เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 26 ฉันเชื่อคุณ!

บทที่ 26 ฉันเชื่อคุณ!

บทที่ 26 ฉันเชื่อคุณ!


หมู่บ้านหลิวจวงอยู่ห่างจากเหมืองถ่านหินจิ่วหลงไม่ถึงสี่สิบลี้

ตอนที่จ้าวหงอี้และหยวนซู่หมิ่นเดินทางไปถึง ก็เป็นเวลาเกือบสิบโมงเช้าแล้ว

เส้นทางขึ้นเขานั้นทั้งชันและแคบ ลำพังแค่คนเดินยังลำบาก

ย่อมไม่สามารถปั่นจักรยานต่อไปได้

จ้าวหงอี้หาที่ลับตาคนเพื่อซ่อนจักรยานไว้ ก่อนจะเริ่มเดินเท้าขึ้นเขา

พวกเขาเดินสลับพักไปตลอดทาง ผ่านไปเกือบชั่วโมง ในที่สุดก็ขึ้นมาถึงเขตเขาด้านหลัง

“จ้าวหงอี้ ยังต้องเดินไปอีกไกลไหม?” หยวนซู่หมิ่นใช้มือหนึ่งเท้าเอว

ส่วนอีกมือกำผ้าเช็ดหน้าคอยซับเหงื่อบนใบหน้า

หากเป็นยามปกติที่ต้องออกไปทำงานในทุ่งนาบ่อย ๆ ก็คงจะไม่เท่าไหร่

แต่หลังจากเธอแต่งงานเข้าหมู่บ้านสือหลี่พู่ เธอก็แทบไม่ได้ลงนาทำงานหนักเลย

อย่างมากก็แค่ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวที่จะช่วยงานเบา ๆ บ้างเท่านั้น

ในเรื่องของพละกำลัง ย่อมไม่อาจเทียบกับคนที่ต้องก้มหน้าก้มตาทำนาเป็นประจำได้

“พี่สะใภ้ อดทนอีกนิดครับ คิดว่าอีกไม่นานก็น่าจะหาเจอแล้ว”

จ้าวหงอี้เอ่ยพลางสอดส่ายสายตา

มองหาสิ่งอ้างอิงตามที่ระบุไว้ในหนังสือพิมพ์

ความจริงเขาก็ไม่ได้มั่นใจเต็มร้อยว่าจะหาเจอได้ในทันที

เพราะช่วงเวลาที่เขาอ่านบทความนั้นมันคืออีกสามสิบปีให้หลัง

ในเวลาสามสิบปี อะไร ๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปได้มากมาย

โชคยังดีที่ดวงของจ้าวหงอี้ยังถือว่าดีอยู่

ไม่นานเขาก็พบสิ่งอ้างอิงตามที่หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นเขียนไว้

“พวกเราเดินไปทางโน้นกันเถอะครับ!” จ้าวหงอี้ชี้ไปยังยอดเขาเล็ก ๆ

ลูกหนึ่งที่มีรูปร่างคล้ายก้อนเงินโบราณ

(หยวนเป่า)

ทั้งคู่เริ่มออกเดินต่อ

ทว่าเดินไปได้ไม่ถึงยี่สิบนาที

หยวนซู่หมิ่นก็หอบถี่พลางเอ่ยว่า “ไม่ไหวแล้ว! พักก่อนเถอะ

พี่เดินต่อไม่ไหวแล้วจริง ๆ!”

ทางที่เหยียบอยู่นั้นขรุขระ ต้องเดินกะพร่องกะแพร่งสะดุดหลุมสะดุดบ่ออยู่ตลอดเวลา

หากไม่ระวังก็อาจจะเท้าพลิกได้ง่าย ๆ

อีกทั้งตอนนี้ใกล้จะเที่ยงแล้ว แสงแดดแผดเผารุนแรงประหนึ่งจะย่างสดคนให้สุก

เมื่อปัจจัยสองอย่างนี้รวมกัน

ย่อมเป็นการทดสอบทั้งสมรรถภาพร่างกายและจิตใจอย่างหนัก

จ้าวหงอี้กล่าวว่า “พี่สะใภ้ พักน่ะพักได้ครับ”

“แต่ประเด็นคือเราต้องหาที่ที่มีร่มไม้พัก”

“ขืนพักกลางแดดแบบนี้ ถ้าเป็นลมแดดขึ้นมาจะยุ่งเอา”

เมื่อเห็นว่าหยวนซู่หมิ่นหมดแรงจริง ๆ จ้าวหงอี้จึงเอ่ยต่อว่า “พี่สะใภ้

ให้ผมแบกพี่เดินไปเถอะครับ”

“นี่มัน...” หยวนซู่หมิ่นเริ่มลังเล แต่ก็ยังส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่เป็นไร

นายแค่ช่วยพยุงพี่ก็พอ”

จ้าวหงอี้ไม่ได้บังคับ

เขาช่วยประคองแขนหยวนซู่หมิ่นแล้วมุ่งหน้าต่อไปยังยอดเขาที่รูปร่างเหมือนก้อนเงินนั้น

แต่เมื่อฝืนเดินต่อไปได้อีกสิบกว่านาที หยวนซู่หมิ่นก็หมดสภาพโดยสิ้นเชิง

ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อราวกับเพิ่งไปล้างหน้ามา

ทุกย่างก้าวนั้นช่างยากเย็นแสนเข็ญ!

“พี่สะใภ้ อย่าฝืนเลยครับ ให้ผมแบกเถอะ” จ้าวหงอี้หยุดเดินแล้วย่อตัวลงครึ่งหนึ่ง

เขาไม่ได้มีความคิดอกุศลอะไร

เพียงแต่การพยุงกันเดินไปแบบนี้ นอกจากจะเปลืองแรงแล้วยังเดินได้ช้าด้วย

สู้แบกขึ้นหลังไปเลยยังจะทำความเร็วได้มากกว่า

ในนาทีนี้หยวนซู่หมิ่นเลิกเกรงใจเรื่องความเหมาะสมไปแล้ว

เธอขยับเข้าไปใกล้แล้วใช้มือทั้งสองโอบบ่าของจ้าวหงอี้ไว้

จ้าวหงอี้ใช้มือรวบข้อพับขาของหยวนซู่หมิ่นไว้ แล้วยืดตัวตรงก้าวเดินไปข้างหน้า

ในตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์จะมาสัมผัสถึงความนุ่มหยุ่นที่แผ่นหลังแล้ว

ในหัวคิดเพียงแต่อยากจะรีบเดินให้ถึงจุดที่มีร่มเงาเพื่อพักเท้าสักครู่

เดินต่อไปแบบนี้อีกยี่สิบนาที

ในที่สุด ก็มาถึงจุดที่มีร่มเงาไม้

ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ร่มเงา

ทั้งคู่ต่างก็รู้สึกถึงความเย็นสบายจนอุณหภูมิเหมือนจะลดลงไปหลายองศา

จ้าวหงอี้วางหยวนซู่หมิ่นลงพลางหอบหายใจอย่างหนัก

หยวนซู่หมิ่นเอ่ยอย่างเก้อเขินว่า “พี่ตัวหนักไปหรือเปล่า?”

จ้าวหงอี้ส่ายหน้าตอบว่า “พี่สะใภ้ พี่ตัวเบาจะตายครับ แทบไม่มีน้ำหนักเลย

ที่หอบนี่เพราะผมรีบเดินเกินไปหน่อยน่ะ”

หลังจากพักอยู่ครู่หนึ่ง ทั้งคู่ต่างก็มีความรู้สึกไม่อยากจะลุกเดินต่อ

ทว่าในตอนนี้มีปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องรีบจัดการ

เหงื่อที่ออกมากเกินไปทำให้ทั้งคู่คอแห้งผาก

ต้องการน้ำมาเติมเต็มร่างกายอย่างเร่งด่วน

“พี่สะใภ้ พี่พักอยู่ที่นี่ก่อนนะ เดี๋ยวผมไปลองดูแถว ๆ นี้ว่าพอจะมีน้ำไหม”

จ้าวหงอี้ลุกขึ้นกล่าว

หยวนซู่หมิ่นเองก็กระหายน้ำอย่างหนัก เธอพยักหน้า “งั้นนายอย่าไปไกลนะ

ถ้าหาไม่เจอก็รีบกลับมา”

แม้ที่นี่จะเปลี่ยวและไม่มีคน

แต่ในป่าย่อมมีทั้งงู แมลง และสัตว์มีพิษมากมาย

หากโชคร้ายเจอหมาป่าหรือเสือเข้า ชีวิตอาจจะหาไม่เอาได้

จ้าวหงอี้พยักหน้า แล้วเริ่มออกหาน้ำในบริเวณใกล้เคียง

ส่วนหยวนซู่หมิ่นก็นั่งพักรออยู่ใต้ร่มไม้

ช่วงเวลาแห่งการรอนั้นช่างยาวนานและทรมานเสมอ

หยวนซู่หมิ่นไม่มีนาฬิกา เธอจึงไม่อาจรู้เวลาที่แน่นอนได้

แต่ความรู้สึกของเธอบอกว่าเวลาผ่านไปนานมากแล้ว

ในขณะที่เธอเริ่มจะคิดฟุ้งซ่าน เสียงที่โหยหาก็ดังมาจากที่ไกล ๆ “พี่สะใภ้!”

หยวนซู่หมิ่นดีใจรีบลุกขึ้นยืนถามว่า “เจอน้ำไหม?”

“เจอแล้วครับ ตามผมมาเถอะ” จ้าวหงอี้ร้องบอกพลางเดินนำทางไป

ไม่นานนัก ก็พบกับบ่อน้ำเล็ก ๆ บ่อหนึ่ง

สายน้ำไหลออกมาจากซอกหินบนเขา ไม่รู้ว่าไหลไปสิ้นสุดที่ไหน แต่ที่แน่ ๆ

คือน้ำในบ่อนั้นใสสะอาดมาก

หยวนซู่หมิ่นไม่รอช้า รีบก้าวไปริมบ่อน้ำ วักน้ำขึ้นมาดื่มและล้างหน้าไปพร้อมกัน

หลังจากแก้ปัญหากระหายน้ำเรียบร้อยแล้ว

จ้าวหงอี้ก็หยิบเอา ‘จือหมาเซาปิ่ง’ (ขนมเปี๊ยะทอดงา) สองชิ้นออกมาจากถุงกระสอบป่าน

แล้วส่งให้หยวนซู่หมิ่นชิ้นหนึ่ง

เมื่อจัดการขนมเปี๊ยะเสร็จและพักต่ออีกครู่หนึ่ง ทั้งคู่ก็ออกเดินทางต่อ

สองชั่วโมงผ่านไป

“น่าจะอยู่ในป่าข้างหน้านี้แล้วละครับ” จ้าวหงอี้ชี้ไปที่ป่าทึบเบื้องหน้า

จากนั้นเขาก็หยิบนาฬิกาพกออกมาดูเวลา

ซึ่งตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสองโมงครึ่งแล้ว

“ป่าใหญ่ขนาดนี้ พวกเราจะหาคนเผ่าเอ๋อหลุนชุนเจอจริง ๆ เหรอ?”

หยวนซู่หมิ่นถามด้วยความไม่มั่นใจและมีความหวาดกลัวแฝงอยู่

“ในป่าจะมีหมาป่าไหม?”

จ้าวหงอี้ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “หมาป่าน่ะไม่แน่ใจครับ

แต่หมูป่าน่ะน่าจะมีชัวร์”

“หมูป่า?” ร่างกายของหยวนซู่หมิ่นสั่นเทา แววตาแห่งความหวาดกลัวยิ่งเข้มข้นขึ้น

หมาป่าเธอไม่เคยเห็น แต่หมูป่าเธอเคยเห็นมากับตา

ตอนนั้นเธอยังไม่แต่งงาน ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวมีหมูป่าวิ่งลงมาจากเขามาทำลายพืชผล

กองกำลังรักษาดินแดนของหมู่บ้านระดมกำลังออกไปจัดการ แม้จะมีปืนอยู่ในมือ

แต่กลับฆ่าหมูป่าไม่ตายในทันที

แถมยังมีคนหนึ่งถูกเขี้ยวหมูป่าขวิดจนท้องทะลุ

ภาพเหตุการณ์ในตอนนั้น เธอยังจำได้ติดตาจนถึงทุกวันนี้ด้วยความสยดสยอง

เมื่อสังเกตเห็นความหวาดผวาของหยวนซู่หมิ่น

จ้าวหงอี้จึงให้คำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่นว่า

“พี่สะใภ้ พอเข้าป่าไปแล้ว ถ้ามีอันตรายอะไรเกิดขึ้น ผมจะยืนขวางหน้าพี่เอง!”

หยวนซู่หมิ่นสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ หลังจากลังเลอยู่ครู่ใหญ่

เธอจึงตัดสินใจพยักหน้าอย่างแรงพลางเอ่ยว่า

“ฉันเชื่อคุณ!”

ทั้งคู่ก้าวเท้าเข้าสู่ผืนป่าและเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ

ยิ่งเข้าไปลึก ต้นไม้ก็ยิ่งหนาตาขึ้น

เรือนยอดไม้บดบังแสงอาทิตย์จนแสงสลัวราง ทำให้บรรยากาศยิ่งดูอึดอัดและกดดันมากขึ้น

เพื่อเป็นการคลายความตึงเครียด

จ้าวหงอี้ตั้งใจจะเล่าเรื่องตลกเพื่อให้หยวนซู่หมิ่นหายกังวล

ทว่าเขายังไม่ทันได้อ้าปากพูด

ทันใดนั้น เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นจากใต้เท้า

จ้าวหงอี้ก้มหน้าลงมอง แต่ยังไม่ทันจะมองเห็นชัดว่าเกิดอะไรขึ้น

ความรู้สึกเบาหวิวเหมือนตกจากที่สูงก็จู่โจมเข้ามาทันที

“ว้าย!” หยวนซู่หมิ่นร้องกรี๊ดด้วยความตกใจ

กว่าที่ทั้งคู่จะทันได้สติ

พวกเขาก็ถูกแหวนที่ถักทอจากเถาวัลย์ขนาดใหญ่รวบตัวขึ้นไปแขวนลอยอยู่กลางอากาศเสียแล้ว

จบบท

บทที่ 70 สองพี่น้องร่วมมือกันวางแผน!

ภายในห้องนอน

ทั้งสามคนล้อมวงนั่งอยู่รอบโต๊ะบนเตียงเตาและเริ่มเล่นไพ่กัน

เป็นที่รู้กันดีว่า ไม่ว่าจะเล่นไพ่หรือเล่นทอยลูกเต๋า

หากไม่มีการเดิมพันอะไรติดปลายนวมบ้าง

มันย่อมจืดชืดไร้รสชาติ และไม่มีแรงผลักดันให้ยากเอาชนะ

แต่ในเมื่อเป็นคนกันเอง การพนันด้วยเงินทองย่อมไม่เหมาะสม

ทั้งสามคนจึงตัดสินใจใช้วิธีเดิม นั่นคือใครแพ้จะต้องถูกแปะแถบกระดาษแผ่นเล็ก ๆ

ไว้บนใบหน้า

ครึ่งชั่วโมงต่อมา

จ้าวหงอี้ที่มีแถบกระดาษแปะอยู่เต็มหน้าจนแทบไม่เหลือที่ว่าง

ก็ตกอยู่ในสภาวะเซื่องซึม

เขาเริ่มทบทวนการเล่นของแต่ละตา และยิ่งทบทวน

เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกวางแผนรุมกินโต๊ะ

“ไม่ถูกต้อง! มันไม่ถูกต้องอย่างแรง!” จ้าวหงอี้ขมวดคิ้วมุ่นพลางทำท่าครุ่นคิด

“อะไรไม่ถูกต้องคะ?” ต่งเจียฮุ่ยพยายามกลั้นหัวเราะถามออกไป

จ้าวหงอี้ลูบ ‘เครายาว’ ที่ทำจากแถบกระดาษตรงใต้คางแล้วกล่าวว่า “ตาแรก

จิ้งหย่าเป็นเจ้ามือ”

“เจียฮุ่ยมีไพ่คิงอยู่ในมือ ซึ่งสามารถสู้ได้แต่กลับไม่สู้

ยอมปล่อยให้จิ้งหย่าชนะไป”

“หลังจากนั้น เจียฮุ่ยก็อธิบายว่า นึกว่าฉันเป็นเจ้ามือ...”

พูดถึงตรงนี้ เขาเว้นจังหวะไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ “ประเด็นมันอยู่ตรงนี้

เจียฮุ่ยฉลาดขนาดนี้ จะแยกแยะไม่ออกเลยเหรอว่าใครเป็นเจ้ามือ?”

“ตอนนั้นฉันแยกไม่ออกจริง ๆ นี่นา” ต่งเจียฮุ่ยฝืนเถียงข้าง ๆ คู ๆ

“ฉันนึกว่าคุณเป็นเจ้ามือจริง ๆ ค่ะ”

จ้าวหงอี้ให้เหตุผลอย่างหนักแน่นว่า “แยกไม่ออกครั้งหนึ่งยังพอเข้าใจได้

สองครั้งก็ยังพอให้อภัย”

“แต่ประเด็นคือ มีอย่างน้อยห้าตาที่พี่สาวเธอเป็นเจ้ามือ

แต่เธอกลับมองว่าฉันเป็นเจ้ามือแทน”

“มันสมเหตุสมผลตรงไหน?”

ต่งเจียฮุ่ย: “...”

อย่างน้อยห้าตาเลยเหรอ?

เธอไม่ได้นับละเอียดขนาดนั้นเสียด้วยสิ

ถ้าเป็นเรื่องจริงล่ะก็ แผนรุมกินโต๊ะนี้ก็ดูจะโจ่งแจ้งเกินไปหน่อยจริง ๆ

จ้าวหงอี้หันไปมองเมิ่งจิ้งหย่าแล้วกล่าวว่า “แล้วก็เธอด้วย

เธอเดินหมากเดียวกับน้องสาวเธอเลย”

“ทุกครั้งที่ฉันอยู่ข้างเดียวกับเธอ เธอก็จะทึกทักเอาเองว่าฉันเป็นเจ้ามือ”

“ฉันล่ะสงสัยนัก ตอนที่ฉันเป็นเจ้ามือจริง ๆ

ทำไมพวกเธอสองคนถึงไม่เคยมองผิดตัวเลยล่ะ?”

อุ๊ย!

เมิ่งจิ้งหย่าและต่งเจียฮุ่ยหลุดขำออกมาพร้อมกัน

สองพี่น้องหัวเราะจนตัวโยน

ภายในห้องอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะใสกระจ่างดุจกระดิ่งเงิน

ผ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุดสองพี่น้องก็หัวเราะจนพอใจ

ต่งเจียฮุ่ยกล่าวว่า “ฉันกับพี่วางแผนโกงคุณจริง ๆ นั่นแหละค่ะ”

“เมื่อก่อนทุกปีในช่วงวันตรุษจีน ครอบครัวของเราสองบ้านจะมารวมตัวกัน”

“พวกเราที่เป็นรุ่นเดียวกันก็จะมาล้อมวงเล่นไพ่ด้วยกันแบบนี้”

“ฉันกับพี่ใช้วิธีนี้แหละ กวาดเงินแต๊ะเอียจากพวกเขามาได้ตั้งเยอะแยะ”

จ้าวหงอี้ทำหน้าบึ้งตึงทันทีพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเข้มว่า “ได้! เก่งกันจริง ๆ นะ!”

“พวกเธอสองคนนี่ใจกล้าขึ้นเยอะเลยนะ ถึงขั้นกล้าร่วมมือกันมาหลอกฉันแล้ว”

“เห็นทีถ้าไม่สั่งสอนพวกเธอเสียบ้างคงไม่ได้แล้ว!”

พูดจบ เขาก็เงื้อมมือขึ้น ตบเพียะลงบนบั้นท้ายอันงอนงามของต่งเจียฮุ่ยหนึ่งที

ต่งเจียฮุ่ยหน้าแดงฉานขึ้นมาทันที

แม้จะถูกตบหนึ่งทีแต่มันก็ไม่ได้เจ็บอะไรนัก

ทว่าประเด็นสำคัญคือ... มันน่าอายเหลือเกิน!

หลังจากจัดการต่งเจียฮุ่ยเสร็จ จ้าวหงอี้ก็หันสายตาไปทางเมิ่งจิ้งหย่า

เมิ่งจิ้งหย่าใจหายวาบ!

ไอ้หมอนี่ คงไม่ได้คิดจะตบก้นเธอด้วยหรอกนะ?

เมิ่งจิ้งหย่าไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย

เธอรีบพุ่งหลบไปอยู่อีกฟากหนึ่งของม่านกั้นทันที

ไม่นานนัก ม่านก็ถูกเลิกขึ้น

ทว่าคนที่วิ่งตามเข้ามาไม่ใช่จ้าวหงอี้ แต่เป็นต่งเจียฮุ่ย

ต่งเจียฮุื่อ้าแขนออก พุ่งเข้าไปรวบตัวเมิ่งจิ้งหย่าจนล้มลงบนเตียงเตา แล้วตะโกนว่า

“ฉันจับพี่ไว้ให้แล้วค่ะ!”

เมิ่งจิ้งหย่า: “???”

ยังไม่ทันที่เธอจะตั้งตัวได้ บั้นท้ายที่งอนงามของเธอก็ถูกตบเข้าให้หนึ่งที

จ้าวหงอี้กล่าวอย่างลำพองใจว่า “คราวหน้าถ้ากล้าร่วมมือกันหลอกฉันอีก

ฉันจะลงมือให้หนักกว่านี้แน่”

พูดจบเขาก็ถอยกลับไปอีกฝั่งของม่าน

“เจียฮุ่ย ทำไมเธอถึง...”

เมิ่งจิ้งหย่ามองน้องสาวที่กำลังทำหน้าทะเล้นใส่ด้วยความขุ่นเคือง

จนไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาพูดดี

จากนิสัยของน้องสาวที่เธอรู้จัก

น้องสาวไม่ใช่คนที่จะไร้ความคิดและไม่รู้จักขอบเขตแบบนี้

ทว่าเมื่อครู่นี้ น้องสาวกลับกดตัวเธอไว้เพื่อให้จ้าวหงอี้ตบก้นเธอได้ถนัด ๆ

ชั่วขณะหนึ่ง เมิ่งจิ้งหย่าเริ่มคาดเดาความคิดของต่งเจียฮุ่ยไม่ออกเสียแล้ว

ต่งเจียฮุ่ยทำหน้าเป็นพลางว่า “พี่คะ อย่าโกรธเลยน่า”

“เรื่องโกงน่ะพวกเราทำด้วยกัน จะให้ฉันโดนตีคนเดียวได้ยังไงล่ะคะ”

“ต้องโดนตีด้วยกันสิถึงจะยุติธรรม”

เมิ่งจิ้งหย่าไม่ได้พูดอะไรต่อ

เพียงแต่รู้สึกว่าเธอจำเป็นต้องระวังน้องสาวคนนี้ไว้บ้างเสียแล้ว

ตอนนี้กล้ากดตัวเธอให้จ้าวหงอี้ตบก้น

วันหน้าจะกล้ากดตัวเธอให้จ้าวหงอี้ทำเรื่องที่เกินเลยกว่านี้อีกไหมนะ?

...

วันต่อมา

เมื่อจ้าวหงอี้มาถึงเหมืองถ่านหินจิ่วหลง เขาก็ตรงดิ่งไปที่ห้องการเงินทันที

เรื่องที่เขาท้าชิงตำแหน่งกับจูบินอย่างเปิดเผยนั้น

บรรดาหัวหน้าในโรงงานต่างรับรู้กันหมดแล้ว

ในระดับหนึ่ง ตอนนี้เขาสามารถนับได้ว่าเป็น ‘ว่าที่หัวหน้า’ แผนกจัดซื้อ

แน่นอนว่าเขาไม่จำเป็นต้องเข้ามารายงานตัวให้ตรงเวลาเป๊ะเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป

“ปัง ปัง ปัง!”

สิ้นเสียงเคาะประตู

น้ำเสียงนุ่มนวลไพเราะของเกาหรั่นก็ดังมาจากข้างใน “เชิญค่ะ”

จ้าวหงอี้ผลักประตูเดินเข้าไปในห้องการเงิน ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มสดใส

เมื่อเกาหรั่นเห็นว่าเป็นจ้าวหงอี้ที่เดินเข้ามา

ดวงตาคู่สวยก็ฉายแววประหลาดใจระคนดีใจ

เธอรีบถามทันทีว่า “ในบันทึกของคุณปู่คุณ มีวิธีรักษาหมูที่ฟาร์มพวกนั้นไหมคะ?”

“ไม่มีครับ” จ้าวหงอี้ส่ายหน้าตอบ

ประกายความดีใจในดวงตาของเกาหรั่นมอดดับลง แทนที่ด้วยความผิดหวัง

เธอฝืนยิ้มออกมาแล้วกล่าวว่า “ไม่เป็นไรค่ะ ถึงจะหาวิธีไม่เจอ

พี่ก็ต้องขอบคุณเธอมากนะ”

“ไม่ว่ายังไง เธอก็อุตส่าห์ช่วยลำบากเสียสละเวลาหาให้”

จ้าวหงอี้อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “พี่หรั่น

พี่ดูไม่ออกเหรอว่าผมกำลังล้อพี่เล่นอยู่น่ะ”

“ถ้าผมหาวิธีไม่เจอ ตอนเดินเข้าประตูมาผมจะยิ้มหน้าบานแบบนี้ได้ยังไงล่ะครับ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น อารมณ์ของเกาหรั่นก็เหมือนนั่งรถไฟเหาะ

จากที่ดิ่งลงเหวพุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง

เธอเดินเข้าไปหาจ้าวหงอี้ ยื่นมือไปหยิกแขนเขาเบา ๆ หนึ่งทีพลางค้อนให้

“พี่น่ะเครียดจนหัวแทบระเบิดอยู่แล้ว

เธอยังจะมีอารมณ์มาล้อเล่นอีกนะ!”

จ้าวหงอี้แสยะยิ้มพลางนวดแขนตรงที่ถูกหยิกพลางบ่นว่า “พี่หรั่น

พี่ลงมือหนักไปหน่อยหรือเปล่าครับเนี่ย”

เกาหรั่นย่อมรู้ดีว่าเธอออกแรงไปเท่าไหร่

เธอรู้ว่าจ้าวหงอี้แค่แสดงละคร เธอจึงแกล้งทำสีหน้าดุร้ายใส่แล้วว่า

“ถ้าไม่ลงมือหนัก เธอก็คงไม่จำหรอก”

“บอกมา! คราวหน้ายังจะกล้าอีกไหม?”

จ้าวหงอี้โพล่งออกมาทันที “กล้าครับ!”

“หือ?” เกาหรั่นเลิกคิ้วขึ้น

จ้าวหงอี้รีบเปลี่ยนคำพูดทันควัน “ไม่กล้าแล้วครับ! ไม่กล้าแล้ว!

เมื่อกี้มันปากไวไปหน่อย”

“แบบนี้ค่อยยังชั่วหน่อย” เกาหรั่นเผยรอยยิ้ม

ใบหน้าสวยที่เคยตึงเครียดพลันสว่างไสวดุจน้ำแข็งที่เริ่มละลาย

หลังจากหยอกล้อกันไม่กี่ประโยค ทั้งสองก็เริ่มเข้าสู่เรื่องจริงจัง

เกาหรั่นถามว่า “เธอเจอวิธีในบันทึกของคุณปู่จริง ๆ เหรอ?”

จ้าวหงอี้พยักหน้า “พี่หรั่น เรื่องแบบนี้ผมไม่มีทางเอามาล้อเล่นแน่นอนครับ”

“แต่พี่หรั่นครับ สิ่งที่พี่บรรยายอาการให้ผมฟังเมื่อวาน

มันมีจุดที่คลาดเคลื่อนไปจากสิ่งที่จดไว้ในบันทึกของคุณปู่อยู่บ้าง”

“เพื่อความมั่นใจ ผมต้องไปเห็นหมูที่ป่วยกับตาตัวเองก่อน

ถึงจะยืนยันได้ว่ายามันจะตรงกับโรคจริง

ๆ หรือเปล่า”

เกาหรั่นพยักหน้าช้า ๆ เห็นด้วยกับคำพูดนี้

เหมือนกับหมอรักษาคนที่ถ้าเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดาก็สั่งยาได้ทันที

แต่ถ้าเป็นโรคที่ซับซ้อน ก็จำเป็นต้องเห็นหน้าคนไข้ด้วยตาตัวเอง

หลังจากตรวจดูอาการอย่างละเอียดแล้ว

ถึงจะสามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำและสั่งยาได้ถูกต้อง

จบบท

จบบทที่ บทที่ 26 ฉันเชื่อคุณ!

คัดลอกลิงก์แล้ว