- หน้าแรก
- ศิษย์พี่ปิ๊งไก่ไร้เทียมทาน
- ตอนที่ 19
ตอนที่ 19
ตอนที่ 19
บทที่ 19 มุ่งหน้าไปยอดเขาหมอกอรุณเพื่อดูให้เห็นกับตา
เมื่อมองดูหลินชิงเหยาที่กำลังตื่นเต้นจนพูดจาวกไปวนมา
ในใจของลู่หมิงก็ยังคงรู้สึกว่าเรื่องนี้มันช่างน่าเหลือเชื่ออยู่ดี
อาณาเขตไร้เทียมทานของเขานี่มันจะไร้เทียมทานเกินไปแล้ว
ขนาดคำพูดที่แต่งเรื่องพูดส่งเดชไปเรื่อยเปื่อยก็ยังสามารถสร้างแก่นแท้แห่งเต๋าขึ้นมาได้เลย
แต่เขาก็ยังคงต้องรักษามาดยอดฝีมือเอาไว้ต่อไป เขาจึงเอ่ยกับหลินชิงเหยาด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า:
"อืมมม ในเมื่อเจ้าเข้าใจถึงเคล็ดลับของมันแล้ว ก็ตั้งใจฝึกฝนให้ดีล่ะ จำเอาไว้ว่า การบำเพ็ญเพียรก็เหมือนพายเรือทวนน้ำ ถ้าไม่เดินหน้าก็มีแต่จะถอยหลัง อย่าเพิ่งชะล่าใจเพียงเพราะความสำเร็จชั่วครั้งชั่วคราวล่ะ"
"เจ้าค่ะ! ศิษย์พี่! ชิงเหยาเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ!"
หลินชิงเหยาพยักหน้าอย่างแรง นางรีบกลับไปนั่งบนเก้าอี้โยกอย่างกระตือรือร้น แล้วเริ่มโคจรพลังตาม 《เคล็ดวิชาบ่มเพาะวิญญาณเมฆาคราม》 เพื่อฝึกฝนต่อทันที
ลู่หมิงบิดขี้เกียจเล็กน้อย เดิมทีเขาตั้งใจจะกลับไปนอนเอนกายบนเก้าอี้โยกเหมือนเดิม แต่ในตอนนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้นมา
【ติ๊ง! หลินชิงเหยาทำความเข้าใจ 《เคล็ดวิชาบ่มเพาะวิญญาณเมฆาคราม》 ขอบเขตอาณาเขตเพิ่มขึ้น 5 เมตร!】
เท่าไหร่นะ?!
ร่างกายของลู่หมิงถึงกับแข็งทื่อไปชั่วขณะ
5 เมตรงั้นเหรอ?!
ไม่ใช่ 5 เซนติเมตรเหรอ?!
ระบบ เอ็งเกิดบัคหรือเปล่าเนี่ย?!
และในวินาทีที่เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้น ลู่หมิงก็สามารถสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงจากการขยายตัวของอาณาเขตในทันที
เดิมที รั้วของลานบ้านก็คือขอบเขตคร่าวๆ ของอาณาเขต
แต่ตอนนี้!
พื้นที่ป่าบนเนินเขาซึ่งแต่เดิมอยู่นอกขอบเขตของอาณาเขต ในเวลานี้กลับถูกรวมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาเขตของเขาแล้วอย่างชัดเจน
ป่าไผ่ที่เป็นแหล่งกบดานของเจ้างูปีศาจตัวนั้น ก็ถูกผนวกรวมเข้ามาด้วยเช่นกัน แม้ว่ามันจะเป็นเพียงแค่ส่วนเล็กๆ ก็ตาม
นี่มัน... เพิ่มขึ้นมา 5 เมตรจริงๆ ด้วย!
เมื่ออาณาเขตใหญ่ขึ้น พื้นที่ปลอดภัยก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
ต่อจากนี้ไป พื้นที่ที่ลู่หมิงสามารถเดินไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ ก็จะขยายออกไปเป็นวงกลมโดยมีกระท่อมไม้เป็นศูนย์กลาง รัศมีเพิ่มขึ้นมาอีก 5 เมตร
เมื่อรวมกับ 12 เมตรก่อนหน้านี้ ตอนนี้รัศมีอาณาเขตของเขาก็ขยายมาถึง 17 เมตรแล้ว!
ลู่หมิงสูดลมหายใจเข้าลึก เพื่อพยายามระงับความตื่นเต้นในใจ
ปกติแล้วอาณาเขตจะเพิ่มขึ้นทีละเซนติเมตรเท่านั้น
แม้แต่ตอนที่หลินชิงเหยาทะลวงระดับการฝึกฝน อาณาเขตก็ยังเพิ่มขึ้นมาแค่ 10 เซนติเมตร แต่คราวนี้กลับเพิ่มขึ้นมาทีเดียวถึง 5 เมตร...
ทำไมถึงเป็นแบบนี้ล่ะ?
เป็นเพราะเคล็ดวิชานั่นเหรอ?
ตกลงว่าเคล็ดวิชานั่นมันมีที่มายังไงกันแน่?
ลู่หมิงเองก็คิดหาเหตุผลไม่ออกเหมือนกัน ก็แน่ล่ะ เขาไม่มีพลังวิญญาณ และก็ไม่เคยฝึกฝนมาก่อนเลยนี่นา
แล้วเขาจะไปรู้ความพิเศษของเคล็ดวิชานั่นได้ยังไง
แต่นิสัยชอบขุดคุ้ยเรื่องชาวบ้านจนถึงที่สุดไม่ใช่สไตล์ของลู่หมิงอยู่แล้ว
แทนที่จะมานั่งปวดหัวกับเรื่องที่คนธรรมดาอย่างเขาไม่มีทางเข้าใจได้
สู้เอาเวลาไปคิดเมนูอาหารอร่อยๆ สำหรับพรุ่งนี้ดีกว่า
เนื้อวัวต้มหมาล่าดีไหมนะ?
หรือว่าจะไปเก็บผัก แล้วเอาเนื้อวัวกับเนื้อแกะมาสไลด์บางๆ กินเป็นชาบูกันดี?
……
……
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เผลอแป๊บเดียวก็ผ่านไปสามวันแล้ว
ช่วงเที่ยง
บรรยากาศภายในโถงใหญ่ของสำนักดูแปลกประหลาดชอบกล
นักพรตเสวียนฮุยซึ่งนั่งอยู่บนตำแหน่งประธานขมวดคิ้วเล็กน้อย
เจ้าแห่งยอดเขาหลายคนที่อยู่ด้านล่างเองก็มีสีหน้าที่ดูแปลกๆ ไปเหมือนกัน
มอบ 《เคล็ดวิชาบ่มเพาะวิญญาณเมฆาคราม》 ให้หลินชิงเหยาไปตั้งสามวันแล้ว
ทำไมแม่หนูนั่นถึงยังไม่มาถามนักพรตเสวียนฮุยอีกนะ?
ตกลงนางมัวทำอะไรอยู่กันแน่?
"นี่ก็ผ่านมาสามวันแล้วนะ"
เจ้าแห่งยอดเขาอัสนีบาตเป็นคนแรกที่ทำลายความเงียบขึ้นมา: "ทำไมแม่หนูนั่นถึงยังเงียบกริบ ไม่มีวี่แววอะไรเลยล่ะ?"
"ศิษย์พี่เจ้าสำนัก ท่านหยิบ 《เคล็ดวิชาบ่มเพาะวิญญาณเมฆาคราม》 ผิดเล่มไปหรือเปล่า? หรือว่าจริงๆ แล้วแม่หนูนั่นไม่ได้แตะมันเลย?"
"ข้าจะหยิบผิดเล่มได้ยังไง?" นักพรตเสวียนฮุยเองก็มีสีหน้างุนงงเช่นกัน
ตอนแรกเขาคิดว่าหลังจากที่หลินชิงเหยาได้เคล็ดวิชาไป พอวันรุ่งขึ้นนางก็น่าจะกลับมาขอคำชี้แนะจากเขาแล้ว
แต่พอถึงวันที่สอง เขาติดธุระนิดหน่อย แต่พอคิดว่าจะต้องมานั่งปวดหัวกับการจัดสรรยอดเขาใหม่ให้กับอัจฉริยะอย่างหลินชิงเหยา เขาก็เลยตัดสินใจเลื่อนธุระออกไปก่อนหนึ่งวัน
แต่ใครจะไปคิดว่า วันรุ่งขึ้นแม่หนูนั่นจะไม่โผล่หัวมาให้เห็นเลย
ไม่ใช่แค่วันที่สองเท่านั้นนะ
แต่นี่มันล่วงเลยมาถึงสามวันแล้ว หลินชิงเหยาก็ยังไม่โผล่มาที่โถงใหญ่ของสำนักเลยแม้แต่เงาเดียว
นักพรตเสวียนฮุยเองก็มืดแปดด้านเหมือนกัน
ด้วยความซับซ้อนระดับนั้น ไม่มีทางที่หลินชิงเหยาจะทำความเข้าใจด้วยตัวเองได้แน่ๆ
แล้วทำไมนางถึงไม่ยอมมาขอคำชี้แนะจากเขาเสียทีล่ะ?
"ตามหลักการแล้ว เคล็ดวิชานั้นถ้าไม่มีใครคอยชี้แนะให้ อย่าว่าแต่สามวันเลย ต่อให้สามสิบวัน หรือสามร้อยวัน นางก็ไม่มีทางก้าวหน้าไปไหนได้หรอก นางน่าจะร้อนใจจนต้องรีบวิ่งมาขอความช่วยเหลือตั้งนานแล้วสิ"
"หรือว่านางจะเป็นคนหัวแข็ง ดื้อรั้นจนยอมทนฝืนด้วยตัวเอง มากกว่าที่จะยอมก้มหัวขอความช่วยเหลือจากใครกัน?" เจ้าแห่งยอดเขาอีกคนเอ่ยคาดเดา
"ฮึ่ม! พวกหน้าบางแต่ใจปลาซิว!"
เมื่อได้ยินดังนั้น เจ้าแห่งยอดเขากระบี่สวรรค์ก็แค่นเสียงเย็นชา: "จิตใจอ่อนแอแบบนี้ ต่อให้มีพรสวรรค์สูงแค่ไหนก็ยากที่จะประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ได้!"
พูดจบนางก็อดที่จะรู้สึกเสียดายไม่ได้: "อีกแค่ครึ่งเดือนก็จะถึงงานประลองเจ็ดสายเขาแล้ว ข้าอุตส่าห์หวังพึ่งให้นางมาฝึกแบบเร่งรัดที่ยอดเขาของข้า เผื่อว่าจะได้สร้างชื่อเสียงให้ระบือไกล แต่ถ้าขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปล่ะก็ สงสัยจะหมดหวังแล้วล่ะมั้ง!"
คำพูดนี้แทงใจดำเจ้าแห่งยอดเขาทุกคนเข้าอย่างจัง
งานประลองเจ็ดสายเขาใกล้เข้ามาทุกที แต่ละยอดเขาต่างก็กำลังเตรียมตัวกันอย่างลับๆ
ถ้าได้อัจฉริยะแบบนางมาเป็นกำลังเสริม ก็จะถือเป็นประโยชน์อย่างมาก
แต่ตอนนี้อัจฉริยะคนนั้นกลับไปหมกตัวอยู่ตรงมุมไหนก็ไม่รู้ในยอดเขาหมอกอรุณ แล้วก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังทำอะไรอยู่ แบบนี้ใครจะไปทนนั่งเฉยอยู่ได้เล่า?
เมื่อนักพรตเสวียนฮุยได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเจ้าแห่งยอดเขาทั้งหลาย คิ้วของเขาก็ยิ่งขมวดแน่นขึ้นไปอีก
ความสงสัยในใจของเขามีมากกว่าคนอื่นๆ เสียอีก
แผนการของเขามันสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ตามปกติแล้วหลินชิงเหยาน่าจะเจอทางตันจนหัวร้างข้างแตก และไม่เกินสองวัน นางก็ควรจะต้องซมซานกลับมาขอความช่วยเหลือแต่โดยดีสิ
แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับดูเงียบสงบเกินไป ซึ่งมันทำให้นักพรตเสวียนฮุยและเจ้าแห่งยอดเขาทุกคนต่างก็คิดกันจนหัวแทบระเบิดแต่ก็ยังหาคำตอบไม่ได้
นักพรตเสวียนฮุยคิดทบทวนไปมา ในที่สุดเขาก็พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า:
"เรื่องที่มันผิดปกติแบบนี้ จะต้องมีอะไรแอบแฝงอยู่แน่ๆ! การที่หลินชิงเหยาเงียบหายไปสามวันเต็มๆ มันต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลอย่างแน่นอน!"
"ข้าตัดสินใจแล้ว ว่าจะมุ่งหน้าไปที่ยอดเขาหมอกอรุณเดี๋ยวนี้ เพื่อดูให้เห็นกับตา! ถ้าพวกท่านมีข้อสงสัยอะไร ก็ตามข้ามาได้เลย!"
เมื่อได้ยินดังนั้น เจ้าแห่งยอดเขาทั้งหลายต่างก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกัน
"ต้องอย่างนั้นสิ!"
"ไปกันเลย! ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าแม่หนูนั่นกำลังแอบทำเรื่องอะไรอยู่!"
……
……
ณ ยอดเขาหมอกอรุณ
【ติ๊ง! ของรางวัลเมื่อวานส่งเข้าบัญชีโฮสต์เรียบร้อยแล้ว ขอบเขตระบบอาณาเขตมหาเต๋าสวรรค์วิวัฒน์เพิ่มขึ้น 1 เซนติเมตร!】
ลู่หมิงที่เพิ่งจะตื่นนอนและกำลังเตรียมตัวทำท่ากายบริหาร ได้ยินเสียงของระบบดังขึ้นในหัว
ตลอดระยะเวลาสามปีมานี้ เขาได้ยินเสียงระบบแจ้งเตือนว่าขอบเขตอาณาเขตเพิ่มขึ้น 1 เซนติเมตรทุกเช้าจนชินเสียแล้ว
แต่ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงนี้ในตอนเช้า เขาก็ยังคงรู้สึกอุ่นใจอยู่ดี
ตราบใดที่อาณาเขตของเขายังคงขยายตัวต่อไปเรื่อยๆ เขาก็จะปลอดภัยไร้กังวลในโลกใบนี้อย่างแน่นอน
ทว่าในช่วงสามวันมานี้ ระดับการฝึกฝนของหลินชิงเหยากลับไม่ได้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วเหมือนเมื่อหลายวันก่อน
สามวันมานี้ นางยังไม่ได้ทะลวงด่านขึ้นไปอีกเลย
ลู่หมิงคิดว่า อาจจะเป็นเพราะหลินชิงเหยาเพิ่งจะทำความเข้าใจ 《เคล็ดวิชาบ่มเพาะวิญญาณเมฆาคราม》 ได้หมาดๆ ในช่วงสามวันนี้ นางเลยทุ่มเทเวลาให้กับการฝึกฝนเคล็ดวิชานี้เป็นหลักกระมัง
แต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไรให้มากความ และก็ไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนอะไรด้วย
ยังไงซะ วันที่หลินชิงเหยาทำความเข้าใจเคล็ดวิชาได้ อาณาเขตของเขาก็ขยายเพิ่มขึ้นตั้ง 5 เมตรแล้ว
ระยะทาง 5 เมตรนี่ เทียบเท่ากับการที่นางทะลวงด่านได้หลายๆ ครั้งเลยนะ
ในจังหวะนั้นเอง หลินชิงเหยาก็เดินออกมาจากกระท่อมไม้ เมื่อเห็นลู่หมิงกำลังตั้งท่าอยู่ที่ลานบ้าน นางก็รีบเดินเข้าไปหาทันที
"ศิษย์พี่ อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ"
"อรุณสวัสดิ์"
หลังจากที่ทั้งคู่ทักทายกันเสร็จ ลู่หมิงก็เริ่มทำท่ากายบริหารทันที
หลินชิงเหยายังคงยืนอยู่ข้างหลังของเขา คอยทำตามท่วงท่าของลู่หมิงอย่างตั้งใจ
ถึงแม้หลินชิงเหยาจะฝึกท่าพวกนี้มาหลายวันแล้ว
จนถึงขั้นที่ต่อให้ไม่มีลู่หมิง นางก็สามารถร่ายรำท่ากายบริหารทั้งหมดนี้ได้ด้วยตัวเองแล้ว
แต่ไม่รู้ทำไม นางถึงรู้สึกว่าท่าพวกนี้มันดูธรรมดาๆ ชอบกล...
หลังจากที่ได้ลองฝึกมาหลายวัน นอกจากจะได้ยืดเส้นยืดสายแล้ว ดูเหมือนว่าท่าพวกนี้ก็ไม่ได้มีประโยชน์อย่างอื่นเลย
แต่นางก็รู้ดีว่า ในเมื่อศิษย์พี่ต้องทำท่าพวกนี้ทุกเช้า
นั่นก็แสดงว่า มันจะต้องมีอะไรพิเศษซ่อนอยู่แน่ๆ!
ถ้าฝึกไปนานๆ มันจะต้องส่งผลดีต่อรากฐานแห่งเต๋าอย่างแน่นอน!
"ศิษย์พี่ เดี๋ยวพวกเราจะทำอะไรกันต่อเจ้าคะ?"
หลินชิงเหยาเอ่ยถามขึ้น ในขณะที่กำลังทำท่าเหยียดแขนขยายหน้าอก
"ก็เหมือนวันก่อนๆ นั่นแหละ ข้าจะไปรดน้ำผัก ส่วนเจ้าก็ไปให้อาหารไก่"
"เจ้าค่ะ ศิษย์พี่!" หลินชิงเหยาพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น
ทว่าในเวลานั้นเอง จู่ๆ ก็มีร่างหลายร่างปรากฏขึ้นที่บริเวณหน้าประตูยอดเขาหมอกอรุณอย่างเงียบเชียบ