- หน้าแรก
- ข้าบำเพ็ญเซียนด้วยการเพิ่มคุณสมบัติให้สรรพสิ่ง
- ตอนที่ 14 หลอกหลวงซ่อนกล
ตอนที่ 14 หลอกหลวงซ่อนกล
ตอนที่ 14 หลอกหลวงซ่อนกล
ตอนที่ 14 หลอกหลวงซ่อนกล
ตอนที่ 14 หลอกหลวงซ่อนกล
เมื่อสวี่หย่วนกับปี้ฉยงออกมาจากภายในถ้ำเหมือง ถึงเพิ่งพบว่าด้านนอกมีคนยืนอยู่ไม่น้อย
คนเหล่านี้ล้วนเป็นทาสเซียนในเขตเหมือง มีทั้งชายหญิง มีทั้งพวกวัวม้าที่ทำงานงกๆ อยู่ในถ้ำเหมือง และมีทั้งพวกขายบริการที่รับแขกอยู่ในบ้านหิน เวลานี้พวกเขายืนเงียบๆ อยู่ทั้งสองฝั่ง คอยจับจ้องมองมายังพวกเขาทั้งสอง
ขณะนั้นเอง สวี่หย่วนรู้สึกราวกับว่าปี้ฉยงก้มหน้าลง เขาจึงหันไปมองทางนั้นโดยสัญชาตญาณ ก็พบว่าเป็นกลุ่มลูกน้องสมาคมแสวงเซียนของนาง เวลานี้พวกเขาก็อยู่ในขบวนด้วย กำลังมองปี้ฉยงด้วยใบหน้าตื่นเต้น
เขาส่ายหน้าในใจ สวี่หย่วนทอดสายตามองไปอีก ข้างๆ สมาคมแสวงเซียน เขาเห็นร่างของหวังเฉวียน เจ้าหมอนี่ดูเหมือนจะเพิ่งขึ้นมาจากเหมือง เสื้อผ้าและกางเกงยังมีแต่ฝุ่นเต็มไปหมด
เมื่อเขามองเห็นใบหน้าของผู้ก้าวสู่มรรคเซียนชัดเจน แผ่นแป้งแห้งในมือก็หล่นตุ้บลงพื้น
สหายไม่อยากเห็นเจ้าลำบาก แต่สหายก็ไม่อยากเห็นเจ้าได้ดีกว่าหรอกนะ
พี่สวี่เจ้ารีบกลับมาเถิด เขตเหมืองแจกหินวิญญาณแล้ว ผู้รับผิดชอบยังรับปากว่าสามวันจะให้พวกเรากินเนื้อสักมื้อ
ทว่าแม้ในใจจะเต็มไปด้วยความตกตะลึงและไม่เชื่อสายตา แต่เมื่อเขามองเห็นรูปลักษณ์ของสวี่หย่วนได้อย่างชัดเจนอย่างแท้จริงแล้ว เขาก็ยังโบกมือให้อย่างกระตือรือร้น “สวี่หย่วน ใช้ชีวิตให้ดีนะ”
คล้ายกับว่าเขาเป็นคนนำร่อง ทาสเซียนแปลกหน้าเหล่านั้นก็อวยพรตามกันมาไม่น้อย ทั้งยังมองคนทั้งสองด้วยใบหน้าอิจฉา
ผู้รับผิดชอบเขตเหมืองเห็นเช่นนี้ก็เปลี่ยนความคิด ใบหน้าชราประดับรอยยิ้มขึ้นมาทันที
“ทุกคนใจเย็นก่อน ใจเย็นๆ เฒ่าชราผู้นี้เคยบอกแล้วว่า เส้นทางสู่มรรคเซียนของทุกคนน่ะ อยู่บนจอบขุดเหมืองนั่นไงเล่า”
“สองท่านนี้ สวี่หย่วนและปี้ฉยง ก็เป็นเพราะขยันขุดแร่ทุกวัน จึงได้สั่งสมรากฐานมรรคเซียนที่ดีเยี่ยมมาได้ ด้วยเหตุนี้ วันนี้จึงได้ก้าวเข้าสู่ประตูเซียนแล้ว”
หน้าด้านกล่าววาจาไร้สาระเหล่านี้ออกมา ผู้รับผิดชอบก็หน้าไม่แดงเลยสักนิด ราวกับว่าคนที่ตั้งใจจะสังหารสวี่หย่วนกับปี้ฉยงเมื่อครู่ไม่ใช่เขาอย่างนั้น กลับเอาความสำเร็จของอีกฝ่ายมาสร้างบารมีให้ตนเอง แล้วยังวาดฝันให้ทาสเซียนตรงหน้าเหล่านี้อีก
มองดูท่าทางที่แววตาเปล่งประกายของทาสเซียนเหล่านั้น ในดวงตาของเขาก็เผยแววเยาะเย้ยออกมาสายหนึ่ง จากนั้นก็เหลือบมองปี้ฉยงกับสวี่หย่วนอย่างแนบเนียน
จิ๊ คิดว่าหลอมปราณแล้วก็จะเป็นเซียนไปจริงๆ รึ แค่ทาสเซียนสองคนที่ไร้รากฐานและไม่มีใครคอยชี้นำอย่างพวกเจ้า เข้าไปในที่พรรค์นั้น เกรงว่าคงอยู่ได้ไม่กี่วันก็ต้องถูกกลืนกินจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก!
เขตเหมืองไม่ใหญ่นัก เมื่อสวี่หย่วนได้สติกลับมา ด้านหน้าก็เป็นพื้นที่ป่าเขียวขจีแล้ว ส่วนเศษฝุ่นอันวุ่นวายที่ตนเองใช้ชีวิตอยู่มาเป็นเวลาหนึ่งปี เวลานี้ได้อยู่เบื้องหลังคนทั้งสองไปนานแล้ว
ในใจไม่รู้ว่าควรจะมีความรู้สึกเช่นไร สวี่หย่วนพลันรู้สึกราวกับว่าแขนเสื้อของตนถูกคนดึงไป เมื่อเงยหน้าขึ้น ก็เห็นท่านผู้ดูแลที่สวมผ้าคลุมหน้าเบื้องหน้าหันกายกลับมาทันที
“สุนัขเฒ่าถูฟางนั่นตบะต่ำต้อย สายตาก็ฝ้าฟาง มองไม่ออกว่าพวกเจ้าทะลวงผ่านด้วยเหตุใด แต่พวกเจ้าคิดหรือว่าจะปิดบังข้าได้”
เอ่ยปากอย่างเย็นชา ถัดจากนั้นโดยไม่รอให้ทั้งสองตอบกลับ แรงกดดันบนร่างของนางก็พุ่งทะยานขึ้น ปราณวิญญาณที่น่ากลัวกว่าผู้รับผิดชอบผู้นั้นมากนักก็ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง กดทับลงมายังทั้งสองโดยตรง
“บอกมาเถอะ พวกเจ้าได้รับวาสนาอันใดในเขตเหมือง แล้วทะลวงผ่านได้อย่างไร มิฉะนั้น ทาสเซียนสองคนที่ยังไม่ได้ลงนามในบัญชีรายชื่อศิษย์อย่างพวกเจ้า ข้าฆ่าทิ้งก็คือฆ่าทิ้ง”
“ศิษย์ ศิษย์ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสเซียนกำลังพูดถึงสิ่งใด” เวลานั้นเอง ปี้ฉยงที่อยู่ด้านหลังก็ก้าวขึ้นมาเอ่ยปาก จากนั้นสวี่หย่วนก็เข้าใจความหมาย จึงกล่าวเสริมว่า
“เรียนผู้อาวุโสเซียน ศิษย์ทั้งสองทะลวงผ่านระดับหลอมปราณด้วยโอสถวิญญาณที่แลกมาจากเขตเหมืองจริงๆ เพียงแต่ เพียงแต่ยังมีผลึกไขหยกสองก้อนที่ขุดเจอในถ้ำเหมือง พวกเราใช้กันไปคนละก้อนขอรับ”
“ผลึกไขหยกหรือ” หรงหลิงเลิกคิ้ว “ในถ้ำเหมืองยังมีผลึกไขหยกอีกหรือ ลำพังพวกเจ้าสองคนค้นพบได้อย่างไร มีผู้ใดบงการหรือไม่ ในถ้ำเหมืองยังมีหลงเหลืออยู่อีกหรือไม่”
สิ้นเสียง สวี่หย่วนกับปี้ฉยงต่างก็ทำความเคารพอย่างนอบน้อม “เรียนผู้อาวุโสเซียน ไม่มีผู้ใดบงการขอรับ/เจ้าค่ะ พวกเราสองคนได้รับวาสนามาโดยบังเอิญ ในถ้ำเหมืองก็ไม่น่าจะมีเหลืออยู่แล้ว”
ผ่านไปอีกสองลมหายใจ ปี้ฉยงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย หวังจะสังเกตสีหน้าของอีกฝ่าย ทว่ากลับเห็นว่าเวลานี้หรงหลิงกำลังมองตนด้วยรอยยิ้มที่ไม่คล้ายยิ้ม
“ปี้ฉยง เจ้าพอจะมีความฉลาดแกมโกงอยู่บ้าง แต่ภายหน้าวิชาส่งกระแสเสียงนี้ อย่าได้ใช้ต่อหน้าผู้ที่มีตบะสูงกว่าเจ้ามากนักล่ะ”
“และอีกอย่าง” ผู้ดูแลหรงหลิงผู้นั้นปลดผ้าคลุมหน้าออก เผยให้เห็นใบหน้างดงามอันเย็นชา “ภายหน้าหากมีคนถามถึง พวกเจ้าต้องจำคำพูดเมื่อครู่ไว้ให้ดีล่ะ”
“ท่าน...” ปี้ฉยงอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง คล้ายอยากจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็ปิดปากแน่น เพียงแต่เปลี่ยนจากการทำความเคารพอย่างนอบน้อมมาเป็นโขกศีรษะ “ขอบพระคุณผู้ดูแลหรงหลิง ปี้ฉยงจำไว้แล้วเจ้าค่ะ”
“หึ” มองอย่างเย็นชาโดยไม่ใยดี หรงหลิงกวักมือ ห่อใบบัวบนร่างของปี้ฉยงก็ลอยออกมา ร่วงลงในมือของนาง
“น่าเสียดายนัก เดิมทีข้าคิดจะใช้โอกาสนี้ หาข้ออ้างว่าทำร้ายศิษย์สำนักนิกายเพื่อสังหารสุนัขเฒ่านั่นทิ้ง แล้วจัดเตรียมคนของตนเองเข้ามา ไม่คิดว่าพวกเจ้าจะรอดชีวิตมาได้ ครานี้เขาคงดวงยังไม่ถึงฆาต และพวกเจ้าก็ดวงยังไม่ถึงฆาตเช่นกัน”
กล่าวจบ นางก็ชี้มือไปข้างหน้าอย่างลวกๆ “ผ่านเส้นทางสายนั้นไป ก็จะเป็นสถานที่ลงทะเบียนศิษย์แล้ว จะบอกให้เด็กน้อยสองคนอย่างพวกเจ้ารู้ไว้ ในสำนักจันทร์เร้นแห่งนี้ คนที่รักษาสัจจะเหมือนข้ามีไม่มากนักหรอกนะ”
สิ้นเสียง หรงหลิงที่อยู่เบื้องหน้าพลันกลายเป็นแสงสีขาวพุ่งหายไป หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในชั่วพริบตา
ราวสามลมหายใจให้หลัง ทั้งสองแน่ใจว่าอีกฝ่ายจากไปแล้ว ถึงค่อยถอนหายใจด้วยความโล่งอก ล้วนมีเหงื่อเย็นผุดเต็มตัว
เมื่อครู่หากพวกตนสองคนพูดผิดไปประโยคเดียว เกรงว่าเวลานี้คงกลายเป็นกระดูกแห้งไปแล้ว อีกอย่าง ปี้ฉยงก็นึกขึ้นได้แล้วว่าเหตุใดถึงได้ช้าไปครึ่งเค่อนั้น
ที่แท้ ท่านผู้นั้นที่ว่า อันที่จริงก็คือผู้ดูแลหรงหลิงผู้นี้ อีกฝ่ายไม่ใช่แค่คิดจะยืมมือปี้ฉยงขุดแร่ แต่ยังคิดจะยืมการตายของปี้ฉยงมาเป็นข้ออ้างหลอกสังหารผู้รับผิดชอบผู้นั้นอีก
เพียงแต่ไม่มีใครคิดว่า ปี้ฉยงกับสวี่หย่วนสองคนจะยังรอดชีวิตมาได้ นี่จึงทำลายแผนการซ้อนแผนของนาง
ทั้งสองเข้าขากันอย่างรู้ใจโดยไม่พูดถึงหัวข้อสนทนาเมื่อครู่อีก สวี่หย่วนก็ไม่ได้บอกว่าตนเองยังมีผลึกไขหยกอีก 10 ก้อนอยู่ในห่อใบบัวนั้น ครานี้สามารถหลุดพ้นจากเขตเหมืองได้ ก็ถือเป็นความโชคดีอย่างยิ่งแล้ว
“ไปกันเถอะ”
พักผ่อนอยู่อีกครู่หนึ่ง สวี่หย่วนทั้งสองก็เริ่มเดินไปตามเส้นทางบนเขาที่อีกฝ่ายชี้ไป คราวนี้หรงหลิงไม่ได้หลอกลวงพวกเขาสองคนอีก เมื่อเส้นทางบนเขาสิ้นสุดลง ด้านหน้าก็คือสะพานโซ่เหล็ก
อีกฝั่งหนึ่งที่มีเมฆหมอกปกคลุม ทั้งสองเห็นป้ายชื่อสถานที่ลงทะเบียนศิษย์อย่างชัดเจน
ทว่า ทันทีที่สองเท้าของทั้งสองเหยียบลงบนสะพานโซ่เหล็ก พลันเห็นรอบด้านเกิดพายุใหญ่พัดกระหน่ำ สะพานโซ่เหล็กถูกพัดจนส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด สั่นคลอนไปมา
“จับข้าไว้”
สวี่หย่วนออกแรงคว้าโซ่เหล็กด้านข้างไว้แน่น ส่วนปี้ฉยงก็ไม่ต้องให้เขาสั่งการ ได้คว้าแขนข้างหนึ่งของเขาไว้แต่แรกแล้ว ทั้งสองจึงค่อยๆ ขยับไปข้างหน้าทีละก้าวเช่นนี้
จนกระทั่งขยับไปได้ครึ่งทาง กลางอากาศถึงได้มีเสียงหงุดหงิดดังขึ้นมาอีกครั้ง “บัดซบ คนจรจัดที่เห็นแก่เงินไม่รักชีวิตสองคนนี้มาจากที่ใดกัน ถึงขนาดยอมทนรับพายุทวงวิญญาณนี้ ก็ไม่ยอมโยนเงินซื้อชีวิตสักหน่อย”
เสียงดังขึ้น ความวุ่นวายบนสะพานก็สงบลง ทั้งสองถึงหยุดร่างที่เกือบจะปลิวไปตามลมได้ จากนั้นก็มองไปยังทิศทางของเสียง พบกับอีกาดำตัวหนึ่งยืนอยู่ตรงหัวสะพาน
ตัวใหญ่เท่าแมวป่า ตาสีแดงขนสีดำ ดูมีจิตวิญญาณยิ่งนัก เมื่อเห็นทั้งสองมองมา มันพลันหัวเราะประหลาด พับปีกทำความเคารพแบบเต๋า
“คนจรจัดสอง... ไม่สิ สหายเต๋าทั้งสอง ยินดีต้อนรับสู่สำนักจันทร์เร้น”
[จบตอน]