เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 70 โปรเจกต์มูลค่าห้าร้อยล้าน คุณมาถามผมว่า การันตีได้ไหม งั้นเหรอ?

ตอนที่ 70 โปรเจกต์มูลค่าห้าร้อยล้าน คุณมาถามผมว่า การันตีได้ไหม งั้นเหรอ?

ตอนที่ 70 โปรเจกต์มูลค่าห้าร้อยล้าน คุณมาถามผมว่า การันตีได้ไหม งั้นเหรอ?


การออกกำลังกายของเจียงฉือที่ทำไปเพราะต้องการ "เพิ่มความอึดในการทำงาน" นั้น ในสายตาของเพื่อนร่วมห้อง มันกลับกลายเป็นอีกภาพหนึ่งโดยสิ้นเชิง

​จ้าวเจิ้นเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอโทรศัพท์ มองแผ่นหลังที่โชกไปด้วยเหงื่อตรงระเบียง แล้วอดไม่ได้ที่จะลดเสียงต่ำลงพูดด้วยความเลื่อมใส

“ให้ตายเถอะ... ดูพี่ฉือดิ”

“เพิ่งแสดงละครที่สูบพลังชีวิตไปขนาดนั้นเสร็จ กลับมาถึงก็ซ้อมร่างกายต่อเลย”

“นี่คือจิตวิญญาณของศิลปินระดับท็อปเหรอวะ? แม่งน่ากลัวฉิบหาย!”

​เฉินโม่ขยับแว่น พยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

“การจัดสรรพลังงานอย่างเหมาะสม และรักษาฟังก์ชันของร่างกายให้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุด นี่คือจรรยาบรรณพื้นฐานที่สุดของนักแสดง”

“ความสำเร็จของเจียงฉือไม่ใช่เรื่องบังเอิญจริงๆ”

​เจียงฉือทำท่าซิทอัพเซ็ตสุดท้ายเสร็จ เหงื่อโซมไปตามไรผมตรงหน้าผาก อกกระเพื่อมไหวอย่างแรง

เขาเช็ดเหงื่อ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วต่อสายหาคนคนหนึ่ง

หลินหว่าน

​ปลายสายรับโทรศัพท์แทบจะในวินาทีเดียว

“ฮัลโหล เจียงฉือ? ละครจบการศึกษาแสดงเสร็จแล้วเหรอ?”

เสียงของหลินหว่านฟังดูเหนื่อยล้าเล็กน้อย แต่ยังคงความคล่องแคล่วไว้เหมือนเดิม

​เจียงฉือเข้าเรื่องทันที “พี่หว่าน ละครจบการศึกษาแสดงเสร็จแล้วครับ”

“ผลออกมาดีมาก”

เขารายงานสั้นๆ ได้ใจความ

จากนั้น เหมือนเพิ่งนึกเรื่องขี้ปะติ๋วขึ้นมาได้เรื่องหนึ่ง จึงเสริมไปอีกประโยคว่า

“อ้อ จริงด้วย ผู้กำกับเว่ยซงจากหัวซิงมีฟิล์มมาดูด้วยนะ”

“เหมือนเขาจะสนใจผมอยู่นิดหน่อย ให้ผู้ช่วยเอานามบัตรมาให้ บอกว่าวันหลังมีโปรเจกต์ใหม่จะคุยด้วย”

​น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย ราวกับกำลังบอกว่าวันนี้โรงอาหารมีเมนูอะไรบ้าง

ปลายสายเงียบสนิทไปนานหลายวินาที

ไม่กี่วินาทีต่อมา เสียงของหลินหว่านก็ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับความตกใจที่พยายามสะกดไว้อย่างสุดความสามารถ

“ใครนะ? เว่ยซง... แห่งหัวซิงเนี่ยนะ?”

“ครับ” เจียงฉือตอบสั้นๆ

“เขา... ถูกใจนายงั้นเหรอ?”

“ก็น่าจะใช่นะครับ” เจียงฉือตอบแบบไม่แน่ใจนัก “ยังไม่ได้บอกรายละเอียด แค่บอกว่ามีโปรเจกต์ใหม่”

​ฝั่งหลินหว่านเงียบไปอีกครั้ง

เจียงฉือแทบจะจินตนาการภาพในหัวของเธอออกเลยว่า ตอนนี้เธอกำลังใช้สมองค้นหาข้อมูล "ความเคลื่อนไหวล่าสุดของเว่ยซง" อย่างบ้าคลั่ง

​เว่ยซง!

นั่นคืออนุสาวรีย์แห่งศิลปะที่มีตัวตนจริงๆ ในวงการผู้กำกับจีนเลยนะ!

หนังของเขาไม่เคยยอมก้มหัวให้กลุ่มทุน ทำเพื่อศิลปะเท่านั้น

การได้เล่นหนังของเขา ต่อให้เป็นแค่ตัวประกอบ ก็หมายความว่าได้เหยียบเท้าเข้าสู่แกนกลางของวงการภาพยนตร์ไปครึ่งตัวแล้ว

แต่เจียงฉือ เด็กนักศึกษาที่ยังเรียนไม่จบคนนี้ กลับถูกเขาตาถึงเข้าให้!

​หลินหว่านพยายามบังคับตัวเองให้ใจเย็น

“เจียงฉือ เรื่องนี้สำคัญมาก โปรเจกต์ของกำกับเว่ย น่าจะเป็นหนังประวัติศาสตร์ที่เขาเตรียมการมานานมาก ลงทุน... มากกว่าห้าร้อยล้าน”

เธอจงใจเน้นเสียงคำว่า "ห้าร้อยล้าน" เป็นพิเศษ

​ไอ้เรื่องห้าร้อยล้านเนี่ย เจียงฉือได้ยินมาจากปากอาจารย์หลิวตั้งนานแล้ว

เขายังคงถามด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความกระหายใคร่รู้และจริงใจอย่างที่สุดว่า:

“พี่หว่านครับ”

“ไอ้หนังประวัติศาสตร์ห้าร้อยล้านนั่นน่ะ...”

“มัน... 'สุก' ดีไหมครับ?” (สำนวนเปรียบเทียบจากมีมซื้อแตงโม หมายถึง บทมันดีไหม/มันการันตีรายได้ไหม ในที่นี้เจียงฉือหมายถึงบทมันรันทดจนได้ KPI ชัวร์ไหม)

​"สุกดีไหม?"

คำถามนี้ทำเอาหลินหว่านรู้สึกเหมือนเลือดสูบฉีดขึ้นสมองจนหน้ามืด

โปรเจกต์ระดับ S+ ลงทุนห้าร้อยล้าน!

จุดสูงสุดของศิลปะในโลกภาพยนตร์!

แหล่งบ่มเพาะจักรพรรดิจอเงินในอนาคต!

นายดันถามฉันว่า... สุกดีไหมเนี่ยนะ?!

​ปลายสาย เธอพยายามสะกดกลั้นความอยากที่จะเขวี้ยงโทรศัพท์ทิ้ง แล้วเค้นเสียงลอดไรฟันออกมา

“เจียงฉือ”

“นายกำลังพูดเรื่องอะไร?”

​เจียงฉือไม่ได้ยินรังสีอำมหิตในน้ำเสียงของเธอเลยสักนิด

เขานึกว่าพี่หว่านไม่เข้าใจที่เขาถาม เลยอธิบายซ้ำด้วยความอดทน

“ก็คือ... องค์ประกอบของความ 'รันทด' ในบทน่ะครับ มันสุกงอมได้ที่ไหม?”

“สามารถทำให้คนดูดูจบแล้วร้องไห้แทบขาดใจ ตับพังไส้แตก ชนิดที่ว่าดูจบแล้วซึมไปเป็นเดือนเลยได้หรือเปล่า”

“ถ้าจะให้ดีขอแบบรักรันทด รักแต่ครอบครองไม่ได้ ต้องพรากจากกันชั่วนิรันดร์...”

​เจียงฉือหักนิ้วไล่เรียงองค์ประกอบคลาสสิกที่สามารถผลิต "ค่าความใจสลาย" ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เขายิ่งพูดยิ่งคึก โดยไม่ทันสังเกตเลยว่าหลินหว่านที่ปลายสาย เปลี่ยนจากอาการตกใจกลายเป็น "สยองขวัญ" ไปเรียบร้อยแล้ว

​หลินหว่านฟังทฤษฎี "บทบาทความรันทด" ของเขาแล้ว จู่ๆ ก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้

ตอนที่เจียงฉือถ่ายทำบทแม่ทัพหนุ่มในเรื่อง 《วังวนมายา》 เสร็จ แล้วเธอส่งบทใหม่ให้เขา เขาก็เคยถามคำถามแบบนี้เป๊ะๆ!

ความคิดที่ทั้งพิลึกและน่ากลัวผุดขึ้นมาในหัวราวกับฟ้าผ่า

​ไอ้เด็กนี่...

คงไม่ได้ถูกกระทบกระเทือนใจอะไรมาจนสมองเพี้ยนไปแล้วใช่ไหม?

หรือว่าตอนเล่นละครเรื่อง 《แรดในห้วงรัก》 จะอินบทหนักเกินไป จนเอาความดื้อรั้นประสาทๆ ของตัวละครหม่าลู่ติดมาใช้ในชีวิตจริง?

​พอคิดถึงความเป็นไปได้นี้ ใจของหลินหว่านก็ดิ่งวูบลงทันที

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับนักแสดงอัจฉริยะ คือการ "ออกจากบท" ไม่ได้

เธอไม่ต้องการให้เจียงฉือต้องกลายเป็นคนบ้าที่คลั่งไคล้การแสดงจนเสียสติไปในที่สุด

​“เจียงฉือ”

เสียงของหลินหว่านกดต่ำลงทันที ทุกคำแฝงไปด้วยความเคร่งขรึม

“ตอนนี้ตัวนายอยู่ที่ไหน?”

“หอพักไงครับ” เจียงฉือตอบอย่างงงๆ

“บอกฉันมาตามตรงนะ” น้ำเสียงของหลินหว่านจริงจังเหมือนกำลังปลอบโยนคนใกล้ตาย “ตอนนี้... นายรู้สึกว่าตัวเองยังโอเคอยู่ไหม?”

“นายยังแยกแยะออกใช่ไหม ว่าตัวเองคือเจียงฉือ หรือว่าเป็นหม่าลู่?”

​เจียงฉือ: “???”

เขาถึงกับอึ้ง

นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย?

ผมก็แค่หาที่ทำงาน เพื่อจะปั๊ม KPI ต่อชีวิตไม่ใช่เหรอ?

ทำไมคุยไปคุยมากลายเป็นเรื่องสุขภาพจิตไปได้ล่ะ?

​“พี่หว่านครับ” เจียงฉือขำไม่ออกบอกไม่ถูก “ผมสบายดีมากครับ เมื่อกี้เพิ่งแพลงก์เสร็จ แกนกลางลำตัว ผมแน่นปั๊กเลยเนี่ย”

“ผมก็แค่คนทำงานที่อยากศึกษา 'ดาวรุ่ง' ของโปรเจกต์แค่นั้นเอง”

“ดาวรุ่ง?” เสียงหลินหว่านสูงขึ้นแปดคีย์ “การเป็นพระเอกของผู้กำกับเว่ยซงนั่นแหละคือดาวรุ่ง คือการก้าวขึ้นสู่สวรรค์!”

“แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับความรันทดไม่รันทดกันฮะ!”

​เจียงฉือมองดูความมืดนอกระเบียง แล้วรู้สึกได้ถึงความอ่อนล้าของการ "คุยกันคนละเซิร์ฟเวอร์" อย่างรุนแรง...

​ในขณะเดียวกัน

ในห้องหนังสือที่เต็มไปด้วยตำราทฤษฎีละครนับไม่ถ้วน

ศาสตราจารย์เซี่ย พ่อของเซี่ยเมิ่ง กำลังถือโทรศัพท์ค้างอยู่ในอาการเหม่อลอยอย่างยาวนาน

ตรงหน้าของเขา มีหนังสือชื่อ 《การวิเคราะห์โครงสร้างนิยมของการแสดงละครหลังสมัยใหม่》 ที่เขาเป็นคนเขียนเองวางกางอยู่

ตัวหนังสือทุกตัวในนั้นดูแปลกตาไปถนัดใจ

​เขาพยายามขบเคี้ยวความหมายของคำที่ลูกสาวเพิ่งโยนมาให้ทางโทรศัพท์เมื่อครู่

การแสดงที่สามารถขยี้สายเทคนิคได้ แต่มีแก่นเป็นเรื่องตลก?

มันคืออะไรกันแน่?

ทฤษฎี Alienation Effect ของเบรชท์?

Theater of Cruelty ของอาร์โทด์?

หรือเป็นศิลปะการแสดงสดแบบดาดานิยม?

​สมองที่อัดแน่นไปด้วยทฤษฎีของเขาในตอนนี้กำลังทำงานอย่างบ้าคลั่ง แต่กลับหาข้อมูลที่ตรงกันไม่เจอเลยสักนิด

ทฤษฎีการแสดงสายเทคนิคที่เขาสร้างขึ้นมาอย่างเข้มงวด แม่นยำ และไม่เคยมีข้อกังขามาตลอดหลายสิบปี กลับเริ่มมีรอยร้าวที่มองไม่เห็นปรากฏขึ้นเพียงเพราะคำว่า "เรื่องตลก"

​“เมิ่งเมิ่ง...” ศาสตราจารย์เซี่ยเอ่ยปากอย่างยากลำบาก “ที่ลูกพูดมาน่ะ... ช่วยอธิบายให้ละเอียดกว่านี้หน่อยได้ไหม?”

​ปลายสาย เซี่ยเมิ่งนิ่งเงียบไปนาน

เธอเองก็อธิบายไม่ได้เหมือนกัน

จะให้เธออธิบายกับพ่อที่มีหัวมีแต่ทฤษฎีเทคนิคยังไงดีล่ะ?

จะบอกว่าเจียงฉือใช้คำว่า "รายงานสรุป 800 คำ" ถีบเธอออกจากโลกของหม่าลู่กับหมิงหมิงยังไงเหรอ?

จะบอกว่าเขาใช้น้ำเสียงราบเรียบเล่าเรื่องธรรมดาๆ ในห้องซ้อม จนทำให้อารมณ์ที่เธอสะสมมาตลอดยี่สิบปีพังทลายลงได้ยังไง?

​ผู้ชายคนนั้น... ตัวตนของเขาคือสิ่งที่ไม่สามารถจัดหมวดหมู่ได้ด้วยทฤษฎีใดๆ เลย

สุดท้าย เซี่ยเมิ่งก็ยอมแพ้

“ไม่มีอะไรค่ะพ่อ หนูแค่ถามไปงั้นๆ แหละ”

​เธอกดวางสาย มองดูท้องฟ้ายามค่ำคืนนอกหน้าต่างหอพัก

บางที... บางสิ่งบางอย่างในโลกนี้ มันอาจจะอยู่เหนือทฤษฎีทั้งปวงจริงๆ ก็ได้

จบบทที่ ตอนที่ 70 โปรเจกต์มูลค่าห้าร้อยล้าน คุณมาถามผมว่า การันตีได้ไหม งั้นเหรอ?

คัดลอกลิงก์แล้ว