราคาหุ้นมันไม่พุ่งไปซะก่อน แล้วฉันมีเงินเหลือเยอะกว่านี้ ก็กะจะซื้อเพิ่มอยู่เหมือนกัน"

แน่นอนว่าพูดก็ส่วนพูด จริง ๆ แล้วเขาก็กลัวความเสี่ยงเหมือนกัน เลยไม่กล้าทุ่มหมดตัว คิดว่ามี 5,000 หุ้นก็พอแล้ว ถ้าหุ้นขึ้น 5,000 หุ้นนี้ก็ได้กำไรบาน

ต่อให้หุ้นตก ก็ไม่ได้กระทบชีวิตอะไรมากมาย เพราะไม่ได้เอาเงินเก็บทั้งหมดมาลง

ประมาณว่าไม่เอาไข่ไปใส่ในตะกร้าใบเดียวนั่นแหละ

พออวี๋เหวินไฉได้ฟังก็ยิ่งอิจฉาเข้าไปใหญ่ "เหล่าเจียง นายนี่โชคดีชะมัด 5,000 หุ้นเชียวนะ ! คิดตามราคาหุ้นตอนนี้... มันไม่ปาไปตั้งหลายล้านดอลลาร์แล้วเหรอ ? "

เจียงเฉิงเจี๋ยหัวเราะร่วน "ก็ประมาณนั้นแหละ ลองคำนวณคร่าว ๆ น่าจะได้สักห้าล้านกว่าดอลลาร์มั้ง ! "

"เชี่ย ! ห้าล้านกว่าดอลลาร์... ก็ราว ๆ สี่สิบล้านหยวนเลยนะโว้ย ! ไม่น่าเชื่อว่านายจะกลายเป็นเศรษฐีหลายสิบล้านไปแล้ว ! "

อวี๋เหวินไฉอ้าปากค้าง อิจฉาตาร้อนสุด ๆ

เจียงเฉิงเจี๋ยยิ้มตอบ "ฉันน่ะยังเด็ก ๆ ไปเลยนะ ในบริษัทมีคนถือหุ้นเยอะกว่าฉันตั้งเยอะ พวกเราลองนับกันเล่น ๆ คนที่มีระดับล้านดอลลาร์ขึ้นไป น่าจะมีสักสามสี่ร้อยคนได้มั้ง ! "

"ส่วนระดับสิบล้านดอลลาร์ขึ้นไป ถ้าไม่นับพวกผู้บริหารที่ได้สิทธิ์ซื้อหุ้น ก็ยังมีอีกตั้งสามสี่สิบคนเลยนะ ! "

"อย่างหัวหน้าแผนกฉัน ตอนแรกเขามีสิทธิ์ซื้อ 13,000 หุ้น แล้วฉันได้ยินมาว่าเขาไปซื้อเพิ่มในตลาดอีกสัก 2,000 หุ้นได้มั้ง"

"ลองคูณด้วยราคาหุ้นเจ๋อรันตอนนี้สิ... ปาไป 17 ล้านดอลลาร์กว่า ๆ ! เป็นเศรษฐีร้อยล้านหยวนตัวจริงเสียงจริงเลยล่ะ ! "

"พระเจ้าช่วย ! โคตรเทพ ! "

อวี๋เหวินไฉอุทานซ้ำ ๆ ก่อนจะพูดต่อ "ช่วงนี้บริษัทฉันก็คุยกันแต่เรื่องเจ๋อรัน เทคโนโลยีนี่แหละ ว่าพอหุ้นขึ้นรอบนี้ มีเศรษฐีสิบล้าน ร้อยล้าน โผล่มาอีกกี่คน"

"เห็นพวกนายรวยกันระดับนั้นแล้วมันอิจฉาจริง ๆ ไม่เหมือนพวกเรา ได้แต่กินเงินเดือนแค่ไม่กี่หมื่นไปวัน ๆ ..."

เจียงเฉิงเจี๋ยยิ้มแล้วให้กำลังใจ "จริง ๆ แล้วเฟิงฉือของพวกนายก็อนาคตไกลนะ ฉันว่าเดี๋ยวบริษัทนายก็ต้องเข้าตลาดหุ้นเหมือนกันแหละ"

"ประธานหลี่ใจป้ำจะตาย ถึงตอนนั้นน่าจะมีหุ้นแบ่งขายให้พนักงานเก่าอย่างพวกนายบ้างแหละน่า"

"แต่ฉันว่าบริษัทนายคงไม่น่าจะเข้าตลาดเร็ว ๆ นี้หรอก ได้ยินว่ากำลังซุ่มทำรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ใช่ไหม ? ฉันเดาว่าน่าจะรอให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโตแล้วก็เห็นแววรุ่งก่อน ถึงจะเข้าตลาดหุ้น"

"ต้องรอให้ถึงตอนนั้นแหละ มูลค่าบริษัทนายถึงจะพุ่งปรี๊ดได้เต็มที่"

"แล้วพอถึงเวลานั้นนะ มูลค่าบริษัทนายคงไม่ธรรมดาแน่..."

อวี๋เหวินไฉพยักหน้าเห็นด้วย "ในบริษัทพวกเราก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ทุกคนก็เลยรอกันอยู่ แต่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามันก็ไม่ได้โตเร็วปุบปับขนาดนั้น คงต้องรอกันอีกยาว"

พูดจบเขาก็ยิ้มบาง ๆ "แต่ก็นะ... อย่างน้อยก็ยังมีอะไรให้ตั้งตารอล่ะนะ"

"ก็จริงของนาย"

เจียงเฉิงเจี๋ยพยักหน้า ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง "จะว่าไป หุ้นพุ่งรอบนี้ ประธานหลี่ของพวกเราน่ะสิรวยขึ้นแบบก้าวกระโดดของแท้เลย"

"เผลอ ๆ ต้นปีหน้าตอนจัดอันดับเศรษฐีโลก ประธานหลี่อาจจะคว้าแชมป์เบอร์หนึ่งไปเลยก็ได้นะ ! "

อวี๋เหวินไฉเห็นด้วยสุด ๆ "จริงด้วย ! ประธานหลี่ถือหุ้นเจ๋อรัน เทคโนโลยีเกินครึ่งมาตลอดใช่ไหม ? คิดตามมูลค่าตอนนี้... ก็ปาเข้าไปแปดหมื่นกว่าล้านดอลลาร์แล้วนะเว้ย ! "

"นี่ยังไม่รวมธุรกิจอื่น ๆ ของประธานหลี่อีกนะ จำได้ว่าต้นปี บิล เกตส์ ที่รวยที่สุดในโลก มีทรัพย์สินแค่ห้าหมื่นหกพันล้านดอลลาร์เอง"

"ตอนนั้นประธานหลี่มีสี่หมื่นแปดพันเจ็ดร้อยล้านดอลลาร์ อยู่อันดับสี่ ! "

การจัดอันดับมหาเศรษฐีโลกประจำปีนี้ประกาศไปเมื่อต้นเดือนมีนาคม ตอนนั้นเจ๋อรันยังไม่ได้จัดงานเปิดตัวสมาร์ทโฟนซิงเย่า มูลค่าบริษัทก็อยู่แค่แปดหมื่นกว่าล้านดอลลาร์ เทียบกับตอนนี้ไม่ได้เลย

ตอนนั้นนิตยสารฟอร์บส์ ประเมินทรัพย์สินของหลี่เจ๋อไว้ที่สี่หมื่นแปดพันกว่าล้านดอลลาร์

แต่พอเปิดตัวซิงเย่า หุ้นก็พุ่งไปรอบนึงแล้ว

ยิ่งตอนนี้ซิงเย่าเริ่มขายจริง แล้วก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าทั้งในเซี่ยและอเมริกา หุ้นก็เลยทะยานขึ้นอีกรอบ ทำให้ทรัพย์สินของหลี่เจ๋อพุ่งปรี๊ดขึ้นเป็นเท่าตัว !

ขอแค่หลังจากนี้หุ้นเจ๋อรัน เทคโนโลยีไม่ร่วงหนัก ๆ ปีหน้าตอนจัดอันดับเศรษฐีโลก หลี่เจ๋อก็น่าจะผงาดขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของโลกได้แบบใส ๆ !

แน่นอนว่าตำแหน่งเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกก็เป็นแค่ตัวเลข เพราะในต่างประเทศยังมีตระกูลมหาเศรษฐีอีกเพียบที่มีทรัพย์สินมหาศาลระดับแสนล้านหรือล้านล้านดอลลาร์

แต่สำหรับคนทั่วไป ตำแหน่งนี้ก็ยังเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและเอามาคุยกันสนุก ๆ ได้เสมอ...

เรื่องที่ว่าหุ้นเจ๋อรันพุ่งรอบนี้ สร้างเศรษฐีสิบล้านร้อยล้านขึ้นมากี่คน ไม่ได้เป็นที่ฮือฮาแค่ในหมู่พนักงานเจ๋อรันและบริษัทในเครือเท่านั้น สื่อหลายสำนักก็พากันเล่นข่าวนี้ด้วย

มีสื่อเจ้านึงถึงกับคำนวณออกมาคร่าว ๆ ว่า ตอนนี้พนักงานเจ๋อรัน เทคโนโลยีที่มีทรัพย์สินเกินร้อยล้านหยวน มีไม่ต่ำกว่า 50 คน !

แน่นอนว่ารวมพวกผู้บริหารที่มีสิทธิ์ซื้อหุ้นเข้าไปด้วย

ส่วนพนักงานที่มีระดับสิบล้านหยวนขึ้นไป ก็มีราว ๆ 400 คน !

พอข่าวนี้แพร่ออกไป ชาวเน็ตก็คอมเมนต์กันสนั่นหวั่นไหว ทั้งอิจฉา ทั้งทึ่ง...

"เชี่ย ! เจ๋อรันแม่งโคตรสุด ! มีพนักงานรวยระดับสิบล้านตั้งสี่ร้อยคนเหรอ ? ? บ้าไปแล้ว ! "

"ประเด็นคือระดับร้อยล้านก็มีตั้งห้าสิบคนนี่สิ ! โคตรโหดเลย ! นี่มันโรงงานผลิตเศรษฐีชัด ๆ ! เห็นข่าวแล้วหันมามองเงินเดือนตัวเองที่ได้ไม่ถึงสองหมื่นต่อเดือนแล้วอยากจะร้องไห้..."

"เมนต์บน อย่ามาบ่น ! เงินเดือนสองหมื่นยังจะร้อง แล้วพวกกูที่ได้เดือนละสามสี่พันไม่ต้องไปโดดตึกเลยเหรอวะ ! "

"นั่นสิ !  กูว่ามึงแกล้งอวดรวยชัด ๆ เงินเดือนตั้งสองหมื่น ปีนึงก็สองแสนกว่าแล้ว ! พวกกูที่ได้เดือนละไม่กี่พันจะไปเอาอะไรมากินวะ ? "

"แม่งเอ๊ย ! พอพูดถึงเรื่องนี้ทีไร กูโคตรจะเจ็บใจตัวเองเลยว่ะ ! รู้ปะว่าตอนที่กูเพิ่งเรียนจบใหม่ ๆ น่ะ กูเคยมีโอกาสได้เข้าไปทำงานที่เจ๋อรัน เทคโนโลยีด้วยนะเว้ย !

ตอนนั้นเจ๋อรัน เทคโนโลยียังไม่เข้าตลาดหุ้นเลยด้วยซ้ำ แต่เสียดายที่กูมันตาบอดเอง เสือกไม่เลือกทำงานที่นั่น ดันไปเลือกเข้าทำงานในบริษัทข้ามชาติแทน เหตุผลก็เพราะบริษัทข้ามชาติให้เงินเดือนเริ่มต้นสูงกว่า แล้วกูก็โง่คิดไปเองว่าทำงานบริษัทต่างชาติน่าจะมีอนาคตไกลกว่า

แต่ใครมันจะไปตรัสรู้ล่ะวะ ว่าภายในเวลาแค่ไม่กี่ปี เจ๋อรัน เทคโนโลยีจะเติบโตแบบก้าวกระโดดจนกลายเป็นอภิมหาบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่มีมูลค่าตลาดเกินแสนล้านดอลลาร์ไปแล้ว !

ถ้าตอนนั้นกูไม่หลงผิดไปเข้าบริษัทข้ามชาติที่ทำอยู่ตอนนี้ แล้วเลือกไปอยู่กับเจ๋อรัน เทคโนโลยีล่ะก็... ป่านนี้กูคงได้สิทธิ์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนลอตแรก ๆ มาตุนไว้บ้างแล้วแหละ

ไม่ต้องโลภมากหรอก ขอแค่กอดหุ้นไว้สักสองสามพันหุ้นจนถึงตอนนี้ กูคงรวยเละมีเงินตั้งสองสามล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินหยวนก็ทะลุสิบล้านไปแล้ว !

เนี่ยแหละที่เขาเรียกว่า รู้อะไรไม่สู้รู้งี้... เสียดายจนแทบจะบ้าตายอยู่แล้วโว้ย..."

"ฮ่า ๆ ๆ เพื่อนเอ๋ย ! เรื่องแบบนี้มันคงต้องโทษเวรกรรมแล้วล่ะมั้ง ! แต่จะเล่าเรื่องเพื่อนฉันให้ฟังละกัน หมอนั่นจบมหา'ลัยรัฐธรรมดา ๆ นี่แหละ แต่โชคดีที่ปีนั้นเจ๋อรัน เทคโนโลยีไปเปิดบูธรับสมัครงานที่มหา'ลัยพอดี

ตอนนั้นเจ๋อรันก็ยังไม่เข้าตลาดหุ้นเหมือนกัน เพื่อนฉันมันก็เลยได้เข้าทำงานที่นั่น แล้วพอถึงช่วงที่เจ๋อรัน เทคโนโลยีเตรียมเข้าตลาดหุ้น มันก็ได้สิทธิ์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนตั้ง 1,500 หุ้น

ไอ้เพื่อนฉันคนนี้มันก็บ้าระห่ำใช่ย่อยนะ เพิ่งเรียนจบมาใหม่ ๆ เงินเก็บก็แทบไม่มี แต่มันดันหน้าด้านไปหยิบยืมเงินคนในครอบครัวและเพื่อนฝูงจนครบ แล้วเอาไปทุ่มซื้อหุ้น 1,500 หุ้นนั้นมาจนหมด

และผลลัพธ์ก็คือ... ตอนนี้ไอ้หมอนั่นกลายเป็นเศรษฐีสิบล้านเดินดินไปเรียบร้อยแล้วจ้า ! "

เมื่อคนที่บ่นว่าพลาดโอกาสทองได้อ่านข้อความตอบกลับนี้ เขาก็รู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่ากลางแสกหน้า ดาเมจทะลุหลอดไปเลย !

เล่นเอาซึมเป็นส้วมไปเลยทีเดียว

"เชี่ยเอ๊ย ! รู้งี้กูไม่น่าเอาเรื่องบ้า ๆ นี่มาบ่นในเน็ตเลย แม่งเอ๊ย ยิ่งพูดยิ่งเจ็บใจตัวเอง กูอุตส่าห์เรียนจบตั้งปริญญาโทจากมหา'ลัยท็อปทรีของประเทศ เชียวนะโว้ย !

ถ้าตอนนั้นกูตกลงปลงใจเข้าทำงานที่เจ๋อรัน เทคโนโลยีล่ะก็... ด้วยโปรไฟล์กู อย่างขี้เหร่ ๆ กูต้องได้สิทธิ์ซื้อหุ้นสักสองพันหุ้นขึ้นไปแหง ๆ !

แม่งเอ๊ย ! กูอยากจะเอาหัวโขกกำแพงให้ตายไปเลย ! "

ข้อความของหนุ่มปริญญาโทคนนี้เรียกเสียงหัวเราะและคอมเมนต์แซวจากชาวเน็ตได้อย่างล้นหลาม

ในขณะเดียวกัน ก็มีบางคนที่แสดงความเห็นอย่างลึกซึ้งว่า "พออ่านเรื่องของพี่คนนี้แล้ว มันทำให้ฉันตระหนักได้ว่า... บางครั้งชีวิตคนเรา ความเก่งหรือความพยายามมันอาจจะไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างเสมอไป จังหวะ โอกาส และ 'การตัดสินใจ' ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน"

"เห็นด้วยสุด ๆ ! บางครั้งแค่เลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา ก็อาจจะเปลี่ยนเส้นทางชีวิตไปตลอดกาลได้เลย ! เหมือนอย่างพี่คนข้างบนนั่นแหละ ถ้าตอนนั้นเขาเลือกทางที่ถูกและเดินเข้าเจ๋อรัน เทคโนโลยีไป ป่านนี้เขาก็นอนตีพุงเป็นเศรษฐีสิบล้าน มีอิสรภาพทางการเงินไปแล้ว ! "

หลายคนที่ได้อ่านบทสนทนานี้ ต่างก็รู้สึกทึ่งและแอบเสียดายแทนเช่นกัน

แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือ ในตอนนี้... 'พนักงานของเจ๋อรัน เทคโนโลยี' ได้กลายเป็นบุคคลที่น่าอิจฉาที่สุดในสายตาของมนุษย์เงินเดือนทั่วประเทศไปแล้ว !

และเจ๋อรัน เทคโนโลยี ก็ได้รับการยกย่องให้เป็น 'บริษัทในฝัน' ที่ทุกคนใฝ่ฝันอยากจะเข้าไปร่วมงานด้วย...

เอาเข้าจริง เรื่องราวของคนที่บ่นเสียดายในกระทู้นั้น ว่าเคยได้รับโอกาสให้เข้าไปทำงานที่เจ๋อรัน เทคโนโลยี แต่กลับตาบอดมองข้ามและเลือกไปอยู่บริษัทอื่นแทนนั้น... ไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวหรอกนะ

ย้อนกลับไปตอนที่เจ๋อรัน เทคโนโลยีเพิ่งก่อตั้งใหม่ ๆ พวกเขาเคยเดินสายไปเปิดบูธรับสมัครงานตามมหาวิทยาลัยชื่อดังหลายแห่ง

มีบัณฑิตจบใหม่หลายคนที่ได้รับออฟเฟอร์ จากเจ๋อรัน เทคโนโลยี แต่สุดท้ายก็ปฏิเสธไปเพราะเหตุผลร้อยแปดพันเก้า แล้วไปซบไหล่บริษัทอื่นแทน

และในวันนี้... เมื่อราคาหุ้นของเจ๋อรัน เทคโนโลยีพุ่งทะยานจนฉุดไม่อยู่ ทำให้พนักงานรุ่นบุกเบิกที่เข้าทำงานก่อนบริษัทจะเข้าตลาดหุ้น ต่างได้รับสิทธิ์ซื้อหุ้นในราคาพนักงานกันถ้วนหน้า

ยิ่งไปกว่านั้น บางคนยังต้องมาทนเห็นเพื่อนร่วมรุ่นที่เคยไปสมัครงานด้วยกัน แต่เพื่อนดันเลือกเจ๋อรัน เทคโนโลยี ในขณะที่ตัวเองเลือกบริษัทอื่น

พอมาถึงวันนี้ เพื่อน ๆ เหล่านั้นกลับกลายเป็นเศรษฐีเงินล้าน หรือบางคนก็เหยียบสิบล้านไปแล้ว... คนที่เลือกผิดทางเหล่านี้ ย่อมต้องรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าว ตีอกชกหัวตัวเองด้วยความเสียดายอย่างสุดซึ้ง !

แล้วในใจก็พาลอิจฉาตาร้อนเพื่อน ๆ ที่ตัดสินใจเลือกทางเดินได้ถูกต้องไปตามระเบียบ !

อย่างเช่นกรณีของ 'หลิวฉ่าง' นี่แหละ

ย้อนกลับไปตอนนั้น เขาเตรียมเอกสารจะไปเซ็นสัญญาเข้าทำงานกับเจ๋อรัน เทคโนโลยีอยู่รอมร่อ แต่บังเอิญว่าก่อนหน้านั้นแค่วันเดียว เขาได้รับโทรศัพท์ติดต่อจากบริษัทระดับ Global Fortune 500

เขาจึงไม่ลังเลเลยที่จะเทเจ๋อรัน เทคโนโลยี ที่เพิ่งตั้งไข่และยังไม่มีชื่อเสียง แล้วหันไปซบไหล่บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกแทน

เมื่อมานั่งไล่อ่านข่าวสารและคอมเมนต์บนโลกออนไลน์ในตอนนี้ หลิวฉ่างก็ถึงกับหน้าถอดสี ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะกดปิดหน้าเว็บด้วยความหงุดหงิด

เขาอยากจะตบหน้าตัวเองแรง ๆ สักสองฉาด !

"โธ่เว้ย ! ตอนนั้นกูจะโง่ไปไหนวะ ! ถ้าตอนนั้นกูตัดสินใจตามไอ้สวี่เฉิงต้ง เข้าไปทำงานที่เจ๋อรัน เทคโนโลยี... ป่านนี้กูคงมีเงินเก็บเป็นล้านดอลลาร์ไปแล้ว ! "

หลิวฉ่างสบถด่าตัวเองด้วยความเจ็บใจ

สวี่เฉิงต้งที่เขาพูดถึง ก็คือเพื่อนร่วมชั้นเรียนของเขานั่นเอง ตอนนั้นทั้งคู่ไปยื่นใบสมัครทั้งที่เจ๋อรัน เทคโนโลยี และบริษัท Global Fortune 500 ที่เขาทำอยู่ตอนนี้ด้วยกัน

แต่สวี่เฉิงต้งดันติดแค่เจ๋อรัน เทคโนโลยี และถูกบริษัทระดับ 500 บริษัทแรกของโลกปัดตกไป

ตอนนั้นหลิวฉ่างยังแอบกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ คิดว่าตัวเองเหนือกว่าสวี่เฉิงต้งหลายขุม

ไม่งั้นบริษัทข้ามชาติระดับโลกจะเลือกรับเขาเข้าทำงาน แต่ปฏิเสธสวี่เฉิงต้งได้ยังไงล่ะ ?

จำได้ว่าตอนนั้น หลิวฉ่างยังทำทีเป็นปลอบใจสวี่เฉิงต้งไปสองสามคำ ปากก็พร่ำบอกว่าเจ๋อรัน เทคโนโลยีก็เป็นบริษัทที่ดีนะ... แต่ลึก ๆ ในใจ เขากลับมองเจ๋อรัน เทคโนโลยีด้วยหางตา และไม่คิดว่าบริษัทเล็ก ๆ แบบนั้นจะเจริญก้าวหน้าไปได้ไกลหรอก

ทว่าในปัจจุบัน...

สถานการณ์ทุกอย่างมันกลับตาลปัตรไปหมดแล้ว !

หลังจากถอนหายใจด้วยความเสียดายไปหลายเฮือก หลิวฉ่างก็เหลือบไปเห็นไอคอนโปรแกรมแชต QQ ที่มุมจอกำลังกะพริบถี่ ๆ บ่งบอกว่าแชตกลุ่มเพื่อนร่วมรุ่นสมัยเรียนมหาวิทยาลัยกำลังคึกคัก เขาจึงคลิกเข้าไปดูว่าเพื่อน ๆ กำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่

"สวี่เฉิงต้ง ! ฉันเห็นข่าวในเน็ต เขาบอกว่าตอนนี้พนักงานเจ๋อรัน เทคโนโลยีตั้งหลายร้อยคน กลายเป็นเศรษฐีสิบล้านกันไปหมดแล้วเหรอ ? "

"เออใช่ ! สวี่เฉิงต้ง ฉันจำได้ว่านายเคยบอกว่านายก็มีหุ้นเจ๋อรัน เทคโนโลยีอยู่ก้อนนึงนี่นา ? เป็นไงบ้าง หุ้นพวกนั้นนายยังไม่ได้ขายไปใช่ไหม ? "

เพื่อน ๆ ในกลุ่มต่างพากันรุมถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

ไม่นานนัก สวี่เฉิงต้งก็พิมพ์ตอบกลับมา "อืม ฉันมีหุ้นบริษัทอยู่ก้อนนึง แล้วก็ยังไม่ได้ขายไปไหนหรอก ความจริงเมื่อปีก่อนนู้น ตอนที่หุ้นมันขึ้นไปแตะสองร้อยกว่าดอลลาร์ ฉันก็เกือบจะตัดใจขายทำกำไรไปบางส่วนแล้วเหมือนกันนะ"

"แต่โชคดีที่ตอนนั้นฉันแอบไปถามความเห็นจากหัวหน้าโปรเจกต์ก่อน หัวหน้าเขาเตือนว่าถ้าไม่เดือดร้อนเงินจริง ๆ ก็อย่าเพิ่งขายเลย เพราะบริษัทเรากำลังซุ่มพัฒนาโปรเจกต์สมาร์ทโฟนตัวท็อปอยู่ ถ้ามือถือตัวนี้คลอดออกมาเมื่อไหร่ มันจะสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั้งวงการมือถือแน่นอน"

"หัวหน้าบอกว่าถึงตอนนั้น ราคาหุ้นของบริษัทเราจะพุ่งทะยานเป็นจรวดชัวร์ ๆ ... ฉันก็เลยเชื่อหัวหน้า กัดฟันทนไม่ยอมขายหุ้นพวกนั้น แล้วก็กอดมันแน่นมาจนถึงทุกวันนี้แหละ"

เมื่อได้อ่านข้อความของสวี่เฉิงต้ง ก็มีคนรีบพิมพ์ถามต่อทันที "เฮ้ย ต้งจื่อ ! งั้นตอนนี้ในมือนายมีหุ้นอยู่กี่หุ้นวะ ? อย่างต่ำ ๆ ก็ต้องสักพันสองพันหุ้นใช่ไหม ? "

"พันสองพันหุ้นเหรอ ? หึ ๆ หุ้นในมือฉันมีเยอะกว่านั้นเว้ย ! ตอนนั้นบริษัทจัดสรรโควตาให้ฉันซื้อได้ตั้ง 3,500 หุ้น แล้วฉันก็จัดเต็ม ซื้อมาเรียบกริบเลยล่ะ ! "

"เชี่ยยยย ! "

"เชี่ยเอ๊ย ! สามพันห้าร้อยหุ้น ? ? งั้นถ้าคิดเป็นมูลค่าตอนนี้ นายก็มีเงินตั้งสามสิบล้านหยวนแล้วสิวะเนี่ย ! "

"โคตรเทพ ! นึกไม่ถึงเลยว่าในรุ่นเราจะมีมหาเศรษฐีระดับสามสิบล้านซ่อนตัวอยู่ด้วย ! "

...

ทันทีที่สวี่เฉิงต้งเปิดเผยจำนวนหุ้นที่ถือครอง แชตกลุ่มก็แทบระเบิด !

ส่วนหลิวฉ่างที่นั่งอ่านข้อความอยู่ในกลุ่ม ก็ยิ่งรู้สึกจุกอกและหดหู่เข้าไปใหญ่

"ไอ้สวี่เฉิงต้ง... ไอ้เพื่อนเวรนี่ มึงมีหุ้นเจ๋อรัน เทคโนโลยีตั้ง 3,500 หุ้นเลยเหรอวะ ! คิดตามราคาตลาดตอนนี้... แม่เจ้าโว้ย ! ปาเข้าไปเกือบสี่ล้านดอลลาร์ ! หรือราว ๆ สามสิบล้านหยวนเลยนะโว้ย ! ไอ้อหิวาต์เอ๊ย ! แม่งเอ๊ย ! "

ดวงตาของหลิวฉ่างแดงก่ำด้วยความอิจฉาริษยา

จริงอยู่ที่ตอนนี้เขาได้เงินเดือนค่อนข้างสูง ทะลุสามแสนหยวนต่อปีไปแล้ว

แต่ถ้าเอาไปเทียบกับความมั่งคั่งระดับสามสิบล้านของสวี่เฉิงต้งแล้วล่ะก็... ต่อให้เขาไม่กินไม่ใช้ ทำงานเก็บเงินงก ๆ ไปเป็นร้อยปี ก็ยังตามสวี่เฉิงต้งไม่ทันอยู่ดี !

ในขณะนั้นเอง เพื่อน ๆ ในกลุ่มก็ยังคงพูดคุยกันอย่างออกรส

"จะว่าไปแล้ว สวี่เฉิงต้งนี่แหละ คือคนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในรุ่นเราแล้วมั้งเนี่ย ! ลองคำนวณดูสิ หุ้นในมือหมอนั่นตอนนี้มีมูลค่าทะลุสามสิบล้านหยวนไปแล้วนะเว้ย ! รวยระดับนี้... ต่อให้ไปอยู่ในเซี่ยงไฮ้ ก็ถือว่าเป็นเศรษฐีคนนึงเลยนะนั่น ! "

"ใช่เลย อิจฉาตาร้อนสุด ๆ ... ว่าแต่ ต้งจื่อ สมาร์ทโฟนซิงเย่าของบริษัทนายมันฮอตฮิตเกินไปแล้วนะเว้ย ! ฉันพยายามกดแย่งซื้อในโก่วตงมอลล์มาตั้งหลายวัน แต่ก็ชวดตลอด ! พอถ่อไปที่ร้านเพื่อจะจอง พนักงานก็บอกว่าคิวจองยาวเหยียดไปถึงคิวที่สี่ร้อยกว่านู่นแล้ว ! "

"ฉันก็เหมือนกัน ! อยากได้สมาร์ทโฟนซิงเย่าจนตัวสั่น แต่หาซื้อไม่ได้เลย ! ตอนนี้พวกพ่อค้าคนกลางมันปั่นราคาเครื่องหิ้วไปทะลุเจ็ดพันหยวนแล้วนะเว้ย บ้าไปแล้ว ! "

"เออใช่ ต้งจื่อ ! ในฐานะที่นายเป็นคนในของเจ๋อรัน เทคโนโลยี นายพอจะมีเส้นสาย หรือช่วยหาเครื่องมาให้พวกเราสักสองสามเครื่องได้ไหมวะ ? "

"ใช่ ๆ สวี่เฉิงต้ง ถ้านายพอจะช่วยได้ รบกวนช่วยหาสมาร์ทโฟนซิงเย่าให้ฉันสักเครื่องได้ไหมวะ ? "

เมื่อเห็นเพื่อน ๆ ร้องขอ สวี่เฉิงต้งก็พิมพ์ตอบกลับไปตามตรง "ทำไม่ได้จริง ๆ ว่ะ ฉันอยู่แผนกวิจัยและพัฒนา ไม่ใช่ฝ่ายขาย ถึงแม้พนักงานบริษัทเราจะได้สิทธิ์ซื้อก่อน แต่เขาก็จำกัดโควตาแค่คนละสองเครื่องเท่านั้นเอง"

"เครื่องนึง ฉันเอามาใช้เอง ส่วนอีกเครื่องก็ประเคนให้แฟนไปแล้ว ตอนนี้ต่อให้ฉันอยากจะซื้อเพิ่ม ก็หาซื้อไม่ได้เหมือนพวกนายนั่นแหละ"

"อ้าว... แบบนั้นเหรอ..."

พอได้อ่านข้อความปฏิเสธของสวี่เฉิงต้ง เพื่อน ๆ ในกลุ่มก็รู้สึกผิดหวังไปตามๆ กัน

แต่มันก็เป็นความจริงอย่างที่เพื่อน ๆ ในกลุ่มบ่นนั่นแหละ... ถึงแม้สมาร์ทโฟนซิงเย่าจะวางขายมาได้สัปดาห์กว่าแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ สินค้าก็ยังขาดตลาดชนิดที่เรียกว่า 'พลิกแผ่นดินหา' ก็ยังไม่เจอ !

เผลอ ๆ จะหาซื้อยากกว่าช่วงวันสองวันแรกที่เพิ่งวางขายเสียด้วยซ้ำ !

สาเหตุก็เพราะเจ๋อรัน เทคโนโลยี ดึงเชิง ปล่อยสินค้าน้อยกว่าช่วงแรกเสียอีก !

ไม่ใช่ว่าเจ๋อรัน เทคโนโลยี ไม่อยากได้เงินนะ แต่ปัญหามันอยู่ที่... 'ของมันหมดสต๊อก' จริง ๆ !

สต๊อกสินค้าที่เตรียมไว้สำหรับตลาดในประเทศมีแค่เจ็ดแสนกว่าเครื่องเท่านั้น หักโควตาของโก่วตงมอลล์ไปแสนเครื่อง ก็จะเหลือของกระจายให้หน้าร้านสาขาเพียงหกแสนกว่าเครื่อง

และตอนนี้ สต๊อกหกแสนกว่าเครื่องนั้น ก็ถูกดูดออกไปเกือบห้าแสนเครื่องแล้ว ! ทำให้เหลือสต๊อกในมือแค่หลักแสนนิด ๆ เท่านั้น

ส่วนทางฝั่งโรงงานผลิต ต่อให้เร่งเครื่องผลิตตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ผลิตออกมาได้แค่แสนกว่าเครื่องเท่านั้นเอง แต่ในขณะเดียวกัน ตลาดอเมริกาก็เรียกร้องขอเติมของด่วนไม่แพ้กัน

สินค้าแสนกว่าเครื่องที่เพิ่งผลิตเสร็จ จึงต้องถูกแบ่งเค้กส่งไปที่อเมริกา เพื่อรักษาโมเมนตัม การขายและยึดครองส่วนแบ่งการตลาดที่นั่นให้ได้เสียก่อน

อย่าลืมสิว่า iPhone ของบริษัท Apple กำลังจะวางจำหน่ายในช่วงสิ้นเดือนนี้แล้ว และนี่แหละคือคู่แข่งสายตรงของสมาร์ทโฟนซิงเย่า

ส่วนตลาดในประเทศเซี่ยน่ะเหรอ... Apple ยังไม่มีแผนจะนำ iPhone เข้ามาทำตลาดในเซี่ยเลยด้วยซ้ำ

ดังนั้น ในเวลานี้สมาร์ทโฟนซิงเย่าจึงไม่ต้องกังวลเลยว่าจะโดน iPhone มาแย่งส่วนแบ่งการตลาดในประเทศไป

พูดง่าย ๆ ก็คือ ผู้บริโภคชาวเซี่ยคนไหนที่อยากได้สมาร์ทโฟนหน้าจอสัมผัสแบบเต็มจอ ในช่วงเวลานี้ พวกเขาก็คือ 'หมูในอวย' ของเจ๋อรัน เทคโนโลยีดี ๆ นี่เอง

ในสถานการณ์เช่นนี้ แน่นอนว่าบริษัทต้องให้ความสำคัญกับการส่งสินค้าไปป้อนตลาดอเมริกาก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อชิงพื้นที่และยึดครองส่วนแบ่งการตลาดที่นั่นให้ได้ก่อน

และด้วยสภาวะขาดแคลนสินค้าอย่างหนักของสมาร์ทโฟนซิงเย่าในตอนนี้นี่เอง พวก 'พ่อค้าคนกลาง' ที่กักตุนของไว้ในมือ จึงรีบปั่นราคาจากห้าพันกว่าหยวน ขึ้นไปเป็นหกพันกว่าหยวน และในช่วงสองวันที่ผ่านมา ราคาก็พุ่งทะยานทะลุ 7,000 หยวนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว !

แน่นอนว่าราคาที่ทะลุเจ็ดพันนั้นเป็นของรุ่น 16GB

ส่วนรุ่น 8GB ราคาก็ยังคงทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 6,500 หยวน

แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ยังแพงกว่าราคาป้าย ถึงพันกว่าหยวนอยู่ดี !

แต่มันก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ ถ้าไม่อยากรอ ก็ต้องยอมจ่ายส่วนต่างซื้อเครื่องหิ้วบวกราคาจากพวกพ่อค้าคนกลาง ไม่อย่างนั้นก็ต้องรอจนกว่ากำลังการผลิตของสมาร์ทโฟนซิงเย่าจะเพิ่มขึ้นจนสามารถปล่อยของได้อย่างเต็มที่

เพียงแต่ว่า... จะต้องรอไปถึงเมื่อไหร่นั้น ก็ไม่มีใครกล้าฟันธงเหมือนกัน

วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน

จู่ ๆ หลี่เจ๋อก็เรียกประชุมคณะกรรมการบริหาร ของเจ๋อรัน เทคโนโลยี

หลินต้ง จากสาขา IDG เซี่ย, แทมปัส จากสำนักงานใหญ่ IDG อเมริกา และสวี่กัง จากกองทุนร่วมทุนเซี่ยงไฮ้เคอชวง ต่างก็เดินทางมาร่วมการประชุมที่เจ๋อรัน เทคโนโลยีอย่างพร้อมเพรียง

จุดประสงค์หลักที่หลี่เจ๋อเรียกประชุมในครั้งนี้ ก็เพื่อเสนอให้มีการ 'แตกพาร์' (Stock Split) หุ้นของเจ๋อรัน เทคโนโลยี ในอัตราส่วน 1 ต่อ 10

เพราะในปัจจุบัน ราคาหุ้นของเจ๋อรัน เทคโนโลยี พุ่งสูงปรี๊ดทะลุ 1,100 ดอลลาร์สหรัฐไปแล้ว ราคาหุ้นที่สูงลิ่วขนาดนี้ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อสภาพคล่องในการซื้อขาย

การแตกพาร์จึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง

การแตกพาร์จะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อมูลค่าหุ้นโดยรวมของผู้ถือหุ้นและนักลงทุนรายย่อยแต่อย่างใด มันเป็นเพียงการเพิ่มสภาพคล่องในตลาดเท่านั้น

เปรียบเทียบง่าย ๆ ก็คือ จากเดิมที่ถือครองอยู่ 100 หุ้น ก็จะกลายเป็น 1,000 หุ้น หุ้น 100 หุ้นที่เคยมีมูลค่ารวมหนึ่งแสนกว่าดอลลาร์สหรัฐ เมื่อถูกแตกเป็น 1,000 หุ้น มูลค่ารวมก็ยังคงเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

สำหรับข้อเสนอเรื่องการแตกพาร์ของหลี่เจ๋อนั้น ไม่ว่าจะเป็นหลินต้ง, แทมปัส หรือสวี่กัง ต่างก็ไม่มีใครขัดข้อง เพราะยังไงซะ สัดส่วนการถือหุ้นของพวกเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป

ในทางกลับกัน การแตกพาร์จะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงจากหนึ่งพันกว่าดอลลาร์ เหลือเพียงร้อยกว่าดอลลาร์ต่อหุ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อสภาพคล่องและการซื้อขายในตลาดมากขึ้น

มีแต่ได้กับได้ ทำไมจะไม่เอาล่ะ ?

ดังนั้น หลังจากการประชุมหารือสั้น ๆ มติการแตกพาร์หุ้น 1 ต่อ 10 ของเจ๋อรัน เทคโนโลยี จึงถูกเคาะผ่านอย่างเป็นเอกฉันท์

เมื่อกระบวนการแตกพาร์เสร็จสิ้น ราคาหุ้นของเจ๋อรัน เทคโนโลยี ก็จะปรับจาก 1,100 กว่าดอลลาร์ต่อหุ้น ลงมาอยู่ที่ 110 กว่าดอลลาร์ต่อหุ้น!

ส่วนจำนวนหุ้นจดทะเบียนทั้งหมด ก็จะเพิ่มขึ้นจาก 140 ล้านหุ้น เป็น 1,400 ล้านหุ้น (1.4 พันล้านหุ้น)

ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ ยังคงเดิมทุกประการ !

หลังจบการประชุม หลินต้งยังไม่ได้รีบกลับ แต่ขออยู่คุยกับหลี่เจ๋อเป็นการส่วนตัว

"ประธานหลี่ครับ iPhone ของ Apple กำลังจะวางจำหน่ายในอเมริกาในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้แล้วนะครับ นี่มันคือคู่แข่งตัวฉกาจของสมาร์ทโฟนซิงเย่าเลยนะ ! "

"คุณคิดว่าหลังจากที่ iPhone วางขายแล้ว มันจะสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อยอดขายของสมาร์ทโฟนซิงเย่าในตลาดอเมริกามากน้อยแค่ไหนครับ ? "

หลินต้งเอ่ยถามด้วยความกังวล

หลี่เจ๋อตอบอย่างเยือกเย็น "ผลกระทบย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ ถึงแม้เราจะพักเรื่องความเจ๋งของสมาร์ทโฟนซิงเย่าของเราเอาไว้ก่อน แต่ถ้าเทียบ iPhone กับมือถือรุ่นอื่น ๆ ในตลาดตอนนี้ มันก็ยังคงมีความได้เปรียบอย่างมหาศาลอยู่ดี"

"แถม Apple เองก็เป็นบริษัทเทคโนโลยีเก่าแก่ที่มีฐานแฟนคลับพันธุ์แท้ ในอเมริกาอยู่อย่างหนาแน่น"

"แต่ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลจนเกินเหตุหรอกครับ เพราะถ้าพิจารณาจากข้อมูลที่หลุดออกมาเกี่ยวกับ iPhone ในตอนนี้... มือถือของพวกเขา หากนำมาเทียบกับสมาร์ทโฟนซิงเย่าของเราแล้ว ในหลาย ๆ ด้านก็ยังถือว่ามีช่องว่างและตามหลังเราอยู่พอสมควร"

"ส่วนที่เหลือ ก็คงต้องรอดูตอนที่ iPhone วางขายจริงแล้วล่ะครับ ว่าประสบการณ์การใช้งานจริง ของมันจะเป็นยังไง..."

"อืม ! "

หลินต้งพยักหน้าเห็นด้วย "ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกันครับ ไม่ว่าจะมองมุมไหน สมาร์ทโฟนซิงเย่าก็มีความได้เปรียบจากการเป็นผู้บุกเบิก แถมผลงานในตอนนี้ ไม่ว่าจะในตลาดเซี่ยหรืออเมริกาก็ล้วนอยู่ในระดับที่น่าทึ่งมาก ๆ "

"นี่เพิ่งจะผ่านไปไม่ถึงครึ่งเดือนดีด้วยซ้ำ ยอดขายรวมทั้งสองตลาดทะลุล้านเครื่องไปแล้ว ! นี่ยังเป็นตัวเลขที่ถูกฉุดรั้งไว้ด้วยปัญหาสต๊อกไม่พอขายและกำลังการผลิตไม่ทันนะเนี่ย"

"ไม่อย่างนั้น ยอดขายจริงน่าจะพุ่งสูงกว่านี้อีกเยอะ ! "

หลี่เจ๋อยิ้มบาง ๆ แล้วกล่าว "เรื่องนี้ก็ช่วยไม่ได้ครับ ใครจะไปคิดล่ะว่าสมาร์ทโฟนซิงเย่ามันจะฮอตฮิตระเบิดระเบ้อขนาดนี้ ตอนแรกผมกะว่าเตรียมสต๊อกไว้ล้านสองแสนกว่าเครื่อง ก็น่าจะพอขายไปได้สักพักใหญ่ ๆ "

"ใครจะไปนึกว่า..."

หลี่เจ๋อเว้นจังหวะไปนิด ก่อนจะหัวเราะออกมา

หลินต้งเองก็เผยรอยยิ้มออกมาเช่นกัน

สมาร์ทโฟนซิงเย่าไม่ใช่สมาร์ทโฟนระดับล่างที่เน้นกำไรบางเฉียบ เหมือนอย่างแบรนด์ ส้ม สมาร์ทโฟนซิงเย่าหนึ่งเครื่อง สามารถสร้าง 'กำไรสุทธิ' ได้สูงถึงพันกว่าหยวน !

นี่ย้ำนะว่าคือกำไรสุทธิ หลังจากหักลบต้นทุนทุกอย่างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นค่าแรง, ภาษี, งบโฆษณาประชาสัมพันธ์... และอื่น ๆ

นั่นหมายความว่า ลำพังแค่สมาร์ทโฟนซิงเย่าจำนวนล้านกว่าเครื่องที่เจ๋อรัน เทคโนโลยีขายออกไปในตอนนี้ ก็สามารถกวาดกำไรสุทธิเข้าบริษัทไปได้มากถึงหนึ่งพันกว่าล้านหยวนแล้ว !

วันที่ 29 มิถุนายน

ในที่สุด โทรศัพท์มือถือ iPhone ก็ได้ฤกษ์วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศอเมริกา

แม้ว่าจากข้อมูลสเปกที่เปิดเผยในงานแถลงข่าวของ iPhone ก่อนหน้านี้ จะบ่งบอกอย่างชัดเจนว่า iPhone นั้นมีสเปกและฟีเจอร์ที่ด้อยกว่าสมาร์ทโฟนซิงเย่าอยู่ขั้นหนึ่งก็ตาม

ทว่า เจ๋อรัน เทคโนโลยี ก็ไม่ได้ประมาทหรือชะล่าใจเลยแม้แต่น้อย

ทันทีที่ iPhone เริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ทางเจ๋อรัน เทคโนโลยีก็รีบกว้านซื้อ iPhone จำนวนหลายเครื่องจากอเมริกา แล้วส่งตรงกลับมาที่บริษัททันที

จุดประสงค์หลักก็เพื่อนำมางัดแงะชำแหละ และเปรียบเทียบกับสมาร์ทโฟนซิงเย่าแบบช็อตต่อช็อต

ดังคำกล่าวที่ว่า 'รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ! '

ในฐานะที่เป็นคู่แข่งสายตรงของสมาร์ทโฟนซิงเย่า เจ๋อรัน เทคโนโลยีจะนิ่งดูดายไม่ยอมศึกษาข้อมูลของศัตรูให้ถ่องแท้ได้อย่างไร ?

ดังนั้น ทันทีที่ทีมวิจัยและพัฒนาของเจ๋อรัน เทคโนโลยี ได้รับมอบ iPhone ที่ส่งตรงมาจากอเมริกา บรรดาวิศวกรและนักวิจัยก็ไม่รอช้า รีบจัดการชำแหละและทดสอบการทำงานในทุกมิติของ iPhone ในทันที...

จบบทที่ ตอนที่ 147 การันตีตำแหน่งมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ! โรงงานผลิตเศรษฐีสิบล้านและร้อยล้าน !

คัดลอกลิงก์แล้ว