- หน้าแรก
- บ่าวอัจฉริยะ ข้าจะไปสอบจอหงวนแทนนายน้อยเอง
- ตอนที่ 150 หนี้แค้นแต่หนหลัง
ตอนที่ 150 หนี้แค้นแต่หนหลัง
ตอนที่ 150 หนี้แค้นแต่หนหลัง
ตอนที่ 150 หนี้แค้นแต่หนหลัง
ครานี้สีหน้าปวดใจบนใบหน้าของสวีชิงจ้าวก็ยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้น
“เหตุใดจนป่านนี้แล้ว ยังมิได้รับประทานอาหารอีกเล่า”
นางหันไปมองบิดาของตนด้วยความเคืองขุ่น
“ท่านพ่อ เด็กเพิ่งจะกลับมา ท่านจะรีบร้อนกระทำสิ่งใดกัน ทั้งยังไม่อาจปล่อยให้หมิงเกอเอ๋อร์ปล่อยให้ท้องกิ่วได้ เขาอายุยังน้อยยังอยู่ในวัยเจริญเติบโต นี่ขนาดยังได้รับบาดเจ็บมา ท่านยังไม่รู้จักปวดใจอีก”
สวีเหวินซือรู้สึกมึนงงอยู่บ้าง เหตุใดบุตรสาวและบุตรเขยของตนเดินเข้ามา คนหนึ่งบอกว่าหลานศิษย์ของตนได้รับบาดเจ็บ อีกคนบอกว่าหลานศิษย์ของตนยังหิวโหยอยู่
ตนเอง ตนเองเหตุใดจึงกลายเป็นผู้ที่ไม่รู้ความไปเสียแล้ว
ไม่รอให้เขาได้เอ่ยปาก สวีชิงจ้าวก็จูงเย่หมิงเดินออกไปภายนอก
“หมิงเกอเอ๋อร์ไปกับซือเหนียงเถิด วางใจได้ มีซือเหนียงอยู่ ไม่ว่าอาจารย์ของเจ้าหรือซือกงของเจ้า ก็มิกล้าว่าเจ้าหรอก”
เอ่ยพลางมือที่จับข้อมือของเย่หมิงก็กระชับแน่นขึ้น น้ำเสียงเจือความห่วงใยและตัดพ้อ
“เจ้าดูเจ้าเถิด เหตุใดจึงผ่ายผอมลงถึงเพียงนี้ เสวี่ยเหยียน! รีบวิ่งไปบอกที่ห้องครัว ดูซิว่ากุ้งยังคงมีอยู่หรือไม่ เพิ่มกุ้งย่างแสงสว่างมาจานหนึ่ง แล้วเพิ่มปลาต้มน้ำนมมาอีกจาน...”
เย่หมิงหันหน้ากลับมาบ่อยครั้ง
“แล้วอาจารย์กับซือกง ละขอรับ......”
ซือเหนียงเพียงแต่จูงเขาเดินไป ปากก็เอ่ยว่า
“อย่าไปสนใจพวกเขาเลย ปล่อยให้พวกเขาถกเถียงกันไปเถิด”
เป็นจริงดังคาด เมื่อเย่หมิงจากไปแล้ว หวังฟูจื่อที่ดื่มสุรามาก็เริ่มลนลานอยู่บ้าง
มิใช่ว่าที่นี่สั่งห้ามดื่มสุรา ทว่าการดื่มสุรามิได้พาบิดาตามาด้วยต่างหากเล่า
ฮูหยินที่เป็นป้ายอาญาสิทธิ์จากไปแล้ว หมิงเกอเอ๋อร์ก็จากไปแล้ว ยามนี้จะกระทำอย่างไรดี
หวังฟูจื่อรีบอธิบายทันที
“นี่เป็นเพราะหวังฟูจื่อและพวกเขารบเร้า ให้......”
สวีเหวินซือโบกมือ ยามนี้เขาไม่มีกะจิตกะใจจะไปฟังเรื่องพวกนี้ การดื่มสุราจะมีความสุขเท่ากับการได้ดูบทความที่หลานศิษย์ของตนเขียนขึ้นมาได้อย่างไร
เมื่อเห็นบิดาตาโบกมือ หวังฟูจื่อก็ยิ่งร้อนรนยิ่งขึ้น เสียดายที่เขาดื่มมากไปหน่อย ลิ้นจึงค่อนข้างพันกันอยู่บ้าง
กำลังร้อนรน ทว่ากลับเห็นบิดาตายัดกระดาษเปล่าสองแผ่นใส่มือของตน
“ดูนี่ก่อนเถิด”
หวังฟูจื่อได้รับม้วนกระดาษมา แม้จะไม่รู้สาเหตุ ทว่าก็เริ่มดูอย่างเชื่อฟัง
ผ่านไปไม่นาน เขาก็ดูจบ สองมือใหญ่ “ฉาด” ลงบนโต๊ะหนังสือ ดวงตาทั้งสองข้างทอประกายระยิบระยับ
“ดี! เขียนได้ดียิ่ง! พังหัวข้อได้เฉียบคม หลักการทะลุปรุโปร่ง นโยบายตรงจุด วิสัยทัศน์ไม่ธรรมดา...โดยเฉพาะบทความนโยบายนี้......”
หวังฟูจื่ออดมิได้ที่จะเรอสุราออกมาคราหนึ่ง รีบเอามืออุดปากไว้ เมื่อเห็นบิดาตามิได้ตำหนิ ก็เอ่ยด้วยความยินดีต่อไปว่า
“อาจารย์ นี่เป็นคุณชายของบ้านใดที่จะเข้าสอบระดับภูมิภาค แล้วนำผลงานมาให้ท่านตรวจดูหรือขอรับ ต้องเป็นบ้านใดในเมืองหลวง ส่งมาให้เป็นพิเศษเป็นแน่ใช่หรือไม่ขอรับ”
“เมืองจิ้นหนานแห่งนี้อยู่ใกล้เมืองหลวงนัก คนมาถึงแล้วหรือขอรับ หรือว่าหลังจากท่านแก้ไขเสร็จแล้วต้องส่งกลับคืนไป หรือจะให้ศิษย์ช่วยแก้ไขสักสองสามประโยคดีขอรับ”
หวังฟูจื่อเห็นผลงานแล้วเกิดความพึงใจยิ่ง เมื่อได้เห็นผลงานอันยอดเยี่ยมเช่นนี้ ย่อมอยากจะวิจารณ์สักเล็กน้อย
สวีเหวินซือมองไปยังหวังฟูจื่อ สายตาพิกลนัก
“เจ้าคิดว่าเป็นคุณชายของบ้านใดในเมืองหลวงเล่า”
หวังฟูจื่อชะงักไป ขมวดคิ้วทบทวนความทรงจำ
“ปีนี้ผู้ที่จะเข้ารับการสอบระดับภูมิภาค ทั้งยังสามารถหาอาจารย์พบได้ และมีระดับความสามารถใช้ได้ จะใช่คุณชายรองแห่งจวนชิ่งอ๋องหรือไม่ ใช่แล้ว น่าจะเป็นหลานชายคนโตของตระกูลหวังขอรับ”
สวีเหวินซือเอ่ยอย่างไม่แสดงอารมณ์
“เดาใหม่อีกครา!”
หวังฟูจื่อครุ่นคิดอีกครั้ง
“หรือจะเป็นศิษย์ห้องบนสองสามคนของสถานศึกษาหมานซูหรือขอรับ คราก่อนที่ท่านไปบรรยาย คนในครอบครัวหลายคนก็เคยมาเยี่ยมเยียนอยู่ขอรับ”
หลังจากหวังฟูจื่อเอ่ยจบ ก็มองดูม้วนกระดาษนั้นอีกครั้ง
“ศิษย์จากเมืองหลวงมานานเกินไปแล้ว คิดไม่ออกจริงๆ ขอรับ ทว่าคนผู้นี้มีระดับความสามารถถึงเพียงนี้ คาดว่าด่านสอบระดับภูมิภาค คงมิใช่ปัญหาแน่นอนขอรับ”
สวีเหวินซือลูบเคราแล้วหัวร่อร่าออกมา
เห็นได้ชัดว่าคำพูดที่ศิษย์ผู้นี้ของตนเอ่ยออกมา ทำให้เขาสำราญใจยิ่งนัก
หวังฟูจื่อกลับจับต้นชนปลายไม่ถูกอยู่บ้าง เขาดื่มสุรามากเกินไป รู้สึกกระหายน้ำ จึงไปยกน้ำชาที่รินไว้มาดื่ม
“หรือว่าคนผู้นี้จะมีวาสนาร่วมสำนักเดียวกับอาจารย์ขอรับ”
สวีเหวินซือเอ่ยอักษรทีละคำอย่างชัดเจน
“ในที่สุดเจ้าก็เดาถูกข้อหนึ่ง คนผู้นี้มีย่อมอยู่ร่วมสำนักเดียวกับพวกเราแน่นอน”
ไม่รอให้หวังฟูจื่อได้เอ่ยปาก สวีเหวินซือก็เอ่ยต่อไปว่า
“คนผู้นี้ก็คือหลานศิษย์สุดที่รักของข้า ศิษย์สืบทอดของเจ้า เย่หมิง!”
เสียงโครมดังขึ้น มือของหวังฟูจื่อที่เดิมทีตั้งใจจะรินชาหยุดชะงักอยู่กับที่ ในดวงตาเต็มไปด้วยความไม่น่าเชื่อ ผ่านไปครู่ใหญ่ ใบหน้าของเขาจึงปรากฏแววเหม่อลอย รีบดื่มน้ำชาไปจอกหนึ่งจึงเอ่ยขึ้นว่า
“อาจารย์ ท่านดูข้าเถิด ดื่มสุรามากเกินไปแล้ว เมื่อครู่นึกไม่ถึงว่าจะฟังว่าผู้ที่เขียนม้วนกระดาษนี้คือหมิงเกอเอ๋อร์ไปได้”
สวีเหวินซือมองดูท่าทางของศิษย์ควบบุตรเขยของตน ในใจรู้สึกขบขัน เขารีบเอ่ยอีกคราว่า
“เจ้าฟังไม่ผิดหรอก หัวข้อทั้งสองข้อนี้ คือสิ่งที่เย่หมิงกระทำขึ้น! เป็นข้าที่เห็นเขาเขียนลงไปด้วยตาตนเอง ทั้งยังใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม!”
ในดวงตาของหวังฟูจื่อเผยความไม่น่าเชื่อออกมา เขาหันหน้ากลับมามองสวีเหวินซือเสียงดังเอี๊ยด ปากพึมพำออกเสียงว่า
“หมิงเกอเอ๋อร์? หมิงเกอเอ๋อร์เป็นผู้เขียนหรือขอรับ”
แล้วหันหน้ากลับไปมองกระดาษเปล่าบนโต๊ะหนังสือเสียงดังเอี๊ยดอีกครา
ลายมือบนนั้นเป็นลายมือที่หมิงเกอเอ๋อร์ใช้เป็นประจำจริงๆ อีกทั้งยังคล้ายคลึงกับลายมือของเขาอยู่บ้าง
เขาจึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ตัวอักษรที่หมิงเกอเอ๋อร์คัดลอกตั้งแต่แรกเริ่มก็คือลายมือของเขาเอง
เพียงแต่เมื่อครู่เป็นเพราะเขาค่อนข้างเมาสุราจึงมิได้ใส่ใจลายมือ ประกอบกับเรียงความแปดขาและบทความนโยบายนี้เขียนได้ดีเหลือเกิน จึงมิได้คิดไปถึงตัวเย่หมิงเลยแม้แต่น้อย
“เป็นไปได้อย่างไร! รูปแบบเรียงความแปดขาข้าเพิ่งจะสั่งสอนไป อาจารย์สั่งสอนเป็นการส่วนตัวก็ยังพอฟังขึ้นอยู่บ้าง”
เขามองไปยังสวีเหวินซือ
“ทว่าบทความนโยบายนี้เล่า?! ข้าอวดอ้างตนว่าเป็นอัจฉริยะ ทว่าก็ต้องรอจนถึงวัยสิบหกสิบเจ็ดปีจึงจะสามารถเขียนระดับความสามารถเช่นนี้ออกมาได้”
“อีกทั้ง ข้าได้รับการอบรมเลี้ยงดูมาตั้งแต่เยาว์วัย หมิงเกอเอ๋อร์ เขาเพิ่งจะอายุเก้าขวบเองนะขอรับ อีกทั้งนับตั้งแต่เขาเริ่มเรียนมา ก็เพิ่งจะครบหนึ่งปีพอดี!”
สวีเหวินซือทอดถอนใจเบาๆ คราหนึ่ง
“ความฉลาดปราดเปรื่องของหมิงเกอเอ๋อร์ก้าวล้ำเกินกว่าที่ข้าคิดไว้มากนัก เช่นนั้นการสอบถงเซิงในครั้งนี้ ยิ่งไม่อาจให้เขาเข้าร่วมได้แล้ว”
หลังจากหวังฟูจื่อรู้ว่าทั้งสองข้อนั้นเป็นสิ่งที่เย่หมิงกระทำขึ้น ความรู้สึกแรกก็คือ เย่หมิงผ่านการสอบถงเซิงได้อย่างง่ายดายแน่นอน อีกทั้งการสอบระดับอำเภอ การสอบระดับเมือง หรือกระทั่งการสอบระดับมณฑล ก็มีความเป็นไปได้สูงยิ่งที่จะได้เป็นอันดับหนึ่ง
ทว่าอาจารย์ของตนกลับบอกว่าไม่อาจให้เย่หมิงเข้าร่วมได้!
“เหตุใดกันขอรับ? เขามีระดับความสามารถถึงเพียงนี้ ต่อให้นายอำเภอไช่ผู้นั้นจะมีหนี้แค้นต่อกัน ก็มิอาจลืมตาเอ่ยคำเหลวไหลได้ อีกทั้งพวกเรายังอยู่ด้วยทั้งคน”
ก่อนหน้านี้ สวีเหวินซือเคยเอ่ยกับหวังฟูจื่อว่า อยากให้เย่หมิงเลื่อนการสอบถงเซิงออกไปสักปีสองปี แล้วค่อยดูสถานการณ์เพื่อเข้าร่วม
ในยามนั้นหวังฟูจื่อคิดว่าเย่หมิงอายุยังน้อยจริงๆ พรสวรรค์ด้านกวีนิพนธ์เลิศล้ำ ทว่าสิ่งอื่นกลับเรียนรู้น้อยนัก และการสอบขุนนางมิใช่เพียงแค่สอบความจำเท่านั้น ยังมีเรียงความแปดขาและบทความนโยบายเป็นต้น
ประกอบกับนายอำเภอในยามนี้คือตัวนายอำเภอไช่ผู้นั้น เรื่องราวในช่วงไม่กี่ครั้งที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่ามีความขุ่นเคืองต่อเย่หมิง ย่อมส่งผลกระทบต่อผลการสอบของเย่หมิงด้วย
รอให้ตกตะกอนความคิดให้ดีอีกสองปี ครบวาระของนายอำเภอไช่ผู้นั้นแล้วจากไป ถึงยามนั้นค่อยรวดเดียวสอบได้อันดับหนึ่งสามต่อ ชื่อเสียงย่อมจะโด่งดังยิ่งขึ้น
ทว่าในวันนี้เขาได้เห็นกระดาษคำตอบของเย่หมิง ศิษย์ผู้นี้ไม่เพียงแต่จะมีพรสวรรค์ในด้านกวีนิพนธ์ ในด้านเรียงความแปดขาและบทความนโยบายก็เป็นเช่นเดียวกัน ไม่เพียงแต่จะสลัดหลุดจากคนในวัยเดียวกัน
แม้แต่ผู้ที่มีอายุมากกว่าที่เข้าร่วมการสอบถงเซิงก็ยังเทียบเขาไม่ติดฝุ่นเลยแม้แต่น้อย
เช่นนั้นเหตุใดจึงไม่ไปเข้าร่วมเล่า
สำหรับคำถามของหวังฟูจื่อ สวีเหวินซือเพียงแต่เอ่ยชื่อคนผู้หนึ่งออกมา
“ชุยหลินจือ!”
ความไม่เข้าใจและความโกรธเคืองของหวังฟูจื่อสลายหายไปในทันใด
“เขา เขา นึกไม่ถึงว่าจะลากยาวมาจนถึงการสอบถงเซิงในปีนี้หรือขอรับ”
สวีเหวินซือพยักหน้า
“ปีก่อนโน้น ขาของเขาได้รับบาดเจ็บ ปีก่อนเขาเจ็บป่วย ตระกูลชุยปล่อยข่าวมานานแล้วว่า ในปีนี้ แสงสว่างของชุยหลินจือ จะบดบังอัจฉริยะทุกคนจนหมดสิ้น!”
…….