- หน้าแรก
- ยอดเซียนสองวิถี สยบมารด้วยมือเปล่า
- บทที่ 12 - มุ่งหน้าสู่ตลาดอวิ๋นซาน
บทที่ 12 - มุ่งหน้าสู่ตลาดอวิ๋นซาน
บทที่ 12 - มุ่งหน้าสู่ตลาดอวิ๋นซาน
บทที่ 12 - มุ่งหน้าสู่ตลาดอวิ๋นซาน
ดวงอาทิตย์ทอแสงสีทองสาดส่องมาจากทิศตะวันออก
ซูอวี๋นั่งขัดสมาธิอยู่ริมหน้าต่าง ในมือถือหินวิญญาณระดับล่างไว้แน่นเพื่อดูดซับพลังวิญญาณเข้ามาหล่อเลี้ยงร่างกาย พลังปราณจากเคล็ดวิชาไม้พฤกษาอู๋ถงภายในร่างนิ่งสงบดั่งบ่อน้ำลึกที่ไร้ระลอกคลื่น ไหลเวียนไปทั่วร่างอย่างเชื่องช้า
จนกระทั่งวินาทีหนึ่ง ร่างของซูอวี๋ก็เปล่งประกายแสงสีเขียววูบวาบ พลังปราณในจุดตันเถียนที่เคยนิ่งสงบก็เกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง
พริบตาเดียว พลังวิญญาณจากทั่วทุกสารทิศก็พวยพุ่งเข้ามาราวกับเกลียวคลื่นลูกเล็กๆ
กลิ่นอายพลังของซูอวี๋ก็ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตกลั่นปราณขั้นที่สามอย่างเงียบเชียบ
ครึ่งชั่วยามต่อมา
หินวิญญาณระดับล่างในมือของซูอวี๋ก็แหลกสลายกลายเป็นผงธุลีร่วงหล่นลงตามง่ามนิ้ว พลังวิญญาณที่เคยพวยพุ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่งในตอนที่ทะลวงระดับก็กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น พึมพำกับตัวเองเบาๆ "ทะลวงระดับแล้ว"
เมื่อเพ่งสมาธิ ตัวอักษรบนหน้าต่างความชำนาญก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
【ชื่อ: ซูอวี๋】
【ตบะ: ขอบเขตกลั่นปราณขั้นที่สาม】
【อายุขัย: 18/100】
【เคล็ดวิชา: เคล็ดวิชาไม้พฤกษาอู๋ถง (ขั้นที่สาม, ความชำนาญ 0.01%), วิชากายาจระเข้มารร้อยแปดกระบวนท่า (ขั้นที่สี่, ความชำนาญ 69.1%)】
【วิชาอาคม: วิชาเถาวัลย์ไม้ (สมบูรณ์), วิชาบำรุงปราณ (สมบูรณ์), วิชาหอกวิญญาณ (สมบูรณ์), วิชาหล่อเลี้ยงปราณ (ความชำนาญ 36.8%)】
หลังจากกลับมาจากสำนักกระบี่เมฆาได้เกือบสองปีครึ่ง ในที่สุดตบะของเขาก็ทะลวงถึงขอบเขตกลั่นปราณขั้นที่สามเสียที
พรสวรรค์ระดับนี้ย่อมเทียบกับซูจื่อหรือซูชิงอี้ไม่ได้เลย
แต่ซูอวี๋ก็ไม่ได้ร้อนใจอะไร แม้ตอนนี้ความก้าวหน้าของเขาจะสู้ซูจื่อกับคนอื่นๆ ไม่ได้ แต่หนทางแห่งการบำเพ็ญเพียรนั้นยาวไกลนัก เมื่อถึงระดับสูงๆ ข้อได้เปรียบที่เขาไม่มีคอขวดเพราะมีหน้าต่างความชำนาญ จะทำให้เขาก้าวข้ามทุกคนไปได้อย่างแน่นอน
การทะลวงสู่ขอบเขตกลั่นปราณขั้นที่สามทำให้ซูอวี๋รู้สึกอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
เขามองดูหน้าต่างความชำนาญ สายตาหยุดอยู่ที่วิชากายาพลางครุ่นคิด "หนึ่งปีที่ผ่านมา การฝึกวิชากายาช้าลงไปเยอะเลย"
หลังจากคิดทบทวนไปมา ซูอวี๋ก็เปิดถุงเฉียนคุนออกดู ตอนนี้เขามีหินวิญญาณระดับล่างสะสมไว้กว่าหนึ่งร้อยสามสิบก้อนแล้ว เขาจึงตัดสินใจได้ในที่สุด
"ต้องหาโอกาสไปตลาดอวิ๋นซานสักหน่อยแล้ว"
ในทุกๆ เดือน สวนสมุนไพรจะจัดขบวนคาราวานขนส่งสมุนไพรไปยังตลาดอวิ๋นซาน ซึ่งเป็นขบวนขนาดใหญ่ที่มีเหล่ายอดฝีมือของตระกูลคอยคุ้มกันอย่างแน่นหนา
หากเขาเดินทางไปพร้อมกับขบวนคาราวาน ความปลอดภัยก็จะเพิ่มขึ้นมาก
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา
พลังวิญญาณในสวนสมุนไพรหนาแน่นขึ้นอีกเกือบหนึ่งส่วน ทำให้แทบจะฟันธงได้เลยว่าต้องมีสายชีพจรวิญญาณระดับหนึ่งซ่อนอยู่ใต้ดินอย่างแน่นอน
ตอนนี้ตระกูลซูเพียงแค่รอให้ซินแสปฐพีเดินทางมาค้นหามังกรกำหนดจุดชีพจร เพื่อสร้างเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์สำหรับการฝึกฝนต่อไป
แม้จะเป็นแค่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ระดับหนึ่งที่แย่ที่สุด แต่มันก็เป็นสมบัติล้ำค่าที่ตระกูลซูจะสามารถสืบทอดต่อไปได้ชั่วลูกชั่วหลาน
'ถ้าสร้างดินแดนศักดิ์สิทธิ์สำเร็จ ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของข้าก็น่าจะเพิ่มขึ้นอีกหน่อย' ซูอวี๋รู้สึกคาดหวัง
ต่อให้เพิ่มขึ้นแค่ครึ่งส่วน แต่หากมองในระยะยาวแล้ว มันก็ช่วยประหยัดเวลาในการบำเพ็ญเพียรไปได้มากโขเลยทีเดียว
เช้าวันรุ่งขึ้น
ซูอวี๋กำหินวิญญาณระดับล่างไว้ในมือขณะลืมตาตื่นจากการบำเพ็ญเพียร เขามองไปที่หน้าต่างความชำนาญ ตอนนี้เขาใช้เวลาฝึกฝนเคล็ดวิชาไม้พฤกษาอู๋ถงได้เร็วขึ้น ใช้เวลาเพียงสองชั่วยามกว่าๆ ก็เสร็จแล้ว
"ความชำนาญเพิ่มขึ้น 0.12%" ซูอวี๋คำนวณในใจ "ต่อให้ใช้หินวิญญาณระดับล่างช่วยฝึกฝนทุกวัน การจะทะลวงจากขอบเขตกลั่นปราณขั้นที่สามไปขั้นที่สี่ ก็ยังต้องใช้เวลาเกือบสามปี"
"อืม ถ้าจะให้เป๊ะก็คงประมาณสองปีนิดๆ สองปีสองสามเดือนล่ะมั้ง"
เมื่อใกล้จะถึงสิ้นเดือน คืนนั้นซูอวี๋ได้แอบไปวางกับดักผงล่ออสูรไว้สิบจุดในสวนสมุนไพร โชคดีที่คราวนี้เหยื่อติดกับับถึงหกตัว แถมเป็นหนูหินผาระดับหนึ่งขั้นกลางถึงสองตัว
วันรุ่งขึ้น
ซูอวี๋หิ้วซากสัตว์อสูรพวกนั้นไปที่หอโอสถ ผู้อาวุโสสามซูชางกำลังง่วนอยู่กับการทำบัญชีกับผู้อาวุโสท่านอื่นๆ เพื่อเตรียมส่งสมุนไพรในสิ้นเดือน
เมื่อเห็นซูอวี๋เดินเข้ามา ซูชางก็เงยหน้าขึ้นมายิ้มทักทาย "อ้าว ดาวมฤตยูแห่งหมู่มวลสัตว์อสูรของสวนสมุนไพรเรามาแล้วรึเนี่ย?"
ผู้อาวุโสท่านอื่นๆ ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะร่วน พร้อมกับพยักหน้าทักทายซูอวี๋
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ซูอวี๋มักจะออกล่าอสูรหนูหินผาอยู่บ่อยครั้ง ทำให้จำนวนอสูรหนูหินผาในสวนสมุนไพรถูกควบคุมให้อยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อสวน
ชื่อเสียงของซูอวี๋จึงเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทั้งสวนสมุนไพร
การที่เขาสามารถทะลวงสู่ขอบเขตกลั่นปราณขั้นที่สามได้ภายในเวลาหนึ่งปี ก็เป็นเพราะทรัพยากรที่ได้จากการล่าหนูหินผานี่แหละ
ซูอวี๋ส่งกระสอบป่านในมือให้อย่างนอบน้อม "นี่คือผลงานการล่าเมื่อคืนนี้ขอรับ ได้หนูหินผามาหกตัว"
ซูชางได้ยินดังนั้นก็ประหลาดใจไม่น้อย "หกตัวเชียวรึ?"
เขาอดไม่ได้ที่จะมองซูอวี๋ด้วยความทึ่ง ก่อนหน้านี้ซูอวี๋มักจะล่ามาได้ครั้งละไม่เกินห้าตัวเท่านั้น
นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ล่าได้เกินพิกัด
พอซูชางเปิดกระสอบดู ก็ยิ่งตกใจ "โห มีอสูรหนูหินผาระดับหนึ่งขั้นกลางตั้งสองตัวด้วย"
ผู้อาวุโสท่านอื่นๆ ไม่ได้แสดงท่าทีประหลาดใจแต่อย่างใด
พวกเขากลับมองซูอวี๋ด้วยรอยยิ้ม "มีเขาอยู่ในสวนสมุนไพรของเรา ปัญหาอสูรหนูหินผากัดกินสมุนไพรก็หมดห่วงไปได้เปลาะหนึ่งแล้วล่ะ"
เมื่อเห็นซูชางอารมณ์ดี ซูอวี๋ก็รีบฉวยโอกาสขออนุญาตเดินทางไปตลาดอวิ๋นซานพร้อมกับขบวนคาราวานทันที
ซูชางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอนุญาต "ได้สิ แต่พอเข้าร่วมขบวนแล้ว เจ้าต้องเชื่อฟังคำสั่งและช่วยคุ้มกันความปลอดภัยให้ขบวนด้วยนะ"
จากนั้น ซูชางก็จัดการจ่ายหินวิญญาณระดับล่างเป็นค่าตัวหนูหินผาทั้งหกตัวให้ซูอวี๋
แน่นอนว่า โลหิตแก่นแท้ของหนูหินผาระดับหนึ่งขั้นกลางสองตัวนั้น ถูกหักออกไปเหมือนเช่นเคย
เมื่อรวมกับมูลค่าของวัตถุดิบแล้ว ซูอวี๋ได้รับหินวิญญาณระดับล่างทั้งหมดเจ็ดสิบแปดก้อน
"มะรืนนี้ตอนเช้า เจ้ามารอที่นี่แต่เช้าเลยนะ" ซูชางกำชับทิ้งท้าย
การขนส่งสมุนไพรไม่ได้ใช้รถม้าแบบโบราณทั่วไปหรอกนะ ลองคิดดูสิ ขนาดซูอวี๋แค่ฆ่าลูกกระจ๊อกตระกูลหลินไปคนเดียวยังได้ถุงเฉียนคุนมาเป็นรางวัลเลย แล้วประสาอะไรกับการขนส่งสมุนไพร ทำไมตระกูลซูจะไม่มีปัญญาใช้ถุงเฉียนคุนหรือแหวนเฉียนคุนล่ะ?
เช้าตรู่วันมะรืน เมื่อซูอวี๋มาถึงหอโอสถ ก็พบว่ามีผู้บำเพ็ญเพียรมารออยู่ก่อนแล้วสิบคน
ผู้นำขบวนคือผู้อาวุโสตระกูลซูที่มีตบะถึงขอบเขตกลั่นปราณขั้นที่เจ็ด
เขาถือเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในรุ่นปู่ของซูอวี๋ นามว่า ซูจิ้งปัง
เขารับหน้าที่ดูแลเส้นทางขนส่งจากสวนสมุนไพรไปยังตลาดอวิ๋นซานมากว่าสิบปีแล้ว
"มาแล้วรึ? ถ้าอย่างนั้นก็ออกเดินทางกันเถอะ"
เมื่อเห็นซูอวี๋มาถึง ซูจิ้งปังก็ยิ้มรับบางๆ ส่วนคนอื่นๆ อีกเก้าคนก็มองซูอวี๋ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
พวกเขาทุกคนต่างก็เคยได้ยินกิตติศัพท์ของ 'ดาวมฤตยูอสูรหนูหินผา' แห่งสวนสมุนไพรมาแล้วทั้งนั้น
รวมซูอวี๋ด้วยก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรสิบเอ็ดคนพอดี
พวกเขาไม่ได้ใช้วิธีขี่ของวิเศษเหาะไปตลาดอวิ๋นซานหรอกนะ ไม่ใช่แค่เพราะพลังปราณของพวกเขาไม่เพียงพอ แต่ถึงจะเพียงพอ พวกเขาก็ไม่กล้าทำตัวเตะตาแบบนั้นหรอก
ขืนพลังปราณหมดกลางทาง แล้วโดนโจรดักปล้นขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ
ดังนั้น พวกเขาจึงเลือกขี่ม้าวิญญาณเพื่อเดินทางไปยังตลาดอวิ๋นซาน
การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นตลอดสาย แม้แต่คนของตระกูลหลินที่คอยเป็นปฏิปักษ์ก็ยังไม่โผล่หัวมาดักซุ่มโจมตีพวกเขาเลย
สามวันต่อมา พวกเขาก็เดินทางมาถึงตลาดอวิ๋นซานซึ่งตั้งอยู่นอกเขตสำนักกระบี่เมฆาได้อย่างปลอดภัย
เมื่อจะเข้าตลาด ทุกคนต้องจ่ายค่าผ่านทางคนละหนึ่งก้อนหินวิญญาณระดับล่าง
หากไม่ต้องการพักค้างคืนในตลาด ก็ต้องรีบออกจากตลาดก่อนฟ้ามืด ไม่อนุญาตให้เดินเตร็ดเตร่ตามท้องถนนในยามวิกาล
หลังจากจ่ายค่าผ่านทางสำหรับทุกคนเรียบร้อยแล้ว ซูจิ้งปังก็กล่าวว่า "ไปที่หอโอสถก่อน คืนนี้เราจะพักกันที่นั่น พรุ่งนี้บ่ายๆ ค่อยออกเดินทางกลับ ระหว่างนี้ใครอยากจะไปไหนก็ไปได้ตามสบาย"
ตลาดอวิ๋นซานเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา มีค่ายกลคุ้มกันแน่นหนาหนาแน่นหลายชั้น รอบๆ ตลาดมีแปลงนาวิญญาณกว้างใหญ่ไพศาล
ว่ากันว่าใต้ตลาดแห่งนี้มีสายชีพจรวิญญาณระดับสองซึ่งเป็นสาขาย่อยของสายชีพจรวิญญาณหลักของสำนักกระบี่เมฆาซ่อนอยู่
ต่อให้เป็นแค่สาขาย่อย แต่มันก็ยังเป็นถึงสายชีพจรวิญญาณระดับสองเชียวนะ
แข็งแกร่งกว่าสายชีพจรวิญญาณระดับหนึ่งที่เพิ่งค้นพบใต้สวนสมุนไพรตระกูลซูลิบลับ
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่ตลาด ซูอวี๋ก็สัมผัสได้ถึงความหนาแน่นของพลังวิญญาณที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง หากได้บำเพ็ญเพียรที่นี่สักวัน ความเร็วในการพัฒนาก็คงจะเหนือกว่าตอนอยู่สวนสมุนไพรเกินหนึ่งส่วนแน่ๆ
(จบแล้ว)