- หน้าแรก
- เซียนมรรคพิกล คนวิปลาส
- บทที่ 170 ต้านหยางจื่อ
บทที่ 170 ต้านหยางจื่อ
บทที่ 170 ต้านหยางจื่อ
"ฮ่าๆ ๆ! ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง!"
ต้านหยางจื่อที่ยืนอยู่บนกองเลือดและเนื้อหนัง เปิดปากหัวเราะบ้าคลั่ง บัดนี้เขาเข้าใจสิ้นแล้ว
เขาเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งถึงเรื่องที่ท่านผู้เฒ่าเซียนอายุยืนได้บอกเขาที่เทียนไว่เทียนเกี่ยวกับการสังหารสามภูติ ก่อนหน้านี้เขาเข้าใจผิดมาตลอดว่าต้องทำให้หลีหั่ววั่งกลายเป็นสามภูติแล้วค่อยสังหาร...
ผู้แสวงหาวิถีเซียน ต้องกำจัดสามภูติก่อน ชำระจิตใจให้ไร้กิเลส วิญญาณสงบนิ่ง ธาตุแท้ปรากฏชัด
ที่แท้ไม่มีคนที่ชื่อหลีหั่ววั่งอยู่จริง หลีหั่ววั่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของตัวเขาในอดีต หลีหั่ววั่งคือมารในใจ หนึ่งในสามภูติของเขา
หลีหั่ววั่งที่เปรอะเปื้อนกลิ่นอายแห่งโลกีย์คอยขัดขวางเขาจากการบรรลุเป็นเซียนมาตลอด และตอนนี้หลีหั่ววั่งได้กลายเป็นตัวเขาอย่างสมบูรณ์ นั่นหมายความว่าภูตินี้ได้ถูกสังหารแล้ว
ส่วนครั้งก่อนที่เขากินยา ดูเหมือนจะเป็นช่วงที่เขาสังหารภูติอีกตนหนึ่ง เพราะเหตุนี้เขาจึงกลายเป็นผู้ครึ่งเซียน
เขารู้สึกสุขล้นจนหัวเราะไม่หยุด พลางยกดาบเข่นฆ่าผู้คนที่เหลืออยู่ ทุกครั้งที่เขารู้สึกดีใจ เขาก็อยากฆ่าคน
ภูติสุดท้ายยังไม่รู้ว่าต้องไปสังหารที่ไหน แต่ต้านหยางจื่อมีลางสังหรณ์ว่าตนใกล้จะผ่านประตูนัมเทียนเมิ่นได้แล้ว
คนอื่นๆ ในถ้ำไม่ใช่คู่ต่อสู้ของต้านหยางจื่อ ไม่นานทั้งถ้ำเว้นแต่ตัวเขาแล้วก็ไม่มีผู้มีชีวิตรอดอยู่อีก
ต้านหยางจื่อหยุดมือแล้วก้มลงพินิจร่างอันเยาว์วัยของตน อดหลุดเสียงหัวเราะออกมาอีกไม่ได้ ดีใจจนเก็บความรู้สึกไม่อยู่ "ฮึๆ! เฒ่าเต๋านี้กำลังจะเป็นเซียนแท้เสียที!"
ท่ามกลางเสียงหัวเราะของเขา ภาพหลอนหลวงจีนที่อยู่ข้างๆ ค่อยๆ จางหายไปด้วยสีหน้างุนงง
แต่เขาหัวเราะได้ไม่นานก็กดความยินดีในใจลง เพราะตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาดีใจ
ไร้ซึ่งห้าธาตุที่เพิ่มพิเศษคอยค้ำจุน ร่างอันแตกสลายที่ไร้อวัยวะภายในของต้านหยางจื่อกำลังจะพังทลายในเร็ววัน
ตอนนี้เขาไม่อาจตายได้ เขาต้องรวมเป็นหนึ่งเดียวกับร่างแท้ของตนเสียก่อน
"ฮึ! มารในใจเพียงน้อยนิด ยังจะขัดขวางเรื่องการบรรลุเซียนของข้าอีกหรือ? เฒ่าเต๋านี้เป็นเซียนแล้ว!"
ต้านหยางจื่อรีบล้วงกระดิ่งออกมาจากอกเสื้อแล้วเริ่มสั่น รอบข้างทุกอย่างเริ่มยุ่งเหยิง คุณชายยิ่วหลายตนปรากฏตัวเบื้องหน้าเขาอย่างรวดเร็ว
"เชียวเชียวเชียว! ตั่นลั่นหว่าน! เหรินเย่อเทียว!"
เมื่อต้านหยางจื่อสั่งกำชับคุณชายยิ่วอย่างยโสโอหัง พวกมันก็รีบบินจากไป
เมื่อพวกมันกลับมาอีกครั้ง นอกจากนำพู่กันชาดและกระดาษเงินกระดาษทองมาแล้ว ยังนำท่อนไม้ชิ้นหนึ่ง ก้อนดินชิ้นหนึ่ง คบไฟอันหนึ่ง น้ำหนึ่งกา และเงินทองหนึ่งก้อนมาด้วย
ต้านหยางจื่อที่เดินโซเซหันไปหาผู้มีธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุดิน ธาตุไม้ และธาตุทองอย่างละคนจากกองศพบนพื้น ยกดาบฟันศีรษะพวกเขา
ต้านหยางจื่อแงะปากศีรษะหนึ่งเปิดแล้วยัดเงินทองเข้าไป จากนั้นใช้กระดาษเงินกระดาษทองปิดปากไว้ เริ่มใช้มือข้างเดียวกำพู่กันชาดราวกับกำหมัด วาดลงบนกระดาษเงินกระดาษทองอย่างรวดเร็ว
เมื่อลากเส้นสุดท้ายจบลง ศีรษะนั้นก็ส่งเสียง "อี๊ดอ๊าด" พลางเริ่มขยับหดตัว เมื่อผิวหนัง ขน และอวัยวะบนใบหน้าค่อยๆ ร่วงหล่น ศีรษะเดิมก็หดลงเหลือเพียงครึ่งเดียว
ต้านหยางจื่อหยิบศีรษะขึ้นมาดึงแล้วกดเข้าไปในอกของตัวเอง
ทำเช่นเดียวกันนี้ ศีรษะที่เหลืออีกสี่ศีรษะก็มุดเข้าไปในอกอันว่างเปล่าของหลีหั่ววั่ง แทนที่ตำแหน่งของอวัยวะภายในเดิม
เมื่อศีรษะสุดท้ายเข้าครองตำแหน่งหัวใจ ต้านหยางจื่อก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ เวทมนตร์ชั่วร้ายที่เขาขโมยมาจากวัดอู้สือกง แม้จะทนไม่ได้นาน แต่ขอเพียงแค่สักพักเดียวก็พอ
ต้านหยางจื่อหยิบตำราสวรรค์เล่มนั้นออกมาด้วยสีหน้าเปี่ยมความรู้สึก แม้เขาจะอ่านตัวอักษรบนนั้นไม่ออกสักตัว แต่มันคือสิ่งที่นำพาเขาสู่การเป็นเซียน
"ไม่รู้ว่าเมื่อผ่านประตูนัมเทียนเมิ่นไปแล้ว จะได้พบเซียนท่านนั้นอีกหรือไม่ หากได้พบ ย่อมต้องขอบคุณอย่างมากเป็นแน่"
ก็เพราะการช่วยเหลือของท่าน เขาจึงสามารถผ่านประตูนัมเทียนเมิ่น มีชีวิตเท่าเทียมฟ้าดิน
"ไอ้เวรตะไลไร้ประโยชน์!"
เสียงด่าที่มาอย่างกะทันหันทำให้สีหน้าของต้านหยางจื่อแข็งค้าง เขารีบหันไปมองทิศทางที่มาของเสียง แต่โดยรอบกลับว่างเปล่า ไร้ผู้คนและไร้ความเคลื่อนไหวใดๆ
"ใครกัน! ออกมาให้เซียนเห็นหน้า หากเซียนพอใจจะทิ้งศพเจ้าไว้ทั้งชิ้น!" เสียงอันเดือดดาลของต้านหยางจื่อสะท้อนก้องไปทั่วถ้ำ แต่ไร้วี่แววการตอบกลับ
ต้านหยางจื่อที่ใบหน้าเต็มไปด้วยอาฆาตแค้นแผดเสียงฮึดฮัด หยิบตำราสวรรค์ในมือแล้วเดินมุ่งหน้าออกจากถ้ำ
ถ้ำนี้ประหลาดนัก ทั้งเทพฮี่ก่อนหน้าก็ไม่ใช่ของดี ไม่ควรอยู่นานให้เสียเวลา
ยังคงต้องออกจากที่นี่ก่อน หาที่เงียบสงบรอให้ร่างแท้กลับมาค่อยว่ากันอีกที
ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม หากข้าบรรลุเป็นเซียนแท้ในที่สุด ทุกสรรพสิ่งในโลกมนุษย์ล้วนต่ำต้อยดั่งมด!
เมื่อต้านหยางจื่อเดินกลับมาถึงสนามรบอีกครั้ง ก็พบว่าด้านนอกเงียบสงัดยิ่ง
ทั้งถ้ำไม่เหลือผู้มีชีวิตสักราย ทุกคนล้วนตายสิ้น ฐานที่มั่นของเอาเจียงเจี๋ยวในเทือกเขานี้ถูกทำลายล้างอย่างราบคาบ
"ไอ้หัวโรคเรื้อน! เจ้าคิดว่าเจ้าจะเป็นเซียนได้รึ? ไอ้สุนัขตัวนี้ยังกล้าอวดดีอีก!!"
"ฉึก!" ดาบยาวที่ต้านหยางจื่อขว้างออกไปพุ่งเสียบผนังถ้ำอันแข็งแกร่ง ส่งเสียงสั่นสะเทือน
คราวนี้ต้านหยางจื่อทนนั่งไม่ไหวแล้ว "กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง!!" เสียงกระดิ่งแสบหูดังขึ้น คุณชายยิ่วมากมายวนเวียนรอบกายต้านหยางจื่อ
เมื่อเขาออกคำสั่ง คุณชายยิ่วก็พุ่งสำรวจไปทั่วทุกทิศทางอย่างคลั่งคลุ้ม เพื่อหาตัวคนที่กล่าววาจาเมื่อครู่
แต่หลังจากค้นหาเนิ่นนานเท่าเวลาเผาธูปหนึ่งดอก คุณชายยิ่วที่สามารถขึ้นสวรรค์ลงใต้พิภพกลับไม่พบผู้ใดเลยสักคน แม้แต่ใต้ดินหรือในผนังก็ไม่มี
"นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? หรือว่าซื่อหวั่งเต๋าวางกับดักรอเซียนอยู่?" ต้านหยางจื่อที่มีสีหน้าแปรปรวนมองไปยังสภาพแวดล้อมแปลกหน้ารอบด้านและรำพึงในใจ
หลังจากประสบเหตุการณ์สองครั้ง ต้านหยางจื่อไม่กล้าประมาทอีกต่อไป เขาชี้กระดิ่งในมือ คุณชายยิ่วรีบบินออกจากถ้ำไปตามหาร่างแท้
ส่วนตัวเขาถือดาบยืนรออยู่ที่เดิม
เมื่อผ่านไปสองธูป ต้านหยางจื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากด้านนอก หัวใจของเขาพลันเต้นแรงด้วยความยินดี รีบหันไปมอง
แต่กลับพบว่าผู้ที่เดินเข้ามาในถ้ำไม่ใช่ร่างแท้ของเขา แต่เป็นหญิงคนหนึ่งที่แต่งกายประหลาดยิ่ง
ตลอดหลายปีที่เขาท่องไปทั่วทุกทิศ เขาผ่านโลกมามากมาย แต่ไม่เคยเห็นสตรีในที่ใดแต่งกายเช่นนี้มาก่อน
เสื้อผ้าดูเหมือนเป็นผ้าไหม ใต้รักแร้ยังหิ้วกล่องสี่เหลี่ยมแปลกประหลาด ผมบนศีรษะรวบเป็นมวย
นางดูราวสี่สิบกว่า หน้ากลม ตาโต ผมสั้น ดูเหนื่อยล้าอยู่บ้าง
"สตรีผู้นี้มีที่มาอย่างไร? สองเสียงเมื่อครู่เป็นนางที่ด่าข้าใช่หรือไม่? มาในยามสำคัญเช่นนี้ หรือนางจะเป็นศัตรูในอดีตของข้า?"
ขณะที่ต้านหยางจื่อคิดวนเวียนไปมา เขาก็เห็นหญิงผู้นั้นยิ้มให้เขาด้วยสีหน้าขอโทษ
"ลูกที่รัก เพราะโรงพยาบาลต้องจัดการเอกสารบางอย่าง แม่เลยมาช้า บาดแผลภายนอกของลูกหายเกือบหมดแล้ว แม่กับพ่อเลยหาโรงพยาบาลใหม่ให้ลูก"
เมื่อเสียงพูดเพิ่งจบลง ต้านหยางจื่อก็เห็นถ้ำสว่างไสวรอบตัวพังทลายเปลี่ยนสี สีขาวสว่างฉาบไปทั่วทุกด้าน
ร่างที่ควรยืนอยู่ในถ้ำของเขาก็เริ่มมีสิ่งของก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว