- หน้าแรก
- บ่าวอัจฉริยะ ข้าจะไปสอบจอหงวนแทนนายน้อยเอง
- ตอนที่ 59 ความประหลาดใจที่อาจารย์หวังได้รับ
ตอนที่ 59 ความประหลาดใจที่อาจารย์หวังได้รับ
ตอนที่ 59 ความประหลาดใจที่อาจารย์หวังได้รับ
ตอนที่ 59 ความประหลาดใจที่อาจารย์หวังได้รับ
“บทกวีบทนี้ รวมถึงบทกวีก่อนหน้านี้ ฝีแปรงล้วนมีความเรียบง่ายและสดใส ไพเราะเสนาะหู ทำให้ผู้คนลุ่มหลงอยู่ในนั้น และมีรสชาติให้ลุ่มลึกยิ่งนัก นึกไม่ถึงว่าเพียงสำนักศึกษาตระกูลสวี จะมียอดกุมารผู้ปรีชาสามารถถึงเพียงนี้ ปัญญาชนฝ่ายเหนือย่อมมีผู้สืบทอดแล้ว”
อู๋โม่ซือ ฟูจื่อแห่งตระกูลอู๋ กล่าวทอดถอนใจออกมา
ดวงตาของอู๋เหยียนมีความสว่างไสวจนน่ากลัว เขาเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าเย่หมิง แล้วทำความเคารพอย่างตั้งใจ
“เจ้า เข้มแข็งยิ่งนัก ในเวลานี้แม้ข้ายังมีความเทียบเท่าไม่ได้ ทว่าข้าย่อมต้องไล่ตามเจ้าให้ทัน และก้าวข้ามเจ้าไป ในคราหน้า หวังว่าจะได้สู้ศึกชิงชัยกันอีกคราบนตำหนักทองคำ”
ตำหนักทองคำ ย่อมหมายถึงการสอบหน้าพระที่นั่งในขั้นสุดท้าย อู๋เหยียนผู้นี้ช่างมีความทะนงตนยิ่งนัก มั่นใจว่าตนเองจะสามารถผ่านการสอบระดับอำเภอ ระดับมณฑล หรือแม้กระทั่งระดับประเทศไปได้ ทั้งยังมั่นใจว่าเย่หมิงก็สามารถทำได้เช่นกัน สิ่งที่เขาคาดหวังคือในช่วงเวลาอีกสิบกว่าปีให้หลัง ทั้งสองคนจะแย่งชิงตำแหน่งจ้วงหยวนกัน
เย่หมิงมองดูเด็กหนุ่มที่มีรูปร่างผอมบางเบื้องหน้า นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมีความโอหังถึงเพียงนี้ ทว่าเขาชอบยิ่งนัก
“ได้” เขาทำความเคารพตอบด้วยความตั้งใจ เด็กหนุ่มเบื้องหน้าผู้นี้ก็นับเป็นยอดกุมารผู้ปรีชาสามารถโดยแท้ ตนเองอาศัยประสบการณ์ที่มีมากกว่าหนึ่งชาติ ทว่าอู๋เหยียนผู้นี้มีอายุเพียงสิบปีอย่างแท้จริง กลับสามารถแต่งบทกวีที่ดีถึงเพียงนี้ได้แล้ว
เย่หมิงยอมรับคู่ต่อสู้ผู้นี้แล้ว
แม้ว่าเขาจะไม่เคยคิดว่าอู๋เหยียนจะสามารถเอาชนะเขาได้เลยก็ตาม
ศึกประลองอักษรในรอบแรกนี้ นึกไม่ถึงว่าจะสามารถผลักดันบรรยากาศให้ก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่รุ่งเรืองที่สุดได้แล้ว
นักศึกษาที่เฝ้าดูอยู่รอบๆ บางส่วนกำลังใช้เวลาอย่างเร่งรีบเพื่อคัดลอกบทกวีที่ปรากฏขึ้นในวันนี้ โดยเฉพาะบทกวีทั้งสองบทของเย่หมิงที่เจ้าสำนักและฟูจื่อต่างพากันกล่าวชื่นชมไม่ขาดสาย
บรรดาราชครูและฟูจื่อต่างก็กำลังลุ่มลึกอยู่เช่นกัน
จ้าวอิ่งหมิงหลังจากฟังบทกวีของเย่หมิงสิ้นสุดลง ก็รู้ดีว่าตนเองจบสิ้นแล้ว ตนเองจบสิ้นลงอย่างสิ้นเชิงแล้ว
เขาร่างกายสั่นเทา ยืนนิ่งอยู่กับที่ รอคอยคำเยาะเย้ยและการลงโทษทัณฑ์ ทว่ารอคอยอยู่เป็นเวลานาน กลับไม่พบสิ่งใดเลย ยามเงยศีรษะขึ้นมา จึงพบว่าไม่มีผู้ใดสนใจเขาเลย
ทุกคนต่างพากันปรึกษาหารือเรื่องบทกวีของเย่หมิงและอู๋เหยียนอย่างกระตือรือร้น กำลังกล่าวชื่นชมผู้ปรีชาสามารถ และกำลังโห่ร้องยินดีให้แก่ชัยชนะในศึกประลองครั้งนี้
บรรดารบฟูจื่อบางส่วนกำลังอธิบายความประณีตลึกซึ้งของบทกวีเย่หมิงให้แก่นักศึกษาฟัง หรือบางส่วนก็เดินมาที่ข้างกายของเย่หมิง เพื่อเอ่ยถามเรื่องราวต่างๆ
บนใบหน้าของเย่หมิงมีรอยยิ้มอันเอียงอายที่เขาเกลียดชังปรากฏอยู่
ทุกคนต่างพากันกล่าววาจา พากันมองดู พากันเคลื่อนไหว ทว่าไม่มีใครสนใจเขาเลยแม้แต่คนเดียว
มุมปากของจ้าวอิ่งหมิงขยับเขยื้อน เขารู้สึกถึงความสิ้นหวังอันเหน็บหนาว สิ่งนี้มีความทรมานยิ่งกว่าการถูกผู้คนด่าทอหรือเยาะเย้ยเสียอีก นี่คือความรู้สึกของการถูกทุกคนหลงลืม และถูกทุกคนทอดทิ้ง
คุณชายน้อยสวีและคุณชายน้อยเสิ่นเมื่อได้รับทราบข่าวสารเรื่องที่เย่หมิงได้รับชัยชนะอย่างใหญ่หลวง ในช่วงเวลาแรกก็พากันวิ่งมุ่งหน้าไปทางเย่หมิง คิดอยากจะอุ้มเขาโยนขึ้นไปบนฟ้าเพื่อเฉลิมฉลองสักครา
ทว่ากลับพบว่าเย่หมิงถูกบรรดาฟูจื่อล้อมหน้าล้อมหลังไว้หมดแล้ว พวกเขาทั้งสองคนย่อมไม่สามารถเบียดเสียดเข้าไปได้เลย
“หรือจะรอให้ฟูจื่อแยกย้ายกันไปก่อน พวกเราจึงค่อยเข้าไป”
คุณชายน้อยสวีเมื่อได้ยินคำกล่าวของคุณชายน้อยเสิ่น นิ้วมืออ้วนๆ ก็ชี้ไปทางบรรดานักศึกษาจากสำนักศึกษาหญิงที่เริ่มมีความเคลื่อนไหวอยู่ด้านข้าง
“เจ้ามั่นใจหรือว่ายามฟูจื่อแยกย้ายกันไปแล้ว จะถึงคิวของพวกเรา”
คุณชายน้อยเสิ่นเมื่อมองเห็น “หญิงสาวผู้อ่อนแอ” ที่อยู่ด้านข้าง อดไม่ได้ที่จะร่างกายสั่นเทาขึ้นมาคราหนึ่ง
“ช่างเถอะ ช่างเถอะ เช่นนั้นพวกเราจะกระทำสิ่งใดดี พี่หมิงได้รับชัยชนะ ทั้งยังเขียนบทกวีที่ดีถึงเพียงนี้ พวกเราจะมานั่งรอคอยอยู่เฉยๆ เช่นนี้หรือ”
คุณชายน้อยสวีหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา บนนั้นมีข้อความบันทึกบทกวีทั้งสองบทที่เย่หมิงเพิ่งแต่งขึ้นสดๆ ในสถานที่แห่งนี้
“ย่อมต้องทำให้สำนักศึกษาแห่งอื่นในเมืองจิ้นหนาน รวมถึงผู้คนทั้งหลายได้รับทราบถึงบทกวีทั้งสองบทนี้ ชื่อเสียงตำแหน่งยอดกุมารอันดับหนึ่งแห่งเมืองจิ้นหนานของเสี่ยวหมิง ย่อมต้องอาศัยพวกเราไปทำให้เป็นจริงแล้ว”
คุณชายน้อยเสิ่นพยักหน้ารับคำอย่างสุดกำลัง “ไป ไปหาอาจารย์เล่านิทานที่หอเต๋อเย่ว์ที่อยู่ใกล้ที่สุด ศึกประลองในครั้งนี้มีความสนุกสนานถึงเพียงนี้ ข้าคิดว่าอาจารย์เล่านิทานย่อมไม่คิดเงินทอง ทั้งยังจะช่วยเล่าแทนพวกเราแน่นอน”
เย่หมิงย่อมไม่มีทางรับทราบเลยว่าคุณชายน้อยทั้งสองคน จะนำกรรมวิธีขยายผลเรื่อง “นาจา” ของเขา มาใช้ขยายผลศึกประลองในครั้งนี้ รวมถึงบทกวีและตัวเขาด้วย
เขาถูกล้อมหน้าล้อมหลังอีกครา เพียงแต่ครั้งนี้ผู้ที่ล้อมรอบไม่ใช่บรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องหญิงที่มีความหอมและนุ่มนวล ทว่าคือบรรดาฟูจื่อที่มีหนวดเคราและร่างกายแข็งทื่อ
“เย่หมิง ได้ยินว่าเจ้าเพิ่งเริ่มเรียนรู้ได้ไม่นาน ในเวลานี้ได้อ่านตำราเล่มใดไปบ้างแล้ว”
“นักศึกษาเย่ เจ้าแต่งบทกวีทั้งสองบทนี้ขึ้นมาได้อย่างไร บทกวีย่อมมีความสำคัญ ทว่าความเรียงแปดขาและคัมภีร์ก็มีความสำคัญเช่นกัน ในด้านนี้คนแก่อย่างข้ามีความเชี่ยวชาญยิ่งนัก ไม่ทราบว่าเจ้าคิดอยากจะไปที่ซงซาน...”
“เจ้าหนูเย่ อย่าไปฟังคำกล่าวของคนแซ่จี้ผู้นี้เลย ความเรียงแปดขาและคัมภีร์คนแก่อย่างข้ามีความเชี่ยวชาญมากกว่า เจ้าตั้งมั่นอยู่ที่นี่เถอะ ข้าสามารถสั่งสอนเจ้าด้วยตนเองได้”
“เหอะ ตั้งมั่นอยู่กับเจ้าหรือ ข้าได้ยินมาว่าเย่หมิงอยู่ที่นี่เป็นเพียงนักศึกษาแอบฟังเท่านั้น หากไปที่ซงซานของข้า ย่อมได้เป็นนักศึกษาอย่างเป็นทางการในทันที ปีที่แล้วพวกเราเพิ่งจะมีผู้สอบได้ตำแหน่งทั่นฮวา...”
“พวกเจ้าเพิ่งจะมีผู้สอบได้ตำแหน่งทั่นฮวา ทว่าตำแหน่งจ้วงหยวนย่อมเป็นของฝ่ายใต้พวกเรา เจ้าหนูเย่ ไม่สู้ไปที่เจียงหนานร่วมกับข้า ข้าเห็นว่า...”
อาจารย์หวังเมื่อได้ยินเช่นนั้นคิ้วย่อมขมวดเข้าหากันอย่างรุนแรง ดี ดีเหลือเกิน คนเหล่านี้ละอายใจต่อความเป็นปัญญาชนยิ่งนัก การแย่งชิงคนถึงกับไม่ต้องการใบหน้าแล้ว
“เย่หมิงเป็นนักศึกษาของข้า พวกเจ้าย่อมต้องไว้หน้ากันบ้าง”
อาจารย์หวังเป่าหนวดเคราตระเตรียมจะเข้าไปโต้เถียง ทว่าพลันมีความรู้สึกว่ามีคนมาดึงรั้งตนเองไว้ จากนั้นก็เห็นบุรุษผู้หนึ่งที่สวมใส่ชุดบ่าวไพร่ของตระกูลสวีส่งเสียงเรียกตนเองด้วยรอยยิ้ม
“ใช่หวังเหรินซิน อาจารย์หวังหรือไม่”
อาจารย์หวังในเวลานี้ไม่มีเวลาไปสนใจคนนอกแล้ว เจ้าบอกว่าเย่หมิงแสดงความสามารถได้ดีถึงเพียงนี้ทำไม จึงทำให้ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์เหล่านี้พากันพุ่งเข้ามาเหมือนได้กลิ่นเนื้อ
เขาตระเตรียมจะไล่บ่าวไพร่ผู้นี้ไป ทว่ากลับได้ยินอีกฝ่ายกล่าวว่า
“ข้าเป็นคนที่นายท่านสวีส่งมา นายท่านมีสิ่งของสำคัญกำชับให้ข้านำมาส่งมอบให้แก่ท่านฟูจื่อด้วยตนเอง”
เมื่อได้ยินว่าเป็นสิ่งของสำคัญของนายท่านสวี อาจารย์หวังจึงต้องถอยออกมา พลางชำเลืองมองเย่หมิงที่ถูกล้อมไว้จนน้ำไม่สามารถไหลผ่านได้ รีบดึงรั้งอีกฝ่ายเดินไปที่ด้านข้าง
“กล่าวมาเถอะ สิ่งใด ข้ายังคงมีกิจธุระอยู่”
บ่าวไพร่รีบหยิบสิ่งของออกมาจากอกเสื้อเพื่อส่งมอบให้แก่อาจารย์หวัง
“นายท่านได้รับคำกำชับจากนายผู้เฒ่า ให้ส่งมอบสัญญาขายตัวของเด็กรับใช้คนหนึ่งให้แก่ท่านฟูจื่อ ภายในยังมีสัญญาเปล่าที่นายท่านเขียนและประทับตราไว้เรียบร้อยแล้ว ท่านฟูจื่อเพียงเดินทางไปที่ว่าการเมืองก็สามารถจัดการให้เสร็จสิ้นได้โดยตรง”
อาจารย์หวังยังไม่มีปฏิกิริยาตอบรับ
“เด็กรับใช้หรือ สัญญาขายตัวหรือ”
บ่าวไพร่เมื่อเห็นอาจารย์หวังยังไม่เข้าใจ จึงรีบกล่าวเสริมขึ้นว่า
“นายผู้เฒ่าของพวกเราได้ยินมาว่าท่านฟูจื่อนิยมชมชอบเด็กรับใช้คนหนึ่ง เมื่อคิดว่าข้างกายของท่านฟูจื่อไม่มีผู้ใดคอยปรนนิบัติรับใช้ จึงได้ส่งมอบเด็กรับใช้คนนี้ให้แก่ท่านฟูจื่อโดยตรง เพื่อให้ท่านฟูจื่อสามารถอยู่ที่สำนักศึกษาได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น”
อาจารย์หวังเปิดห่อผ้าออกในขณะที่ฟัง ภายในมีสัญญาขายตัวและสัญญาเปล่าอยู่จริงชิ้นหนึ่ง
“เย่หมิง”
ยามอาจารย์หวังมองเห็นรายนามบนสัญญาขายตัว ทั้งร่างย่อมสม่ำเสมอนิ่งงันไป
“จิ้งจือถึงกับส่งมอบเย่หมิงให้แก่ข้าแล้วหรือ”
บ่าวไพร่เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางอันยินดีของอาจารย์หวัง แม้จะไม่รู้ว่าเพียงเด็กรับใช้คนเดียวเหตุใดจึงมีความยินดีถึงเพียงนี้ ทว่าตนเองก็สามารถกลับไปรายงานความได้แล้ว
“นายท่าน นายผู้เฒ่าทราบความว่าท่านฟูจื่อมีความนิยมชมชอบถึงเพียงนี้ เชื่อว่ายามรับทราบความย่อมต้องมีความยินดียิ่งเช่นกัน”
“นิยมชมชอบ นิยมชมชอบยิ่งนัก เจ้าจงกลับไปขอบคุณแทนข้าด้วย และกล่าวว่าเหรินซินย่อมต้องเดินทางไปขอบคุณถึงเรือนชานแน่นอน”
ในขณะที่นายผู้เฒ่าสวีผู้ไม่รับทราบเลยว่าตนเองได้ส่งมอบสิ่งล้ำค่าใดออกไป ในเวลานี้กำลังติดขัดอยู่ตรงเส้นทางแม่น้ำ เนื่องจากสภาพอากาศ เส้นทางน้ำจึงถูกปิดลง
หลังจากผ่านไปสองสามวัน สวีฉงเต๋อ นายผู้เฒ่าแห่งตระกูลสวี นามรอง จิ้งจือ มองดูท่าเรือเมืองจิ้นหนานที่กำลังจะมาถึง ในใจย่อมมีความเร่งรีบอยู่บ้าง
การเดินทางไปเจรจาความที่สำนักศึกษาไป่ลู่ต้งในครั้งนี้ นึกไม่ถึงว่าจะได้เป็นพยานในการกำเนิดยอดกุมารผู้หนึ่งที่นั่น อายุเพียงเก้าปีแต่งบทกวีขึ้นมาก็ทำให้เขาเกิดความอัศจรรย์ใจแล้ว เมื่อนึกถึงหลานชายของตนเอง มีอายุล่วงเลยสิบปีแล้ว ทว่ากลับรู้ความเพียงการเล่นจิ้งหรีดและชนไก่เท่านั้น
ส่วนภายในสำนักศึกษาของตระกูลตนเอง ทั้งห้องเรียนเริ่มต้นและห้องเรียนขั้นสูง กลับไม่มีผู้ใดสามารถเทียบเคียงกับเด็กผู้นี้ได้เลย
หากไร้ผู้สือดทอดจะกระทำอย่างไรดี
ได้ยินมาว่าปัญญาชนตระกูลอู๋ฝ่ายใต้กำลังจะเข้าสู่เมืองจิ้นหนานแล้ว เขาจึงรีบจัดการ กิจธุระสุดท้ายให้เสร็จสิ้น แล้วก้าวขึ้นสู่เรือโดยสาร
แม้ว่าสวีฉางเกิง ลูกพี่ลูกน้องของตนเองจะควบคุมดูแลกิจการของสำนักศึกษาตระกูลสวี ทว่าสิ่งนี้เกี่ยวพันถึงคนรุ่นหลังของตระกูลสวี เขาจึงต้องพยายามไปปรากฏตัวในสถานที่แห่งนั้นให้ได้
ทว่าระหว่างทางกลับประสบกับลมฝน ย่อมต้องล่าช้าไปสองสามวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เพิ่งจะลงจากเรือ เขาก็สั่งให้พ่อบ้านที่มารอรับนำสัมภาระกลับไปแจ้งความบริสุทธิ์ใจที่บ้านก่อน
“เจ้านำสัมภาระกลับไปแจ้งความปลอดภัยที่จวนก่อน ข้าต้องเดินทางไปที่สำนักศึกษาสักครา”
---