- หน้าแรก
- ยอดปรมาจารย์เร้นกาย ขอปั้นอัจฉริยะให้สะเทือนเก้าชั้นฟ้า
- บทที่ 33 - เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม
บทที่ 33 - เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม
บทที่ 33 - เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม
บทที่ 33 - เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม
★★★★★
ในชั่วพริบตา อู๋สืออยากจะถามจริงๆ ว่าวิชานี้มาจากไหน!
นี่มันไม่ใช่แค่คำว่า "ล้ำค่า" แล้วนะ
นี่มันคือของวิเศษที่ประเมินค่าไม่ได้ต่างหาก
เป็นสิ่งที่ทำให้แม้แต่มหาจักรพรรดิยังต้องหวั่นไหว!
แต่ท่านอาจารย์กลับมอบมันให้เขาแบบนี้เลยเหรอ?
อู๋สือรู้สึกละอายใจจริงๆ
หลี่เต้าชิงมองดูท่าทางปฏิเสธของอู๋สือ ในใจก็รู้สึกจนปัญญาเล็กน้อย
เขารู้ดีว่าคัมภีร์นี้มีความหมายต่ออู๋สือมากแค่ไหน แต่สำหรับตัวเขาเอง มันไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย
วิชาสุดยอดแห่งการกลืนกินและคัมภีร์กายาศักดิ์สิทธิ์วิถีเต๋าไม่เหมาะกับตัวเขาที่มีกายาเป็นรูปเป็นร่างแล้ว
แน่นอนล่ะ
ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์ไปซะทีเดียว
มันยังมีค่าให้เอาไว้ศึกษาเป็นแนวทางได้อยู่
ส่วนเรื่องจะเก็บไว้เป็นสำรองน่ะเหรอ...
หลี่เต้าชิงก็ส่ายหน้าเช่นกัน
จะเก็บสำรองไว้ทำไม?
เอาไว้รองขาโต๊ะหรือไง?
"ไม่เป็นไร เจ้ารับไว้เถอะ"
หลี่เต้าชิงโบกมือ น้ำเสียงหนักแน่นไม่ยอมให้ปฏิเสธ
"ท่านอาจารย์ ของสิ่งนี้มันล้ำค่าเกินไปนะขอรับ..."
อู๋สือยังพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง
"ศิษย์น้อง เจ้ารับไว้เถอะ"
เยี่ยหนานหนานที่เคยผ่านเหตุการณ์นี้มาแล้วพูดขึ้น เธอรู้ใจท่านอาจารย์ดีที่สุด "สิ่งที่ท่านอาจารย์ไม่ชอบที่สุด ก็คือการที่เราคอยปฏิเสธความหวังดีของท่าน"
อู๋สือชะงักไป หันไปมองท่านอาจารย์โดยอัตโนมัติ
และก็เป็นอย่างที่คิด คิ้วของหลี่เต้าชิงเริ่มขมวดเข้าหากันแล้ว
อู๋สือกัดริมฝีปาก มองไปที่คัมภีร์ทีหนึ่ง แล้วก็มองไปที่ท่านอาจารย์อีกทีหนึ่ง
ลึกๆ ในใจ เขาก็อยากจะรับมันไว้นั่นแหละ
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดอู๋สือก็พยักหน้า "เช่นนั้น... ศิษย์ขอรับไว้ ขอบพระคุณท่านอาจารย์!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เต้าชิงก็ยิ้มออกมา "แบบนี้สิถึงจะดี!"
เขารับคัมภีร์กายาศักดิ์สิทธิ์วิถีเต๋าที่เหมาะกับตัวเองที่สุดมาแบบนี้
พูดตามตรง
ในใจของอู๋สือยังคงกังวลอยู่บ้าง
เมื่อนึกถึงตอนที่ท่านอาจารย์ถามถึงคัมภีร์พระมารดาประจิม แล้วตัวเขากลับลังเล
ความรู้สึกผิดในใจของอู๋สือก็ยิ่งลึกซึ้งขึ้น "ท่านอาจารย์..."
เขาเงยหน้าขึ้น กัดฟันแน่น "ศิษย์ตัดสินใจแล้ว บุญคุณของท่านอาจารย์ ศิษย์ไม่อาจตอบแทนได้หมด ศิษย์มีคัมภีร์พระมารดาประจิมอยู่เล่มหนึ่ง เป็นคัมภีร์จักรพรรดิที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์สระหยก เป็นความรู้ทั้งชีวิตของเสด็จแม่ ศิษย์ยินดีมอบคัมภีร์เล่มนี้ให้ท่านอาจารย์ เพื่อแสดงความตระหนักรู้ในบุญคุณของศิษย์"
ระหว่างที่พูด
แสงสีทองก็รวมตัวกันอยู่ในมือของอู๋สือ
ตามมาด้วยแผ่นทองคำเปลวแผ่นหนึ่งที่ปรากฏขึ้น
บนนั้นมีตัวอักษรขนาดเล็กมากๆ สลักอยู่
หากมองดูให้ดี นั่นคือคัมภีร์จักรพรรดิของพระมารดาประจิม!
หลี่เต้าชิงได้ยินดังนั้น ภายในใจก็หวั่นไหวเล็กน้อย
คัมภีร์พระมารดาประจิม นั่นคือรากฐานของดินแดนศักดิ์สิทธิ์สระหยกที่สืบทอดมาหลายแสนปี เป็นวิชาระดับมหาจักรพรรดิของแท้
สำหรับหลี่เต้าชิงแล้ว จะบอกว่าไม่อยากได้ ก็คงโกหก
ต่อให้ไม่ได้ครอบครอง แค่ได้อ่านดูสักครั้งก็ทำให้เขาได้ประโยชน์มากมายแล้ว
แต่พอลองคิดดูอีกที
ตัวเองเป็นถึงอาจารย์
จะไปเอาคัมภีร์จักรพรรดิประจำตระกูลของคนอื่นมา
ให้คนอื่นรู้เข้ามันจะดูไม่ดีเอาได้นะ?
"เจ้ามีน้ำใจเช่นนี้ อาจารย์ก็พอใจแล้ว!"
หลี่เต้าชิงโบกมือ ท่าทีดูหลุดพ้นจากกิเลส "คัมภีร์พระมารดาประจิมคือมรดกที่เสด็จแม่ของเจ้าทิ้งไว้ให้ เจ้าเก็บไว้ให้ดีเถิด หากอยากจะตอบแทนอาจารย์จริงๆ ก็ตั้งใจฝึกฝนให้ดี และรีบประสบความสำเร็จให้เร็วเข้า"
อู๋สือจ้องมองหลี่เต้าชิงอย่างเหม่อลอย ขอบตาแดงระเรื่อเล็กน้อย
เขาผ่านการถูกหักหลังและถูกไล่ล่ามานับครั้งไม่ถ้วน ได้เห็นความชั่วร้ายและความโลภในใจคนมามากพอแล้ว
เดิมทีคิดว่าโลกนี้ไม่มีใครที่ไว้ใจได้อีกแล้ว แต่ไม่นึกเลยว่า หลังจากผ่านความทุกข์ยากมามากมายขนาดนั้น จะได้มาพบกับท่านอาจารย์เช่นนี้
ไม่หวังในกายาของเขา ไม่หวังในมรดกของเขา เพียงแค่ต้องการจะช่วยเขา ปกป้องเขา และสอนเขาด้วยความบริสุทธิ์ใจ
บุญคุณนี้...
อู๋สือโค้งคำนับอย่างสุดซึ้ง น้ำเสียงแหบพร่าแต่หนักแน่น "ศิษย์... จะไม่ทำให้ท่านอาจารย์ผิดหวังอย่างแน่นอน!"
หลี่เต้าชิงพยักหน้า ไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงแค่กำชับว่า "บนยอดเขาม่วงไม่มีที่พักเตรียมไว้ให้ เจ้าไปหาที่ว่างๆ ข้างนอก สร้างกระท่อมไม้สักหลังเอาเองเถอะ ส่วนกฎของยอดเขาม่วง ให้หนานหนานเป็นคนบอกเจ้าก็แล้วกัน"
เยี่ยหนานหนานประสานมือรับคำ "เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์"
............
หลี่เต้าชิงมองส่งแผ่นหลังของเยี่ยหนานหนานและอู๋สือที่หายลับออกไปนอกตำหนัก สีหน้าของผู้สูงส่งที่ดูไม่ยี่หระต่อสิ่งใดบนใบหน้าของเขาค่อยๆ แข็งทื่อ
เขาค่อยๆ ยกมือขึ้น มองดูมือขวาของตัวเองที่เพิ่งจะโบกไปมาอย่างไม่แยแสเมื่อครู่ จู่ๆ ก็ตบต้นขาตัวเองฉาดใหญ่
"เก๊กอีกแล้ว เก๊กอีกแล้ว ไม่จำเลยใช่ไหม! แกจะเก๊กไปทำไมห๊ะ!"
เขาหยิกตัวเองอย่างแรงสองที
ใบหน้าของหลี่เต้าชิงเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
คัมภีร์พระมารดาประจิมนะโว้ย!
นั่นมันคัมภีร์พระมารดาประจิม!
รากฐานหลายแสนปีของดินแดนศักดิ์สิทธิ์สระหยก คัมภีร์จักรพรรดิที่ถูกสร้างขึ้นจากหยาดเหงื่อแรงกายทั้งชีวิตของมหาจักรพรรดิหญิง!
วิชาสุดยอดแห่งการกลืนกินแข็งแกร่งก็จริง คัมภีร์กายาศักดิ์สิทธิ์วิถีเต๋าล้ำเลิศก็จริง แต่นั่นมันเป็นของที่ระบบให้มา
ส่วนคัมภีร์พระมารดาประจิมที่อู๋สือเสนอให้เมื่อครู่ นั่นคือมรดกที่มหาจักรพรรดิในอดีตกาลเขียนขึ้นมาเองกับมือแบบของแท้แน่นอน อักขระมหาจักรพรรดิที่แฝงอยู่ในนั้น ไม่ใช่สิ่งที่คัมภีร์ทั่วไปจะเทียบได้!
แล้วผลลัพธ์ล่ะ?
เพียงเพราะตัวเองอยากจะทำตัวเป็นคนดีศรีสังคม ก็เลยพลาดโอกาสไปซะอย่างนั้น
นิสัยเสียแบบนี้ของตัวเอง เมื่อไหร่จะแก้หายสักทีวะ?
เอนหลังพิงพนักเก้าอี้
หลี่เต้าชิงถอนหายใจยาวมองเพดาน ใบหน้าเต็มไปด้วยความเสียใจ
......
อีกด้านหนึ่ง บริเวณไหล่เขา
อู๋สือลงมือทำอย่างรวดเร็ว
เพียงครึ่งชั่วยาม กระท่อมไม้หลังใหม่เอี่ยมก็ถูกสร้างขึ้นมา
แม้จะดูเรียบง่าย แต่ก็จัดเก็บได้อย่างสะอาดสะอ้าน อยู่ไม่ไกลจากกระท่อมไม้ของเยี่ยหนานหนาน สามารถมองเห็นกันได้จากระยะไกล
"ศิษย์พี่ ยอดเขาม่วงมีกฎอะไรบ้างหรือ?"
ภาษิตว่าไว้ ประเทศมีกฎหมาย บ้านมีกฎบ้าน เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม อู๋สืออยากรู้ว่ายอดเขาม่วงมีกฎอะไรบ้าง
เยี่ยหนานหนานล้วงสมุดเล่มเล็กขนาดเท่าฝ่ามือออกมาจากแขนเสื้อ สีหน้าจริงจัง "กฎของดินแดนศักดิ์สิทธิ์สระหยก เมื่อครู่ฟังจากที่ท่านอาจารย์พูด เจ้าก็มาจากที่นี่แต่เดิม คงจะรู้ดีอยู่แล้ว ไม่มีอะไรมากไปกว่าการเคารพอาจารย์ ห้ามรังแกคนธรรมดา ห้ามเข่นฆ่าศิษย์ร่วมสำนัก อะไรทำนองนั้น เจ้าจำใส่ใจไว้ก็พอ ไม่ต้องไปใส่ใจมากนัก"
อู๋สือพยักหน้า "กฎของสระหยกสืบทอดมาหลายหมื่นปี ดูเหมือนจะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงเลยนะ"
เขายอมรับในกฎของสระหยก เพราะนั่นคือกฎที่เสด็จแม่ตั้งไว้ มีความอ่อนโยนและเมตตา แตกต่างจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอื่นที่เอะอะก็ฆ่าฟันกันอย่างสิ้นเชิง
เยี่ยหนานหนานเก็บสมุดเล่มแรกกลับไปอย่างเงียบๆ แล้วล้วงสมุดเล่มที่สองออกมาจากแขนเสื้อ
สมุดเล่มนี้ดูหนากว่าเล่มแรกอย่างเห็นได้ชัด บนหน้าปกเขียนด้วยลายมือบรรจงว่า "กฎของยอดเขาม่วง" ตัวเบ้อเร่อ
"ในเมื่อเจ้ารู้กฎของสระหยกแล้ว ก็ไม่ต้องพูดอะไรมาก ตอนนี้มาพูดถึงกฎของยอดเขาม่วงกัน" เยี่ยหนานหนานเปิดสมุด กระแอมกระไอเล็กน้อย
อู๋สือนั่งตัวตรง ตั้งใจฟัง
"กฎข้อแรกของยอดเขาม่วง กฎของสระหยกนอกจากข้อแรกที่ห้ามรังแกคนธรรมดาแล้ว ข้ออื่นๆ เจ้าก็คิดซะว่ามันไม่มีอยู่จริงก็แล้วกัน"
เมื่อได้ยินดังนั้น อู๋สือก็ชะงักไปเล็กน้อย "หา?"
เมื่อกี้ยังรู้สึกว่ากฎของดินแดนศักดิ์สิทธิ์สระหยกมันดีอยู่เลย
พริบตาเดียวกลับต้องทำตามแค่ข้อแรกข้อเดียวเนี่ยนะ?
ล้อเล่นปะเนี่ย?
แต่เยี่ยหนานหนานไม่สนใจอู๋สือหรอก
"กฎข้อที่สองของยอดเขาม่วง ข้อห้ามหกประการ ห้ามออกจากยอดเขาม่วง ห้ามคบค้าสมาคมกับคนอื่นตามอำเภอใจ ห้ามยุ่งเรื่องชาวบ้าน ห้ามทำตัวเด่น..."
เยี่ยหนานหนานอ่านไปทีละข้อ น้ำเสียงราบเรียบและคล่องแคล่ว เห็นได้ชัดว่าจำกฎเหล่านี้ขึ้นใจแล้ว
เมื่อฟังกฎของยอดเขาม่วงรวดเดียวจบ สีหน้าของอู๋สือก็เปลี่ยนจากตั้งใจฟังในตอนแรก กลายเป็นแปลกประหลาดขึ้นเรื่อยๆ "ศิษย์พี่ ผู้ฝึกตนอย่างพวกเรา... ไม่ใช่ว่าต้องฝ่าฟันอุปสรรคทุกอย่าง บุกบั่นไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญหรอกหรือ?"
..................................................
[จบแล้ว]