- หน้าแรก
- ศิษย์พี่ปิ๊งไก่ไร้เทียมทาน
- ตอนที่ 20
ตอนที่ 20
ตอนที่ 20
บทที่ 20 เคล็ดวิชานี้มันยากขนาดนั้นเลยเหรอ?
ร่างของนักพรตเสวียนฮุยและเจ้าแห่งยอดเขาหลายคนปรากฏขึ้นที่บริเวณหน้าประตูยอดเขาหมอกอรุณ
สถานที่แห่งนี้ถ้าจะเรียกว่าเป็นประตูยอดเขาที่ดูโอ่อ่าสง่างาม สู้เรียกว่าเป็นโบราณสถานที่ทรุดโทรมขาดการดูแลรักษายังจะเหมาะกว่าเสียอีก
เสาหินสีเขียวที่มีรอยด่างดำสองต้นตั้งตระหง่านอยู่อย่างโดดเดี่ยวที่สองฝั่งของบันไดหิน
บนเสาหินมีเถาวัลย์เลื้อยพันอยู่เต็มไปหมด บริเวณด้านบนของเสาหินซึ่งเดิมทีควรจะเป็นที่แขวนป้ายชื่อ ก็ถูกเถาวัลย์ปกคลุมจนมิดชิด
สองข้างทางของบันไดหินที่คดเคี้ยวเต็มไปด้วยต้นไม้ที่ขึ้นจนรกครึ้ม ทำให้ภาพรวมของประตูยอดเขานี้ดูรกร้างว่างเปล่าเป็นอย่างมาก
เมื่อเห็นสภาพตรงหน้า เหล่าผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายต่างก็ยืนเงียบกริบ ในใจรู้สึกหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูก
เจ้าแห่งยอดเขาอัสนีบาตถอนหายใจออกมา:
"นี่... นี่มันจะดูรกร้างเกินไปหน่อยไหมเนี่ย"
เจ้าแห่งยอดเขาคนอื่นๆ ก็พูดขึ้นด้วยความรู้สึกสะท้อนใจเช่นกัน:
"นึกถึงตอนที่ศิษย์น้องหญิงเสวียนอี๋ยังอยู่ที่นี่ บนยอดเขามีแสงแห่งรุ่งอรุณส่องประกายระยิบระยับอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยมี... สภาพที่รกร้างว่างเปล่าแบบนี้มาก่อนเลย"
"ศิษย์น้องหญิงเสวียนอี๋เป็นถึงผู้ที่แข็งแกร่งเป็นอันดับหนึ่งของสำนักฟ้าลิขิตของเรา สถานที่บำเพ็ญเพียรของนาง ไม่ควรจะมีสภาพแบบนี้นะ ลู่หมิงคนนั้นไม่คิดจะเก็บกวาดบ้างเลยรึไง?"
"โธ่เอ๊ย ท่านจะไปหวังให้คนธรรมดาอย่างเขามาทำความสะอาดประตูยอดเขาที่กว้างใหญ่ขนาดนี้ได้ยังไงกันล่ะ?"
"ศิษย์พี่เจ้าสำนัก ศิษย์น้องหญิงเสวียนอี๋จะกลับมาเมื่อไหร่กันแน่?"
เมื่อนักพรตเสวียนฮุยมองไปที่ประตูยอดเขาอันว่างเปล่า ในดวงตาของเขาก็แฝงไปด้วยความรู้สึกสะท้อนใจเช่นกัน:
"เมื่อไม่นานมานี้ ข้ากับศิษย์น้องหญิงเสวียนอี๋ได้ส่งข่าวติดต่อกันครั้งหนึ่ง"
เมื่อได้ยินว่ามีข่าวคราวของซูหานอี๋ ทุกคนก็หันขวับไปมองเขาเป็นตาเดียว
นักพรตเสวียนฮุยก็ไม่ลีลา รีบพูดต่อว่า:
"นางบอกว่านางบังเอิญได้ค้นพบอะไรบางอย่างในดินแดนแห่งเต๋า ตอนนี้นางกำลังเก็บตัวบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ดินแดนลับแห่งหนึ่ง อย่างเร็วก็สักหนึ่งหรือสองปี แต่ถ้าช้าก็อาจจะสักสิบกว่าปี"
"สิบกว่าปี?!"
พอทุกคนได้ยินดังนั้น ก็ถึงกับอึ้งไปเลย
ซูหานอี๋เพิ่งจะออกจากสำนักไปได้แค่สามปี ยอดเขาหมอกอรุณของนางก็มีสภาพทรุดโทรมถึงขนาดนี้แล้ว
ถ้านางต้องใช้เวลาอีกสิบกว่าปีถึงจะกลับมา ที่นี่จะไม่กลายเป็นป่าดงดิบไปเลยเหรอ?
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของทุกคน นักพรตเสวียนฮุยก็พูดด้วยน้ำเสียงจนใจว่า: "พวกท่านก็รู้นิสัยของศิษย์น้องหญิงเสวียนอี๋ดีนี่นา นางมุ่งมั่นแต่เรื่องการบำเพ็ญเพียร แถมยังชอบไปไหนมาไหนแบบไร้ร่องรอยอีก"
"ดูท่าแล้ว ยอดเขาหมอกอรุณก็คงจะต้องถูกปล่อยทิ้งร้างแบบนี้ไปอีกพักใหญ่เลยล่ะ"
ทุกคนพากันส่ายหน้าเงียบๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้น
นางเซียนเสวียนอี๋ ผู้มีพรสวรรค์สูงส่งหาใครเปรียบ พลังต่อสู้เป็นเลิศเป็นอันดับหนึ่งในบรรดายอดเขาทั้งเจ็ด แต่นางกลับชอบทำอะไรตามใจตัวเอง มักจะออกเดินทางท่องเที่ยวอยู่บ่อยครั้ง และไม่เคยสนใจเรื่องการดูแลยอดเขาหรือการรับศิษย์เลยแม้แต่น้อย
ดังนั้น การที่นางทิ้งภาระอันใหญ่หลวงนี้เอาไว้ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรนัก
"ช่างเถอะ"
นักพรตเสวียนฮุยไม่ลืมจุดประสงค์หลักของการมาในวันนี้ เขาพยักพเยิดหน้าไปทางด้านในของประตูยอดเขา: "เข้าไปดูข้างในกันก่อนเถอะ"
พูดจบ นักพรตเสวียนฮุยก็เป็นคนแรกที่ก้าวเท้าขึ้นบันไดหินไป
เจ้าแห่งยอดเขาอีกหลายคนรีบเดินตามไปติดๆ
เมื่อเดินตามบันไดหินขึ้นไปบนยอดเขา ไม่นานนัก ลานบ้านชาวนาหลังหนึ่งก็ปรากฏขึ้นแก่สายตาของทุกคน
บริเวณลานบ้าน ลู่หมิงกำลังหิ้วถังไม้ ถกแขนเสื้อขึ้นเพื่อรดน้ำผักในแปลงอย่างขะมักเขม้น
แค่ดูจากท่าทางของเขาแล้ว มันเหมือนกับชาวนาแก่ๆ ที่ปลูกผักมาทั้งชีวิตไม่มีผิด
"ศิษย์หลานลู่ช่างขยันขันแข็งเสียจริง แต่เช้าตรู่ก็ออกมาทำงานรดน้ำผักแล้ว"
"ขยันขนาดนี้ ถ้าเกิดเขาบำเพ็ญเพียรได้ก็คงจะดีสิ"
"นั่นน่ะสิ"
ทุกคนรู้สึกพึงพอใจกับท่าทางขยันขันแข็งของลู่หมิงเป็นอย่างมาก
เพราะไม่ว่าจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรหรือคนธรรมดา ความขยันหมั่นเพียรก็ย่อมเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้หลักผู้ใหญ่มองด้วยความชื่นชมเสมอ
ทว่าในเวลานั้นเอง สายตาของทุกคนก็เหลือบไปเห็นหลินชิงเหยาในชุดกระโปรงยาวสีขาวนวล กำลังนั่งยองๆ อยู่ข้างเล้าไก่
เมื่อเพ่งมองดูดีๆ ก็เห็นว่าในมือของนางกำรำข้าวเอาไว้แน่น และกำลังส่งเสียง "กุ๊กๆๆ" เพื่อให้อาหารไก่ในเล้าอยู่!
ภาพที่เห็นทำเอามุมปากของทุกคนถึงกับกระตุกไปตามๆ กัน
อะไรเนี่ย?
หลินชิงเหยา เจ้ากำลังทำบ้าอะไรอยู่?
เช้าตรู่แบบนี้ทำไมเจ้าไม่ตั้งใจฝึกฝน แต่กลับไปนั่งยองๆ ให้อาหารไก่อยู่ข้างเล้าเหมือนหญิงชาวบ้านแบบนั้นล่ะ?
และในจังหวะนั้นเอง ลู่หมิงก็ตะโกนบอกหลินชิงเหยาว่า:
"ศิษย์น้อง พอให้อาหารไก่เสร็จแล้ว ก็ช่วยศิษย์พี่ไปผ่าฟืนหน่อยนะ ตอนเที่ยงศิษย์พี่จะทำชาบูกินกัน!"
หลินชิงเหยาได้ยินดังนั้น ก็พยักหน้ารับทันที: "เจ้าค่ะ ศิษย์พี่!"
นักพรตเสวียนฮุย: "?"
เจ้าแห่งยอดเขาทุกคน: "?"
มุมปากของทุกคนกระตุกขึ้นมาอีกครั้ง
หนอย ไอ้เจ้าลู่หมิง!
ตัวเองบำเพ็ญเพียรไม่ได้ก็แล้วไปเถอะ
แต่ศิษย์น้องหลินของเจ้าเป็นถึงอัจฉริยะเชียวนะ! เจ้าไม่เพียงแต่ให้นางไปให้อาหารไก่ แต่ยังจะให้นางไปผ่าฟืนให้เจ้าอีกเหรอ?!
มิน่าล่ะ ผ่านไปตั้งสามวันแล้ว แม่หนูนี่ถึงยังไม่ไปหาข้า ที่แท้ก็มัวแต่ยุ่งอยู่กับการทำฟาร์มนี่เอง!
ใบหน้าของนักพรตเสวียนฮุยดำคล้ำลงทันที เขาตวาดเสียงแข็งว่า: "ลู่หมิง มาหาข้าเดี๋ยวนี้!"
เมื่อได้ยินเสียงเรียก ลู่หมิงก็หันไปมอง และเพิ่งจะสังเกตเห็นว่านักพรตเสวียนฮุยกับเจ้าแห่งยอดเขาอีกหลายคนกำลังยืนอยู่หน้าลานบ้าน
แต่เป็นเพราะพวกเขาเหล่านี้อยู่ห่างจากลานบ้านพอสมควร และบังเอิญยืนอยู่นอกอาณาเขตของเขาพอดี ลู่หมิงจึงไม่รู้ตัวมาก่อนเลย
ลู่หมิงเองก็ไม่ได้คาดคิดว่าท่านเจ้าสำนักและเจ้าแห่งยอดเขาคนอื่นๆ จะมาเยือนอย่างกะทันหันแบบนี้ เขารีบวางถังน้ำในมือลง แล้วเดินออกไปจากลานบ้านเพื่อทำความเคารพนักพรตเสวียนฮุยและเจ้าแห่งยอดเขาคนอื่นๆ ทันที
"ศิษย์ลู่หมิง คารวะท่านลุงทุกท่านครับ"
"ศิษย์หลานลู่ เจ้า... ทำไมเจ้าถึงให้..."
ทีแรกนักพรตเสวียนฮุยตั้งใจจะต่อว่าลู่หมิงสักหน่อย
เพราะยังไงหลินชิงเหยาก็เป็นถึงอัจฉริยะ การที่เจ้าปล่อยให้นางมานั่งให้อาหารไก่ ผ่าฟืนทั้งวันแบบนี้ มันใช้ได้ที่ไหนกัน
แต่พอคิดดูอีกที คนธรรมดาอย่างลู่หมิงก็คงไม่เข้าใจหรอกว่า พรสวรรค์ของหลินชิงเหยานั้นมันน่ากลัวขนาดไหน
ดังนั้นเขาจึงไม่ได้พูดจารุนแรงอะไรออกไป เพียงแต่ยิ่งรู้สึกว่าไม่ควรปล่อยให้หลินชิงเหยาอยู่ที่ยอดเขาหมอกอรุณอีกต่อไป
ถ้าขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป พรสวรรค์ของแม่หนูนี่จะต้องสูญเปล่าไปกับเรื่องไร้สาระของพวกชาวบ้านแน่ๆ
"ช่างเถอะ ไม่มีอะไรแล้ว"
ยังไงซะเขาก็ตั้งใจจะจัดสรรยอดเขาใหม่ให้กับหลินชิงเหยาอยู่แล้ว นักพรตเสวียนฮุยจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ
ส่วนลู่หมิงก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากที่เจ้าแห่งยอดเขาหลายคนมาปรากฏตัวที่ยอดเขาหมอกอรุณ
เพราะตลอดสามปีมานี้ ท่านลุงเหล่านี้ไม่เคยมาเหยียบที่นี่เลยแม้แต่ครั้งเดียว
เขาจึงคิดขึ้นมาได้ทันทีว่า ที่พวกท่านมาในวันนี้ คงไม่ใช่เพราะเขาหรอก แต่เป็นเพราะหลินชิงเหยาต่างหาก
"ท่านลุงทุกท่าน ทำไมพวกท่านถึงมาที่นี่ล่ะครับ?"
นักพรตเสวียนฮุยพยักหน้าเล็กน้อยแล้วตอบว่า: "แค่แวะมาดูศิษย์น้องหลินของเจ้าสักหน่อยน่ะ"
พูดจบ เขาก็เป็นคนแรกที่ก้าวเท้าเดินเข้าไปในลานบ้าน พร้อมกับเจ้าแห่งยอดเขาคนอื่นๆ
ภายในลานบ้าน เมื่อหลินชิงเหยาเห็นเจ้าแห่งยอดเขาหลายคนเดินเข้ามาพร้อมกัน นางก็รีบวางรำข้าวในมือลงทันที
ปัดเศษรำข้าวที่ติดมือออก แล้วรีบเดินเข้าไปโค้งคำนับอย่างนอบน้อม:
"ศิษย์หลินชิงเหยา คารวะท่านเจ้าสำนัก คารวะท่านเจ้าแห่งยอดเขาทุกท่านเจ้าค่ะ"
นักพรตเสวียนฮุยฉวยโอกาสนี้ใช้สัมผัสเทวะตรวจสอบระดับพลังของนาง และเมื่อเห็นว่านางยังคงอยู่ที่ขอบเขตก่อตั้งรากฐานขั้นที่หก เขาก็ฟันธงในใจทันทีว่านางยังไม่สามารถทำความเข้าใจ 《เคล็ดวิชาบ่มเพาะวิญญาณเมฆาคราม》 ได้
เพราะถ้าหากนางทำความเข้าใจเคล็ดวิชานี้ได้แล้ว ด้วยความสามารถระดับทวนฝืนสวรรค์ที่สามารถทะลวงด่านติดต่อกันหลายๆ ด่านได้ภายในสี่วัน ทำไมระดับการฝึกฝนของนางถึงไม่เพิ่มขึ้นเลยล่ะ?
เมื่อคิดได้เช่นนั้น นักพรตเสวียนฮุยก็ยิ้มแล้วถามว่า: "ชิงเหยา 《เคล็ดวิชาบ่มเพาะวิญญาณเมฆาคราม》 ที่ข้ามอบให้เจ้าไปเมื่อสามวันก่อน เจ้าฝึกไปถึงไหนแล้วล่ะ?"
ยังไม่ทันที่หลินชิงเหยาจะได้ตอบ เขาก็พูดต่อด้วยรอยยิ้มว่า: "เคล็ดวิชานั้นซับซ้อนเข้าใจยากนัก หากไม่มีอาจารย์หรือผู้อาวุโสคอยชี้แนะ ก็ง่ายที่จะหลงทางไปในทิศทางที่ผิด"
"ถ้าเจ้ามีตรงไหนที่ไม่เข้าใจ ก็อย่าฝืนทนเก็บเอาไว้คนเดียวล่ะ เดี๋ยวจะเสียอนาคตไปเปล่าๆ"
เจ้าแห่งยอดเขาทั้งหลายต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย เตรียมตัวรับฟังคำโอดครวญของนางอย่างเต็มที่
ทว่า คำตอบที่หลินชิงเหยาตอบกลับมาอย่างนอบน้อมกลับเป็น:
"เรียนท่านลุงเจ้าสำนัก ศิษย์โชคดีที่พอจะจับจุดได้บ้างแล้ว ตอนนี้ศิษย์สามารถฝึกเคล็ดวิชานี้ได้ในระดับเบื้องต้นแล้วเจ้าค่ะ หลังจากใช้เวลาทำความเข้าใจมาสามวัน ตอนนี้ศิษย์ฝึกเคล็ดวิชานี้ไปถึงขั้นที่สองแล้วเจ้าค่ะ"
เหตุผลที่หลินชิงเหยาไม่มีความก้าวหน้าด้านระดับการฝึกฝนเลยในช่วงสามวันมานี้ เป็นเพราะนางเอาแต่ทุ่มเทเวลาให้กับการทำความเข้าใจเคล็ดวิชานี้เพียงอย่างเดียวนั่นเอง
และด้วยคำชี้แนะจากลู่หมิงในวันนั้น นางก็มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับเคล็ดวิชาเล่มนี้แล้ว
ทุกครั้งที่นางเจอจุดที่ไม่เข้าใจ นางก็จะนึกถึงคำพูดของลู่หมิงในวันนั้น แล้วหลังจากนั้นทุกอย่างนางก็สามารถทำความเข้าใจได้ด้วยตัวเอง
แต่พอพวกนักพรตเสวียนฮุยและเจ้าแห่งยอดเขาทุกคนได้ยินประโยคนี้เข้า ต่างก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
อะไรกันเนี่ย?
นางบอกว่า...
นางบอกว่านางไม่เพียงแต่ทำความเข้าใจได้แล้ว แต่ยังทำความเข้าใจได้ถึงขั้นที่สองภายในเวลาแค่สามวันเนี่ยนะ?!
พูดเล่นใช่ไหมเนี่ย?
เคล็ดวิชานี้ถ้าไม่มีคนคอยชี้แนะ อย่างน้อยๆ ก็ต้องใช้เวลาเป็นสิบๆ ปีถึงจะทำความเข้าใจได้นะ
แต่เจ้าน่ะเหรอ ไม่เพียงแต่ทำความเข้าใจได้ภายในสามวัน แต่ยังฝึกไปถึงขั้นที่สองแล้วด้วยงั้นเหรอ?
จะเป็นไปได้ยังไง?
"เป็นไปไม่ได้!"
ในขณะนั้นเอง เจ้าแห่งยอดเขาอัสนีบาตก็โพล่งขึ้นมาเสียงดัง: "《เคล็ดวิชาบ่มเพาะวิญญาณเมฆาคราม》 ลึกล้ำซับซ้อน ในช่วงพันปีมานี้ สำนักฟ้าลิขิตไม่เคยมีใครทำความเข้าใจเคล็ดวิชานี้ด้วยตัวเองได้เลย แล้วเจ้าจะทำความเข้าใจได้ยังไง? แถมยังทำความเข้าใจได้ถึงขั้นที่สองอีกงั้นเหรอ?!"
เมื่อได้ยินดังนั้น หลินชิงเหยาก็ถึงกับอึ้งไปเลย
อะไรนะ?
พันปีมานี้ไม่เคยมีใครทำความเข้าใจเคล็ดวิชานี้ด้วยตัวเองได้เลยงั้นเหรอ?
เคล็ดวิชานี้มันยากขนาดนั้นเลยเหรอ?
แต่ทำไมศิษย์พี่ถึงบอกว่ามันง่ายล่ะ?