- หน้าแรก
- วงการบันเทิง ฉันแค่กินเมล็ดแตงโมอยู่ดีๆ ก็ได้รับรางวัลม้าทองได้ยังไงกัน
- บทที่ 159 รับอั่งเปาปิดกล้อง 'เทียนหลง' ออนแอร์
บทที่ 159 รับอั่งเปาปิดกล้อง 'เทียนหลง' ออนแอร์
บทที่ 159 รับอั่งเปาปิดกล้อง 'เทียนหลง' ออนแอร์
บทที่ 159 รับอั่งเปาปิดกล้อง 'เทียนหลง' ออนแอร์
วันเวลาในทะเลทรายโกบีผ่านไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อซูลั่วอยู่ในสภาพที่ใช้ชีวิตกินๆ นอนๆ ไปวันๆ แบบนี้
บทของเฝิงหย่วนเจิ้งและฟ่านเหว่ยมีไม่มาก ถ่ายทำแค่สามวันก็ปิดกล้องแล้ว
ตอนก่อนจะกลับ ฟ่านเหว่ยยังตั้งใจมาหาซูลั่ว ทั้งสองคนนั่งยองๆ อยู่บนเนินดินในกองถ่าย คุยกันเรื่องการแสดงตลกท่ามกลางพายุทรายอยู่นานสองนาน
ฟ่านเหว่ยรู้สึกว่าในตัวของซูลั่วมีความผ่อนคลายที่เป็นธรรมชาติอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งนี่คือคุณสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดของนักแสดงตลก
ส่วนซูลั่วก็สารภาพตามตรงว่าตัวเองแค่ขี้เกียจ ขี้เกียจจะวางมาด นึกไม่ถึงว่าขี้เกียจไปขี้เกียจมา กลับขี้เกียจจนเกิดความเป็นศิลปะขึ้นมาได้นิดหน่อย
หลังจากส่งนักแสดงรุ่นเก๋าทั้งสองคนกลับไปแล้ว การถ่ายทำของซูลั่วในกองถ่ายก็เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายเช่นกัน
ฉากสุดท้ายของซูลั่ว ก็คือฉากที่เฝิงเสี่ยวกังจงใจเพิ่มให้เขาเป็นพิเศษ
หลังจากเรื่องราวทุกอย่างคลี่คลาย เหล่าลิ่ว ตำรวจนอกเครื่องแบบที่เขารับบท เป็นคนแรกที่เดินเข้าไปในตู้โดยสารที่ระเกะระกะ และเก็บภาพวาดของซาเกิ้นขึ้นมา
ฉากนี้ไม่มีบทพูดแม้แต่ประโยคเดียว ต้องพึ่งพาเพียงแผ่นหลังและท่าทางเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
เฝิงเสี่ยวกังให้ความสำคัญกับฉากนี้เป็นอย่างมาก ก่อนจะเริ่มถ่ายทำ เขาตั้งใจดึงตัวซูลั่วไปด้านข้าง แล้วพร่ำอธิบายบทอยู่นานสองนานด้วยท่าทางจริงจัง
"ซูลั่ว จำไว้นะ ผมต้องการให้คุณเดินออกมาให้ได้ความรู้สึกแบบหนึ่ง"
"ความรู้สึกแบบว่า... เหยียบย่ำบุญคุณความแค้นในยุทธภพทั้งหมดเอาไว้ใต้ฝ่าเท้า!"
"ตอนที่คุณเก็บภาพวาดนั้นขึ้นมา มันไม่ใช่ความเห็นใจ ไม่ใช่ความเศร้าโศก แต่มันคือความสงบนิ่งที่มองทะลุปรุโปร่งทุกสิ่งทุกอย่าง"
"เหมือนกับชาวนาแก่ๆ คนหนึ่ง ที่มองดูรวงข้าวสาลีบนพื้นที่ถูกลูกเห็บตกใส่จนแหลกเหลว เขาไม่พูดอะไรเลย เพียงแค่ค้อมตัวลง เก็บข้าวสาลีรวงที่อวบอ้วนที่สุดขึ้นมาหนึ่งรวง แล้วหันหลังเดินกลับบ้าน เข้าใจไหม?"
ซูลั่วฟังจนหนังตากระตุก
ผมไม่เข้าใจโว้ย! ผมก็แค่ไปเก็บภาพวาดขาดๆ รูปหนึ่งเท่านั้นเอง ทำไมถึงไปเกี่ยวโยงกับปรัชญาชีวิตได้ล่ะ?
แต่ปากของเขากลับพยักหน้ารับรัวๆ "เข้าใจแล้วครับ ผู้กำกับเฝิง วางใจได้เลย รับรองว่าจะเดินออกมาด้วยท่าทางแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมเลยครับ"
"ไสหัวไปเลย!" เฝิงเสี่ยวกังด่ากลั้วหัวเราะ "แสดงให้มันดีๆ ล่ะ!"
การถ่ายทำอย่างเป็นทางการเริ่มต้นขึ้น
ฉากภายในตู้โดยสารนั้นดูสับสนวุ่นวาย การต่อสู้ระหว่างแก๊งของลุงหลีกับหวังป๋อได้สิ้นสุดลงแล้ว
ซูลั่วสวมเสื้อแจ็กเก็ตเก่าๆ ขาดๆ สวมรองเท้าแตะหูคีบ เดินออกมาจากเงามืดตรงบริเวณทางเชื่อมต่อระหว่างตู้โดยสารอย่างไม่รีบร้อน
จังหวะก้าวเดินของเขามั่นคงมาก ทุกก้าวย่างราวกับกำลังเหยียบอยู่บนพื้นดินที่แข็งแรง ไม่ใช่ในรถไฟที่กำลังสั่นโคลงเคลง
เขาไม่ได้มองดูกระเป๋าเดินทางที่ล้มระเนระนาด และไม่ได้มองดูนักแสดงประกอบที่รับบทเป็นผู้โดยสารที่กำลังหวาดกลัว สายตาของเขามองตรงไปข้างหน้า ราวกับว่าทุกสิ่งตรงหน้าไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขาเลย
เขาเดินไปถึงจุดกึ่งกลางของตู้โดยสาร หยุดฝีเท้าลง แล้วค้อมตัวลง
กล้องจงใจโคลสอัพไปที่มือของเขา
นั่นคือมือที่เห็นข้อต่อกระดูกชัดเจน ตามซอกเล็บยังมีทรายจากทะเลทรายโกบีหลงเหลืออยู่ แม้ผิวหนังบนหลังมือจะหยาบกร้าน ทว่ากลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกของพลังและเรื่องราวที่ไร้เสียง
มือข้างนี้ ก็คือมือที่ลุงเก๋อเพิ่งประเมินไปเมื่อไม่กี่วันก่อนว่า ไม่เหมือนมือของนักแสดง
ในเวลานี้ มือข้างนั้นค่อยๆ เก็บภาพวาดที่ถูกเหยียบจนยับยู่ยี่ขึ้นมาอย่างแผ่วเบา ใช้สองนิ้วคีบเอาไว้ แล้วใช้นิ้วดีดฝุ่นบนนั้นออกอย่างลวกๆ
ท่าทางนั้นทั้งนุ่มนวลและดูเป็นธรรมชาติ
จากนั้น เขาก็ยืดตัวขึ้น ถือภาพวาดเอาไว้โดยไม่ได้แม้แต่จะปรายตามอง แล้วหันหลังกลับ ก้าวเดินออกไปจากตู้โดยสารด้วยจังหวะที่ก้าวอย่างไม่รีบร้อนเช่นเดิม ค่อยๆ เลือนหายไปในแสงสว่างที่ปลายทาง
กระบวนการทั้งหมดลื่นไหลรวดเดียวจบ
"คัต! ดี! ผ่าน!"
เฝิงเสี่ยวกังที่อยู่หลังจอมอนิเตอร์ลุกพรวดขึ้นด้วยความตื่นเต้น
สิ่งที่เขาต้องการก็คือความรู้สึกแบบนี้แหละ!
ความรู้สึกที่เมินเฉยต่อคลื่นลมในยุทธภพอย่างสิ้นเชิง ความรู้สึกอ้างว้างที่หลงเหลือเพียงเสียงถอนหายใจหลังจากผ่านพ้นเลือดและไฟมา
แผ่นหลังนี้ของซูลั่ว ทำให้ระดับความเท่ของหนังทั้งเรื่องถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นโดยตรง
หลังจากถ่ายทำฉากนี้เสร็จ บทบาททั้งหมดของซูลั่วในกองถ่ายจอมโจรไร้เงาก็ปิดกล้องอย่างเป็นทางการ
คืนนั้น กองถ่ายได้หาเต็นท์ขนาดใหญ่แถวที่พัก เพื่อจัดงานเลี้ยงฉลองปิดกล้อง กลิ่นหอมของแกะย่างทั้งตัวลอยฟุ้งไปทั่วท้องฟ้ายามค่ำคืนของทะเลทรายโกบี
ในงานเลี้ยง หวังเป่าเฉียงถือแก้วเหล้า ดวงตาแดงก่ำเดินมาหาซูลั่ว
"พี่... พี่ซู ผม... ผมขอดื่มให้พี่ครับ ขอบคุณพี่จริงๆ" ตอนที่เขาพูดก็ยังมีอาการติดอ่างอยู่บ้าง แต่ความจริงใจในแววตานั้นแทบจะล้นทะลักออกมา
ซูลั่วตบไหล่เขาเบาๆ แล้วใช้แก้วโคล่าของตัวเองชนแก้วกับเขา
"ซาเกิ้น เอ็งทำได้ไม่เลวเลยนะ" ซูลั่วมองดูเขา น้ำเสียงจริงจังขึ้นมาอย่างหาได้ยาก "อย่าไปฟังคนอื่นพูดจาเหลวไหล ที่หาว่าเอ็งบ้านนอก หาว่าเอ็งแสดงเป็นได้แค่คนโง่"
"เอ็งจำไว้เลยนะ หน้าตาแบบเอ็ง พลังแบบเอ็ง ในประเทศนี้มีแค่เอ็งคนเดียวเท่านั้น ตั้งใจแสดงให้ดี สวมบทบาทตัวละครเล็กๆ ทุกตัวให้เหมือนกับกำลังใช้ชีวิตเป็นตัวเอง แล้วในอนาคตจะถึงเวลาที่เอ็งได้รับรางวัลราชาจอเงินเอง"
หวังเป่าเฉียงชะงักงันไปในทันที
เขาคอยรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในชาติตระกูลและรูปร่างหน้าตาของตัวเองมาโดยตลอด คำพูดประโยคนี้ของซูลั่ว ได้ปัดเป่าหมอกควันในใจของเขาให้จางหายไปโดยไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ
"พี่ซู..." เขาตื่นเต้นจนพูดไม่ออก แหงนหน้ากระดกเหล้าขาวหมดแก้วในรวดเดียว
ซูลั่วพอยิ้มๆ ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น
เส้นทางบางสาย ท้ายที่สุดก็ต้องเดินด้วยตัวเอง คำพูดบางคำ พูดให้พอเข้าใจก็พอแล้ว
หลังจากงานเลี้ยงปิดกล้องสิ้นสุดลง ซูลั่วก็ปฏิเสธคำเชิญชวนอย่างกระตือรือร้นของทุกคนที่จะไปร้องคาราโอเกะโต้รุ่งอย่างนุ่มนวล
เขาไปหาโปรดิวเซอร์ของกองถ่ายเพียงลำพัง เพื่อรับเงินค่าตัวงวดสุดท้ายจำนวนห้าหมื่นหยวน และอั่งเปาอีกสองหมื่นหยวนที่เฝิงเสี่ยวกังอนุมัติให้เป็นกรณีพิเศษ
โปรดิวเซอร์ยื่นซองจดหมายปึกหนาให้เขา พร้อมกับกล่าวอย่างทอดถอนใจว่า "ซูลั่ว แกนี่เป็นคนที่แปลกที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมาเลยจริงๆ มีฝีมือ แต่ไม่แย่งชิง มนุษยสัมพันธ์ดี แต่ไม่เกาะกลุ่มกับใคร หลังจากนี้มีแผนจะทำอะไรต่อ?"
ซูล่วยัดเงินสดจำนวนเจ็ดหมื่นหยวนนั้นลงในกระเป๋าผ้าใบเก่าๆ ของตัวเอง จากนั้นก็ตบกระเป๋าเบาๆ สัมผัสได้ถึงน้ำหนักที่หนักอึ้ง บนใบหน้าเผยให้เห็นถึงความพึงพอใจอย่างบริสุทธิ์ใจ ซึ่งความพึงพอใจเช่นนี้ สิ่งอื่นยากที่จะมอบให้ได้
"กลับบ้านครับ" เขาตอบ
พูดจบ ภายใต้สายตาของทุกคนที่ทั้งรู้สึกขำและระอาใจนิดๆ เขาก็สะพายกระเป๋าผ้าใบที่เต็มไปด้วยเงินสด โบกมือลาอย่างเท่ๆ แล้วขึ้นรถจี๊ปที่กองถ่ายจัดเตรียมไว้เพื่อไปส่งเขาที่สถานีรถไฟ
ในขณะที่เขาขึ้นรถไฟหัวเขียวเพื่อกลับไปยังปักกิ่ง และหาตู้นอนของตัวเองเพื่อเอนตัวลงนอนนั้น โทรศัพท์มือถือของเขาก็มีสายเรียกเข้า
เป็นสายจากจางต้าหูจื่อ
"ซูลั่ว! ฮ่าฮ่าฮ่า! ยินดีด้วยที่ปิดกล้องนะ!" เสียงของจางต้าหูจื่อที่ปลายสายยังคงดังกังวานเช่นเคย
"ขอบคุณครับผู้กำกับจาง"
"ฉันมีเรื่องใหญ่จะบอกแก แกเตรียมตัวให้พร้อมล่ะ" จางต้าหูจื่อพูดเสียงดังด้วยความตื่นเต้น "เรื่องแปดเทพอสูรมังกรฟ้าของพวกเรากำลังจะออกอากาศตอนแรกทางช่องแมงโก้ในสัปดาห์หน้า! ฉันดูฉบับตัดต่อแล้ว บทผู้ติดตามของแกเนี่ย เล่นได้แย่งซีนโคตรๆ เลย! โดยเฉพาะตอนที่แกบ่นเรื่องเฉียวเฟิง รับรองว่าต้องกลายเป็นฉากในตำนานแน่นอน!"
ซูลั่วกำโทรศัพท์แน่น ชะงักไปครู่หนึ่ง
แปดเทพอสูรมังกรฟ้ากำลังจะออนแอร์แล้วเหรอ?
ทำไมถึงเร็วนักล่ะ?
เขาวางสาย มองดูวิวกลางคืนของทะเลทรายโกบีนอกหน้าต่างที่กำลังถอยหลังกลับไปอย่างรวดเร็ว เกิดความรู้สึกไม่สมจริงอย่างรุนแรงขึ้นมา
ตัวเขาในยุคสมัยนี้ ดูเหมือนว่าจะทิ้งร่องรอยเอาไว้มากขึ้นเรื่อยๆ เสียแล้ว
ทว่า ความรู้สึกที่ว่างเปล่าเลื่อนลอยนี้ ก็ถูกความปีติยินดีในการกลับบ้านและน้ำหนักจากกระเป๋าผ้าใบพัดพาให้เจือจางหายไปอย่างรวดเร็ว
ช่างปะไรว่าจะดังหรือไม่ดัง
ฟ้าดินจะกว้างใหญ่แค่ไหน การกลับบ้านต่างหากที่เป็นเรื่องสำคัญที่สุด!
เขารูดซิปกระเป๋าผ้าใบออกด้วยความปลาบปลื้มใจ อาศัยแสงสลัวๆ ที่ลอดเข้ามาจากนอกหน้าต่าง มองดูธนบัตรใบใหม่เอี่ยมเป็นปึกๆ ที่อยู่ข้างใน
ในใจเริ่มคิดคำนวณขึ้นมาแล้วว่า ครั้งนี้จะซื้อปลาคาร์ปสีแดงดี หรือสีดำดี หรือว่าจะเหมามาทุกสีเลยดี...