- หน้าแรก
- ยอดปรมาจารย์เร้นกาย ขอปั้นอัจฉริยะให้สะเทือนเก้าชั้นฟ้า
- บทที่ 25 - ทายาทของพระมารดาประจิม
บทที่ 25 - ทายาทของพระมารดาประจิม
บทที่ 25 - ทายาทของพระมารดาประจิม
บทที่ 25 - ทายาทของพระมารดาประจิม
★★★★★
ในตอนนี้การต่อสู้เบื้องล่างได้ดำเนินมาถึงช่วงสุดท้ายแล้ว
ชายชราทุ่มเทเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย ฟาดฝ่ามือออกไปกระแทกพวกเผ่าพันธุ์ดึกดำบรรพ์ที่รุมล้อมเข้ามาจนถอยร่นไปหลายก้าว ส่วนตัวเองก็โซเซถอยหลังพร้อมกับกระอักเลือดกองใหญ่ออกมา
"ท่านผู้อาวุโส!"
เด็กหนุ่มรีบพุ่งเข้าไปประคองชายชราที่ร่างชุ่มไปด้วยเลือด ขอบตาของเขาแดงก่ำ แต่ก็ยังกัดฟันกรอดไม่ยอมให้น้ำตาไหลริน
ชายชราพิงร่างกับเขา ลมหายใจรวยริน ทุกครั้งที่หอบหายใจล้วนมีฟองเลือดปนออกมา แต่ก็ยังฝืนยกมือขึ้นตบไหล่เด็กหนุ่ม "อู๋สือ... เจ้าจงรีบหนีไป..."
น้ำเสียงของชายชราแหบพร่าและอ่อนแรงราวกับจะขาดใจได้ทุกเมื่อ "ตาเฒ่าอย่างข้าคงไม่รอดแล้ว แต่เจ้า... เจ้าจะมาตายที่นี่ไม่ได้..."
"ข้าไม่ไป!"
อู๋สือดื้อดึงส่ายหน้า สองมือจับแขนชายชราไว้แน่น น้ำเสียงแฝงความดื้อรั้น "ท่านผู้อาวุโส เราต้องหนีไปด้วยกัน!"
"ถือว่าตาเฒ่าคนนี้ขอร้องเจ้าเถอะ..."
ในดวงตาของชายชราเต็มไปด้วยความเว้าวอน น้ำตาอันขุ่นมัวไหลอาบแก้มที่เหี่ยวย่น "หากเจ้าต้องมาตกตายที่นี่ เมื่อข้าลงไปปรโลก ข้าจะเอาหน้าไปสู้กับพระมารดาประจิมได้อย่างไร"
ทว่าอู๋สือก็ยังคงส่ายหน้าอย่างดื้อดึง "ข้าไม่ไป! จะตายก็ต้องตายด้วยกันที่นี่!"
ชายชรามมองเสี้ยวหน้าอันดื้อรั้นของเขา ในใจทั้งร้อนรนและปวดร้าว "เป็นความผิดของข้าเอง... หากไม่ใช่เพราะพวกเราสะเพร่า หากไม่ใช่เพราะพวกเราผิดพลาดจนปล่อยให้กลิ่นอายต้นกำเนิดของเจ้าเล็ดลอดออกไป อู๋สือ... เจ้าก็คงไม่ต้องถูกพวกเผ่าพันธุ์ดึกดำบรรพ์ทั้งหมื่นหมายหัวแบบนี้..."
ใช่แล้ว ชายชราผู้นี้คือผู้พิทักษ์มรรคาของเด็กหนุ่มอู๋สือ
ในอดีตพวกเขาได้รับคำสั่งให้ปกป้องทายาทของพระมารดาประจิมผู้นี้ ทว่ากลับเกิดความผิดพลาดจนทำให้กลิ่นอายต้นกำเนิดของอู๋สือที่ถูกผนึกเอาไว้เล็ดลอดออกไป
แม้ว่าในอดีตพระมารดาประจิมจะเคยเป็นถึงมหาจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วทั้งจักรวาล
ทว่าตลอดชีวิตของนางได้กรำศึกมานับไม่ถ้วน ศัตรูที่ผูกความแค้นไว้จึงมีมากมายสุดคณานับ
บางทีในช่วงที่นางรุ่งเรืองถึงขีดสุด ต่อให้เป็นผู้คนในดินแดนต้องห้ามก็ยังต้องยอมหลีกทางให้
ทว่าต่อให้แข็งแกร่งเพียงใด ท้ายที่สุดก็ย่อมมีวันที่มหาจักรพรรดิต้องร่วงหล่น
และเมื่อพระมารดาประจิมสิ้นบุญ ศัตรูในอดีตก็พากันบุกมาคิดบัญชีแค้นถึงหน้าประตู
เพื่อป้องกันไม่ให้อู๋สือผู้ครอบครองกายาศักดิ์สิทธิ์และครรภ์วิถีเต๋าแต่กำเนิดต้องถูกกวาดล้าง
ในช่วงบั้นปลายชีวิต พระมารดาประจิมจึงได้หาวิธีผนึกเขาเอาไว้ในแหล่งกำเนิดเทพ พร้อมกับกางค่ายกลระดับมหาจักรพรรดิเพื่อซ่อนเร้นตัวเขาไว้
ใครจะคาดคิดว่าเมื่อไม่นานมานี้ เป็นเพราะคนในเผ่าเกิดความผิดพลาด ทำให้ค่ายกลระดับมหาจักรพรรดิคลายตัวลง จนเป็นเหตุให้กลิ่นอายของกายาศักดิ์สิทธิ์และครรภ์วิถีเต๋าแต่กำเนิดรั่วไหลออกไป
เหตุการณ์นี้กลับถูกคนในดินแดนต้องห้ามคำนวณพบเข้าพอดี
ฝ่ายที่เป็นศัตรูกับพระมารดาประจิมอยู่แล้ว จึงลงมือใช้สุดยอดวิชาอันร้ายกาจบุกเข้าไปชิงตัวอู๋สือออกมาจากดินแดนต้องห้ามของสระหยกอย่างอุกอาจ
ดินแดนบรรพชนของสระหยกที่ซ่อนตัวอยู่ย่อมมียอดฝีมือระดับนักบุญอาศัยอยู่เช่นกัน เมื่อตระหนักได้ว่าอู๋สือตกอยู่ในอันตราย พวกเขาก็รีบหาทางปลุกตัวเองให้ตื่นขึ้นจากแหล่งกำเนิดเทพทันที
ทว่าในขณะที่กำลังจะตื่นจากการหลับใหล พวกเขากลับถูกพลังลึกลับบางอย่างกดทับเอาไว้ในแหล่งกำเนิดเทพอย่างรุนแรง
ใช่แล้ว ยอดฝีมือท่านหนึ่งในดินแดนต้องห้ามได้ลงมือแล้ว
คนผู้นั้นอาศัยพลังของตนเพียงลำพัง กดทับผู้คนในดินแดนบรรพชนของสระหยกเอาไว้ทั้งหมด กักขังพวกเขาไว้กับที่ได้อย่างชะงัด
เป็นวิธีการที่น่าสะพรึงกลัวจนทำเอาผู้คนต้องสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความหวาดผวา
ยอดฝีมือระดับตัดวิถีหรือระดับนักบุญขึ้นไปล้วนไม่สามารถปรากฏตัวได้เลย
มีเพียงผู้ฝึกตนระดับแท่นเซียนขั้นสองไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถคลายผนึกออกมาได้
จึงเป็นที่มาของเหตุการณ์ในวันนี้
ตลอดเส้นทาง ผู้พิทักษ์มรรคาของสระหยกสิบกว่าคนต่างสละชีพปกป้องอย่างไม่คิดชีวิต ทว่าตอนนี้เหลือเพียงเขาแค่คนเดียวแล้ว
เมื่อมองดูศัตรูหน้าตาเหี้ยมเกรียมตรงหน้า สลับกับมองเด็กหนุ่มที่ยังไม่เติบโตเต็มที่ข้างกาย ในใจของชายชราก็เต็มไปด้วยความสำนึกผิดและโทษตัวเอง
หากอู๋สือต้องมาทิ้งชีวิตไว้ที่นี่จริงๆ ต่อให้เขาต้องตายเป็นพันเป็นหมื่นครั้ง ก็คงชดใช้ความผิดต่อความไว้วางใจที่คนในเผ่ามีให้ไม่ได้
"ทำไมไม่หนีต่อแล้วล่ะ"
ในตอนนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังมาจากฝั่งตรงข้าม แฝงไปด้วยความหยอกล้อและเหยียดหยาม
เผ่าพันธุ์ดึกดำบรรพ์ที่มีเขาเดี่ยวบนหัวคนหนึ่งก้าวออกมา เขามองเหยียดลงมาที่คนทั้งสอง มุมปากแสยะยิ้มอย่างโหดเหี้ยม
อู๋สือเงยหน้าขึ้น ความเศร้าโศกในแววตาถูกแทนที่ด้วยความโกรธแค้นในพริบตา
เขาปล่อยมือจากชายชรา แล้วก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อบังผู้อาวุโสเผ่าของตนเอาไว้
"คิดว่าข้ากลัวพวกเจ้าหรือไง!" เสียงของอู๋สือแม้จะยังมีความเป็นเด็ก แต่ก็หนักแน่นเด็ดเดี่ยว
เผ่าพันธุ์ดึกดำบรรพ์คนนั้นได้ยินก็แค่นหัวเราะเยาะ "กะอีแค่เด็กเมื่อวานซืนที่เพิ่งจะออกจากแหล่งกำเนิดเทพ กล้ามาปากดีต่อหน้าพวกข้าเชียวหรือ ช่างรนหาที่ตายนัก"
อู๋สือไม่พูดพร่ำทำเพลง เขากำหมัดแน่น จิกเล็บลงบนฝ่ามือ กัดฟันกรอด แล้วพุ่งทะยานเข้าใส่ทันที!
ทว่าเผ่าพันธุ์ดึกดำบรรพ์คนนั้นกลับขี้เกียจแม้แต่จะปรายตามอง เพียงแค่โบกมือส่งเดช
เบื้องหลังของเขา คนของเผ่าพันธุ์ดึกดำบรรพ์ถึงสิบห้าคนก็พุ่งพรวดออกมาพร้อมกัน กลิ่นอายสังหารพุ่งทะลักฟ้า!
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูถึงสิบห้าคน อู๋สือก็ไม่ได้มีท่าทีหวาดหวั่นเลยแม้แต่น้อย เขากระโจนเข้าใส่ด้วยความกล้าหาญอย่างไม่กลัวตาย
ชั่วขณะนั้น เสียงเข่นฆ่าบนสนามรบก็ดังกึกก้องไปทั่ว
แม้อู๋สือจะยังเป็นเพียงเด็กหนุ่ม แต่เขากลับสามารถแสดงความน่าสะพรึงกลัวของกายาศักดิ์สิทธิ์และครรภ์วิถีเต๋าแต่กำเนิดออกมาให้เห็นแล้ว
เมื่อเลือดลมในกายเดือดพล่าน ร่างกายของอู๋สือก็แข็งแกร่งขึ้นจนน่าเหลือเชื่อ
เขาเปรียบเสมือนลูกพยัคฆ์ที่พุ่งเข้าไปในฝูงหมาป่า แม้น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ แต่ก็ห้าวหาญไร้ผู้ต่อต้าน
หมัดทั้งสองพุ่งทะยานดั่งสายลม ท่าเตะว่องไวดั่งสายฟ้าฟาด ทุกหมัดที่ชกออกไปล้วนแฝงไว้ด้วยพลังที่สามารถทลายภูเขาและทำลายแม่น้ำได้
พลังปราณพลุ่งพล่านอย่างต่อเนื่อง แสงสีทองสาดประกายเจิดจ้า ราวกับเป็นเทพสงครามวัยเยาว์จุติลงมาบนโลก รัศมีน่าเกรงขามยิ่งนัก
ตัวคนเดียวบุกตะลุยฝ่าวงล้อมของคนทั้งสิบห้าคนไปมา ซัดพวกมันจนต้องถอยร่นไปเป็นแถบ ชั่วขณะนั้นถึงกับไม่มีใครสามารถเข้าใกล้ตัวเขาได้เลย!
ไกลออกไป ยอดฝีมือระดับแท่นเซียนขั้นสองของเผ่าพันธุ์ดึกดำบรรพ์ทั้งสามคนยืนเอามือไพล่หลัง คอยเฝ้าดูการต่อสู้ด้วยสายตาเย็นชา
"สมกับเป็นทายาทของพระมารดาประจิม กายาศักดิ์สิทธิ์และครรภ์วิถีเต๋าแต่กำเนิด... น่าสะพรึงกลัวจริงๆ"
หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นช้าๆ น้ำเสียงแฝงความชื่นชม "ใช้พลังระดับตำหนักวิถีเต๋ารับมือกับการรุมล้อมของพวกเราตั้งสิบห้าคน แถมยังเป็นฝ่ายได้เปรียบอีก... หากปล่อยให้เด็กนี่เติบโตต่อไป ต้องกลายเป็นหายนะอย่างแน่นอน"
"ก็แค่ความห้าวหาญชั่วคราวเท่านั้นแหละ"
อีกคนแค่นหัวเราะเยาะ แววตาคมกริบ "มันกำลังเผาผลาญพลังต้นกำเนิดเพื่อฝืนยกระดับพลังต่อสู้ ก็แค่วิชานอกรีต รอให้ผลของวิชาหายไป เลือดลมเหือดแห้งเมื่อไหร่ มันก็เป็นได้แค่ปลาบนเขียง รอให้พวกเราสับเนื้อเท่านั้น"
คนที่สามพยักหน้า แววตาฉายความดูถูก "งั้นก็หลบเลี่ยงความได้เปรียบของมันไปก่อน รอให้มันหมดแรง ค่อยเอาชีวิตมันก็ยังไม่สาย"
ทันทีที่มีคำสั่ง เผ่าพันธุ์ดึกดำบรรพ์ทั้งสิบห้าคนก็เปลี่ยนยุทธวิธีทันที พวกเขาไม่เข้าไปปะทะตรงๆ กับอู๋สืออีก แต่ใช้วิธีเดินวนเวียนหลอกล่อ เน้นตั้งรับอย่างเดียว
สีหน้าของอู๋สือเคร่งเครียดลง
เคล็ดวิชาของเขาถูกมองออกเสียแล้ว
เขาเผาผลาญพลังต้นกำเนิดเพื่อฝืนยกระดับพลังต่อสู้จริงๆ
นี่เป็นเพียงวิชาที่เอาไว้ใช้ยามเอาชีวิตเข้าแลก ไม่สามารถใช้ได้นาน
ทันทีที่ผลของวิชาหายไป เขาก็จะตกอยู่ในสภาวะหมดเรี่ยวแรง ถึงตอนนั้นอย่าว่าแต่ยอดฝีมือระดับแท่นเซียนขั้นสองทั้งสามคนเลย แค่เผ่าพันธุ์ดึกดำบรรพ์ธรรมดาคนเดียวก็สามารถปลิดชีพเขาได้แล้ว
แต่เขาไม่มีทางเลือกอื่น หากไม่ทำเช่นนี้ เขาก็คงผ่านด่านตรงหน้านี้ไปไม่ได้
บนสนามรบ อู๋สือเริ่มรู้สึกเหนื่อยหอบแล้ว
หมัดของเขาไม่ได้ทรงพลังเหมือนเมื่อครู่อีกต่อไป ฝีเท้าก็เริ่มเซถลา ทุกครั้งที่เหวี่ยงหมัดออกไปก็ราวกับกำลังสูบพลังชีวิตของตัวเอง
ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาร้อนใจยิ่งกว่าก็คือ ทางฝั่งของผู้พิทักษ์มรรคาก็กำลังถูกลอบโจมตีเช่นกัน
คนของเผ่าพันธุ์ดึกดำบรรพ์คนหนึ่งฉวยโอกาสตอนที่อู๋สือปลีกตัวไปช่วยไม่ได้ ฟาดฝ่ามือลงบนไหล่ของผู้พิทักษ์มรรคาอย่างจัง เสียงกระดูกแตกหักดังได้ยินชัดเจน
"ท่านผู้อาวุโส!" อู๋สือหันขวับไปมอง ในดวงตาเต็มไปด้วยความร้อนรนและโกรธแค้น
"โอกาสงาม!"
เพียงแค่เสี้ยววินาทีที่เขาเผลอ เผ่าพันธุ์ดึกดำบรรพ์ห้าคนก็ฉวยโอกาสพุ่งพรวดเข้ามาทันที!
อู๋สือรีบหันกลับมาป้องกันอย่างลุกลี้ลุกลอน แต่ก็สายไปเสียแล้ว ฝ่ามือทั้งสี่ประทับลงบนหน้าอกของเขาพร้อมกัน พลังมหาศาลดั่งขุนเขากดทับ ซัดร่างของเขาจนกระเด็นลอยละลิ่วออกไป
เลือดสดๆ พุ่งกระฉอกออกจากปาก วาดเป็นเส้นโค้งบนท้องฟ้าดูน่าสยดสยองยิ่งนัก
[จบแล้ว]