เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 110 สวนท้อสองจุดศูนย์

บทที่ 110 สวนท้อสองจุดศูนย์

บทที่ 110 สวนท้อสองจุดศูนย์


บทที่ 110 สวนท้อสองจุดศูนย์

หลังจากใช้เวลาสามวันในการประเมินผลครั้งแรกเสร็จสิ้น รวมถึงแบ่งแยกกองทัพหลักและกองทัพประจำการเรียบร้อยแล้ว อาร์เธอร์ได้มอบหมายให้เซอร์บาร์ดและผู้บังคับบัญชาที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งมาจากนักดาบแบล็กแมมบ้าเป็นผู้รับผิดชอบดูแลการฝึกซ้อมที่จะมีขึ้นหลังจากนี้ จากนั้นตัวเขาจึงออกเดินทางไปยังไลท์เฮาส์คีพ ซึ่งเป็นอาณาเขตปกครองอีกแห่งหนึ่งของตน

เมื่อหนึ่งปีก่อน อาร์เธอร์ได้แต่งตั้งพีท สมญานามผู้ทำบัญชี ให้เป็นผู้บริหารและรักษาการลอร์ดแห่งไลท์เฮาส์คีพ เพื่อช่วยเหลือเขาในการปกครองดินแดนแห่งนี้ นอกจากนี้เขายังใช้เวลาสี่วันในสวนผลไม้ภายในอาณาเขตของไลท์เฮาส์คีพ ซึ่งเดิมทีเคยปลูกต้นมะนาวและต้นมะเดื่อ โดยใช้การ์ดไอเทมคำสาบานในสวนท้อไปทั้งหมดสี่ครั้ง และให้ชาวสวนผลไม้นำเมล็ดท้อที่เขาเก็บสะสมไว้หลังจากรับประทานเนื้อหมดแล้วมาเพาะปลูกที่นั่น จนเกิดเป็นสวนท้อแห่งใหม่ขึ้นมา

คำสาบานในสวนท้อ สามารถรับประกันการรอดชีวิตของต้นท้อภายในรัศมีครึ่งลีกที่กำหนดไว้ และช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพวกมัน ยิ่งสภาพแวดล้อมโหดร้ายมากเท่าไหร่ ต้นท้อก็ยิ่งเติบโตช้าลงเท่านั้น

หนึ่งปีผ่านพ้นไป และเมื่ออาร์เธอร์เดินทางมาถึงสวนท้อนอกไลท์เฮาส์คีพอีกครั้ง สุดสายตาที่เขามองเห็นคือทิวแถวของต้นท้อที่เรียงรายกันเป็นระเบียบ พื้นที่ขนาดใหญ่ที่ถูกวางผังไว้อย่างเป็นระบบเต็มไปด้วยต้นท้อที่ได้รับการตัดแต่งกิ่งอย่างพิถีพิถัน ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวของดอร์น ต้นท้อชุดแรกที่ปลูกลงไปต่างเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งยังผลิดอกและออกผลจนหมดแล้ว โรงเลี้ยงผึ้งที่คนเลี้ยงผึ้งจัดทำขึ้น โดยมีรังผึ้งกระจายอยู่ตามช่องว่างระหว่างต้นท้อ ในแง่หนึ่งสามารถผลิตน้ำผึ้งและไขผึ้งได้ และในอีกแง่หนึ่งก็ช่วยให้สวนท้อแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

"นอกจากจะใช้แต่งรสชาติแล้ว น้ำผึ้งยังสามารถนำไปผสมกับน้ำแล้วหมักเพื่อทำเป็นเหล้าหมักน้ำผึ้งได้อีกด้วย" พีทกล่าวในขณะที่นำทางอาร์เธอร์และคณะเดินชมสวนท้อ "ส่วนไขผึ้งก็สามารถนำไปทำเป็นเทียนไขผึ้ง ตราประทับขี้ผึ้ง กระดานชนวนสำหรับเขียนหนังสือ และแม่พิมพ์ต่างๆ ได้"

อาร์เธอร์รับโถดินเผาที่บรรจุน้ำผึ้งซึ่งคนเลี้ยงผึ้งเพิ่งคั้นมาสดๆ ร้อนๆ น้ำผึ้งนั้นมีสีเหลืองอำพันอ่อนๆ เมื่ออาร์เธอร์ลองลิ้มรสดู นอกจากความหวานของน้ำผึ้งแล้ว ยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกท้อเจือปนอยู่ด้วย อาร์เธอร์ส่งโถดินเผาใบนั้นให้แก่เอดริกที่ยืนมองตาละห้อยอยู่ใกล้ๆ "เด็กๆ ควรทานของหวานให้น้อยหน่อย เอ้า เอาไปแบ่งกันกินซะ"

"ข้าไม่ใช่เด็กแล้วนะ" เอดริกพูดพลางกอดโถดินเผาเอาไว้ แล้ววิ่งไปเล่นกับเด็กๆ ในสวนท้อ อาร์เธอร์ส่งสัญญาณให้วิกวูดและวิกซิกส์ตามไปดูแล และไม่ได้สนใจเอดริกอีก

อาร์เธอร์เดาะลิ้นเพื่อลิ้มรสชาติของน้ำผึ้งที่ยังคงอบอวลอยู่ในปาก "แล้วเหล้าหมักน้ำผึ้งรสชาติเป็นอย่างไรบ้าง"

พีทชี้ไปข้างหน้า "อาร์เธอร์ ตามข้ามาทางนี้ โรงบ่มเหล้าอยู่ด้านหน้าสวนท้อนี่เอง"

อาร์เธอร์ไม่ค่อยได้มาที่ไลท์เฮาส์คีพนัก โดยส่วนใหญ่เขาจะใช้เวลาไปกับการควบคุมดูแลสถานการณ์โดยรวมที่สตาร์โพสต์ และปล่อยให้เรื่องการวางแผนรวมถึงการสร้างสวนท้อเป็นหน้าที่ของพีท หลังจากเดินไปได้ราวสิบนาที พวกเขาก็ผ่านป่าท้อมาจนถึงชายขอบของสวนท้อและมาถึงโรงบ่มเหล้า กลุ่มอาคารของโรงบ่มเหล้าประกอบไปด้วยสิ่งปลูกสร้างที่ทำจากหินมากกว่ายี่สิบหลัง ก่อนที่จะทันได้ก้าวเท้าเข้าไปในโรงบ่มเหล้า เพียงแค่ยืนอยู่ด้านนอก อาร์เธอร์ก็สามารถได้กลิ่นหอมของลูกท้อและผลไม้อื่นๆ ลอยมาตามลม

พีทชี้ไปยังห้องสองสามห้องแรกและแนะนำว่า "ห้องเหล่านี้คือห้องต้มเหล้า เป็นสถานที่สำหรับผสมวัตถุดิบ ต้ม และเตรียมความพร้อมสำหรับการหมัก ส่วนนี่คือเรือนน้ำบาดาล เป็นบ่อน้ำที่ขุดขึ้นเพื่อให้แน่ใจว่าแหล่งน้ำที่นำมาใช้จะสะอาดบริสุทธิ์ ช่างบ่มเหล้าที่จ้างมาบอกว่าสิ่งนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อการบ่มเหล้า ทางด้านโน้นคือคลังสำหรับจัดเก็บวัตถุดิบอื่นๆ และนี่ก็คืออุโมงค์ใต้ดินสำหรับเก็บเหล้า"

เมื่อฟังคำแนะนำของพีทแล้ว อาร์เธอร์ก็เดินลงไปยังอุโมงค์ใต้ดิน อุโมงค์แห่งนี้มีความเย็นและแห้งมาก มีทางเดินแยกย่อยไปทุกทิศทาง มีถังไม้จำนวนมากถูกจัดวางไว้บนชั้นที่ขุดเข้าไปในผนังหิน เหล้าในถังไม้เหล่านี้จะทำทำการหมักและบ่มอยู่ที่นี่ เพื่อให้แน่ใจว่าจะได้รสชาติและคุณภาพตามที่ต้องการ

หลังจากตรวจตราโรงบ่มเหล้าเสร็จสิ้น อาร์เธอร์ก็มายังห้องโถงหลักของโรงบ่มเหล้า แขกเหรื่อและพ่อค้าสามารถลิ้มลองรสชาติของเหล้าชนิดต่างๆ ได้ในห้องโถงแห่งนี้ รวมถึงพูดคุยเจรจาเรื่องการซื้อขาย

"อาร์เธอร์ นี่คือเหล้าหลักสามชนิดของโรงบ่มเหล้า ได้แก่ ซัมเมอร์เรด เหล้าท้อ และเหล้าท้อสีอำพัน" ช่างบ่มเหล้าที่ดูแลโรงบ่มสั่งให้คนรับใช้นำเหล้าสามโถเข้ามา "ซัมเมอร์เรดราคาโถละหนึ่งกวางเงิน เหล้าท้อราคาโถละสามกวางเงิน และเหล้าท้อสีอำพันราคาโถละสิบกวางเงิน"

อาร์เธอร์ลองชิมดูทีละชนิด ซัมเมอร์เรดมีความหวานของลูกท้อเจือปนอยู่จางๆ เมื่อเทียบกับซัมเมอร์เรดที่เขาดื่มบ่อยๆ ในดอร์น แต่ในแง่อื่นๆ ก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก ส่วนเหล้าท้อนั้นรสชาติดีข้ากว่าเหล้าท้อที่บ่มในสวนท้อที่วินเทอร์เฟลของเขาเสียอีก มันไหลลื่นลงคอโดยไม่มีความสากแห้งเลยแม้แต่น้อย ทิ้งกลิ่นหอมอบอวลไว้ทั่วริมฝีปากและฟัน มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ช่างบ่มเหล้าคนนี้มีฝีมือจริงๆ อย่างน้อยที่สุดเขาก็เก่งกว่ามือสมัครเล่นอย่างข้า อาร์เธอร์ลิ้มรสเหล้าท้อที่ไม่ได้ดื่มมานานและชื่นชมอยู่ในใจ

สำหรับเหล้าชนิดที่สามซึ่งมีราคาแพงที่สุดอย่างเหล้าท้อสีอำพัน ตามคำบอกเล่าของช่างบ่มเหล้า มันคือเหล้าที่เขาบ่มขึ้นหลังจากนำน้ำผึ้ง น้ำ ลูกท้อ และผลไม้อื่นๆ มาผสมและหมักเข้าด้วยกัน ช่างบ่มเหล้าคุยโวว่า "เหล้าท้อสีอำพันนี้ ข้าปรุงมันขึ้นมาเพื่อที่จะทัดเทียมกับเหล้าสีทองที่ผลิตโดยตระกูลเรดไวน์แห่งโอลด์ทาวน์"

เมื่อได้ยินดังนั้น อาร์เธอร์ก็เม้มปาก ด้วยความที่ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนแล้วค่อยเชื่อในภายหลัง เขาจึงรู้สึกว่าช่างบ่มเหล้าคนนี้พูดเกินความจริงไปหน่อย สถานะของเหล้าสีทองในเวสเทอรอส หรือแม้กระทั่งในดินแดนโพ้นทะเลแคบนั้นเป็นที่รู้จักกันดี ในโลกของภาพยนตร์และสุรา สถานะของมันอาจกล่าวได้ว่าเป็นเหมาไถในหมู่เหล้าเลยทีเดียว ในชีวิตก่อนหน้านี้ของเขา มีเหล้าขาวมากมายหลายชนิด แต่ไม่มีชนิดใดเลยที่สามารถทัดเทียมกับเหมาไถได้อย่างแท้จริง ด้วยความหวังลึกๆ ว่าอาจจะเจอขุมทรัพย์เข้าให้แล้ว อาร์เธอร์จึงโบกมือให้คนรับใช้รินเหล้า

เมื่อคนรับใช้รินเหล้าท้อสีอำพันลงในแก้วสำหรับดื่มเหล้าโดยเฉพาะ อาร์เธอร์ก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมรูปลักษณ์ของมัน ตัวเหล้ามีสีเหลืองอำพันที่ดูมีเนื้อสัมผัสและราคาแพงมาก ทันทีที่เหล้าถูกรินลงในแก้ว กลิ่นหอมอันเข้มข้นก็ลอยโชยมา อาร์เธอร์จิบไปหนึ่งอึก รสชาตินั้นกลมกล่อม หวานละมุน และอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของผลไม้นานาชนิด อาร์เธอร์วางแก้วลง หรือว่าข้าจะเจอขุมทรัพย์เข้าจริงๆ แล้ว? ก่อนหน้านี้เขาเคยดื่มเหล้าสีทองของโอลด์ทาวน์ที่วังของจ้าวแห่งท้องทะเล ทั้งสองชนิดมีรสชาติที่แตกต่างกัน แต่ทว่าต่างก็มีข้อดีของตัวเอง

"ไม่เลว"

อาร์เธอร์พยักหน้าด้วยความพึงพอใจและลองชิมเหล้าชนิดอื่นๆ อีกเจ็ดถึงแปดชนิดที่ช่างบ่มเหล้าผู้นี้บ่มขึ้น แม้ว่าจะไม่มีชนิดใดดีเยี่ยมเท่ากับเหล้าท้อสีอำพันนี้ แต่แต่ละชนิดก็มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างกันไป ทั้งรสเผ็ดร้อน รสสดชื่น รสสัมผัสนุ่มนวล รสหวานติดปลายลิ้น หรือรสขมนิดๆ แม้ว่าเขาจะดื่มเพียงแค่แก้วเดียวสำหรับเหล้าแต่ละชนิด ทว่าเมื่อทานคู่กับขนมปังกรอบและของว่าง อาร์เธอร์ก็ดื่มด่ำอย่างเต็มคราบ หลังจากชิมเหล้าและเดินออกจากโรงบ่มเหล้ามาแล้ว

"ช่างบ่มเหล้าคนนี้เป็นคนมีความสามารถ" ใบหน้าของอาร์เธอร์มีสีแดงระเรื่อเล็กน้อย ในสภาพที่มึนเมาเล็กน้อยนั้น เขาได้สั่งการกับพีทว่า "เจ้าต้องรั้งตัวเขาไว้ที่ไลท์เฮาส์คีพตลอดไป และกระบวนการบ่มเหล้าสำหรับเหล้าท้อสีอำพันจะต้องถูกรักษาไว้เป็นความลับขั้นสุดยอด"

พีทตอบว่า "ข้าให้การดูแลเขาเป็นอย่างดีมาก ทั้งเซ็นสัญญาจ้างงานระยะยาวและจัดหาที่อยู่อาศัยให้ ตอนนี้ภรรยาและลูกๆ ของเขาอาศัยอยู่ในไลท์เฮาส์คีพแล้ว ส่วนคนงานในโรงบ่มเหล้าต่างก็เป็นคนในพื้นที่ที่ข้ารับสมัครมา"

อาร์เธอร์พยักหน้า "ข้าสบายใจเวลาที่เจ้าเป็นคนจัดการเรื่องราวต่างๆ"

แม้ว่ารสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของเหล้าท้อสีอำพันส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับวัตถุดิบสำคัญอย่างลูกท้อและน้ำผึ้งที่ผลิตในสวนท้อ การควบคุมวัตถุดิบหลักเหล่านั้นจะทำให้สามารถควบคุมการบ่มเหล้าท้อสีอำพันได้ จึงไม่ต้องกลัวว่าผู้อื่นจะเลียนแบบหรือลอกเลียนไป แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การรักษาช่างบ่มเหล้าฝีมือดีเอาไว้และการควบคุมไม่ให้กระบวนการรวมถึงเทคโนโลยีรั่วไหล ก็เป็นวิธีหนึ่งในการสร้างปราการป้องกันที่หนาแน่นและมีความจำเป็นอย่างยิ่ง อาร์เธอร์ให้คุณค่ากับอนาคตของเหล้าท้อสีอำพันนี้เป็นอย่างมาก ตระกูลเรดไวน์แห่งโอลด์ทาวน์พึ่งพาการขายเหล้าสีทองและเหล้าคุณภาพอื่นๆ เพื่อรักษาจองกองเรือขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังทัดเทียมกับกองเรือเหล็กแห่งหมู่เกาะเหล็กและกองเรือหลวงของกษัตริย์

เมื่อกลับมาถึงอาคารหลักของไลท์เฮาส์คีพ อาร์เธอร์และพีทได้ร่วมกันหารือเกี่ยวกับช่องทางการขายของโรงบ่มเหล้าอีกครั้ง

พีทกล่าวว่า "เหล้าท้อและเหล้าท้อสีอำพันยังไม่เป็นที่รู้จักในดอร์นในเวลานี้ พวกมันยังไม่มีชื่อเสียงมากนัก และราคาก็ไม่ใช่สิ่งที่สามัญชนทั่วไปจะจ่ายไหว ข้าคาดการณ์ว่าในระยะแรก เหล้าท้อและเหล้าท้อสีอำพันส่วนใหญ่คงทำได้เพียงเก็บไว้ในคลังสำหรับกองเรือของเราและพวกกัปตันเรือจากบราาโวส เพื่อนำไปขายให้แก่ภายนอก"

โบราณว่าไว้ว่าเหล้าดีย่อมไม่ต้องป่าวประกาศ แต่เพื่อเปิดตลาดให้ได้อย่างรวดเร็ว ก็ยังคงต้องใช้ความพยายามอยู่บ้าง อาร์เธอร์คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "พวกเรามาเริ่มส่งเสริมการขายในสตาร์ฟอลรวมถึงในหมู่ลอร์ดบริวารและพวกขุนนางก่อนเถอะ ขนส่งเหล้าท้อที่บ่มเสร็จชุดนี้ไปยังสตาร์ฟอล ไม่ใช่ว่าวันฉลองครบรอบวันตั้งชื่อปีที่หกของเอดใกล้จะมาถึงแล้วหรือ? พวกเราสามารถจัดงานเลี้ยงที่สตาร์ฟอลในตอนนั้นเพื่อส่งเสริมการขายได้ นอกจากนั้น ข้าจะติดต่อพวกพ่อค้าเร่จากสตาร์โพสต์และขายให้พวกเขาในราคาต่ำ เพื่อให้พวกเขานำไปขายให้แก่ลอร์ดคนอื่นๆ ในดอร์น"

ก๊อก ก๊อก ก๊อก ในขณะที่ทั้งสองกำลังหารือเกี่ยวกับแผนการส่งเสริมการขายและรายละเอียดเฉพาะเจาะจงบางประการ เสียงเคาะประตู ก็ดังขึ้น

พีทขมวดคิ้ว "ข้าไม่ได้สั่งหรอกหรือว่าห้ามเข้ามา รบกวนเวลาที่ข้ากำลังหารือเรื่องราวกับลอร์ดอาร์เธอร์?"

คนที่เคาะประตูพูดผ่านประตูเข้ามาด้วยน้ำเสียงที่ยังมีความเป็นเด็กอยู่เล็กน้อยว่า "อาร์เธอร์ เมสเตอร์บอกว่ามีเรื่องด่วนและต้องการพบตัวลอร์ดอาร์เธอร์"

อาร์เธอร์บอกว่า "เข้ามาได้"

เมสเตอร์ที่ถือจดหมายและเดินหอบหายใจเข้ามากล่าวว่า "อาร์เธอร์ มีข้อความด่วนจากสตาร์ฟอลเรียกตัวท่านกลับไป"

เมื่อได้ยินดังนั้น อาร์เธอร์ก็ขมวดคิ้ว และแววตาแห่งความตื่นเต้นก็วาบผ่านเข้ามาในดวงตาของเขาในขณะที่คิดในใจว่า หรือว่าจะมีราชาแร้งปรากฏตัวขึ้นในเทือกเขาแดงอีกตัว? หรือว่าเกิดเรื่องผิดปกติขึ้นกับพวกชนเผ่าคนเถื่อน? หรือว่าไบร์ทสเปียร์กำลังก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นมาอีกครั้ง? หากเป็นเรื่องใดเรื่องหนึ่งในนี้จริง ด้วยกำลังพลที่สตาร์ฟอลสะสมไว้ในเวลานี้ รวมถึงอาวุธและยุทโธปกรณ์ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ พวกเขาคงจะได้เปิดศึกที่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง

จบบทที่ บทที่ 110 สวนท้อสองจุดศูนย์

คัดลอกลิงก์แล้ว