- หน้าแรก
- ยอดเซียนสองวิถี สยบมารด้วยมือเปล่า
- บทที่ 55 - สัตว์อสูรประจำตัวระดับสอง (2)
บทที่ 55 - สัตว์อสูรประจำตัวระดับสอง (2)
บทที่ 55 - สัตว์อสูรประจำตัวระดับสอง (2)
บทที่ 55 - สัตว์อสูรประจำตัวระดับสอง (2)
"โอสถแก่นอสูรธาตุไฟกับธาตุทอง เป็นที่ต้องการมากที่สุด ราคาก็เลยแพงตามไปด้วย แต่ถ้าเจ้าอยากได้ ข้าจะหามาให้ในราคาสองพันสองร้อยหินวิญญาณระดับล่างก็แล้วกัน" อวี๋เคอเอ๋อร์มองซูอวี๋
ซูอวี๋นิ่งคิดอยู่พักหนึ่ง
สองพันสองร้อยหินวิญญาณระดับล่าง—
หินวิญญาณในมือเขาตอนนี้มีไม่พอหรอก
ช่วงปีที่ผ่านมาเขาไม่มีรายได้เข้ามาเลย มัวแต่ทำความคุ้นเคยกับเมืองเซียนป้ายเยวี่ย มีแต่รายจ่าย ไม่มีรายรับเลยสักแดงเดียว
แถมยังกว้านซื้อวัตถุดิบสำหรับสร้างหุ่นเชิดจระเข้มังกรระดับต่ำขั้นสองมาอีกเพียบ
ตอนนี้เขามีหินวิญญาณระดับล่างเหลือไม่ถึงสองพันก้อนด้วยซ้ำ
หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ซูอวี๋ก็สะบัดมือเรียกหุ่นเชิดมังกรเหยี่ยวออกมา มองอวี๋เคอเอ๋อร์พลางเอ่ย "นี่คือหุ่นเชิดระดับสูงขั้นหนึ่งชั้นยอด ถือได้ว่าไร้เทียมทานในระดับหนึ่งเลยล่ะ ต่อให้ต้องปะทะกับผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐาน ก็ยังพอรับมือได้สบายๆ"
"ไม่ทราบว่าคุณหนูอวี๋สนใจหุ่นเชิดตัวนี้ไหมขอรับ?"
ครึ่งวันต่อมา
ซูอวี๋เดินออกจากร้านขายสัตว์อสูรของตระกูลอวี๋ ถอนหายใจอย่างโล่งอกสลับกับถอนหายใจยาว
หุ่นเชิดมังกรเหยี่ยว ถูกขายให้อวี๋เคอเอ๋อร์ในราคาหกพันหินวิญญาณระดับล่าง
หักค่าโอสถสองเม็ดออกไป เขายังเหลือเงินอีกสามพันแปดร้อยก้อน
รวมกับหินวิญญาณที่เขามีอยู่เดิม ตอนนี้เขามีหินวิญญาณระดับล่างรวมทั้งหมดห้าพันหกร้อยกว่าก้อน
"หวังว่าจะทะลวงขั้นได้สำเร็จนะ" ซูอวี๋พึมพำแผ่วเบา
ส่วนเหตุผลที่ยอมขายหุ่นเชิดมังกรเหยี่ยวไปนั้น—
ข้อแรก เขาช็อตเงิน
ข้อสอง วิชากายาของเขาใกล้จะทะลวงขึ้นสู่ขั้นที่สิบแล้ว เมื่อถึงเวลานั้น พละกำลังทางร่างกายของเขาก็จะสามารถสะกดหุ่นเชิดมังกรเหยี่ยวได้อย่างสบายๆ
เขาไม่จำเป็นต้องพึ่งพาหุ่นเชิดตัวนี้คอยคุ้มกันอีกต่อไป
การขายมันให้ตระกูลอวี๋เพื่อแลกกับหินวิญญาณและทรัพยากร รวมถึงเปิดโอกาสให้วานรเพลิงปฐพีและเหยี่ยวเกล็ดดำได้ทะลวงขึ้นเป็นสัตว์อสูรระดับสอง ถือว่าคุ้มค่ามาก
หลังจากกลับมาตั้งตารออยู่ราวครึ่งเดือน
ในที่สุดอวี๋เคอเอ๋อร์ก็เตรียมโอสถแก่นอสูรทั้งสองเม็ดจนเสร็จสรรพ เดิมทีซูอวี๋กะจะไปรับของเอง แต่กลายเป็นว่าอวี๋เคอเอ๋อร์เป็นฝ่ายหอบโอสถมาส่งให้ถึงที่บ้าน
อวี๋เคอเอ๋อร์ทำหน้าเชิดๆ พูดอย่างภาคภูมิใจว่า "ข้าเป็นผู้ควบคุมสัตว์อสูรระดับต่ำขั้นสองเชียวนะ ขืนเกิดเหตุฉุกเฉินอะไรขึ้นมา ข้าอาจจะพอช่วยเจ้าได้บ้าง"
ซูอวี๋รีบประสานมือคารวะ "แหม ที่แท้ก็เป็นผู้อาวุโสอวี๋นี่เอง เสียมารยาทแล้วๆ"
สถานะของผู้ควบคุมสัตว์อสูรหรือผู้ควบคุมหุ่นเชิดระดับสองนั้น เทียบเท่ากับผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานเลยทีเดียว
ดังนั้น การที่ซูอวี๋ซึ่งยังอยู่แค่ขอบเขตกลั่นปราณ จะเรียกนางว่าผู้อาวุโส ก็ถือว่าไม่ได้ผิดธรรมเนียมอะไร
แต่พอได้ยินน้ำเสียงล้อเลียนของซูอวี๋ อวี๋เคอเอ๋อร์ก็แอบขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ถลึงตาใส่เขาพลางบ่น "เจ้านี่มันกวนประสาทจริงๆ ข้าดูคนผิดไปจริงๆ"
"เร็วเข้า รีบไปเตรียมตัวได้แล้ว ดูสิว่าใครจะเริ่มทะลวงระดับสองก่อน"
อวี๋เคอเอ๋อร์แกล้งดุ
ซูอวี๋ปล่อยวานรเพลิงปฐพีออกมา และแอบป้อนโอสถร้อยอสูรคุณภาพสมบูรณ์แบบให้มันสองเม็ด เพื่อปรับสภาพร่างกายของมันให้พร้อมที่สุด
ไม่กี่วันต่อมา
ณ ห้องลับใต้ดิน
หลังจากวานรเพลิงปฐพีกินโอสถแก่นอสูรธาตุไฟเข้าไป กลิ่นอายเปลวเพลิงอันบ้าคลั่งก็ระเบิดออกมารอบตัวมันทันที
ร่างที่เคยหดเหลือเพียงสองฉื่อ บัดนี้ขยายกลับสู่ขนาดดั้งเดิม กลายเป็นวานรยักษ์สูงถึงหนึ่งจ้างสามสี่ฉื่อ ยืนตระหง่านอยู่กลางห้องลับ พร้อมกับเปลวเพลิงสีแดงฉานลุกโชนไปทั่วร่าง
"โฮก โฮก โฮก!!!"
ฤทธิ์ยาร้อนระอุจากโอสถแก่นอสูรระดับสองถูกปลดปล่อยออกมา พลังอันบ้าคลั่งทำให้วานรเพลิงปฐพีทนไม่ไหวจนต้องแผดเสียงคำรามลั่น
หากเป็นวานรเพลิงปฐพีทั่วไป ป่านนี้คงคลุ้มคลั่งไร้สติไปแล้ว
และคงทำได้เพียงปลดปล่อยพลังงานยาออกมาตามสัญชาตญาณเท่านั้น
แต่ด้วยความที่มันได้รับการหล่อเลี้ยงจากพลังปราณเคล็ดวิชาวงปีไม้บรรพกาลมานานนับสิบปี สายเลือดของวานรเพลิงปฐพีตัวนี้ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว สติปัญญาของมันพัฒนาขึ้นมาก แตกต่างจากสัตว์อสูรทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
อย่างน้อยที่สุด มันก็สามารถควบคุมพลังอันบ้าคลั่งในสายเลือดของตัวเองได้
อวี๋เคอเอ๋อร์ตะโกนสั่งจากด้านข้าง "ให้มันอดทนไว้ ค่อยๆ ดูดซับพลังจากโอสถ แล้วทุ่มสุดตัวเพื่อทะลวงคอขวดระดับสองให้ได้!"
ภายใต้การควบคุมของซูอวี๋ วานรเพลิงปฐพีพยายามสะกดกลั้นความบ้าคลั่งในสายเลือด มันยังมีสติครบถ้วน และรู้ตัวดีว่ากำลังพยายามทะลวงผ่านคอขวดสู่การเป็นสัตว์อสูรระดับสอง
ดังนั้น นอกจากการคำรามเสียงต่ำเป็นระยะแล้ว วานรเพลิงปฐพีก็ทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปกับการดูดซับพลังจากโอสถ และพุ่งชนคอขวดของสัตว์อสูรระดับสองครั้งแล้วครั้งเล่า
เวลาค่อยๆ ผ่านไป
หนึ่งชั่วยามต่อมา
กลิ่นอายบนร่างของวานรเพลิงปฐพีพุ่งทะยานถึงขีดสุด เสียงคำรามดังกึกก้องกัมปนาทจนแก้วหูแทบแตกดังขึ้น พร้อมกับเสียงระเบิดตูมใหญ่ วานรเพลิงปฐพีรวบรวมพลังทั้งหมดที่มี พุ่งชนคอขวดในรวดเดียว
ทว่าหลังจากการพุ่งชน วานรเพลิงปฐพีก็กระอักเลือดคำโต ผิวหนังปริแตกไปทั่วร่าง เลือดอาบชโลมกาย
อวี๋เคอเอ๋อร์หน้าเปลี่ยนสี "แย่แล้ว พลังของมันรุนแรงเกินไป ยิ่งมีโอสถมาเป็นตัวกระตุ้นอีก ร่างกายของวานรเพลิงปฐพีทนรับแรงกระแทกจากการปะทุของพลังไม่ไหวแน่"
เมื่อได้ยินดังนั้น ซูอวี๋ก็พุ่งพรวดไปอยู่ด้านหลังวานรเพลิงปฐพีในพริบตา
เขาทาบมือลงบนแผ่นหลังของมัน
"วูบ!"
พลังปราณจากเคล็ดวิชาวงปีไม้บรรพกาลถูกอัดฉีดเข้าสู่ร่างของวานรเพลิงปฐพีอย่างบ้าคลั่ง
บาดแผลปริแตกบนร่างของวานรเพลิงปฐพีสมานตัวอย่างรวดเร็ว ด้วยพลังการรักษาระดับเทพ ทำให้ร่างกายของวานรเพลิงปฐพีที่ใกล้จะแหลกสลาย ต้องทนรับความเจ็บปวดจากการถูกทำลายและรักษาฟื้นฟูซ้ำแล้วซ้ำเล่า
อวี๋เคอเอ๋อร์ยืนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อเห็นอานุภาพการรักษาอันน่าทึ่งจากพลังปราณของซูอวี๋
"นี่มันเคล็ดวิชาอะไรกัน!?" อวี๋เคอเอ๋อร์อุทานอย่างตกตะลึง
นี่มันเหมือนเป็นการดึงวานรเพลิงปฐพีกลับมาจากปากเหวแห่งความตายครั้งแล้วครั้งเล่าเลยนะ!
กระบวนการนี้ดำเนินไปร่วมครึ่งชั่วยาม
จนกระทั่งใบหน้าของซูอวี๋ซีดเผือด เหงื่อท่วมตัว ในที่สุดกลิ่นอายของวานรเพลิงปฐพีก็ระเบิดดังตูมใหญ่ มันสามารถทะลวงผ่านคอขวดได้สำเร็จ กลิ่นอายอันบ้าคลั่งพุ่งปรี๊ด ก้าวข้ามขีดจำกัดของระดับหนึ่งไปได้อย่างงดงาม
"โฮก!"
วานรเพลิงปฐพีคำรามลั่นด้วยความตื่นเต้น เปลวเพลิงสีแดงฉานบนตัวมันเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังจากทะลวงขั้น ดูเหมือนว่าเปลวเพลิงสีแดงกำลังจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม
ซูอวี๋ถอยร่นออกมายืนหอบหายใจลึกๆ เมื่อเห็นวานรเพลิงปฐพีทะลวงขั้นสำเร็จ เขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
โชคดีที่สำเร็จ ไม่อย่างนั้นเขาคงขาดทุนย่อยยับแน่ๆ
อวี๋เคอเอ๋อร์เห็นวานรเพลิงปฐพีทะลวงขั้นสำเร็จ ก็ทั้งดีใจและตื่นเต้น ในขณะเดียวกันก็มองซูอวี๋ด้วยสายตาอิจฉาและตกตะลึง ความรู้สึกในใจของนางช่างซับซ้อนเหลือเกิน
เมื่อซูอวี๋ได้พักเหนื่อยจนพอมีแรง อวี๋เคอเอ๋อร์ก็เอ่ยขึ้น "ที่มันทะลวงขั้นสำเร็จได้ ก็เพราะความสามารถในการรักษาอันน่าสะพรึงกลัวจากพลังปราณของเจ้านี่แหละ"
"ไม่อย่างนั้นล่ะก็ การทะลวงขั้นครั้งนี้ของมันคงต้องล้มเหลวไม่เป็นท่าแน่"
เมื่อการทะลวงขั้นเสร็จสมบูรณ์ วานรเพลิงปฐพีก็เก็บซ่อนกลิ่นอายของตนเอง ย่อขนาดตัวกลับเหลือสองฉื่อเท่าเดิม มันวิ่งไปหาซูอวี๋ กอดขาเจ้านายแน่น พลางส่งเสียงร้องเจี๊ยกจ๊ากด้วยความดีใจ
ดูเหมือนมันกำลังขอบคุณซูอวี๋ที่ช่วยเหลือมันไว้
ซูอวี๋หันไปมองอวี๋เคอเอ๋อร์ พลางกะพริบตาปริบๆ "แบบนี้ถือว่าข้าเป็นผู้ควบคุมสัตว์อสูรระดับต่ำขั้นสองได้หรือยัง?"
อวี๋เคอเอ๋อร์ค้อนขวับ "ไม่นับย่ะ ผู้ควบคุมสัตว์อสูรระดับต่ำขั้นสองไม่ได้หมายความว่าเจ้ามีสัตว์อสูรประจำตัวระดับต่ำขั้นสองอยู่ในครอบครองหรอกนะ"
"แต่มันหมายถึงการที่เจ้าสามารถใช้ความสามารถของตัวเอง สยบและควบคุมสัตว์อสูรระดับสองขั้นต้นในป่า ให้กลายมาเป็นสัตว์อสูรประจำตัวของเจ้าได้ต่างหาก"
ซูอวี๋พยักหน้าเข้าใจ
พูดง่ายๆ ก็คือต้องพึ่งพาวิชาควบคุมสัตว์อสูร ไม่ใช่แค่วัดจากระดับของสัตว์อสูรที่ครอบครองอยู่
"ให้มันพักสักสองสามวันก่อน ค่อยให้เหยี่ยวเกล็ดดำลองทะลวงขั้นดูบ้าง"
ซูอวี๋เตรียมใจไว้แล้วว่าเหยี่ยวเกล็ดดำอาจจะล้มเหลว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับวานรเพลิงปฐพี กลับไม่เกิดขึ้นกับเหยี่ยวเกล็ดดำเลยสักนิด
หลังจากกลืนโอสถแก่นอสูรธาตุทองเข้าไป เหยี่ยวเกล็ดดำก็หมอบนิ่งอยู่กับที่เพื่อดูดซับฤทธิ์ยา
กลิ่นอายพลังอสูรธาตุทองอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านออกมาจากตัวมันเป็นระยะๆ
กว่าหนึ่งชั่วยามผ่านไป เหยี่ยวเกล็ดดำก็ระเบิดพลังทั้งหมดเข้าชนกับคอขวดอย่างไร้สุ้มเสียง
"ตู้ม!"
เพียงครั้งเดียวเท่านั้น มันก็ทะลวงผ่านคอขวดไปได้อย่างง่ายดาย กลิ่นอายพลังพุ่งทะยานขึ้นทันที
สัตว์อสูรประจำตัวทั้งสองตัวของซูอวี๋ ทั้งเหยี่ยวเกล็ดดำและวานรเพลิงปฐพี ได้ก้าวขึ้นเป็นสัตว์อสูรระดับสองขั้นต้นเป็นที่เรียบร้อย
(จบแล้ว)