- หน้าแรก
- ระบบบังคับให้ตับพัง: เมื่อผมต้องรับบทเจ้าพ่อสายดราม่าเพื่อต่อลมหายใจ
- ตอนที่ 79 พ่อที่เป็นตำรวจสายสืบ ในกระเป๋าสตางค์
ตอนที่ 79 พ่อที่เป็นตำรวจสายสืบ ในกระเป๋าสตางค์
ตอนที่ 79 พ่อที่เป็นตำรวจสายสืบ ในกระเป๋าสตางค์
มื้อกลางวันแบบเดลิเวอรี่ที่แสนกระอักกระอ่วนจบลง ท่ามกลางคนสามคนที่ต่างคนต่างมีความคิดในใจจนกินอะไรไม่ลง
​เจียงฉือหาข้ออ้างขอตัวออกมาจากซิงฮั่วมีเดีย
เมื่อเดินออกมาจากอาคารหรงช่วง A ลมยามบ่ายที่เริ่มเย็นพัดมากระทบใบหน้า แต่เขากลับไม่รู้สึกสดชื่นขึ้นเลยสักนิด ในหัวยังคงกังวานไปด้วยประโยคของซูชิงอิงที่ว่า "นายควรจะลองไปร่วมรายการนี้ดู"
​รายการเรียลลิตี้?
จะให้เขาไปอยู่ในรายการนั้น ยิ้มจอมปลอมให้กล้อง เล่นเกมปัญญาอ่อน แล้วก็นั่งมองอายุขัยร้อยเก้าสิบกว่าวันที่เหลืออยู่ค่อยๆ นับถอยหลังสู่เลขศูนย์งั้นเหรอ?
นี่มันโหดร้ายยิ่งกว่าปล่อยให้เขาไปตายตรงๆ เสียอีก
​บทโศกนาฏกรรมของหลินหว่านก็ยังไม่มีกำหนดแน่นอน
คลังทรัพยากรของราชินีภาพยนตร์ซูชิงอิง ก็มีแต่เรื่องที่จะทำคนดูหวานจนเลี่ยนไม่ก็ขำจนกรามค้าง
เส้นทางนี้... ดูเหมือนจะมืดแปดด้านไปหมดแล้ว
​เจียงฉือยืนอยู่ริมถนน รถยนต์วิ่งผ่านไปมาเสียงดังสนั่น
เขาโบกมือเรียกแท็กซี่ตามสัญชาตญาณ
​"พี่ครับ ไปไหน?" คนขับชะโงกหน้ามาถาม
​ไปไหนดี?
เขาเหม่อไปวูบหนึ่ง ก่อนที่ที่อยู่หนึ่งซึ่งถูกฝังลึกอยู่ในความทรงจำมานานจะหลุดปากออกมา
"ถนนฉางหนิง หมู่บ้านหงเย่ครับ"
​คนขับรับคำแล้วออกรถทันที
เจียงฉือพิงพนักเบาะหลัง มองดูทิวทัศน์ริมถนนที่ถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว
หมู่บ้านหงเย่...
นั่นคือสถานที่ที่เขามาเช่าพักพิงไว้เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ตอนที่ดั้นด้นมาเซี่ยงไฮ้เพื่อหาโอกาสเข้ากองถ่าย เป็นห้องเช่าเล็กๆ ราคาถูก เขาไม่ได้กลับไปที่นั่นหลายเดือนแล้ว
​ตั้งแต่ย้ายไปอยู่ในโรงแรมของกองถ่าย เขาก็ไม่เคยเหยียบเข้าไปที่นั่นอีกเลย
ก็ดีเหมือนกัน... ถือโอกาสกลับไปเก็บของแล้วคืนห้องไปซะ
​แท็กซี่จอดลงที่หน้าหมู่บ้านเก่าๆ แห่งหนึ่ง
เจียงฉือจ่ายเงินแล้วลากกระเป๋าเดินทาง เดินเข้าไปในตึกแถวนั้นอย่างคุ้นเคย
ทางเดินในตึกมืดสลัว ผนังเต็มไปด้วยใบปลิวโฆษณาเล็กๆ แปะอยู่เต็มไปหมด
เขาเดินขึ้นไปชั้นสาม ใช้กุญแจไขประตูเหล็กที่สีลอกร่อนห้องในสุด
​"เอี๊ยด—"
กลิ่นอายที่ถูกปิดตายมานาน ผสมปนเปกับกลิ่นฝุ่นและสารกันชื้นพุ่งเข้าใส่หน้า
ห้องแคบมาก
มีเพียงเตียงเดี่ยว โต๊ะเขียนหนังสือ และตู้เสื้อผ้า ก็กินพื้นที่ไปจนหมดแล้ว
บนโต๊ะยังมีถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่กินเหลือทิ้งไว้ ข้างๆ มีหนังสือเฉพาะทางด้านการแสดงที่ถูกเปิดจนขอบยับย่นวางอยู่สองสามเล่ม
ทุกอย่างที่นี่ คือภาพจำลองของชีวิตที่แสนลำบากก่อนที่เขาจะได้ระบบมา
​เจียงฉือวางกระเป๋าไว้ที่ประตู ไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย เริ่มลงมือเก็บของทันที
ท่าทางของเขาคล่องแคล่วมาก
พับเสื้อผ้าใส่กระเป๋า จัดเรียงหนังสือแล้วมัดด้วยเชือก
ตอนที่เขาเก็บกวาดถึงห้องน้ำ เห็นทิชชู่เหลืออยู่ครึ่งม้วนบนหิ้ง
เขาเอื้อมมือไปจะหยิบทิชชู่ครึ่งม้วนนั้นใส่กระเป๋าเดินทางตามสัญชาตญาณ
ท่าทางนี้ คือสิ่งที่แม่ของเขา คุณนายฉู่หง ปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กจนมันฝังรากลึกเข้าไปในกระดูก
​มือยื่นไปได้ครึ่งทาง เขาก็ชะงักไปเอง
ก่อนจะส่ายหน้ายิ้มเยาะตัวเอง... ช่างเถอะ ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก
​เขาหันกลับมาจัดเสื้อนอกตัวเก่าสองสามตัวในตู้เสื้อผ้า
ในกระเป๋าเสื้อนอกสีน้ำเงินเข้มที่ซักจนซีดตัวหนึ่ง ปลายนิ้วของเขาสัมผัสได้ถึงวัตถุสี่เหลี่ยมแข็งๆ
เขาหยิบออกมาดู...
มันคือกระเป๋าสตางค์ใบเก่าที่ใช้มาหลายปีจนขอบเปื่อยขาด
​เจียงฉือเปิดกระเป๋าสตางค์ออก
ข้างในว่างเปล่า มีเพียงคูปองส่วนลดที่หมดอายุไปแล้วไม่กี่ใบ
เขาล้วงเข้าไปในซอกด้านในสุดตามความเคยชิน
รูปถ่ายสีซีดจางที่ขอบเริ่มเหลืองแผ่นหนึ่ง หลุดออกมาจากซอกนั้น ปลิวละล่องลงสู่พื้น
​เจียงฉือก้มลงเก็บรูปนั้นขึ้นมา
ในรูป...
เด็กชายตัวน้อยที่ผิวไหม้แดดจนดำปี๋ ยิ้มซื่อบื้อเหมือน "มันเทศหัวใหญ่" ถูกโอบกอดอยู่ในอ้อมแขนของชายหนุ่มร่างสง่าในชุดตำรวจ
ชายคนนั้นยิ้มกว้างจนเห็นฟันสีขาวสะอาด ทั้งตัวแผ่ซ่านไปด้วยรังสีแห่งแสงแดดและความเด็ดเดี่ยว
​เจียงฉือชะงักนิ่งไป
ความคิดของเขาถูกดึงกลับไปยังฤดูร้อนเมื่อสิบกว่าปีก่อนในชั่วพริบตา
เขาจำได้ว่าฤดูร้อนปีนั้นร้อนมาก เสียงจั๊กจั่นร้องจนน่ารำคาญ
บนตัวของพ่อ เจียงเยี่ยนจวิน มักจะมีกลิ่นยาสูบอ่อนๆ เสมอ
ฝ่ามือที่เต็มไปด้วยหนังด้านจากการฝึกฝนมาหลายปี เวลาลูบหัวของเขา มันช่างหยาบกร้านแต่กลับอบอุ่นเหลือเกิน
​เขาจำได้ด้วยว่า ก่อนที่พ่อจะออกไปปฏิบัติหน้าที่ครั้งหนึ่ง พ่อเคยยกตัวเขาขึ้นเหนือหัว
"รอให้ภารกิจนี้จบ พ่อได้พักร้อน พ่อจะพาแกไปสวนสนุกที่ใหญ่ที่สุดในเมือง ไปเล่นรถไฟเหาะกัน!"
คำสัญญานั้นชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
ทว่า... ด้วยเหตุสุดวิสัยที่ต้องเสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่ คำสัญญานั้นจึงหยุดนิ่งอยู่ที่ฤดูร้อนปีนั้นตลอดกาล
ไม่มี "หลังจากนั้น" อีกต่อไป
​เจียงฉือใช้นิ้วลูบไปบนใบหน้าที่ยังหนุ่มและเด็ดเดี่ยวของพ่อในรูป
พ่อเป็นตำรวจอาชญากรรมที่ยอดเยี่ยม
ภารกิจของพ่อคือการปกป้องความสงบสุข คือการ "ช่วยคน"
แต่ตอนนี้...
ตัวเขา ลูกชายเพียงคนเดียวของพ่อ กลับกำลังใช้วิธีที่พิลึกพิลั่นและเหนือจริงขนาดนี้ ดิ้นรนอย่างสุดชีวิตเพื่อที่จะ "ช่วยตัวเอง"
​ความรู้สึกโดดเดี่ยวที่ไม่อาจเอ่ยกับใครได้ถาโถมเข้าใส่เขา
การระลึกถึงพ่อ นำไปสู่ความรู้สึกผิดต่ออีกคนหนึ่งโดยธรรมชาติ...
แม่
หลังจากพ่อจากไป เงินบำนาญไม่ได้มากพอที่จะช่วยให้แม่เลี้ยงเดี่ยวเลี้ยงลูกชายจนเติบโตได้
เป็นแม่คนเดียวที่ตื่นแต่เช้ามืดจนดึกดื่น เคยขายอาหารเช้า เคยเป็นพนักงานเก็บเงิน ถึงได้เลี้ยงดูเขามาจนโตด้วยความลำบาก
​ดูเหมือนว่า... เขาจะไม่ได้กลับบ้านมานานมากแล้ว
ตั้งแตเข้ามหาวิทยาลัย และทุ่มเทให้กับการแสดงจนหัวปักหัวปำ เวลาที่เขากลับบ้านก็น้อยลงเรื่อยๆ
โดยเฉพาะในช่วงสองเดือนมานี้ เพื่อต่อชีวิต เพื่อ KPI เขาวนลูปเหมือนเครื่องจักรที่ถูกไขลานจนแน่น ไม่เคยหยุดพักเลย
​ความคิดหนึ่งครอบงำจิตใจของเขาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยและรุนแรงที่สุด
กลับบ้าน!
เขาต้องกลับบ้านเดี๋ยวนี้!
จะค่าความใจสลาย KPI อะไร จะบทโศกนาฏกรรมอะไร หรือจะอายุขัยบ้าบออะไร...
ในวินาทีนี้ ทุกอย่างเทียบไม่ได้เลยกับการได้กลับไปเจอหน้าแม่
​เมื่อความคิดนี้เกิดขึ้น มันก็ไม่อาจยับยั้งได้อีก
เขาคว้าโทรศัพท์หาเบอร์ที่เมมไว้ว่า "พี่หว่าน" แล้วโทรออกทันที
เสียงรอสายดังอยู่นานกว่าปลายสายจะรับ
เสียงของหลินหว่านฟังดูเกียจคร้านเล็กน้อยแต่แฝงไปด้วยความห่วงใย
​"ฮัลโหล เจียงฉือ? มีอะไรเหรอ?"
​"พี่หว่านครับ"
เจียงฉือเริ่มพูด ถึงเพิ่งรู้ตัวว่าคอของตัวเองแห้งผาก
เขาขยับคอเล็กน้อย พยายามใช้น้ำเสียงที่สงบที่สุด อธิบายสถานการณ์สั้นๆ ได้ใจความ
"ผมกะว่าจะกลับบ้านสักพัก เรื่องบทละคร... ไว้กลับมาค่อยคุยกันนะครับ"
​ปลายสาย หลินหว่านฟังเสียงของเขาที่มีความเหนื่อยล้าที่พยายามสะกดกลั้นเอาไว้
เธอ "เข้าใจ" ทันที
เด็กคนนี้ อารมณ์ถึงจุดวิกฤตแล้ว
ตอนอยู่ที่บริษัท ต่อหน้าซูชิงอิง เขายังพยายามฝืนไว้
ตอนนี้อยู่คนเดียว ในที่สุดก็ฝืนไม่ไหวแล้วสินะ
​ก็ดี...
อารมณ์ของนักแสดงเหมือนอ่างเก็บน้ำ ต้องคอยระบายออก จะอุดไว้อย่างเดียวไม่ได้
อุดไว้นานๆ จะเกิดเรื่องเอา
การกลับสู่ครอบครัว ไปพึ่งพาการเยียวยาจากความรักที่บริสุทธิ์ที่สุด คือวิธีที่ดีที่สุดแล้ว
​หลินหว่านไม่ได้ตำหนิเลยแม้แต่คำเดียว กลับกัน น้ำเสียงของเธอกลับนุ่มนวลขึ้นเป็นพิเศษ
"ควรแล้วล่ะ กลับไปพักผ่อนให้เต็มที่นะ ไม่ต้องคิดเรื่องงาน"
"เรื่องที่บ้านสำคัญที่สุด"
​ก่อนวางสาย ในหัวของหลินหว่านนึกถึงคำพูดสุดสตรองของแม่เจียงฉือในเว่ยป๋อคืนนั้นขึ้นมาได้ จนอดขำไม่ได้
เธอพูดทิ้งท้ายผ่านโทรศัพท์พร้อมรอยยิ้ม
"ฝากสวัสดีคุณแม่ด้วยนะ"
"ท่านพูดถูกแล้วล่ะ นายควรจะกินให้เยอะกว่านี้หน่อย ผอมเกินไปแล้ว"
​เมื่อได้รับอนุมัติ ใจของเจียงฉือก็เบาโหวงลงอย่างประหลาด
เขาเริ่มขยับตัวอย่างรวดเร็ว
ของใช้ส่วนตัวที่มีอยู่ไม่กี่ชิ้นในห้องเช่า ถูกเขาแพ็คลงกระเป๋าเดินทางอย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่เป็นหนังสือเก่าและเสื้อผ้าเก่า
สุดท้าย เขาหยิบรูปถ่ายสีเหลืองนั่นขึ้นมา ไม่ได้เก็บเข้ากระเป๋าสตางค์ตามเดิม
แต่เขาบรรจงเก็บมันไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ทด้านในที่ติดกับตัวเขาที่สุด